คำพูด วิธีการ ที่พ่อแม่พูดกับลูก จะเป็นเสียงที่ดังซ้ำ ๆ ย้ำๆ ในหัวของเขา ว่าเขาเป็นอย่างไร

เด็ก ๆ จะรับรู้ว่าตัวเองเป็นคนอย่างไรนั้นขึ้นอยู่เสียงของคนสำคัญในชีวิตเขาเป็นผู้สะท้อนให้เด็ก ๆ ฟัง ไม่ว่าจะเป็นเสียงจาก คุณแม่ คุณพ่อ คุณครู หรือผู้ปกครองที่พูดกับเขาก็ตาม สำหรับเด็กบางคนที่โตมากับการได้ยินคำชื่นชมเป็นประจำ เช่น ลูกคือดวงใจของพ่อแม่ พ่อภูมิใจมากที่ลูกตั้งใจ ลูกมีความพยายามมากเลยนะ แม่อยู่ตรงนี้นะ ฯลฯ จะทำให้เด็กรับรู้ว่าเรามีคุณค่า เป็นที่รัก เป็นที่น่าภาคภูมิใจในตัวเอง มีความพยายาม ในทางตรงข้ามเด็กที่ได้ยินกับคำตำหนิ หรือดุด่าบ่อย ๆ จะเกิดความคิดว่าเราเป็นคนไม่ดี ไม่เก่ง ทำผิดพลาดบ่อย ๆ ทำอะไรก็แย่ เสียงเหล่านั้นจะติดอยู่ในความคิดของเขาส่งผลต่อภาคภูมิใจในตัวเอง (Self Esteem) และความยืดหยุ่น (Resilence) มันอาจจะเป็นเสียงแห่งกำลังใจ ยาวที่เขาเผชิญเรื่องราวต่าง ๆ เป็นความหวังในวันแย่ ๆ ทำให้เขาลุกขึ้นมากได้อีก ในทางตรงกันข้ามก็อาจเป็นเสียงที่บั่นทอนตัวตนของเด็กได้เช่นกัน และเสียงเหล่านั้นจะตอกย้ำ ซ้ำ ๆ ในหัวของเขาตลอดไป Cr. ครูกานต์ นักจิตวิทยาเด็ก วัยรุ่น และครอบครัว บันทึกไม่ลับนักจิตวิทยาเด็ก

เมื่อลูกรู้สึกถูกปฏิเสธ

เวลาเราคุยกับใคร ไม่ว่าต่อหน้าหรือคุยโทรศัพท์ หรือเวลาเรากำลังจะทำเรื่องที่สำคัญ หรือกำลังจะทำงาน ลูกวัยเด็กเล็ก วัยอนุบาล ก็จะชอบเข้ามาเรียกร้องความสนใจทันที (เวลาอื่นเยอะแยะก็ไม่เข้ามา พอพ่อแม่ยุ่งปั๊บก็มาทันที 😅) เราเข้าใจว่ามันเป็นพัฒนาการของเด็กวัยนี้แต่มันทำให้เราหงุดหงิด รำคาญ และกลัวเสียหน้าว่าลูกเราไม่รู้จักกาลเทศะ 😖 แล้วเราตอบสนองกับลูกยังไง? มีวิธีไหมที่ดีกว่า การดุด่า การไล่ การพาลูกไปไว้ไกลๆ หรือการเดินหนี ซึ่งทำให้ลูกรู้สึกว่าถูกปฎิเสธหรือคนอื่นสำคัญกว่าหรือเสียใจ เสียself ที่ถูกดุ 😭 วิธีที่ผมได้เรียนรู้มา คือ 1.บอกคนที่กำลังคุยด้วยว่า รอแป๊บนึง (ด้วยสมมติฐานที่ว่าผู้ใหญ่มีความอดทนรอได้มากกว่าเด็ก) แล้วก็นั่งลงไปในระดับสายตาของลูกแล้วถามลูกว่า มีอะไรจะบอกพ่อ/แม่เหรอ จะให้พ่อ/แม่ช่วยอะไรเหรอ รอพ่อ/แม่คุยธุระแป๊บนึงนะ หรือ 2.ให้ลูกมาเกาะข้างขาเราไว้ แล้วก็เอามือนึงแตะตัวลูกไว้ หรือกอดลูกไว้ ให้ลูกรู้ว่าเค้าสำคัญนะ แล้วก็คุยต่อ Crดีต่อลูก

ในวันที่เราทะเลาะกับลูกมากขึ้น

เมื่อเราทะเลาะกันมากกว่าคุยกันดี ๆ “ทำไม ลูกถึงดื้อขนาดนี้” “ทำไม เราถึงขึ้นเสียงกันบ่อยขึ้น” (ทุกวัน บางบ้านทุก 1-2 ชม.ด้วยซ้ำ) “ทำไม มองไปทางไหนก็เห็นแต่ลูกทำเรื่องไม่ถูกใจ” คุณพ่อคุณแม่ไม่น้อยที่รู้สึกว่า “ทำไมเราถึงทะเลาะกันมากกว่าคุยกันดี ๆ” แต่ละวันตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้าจนถึงเข้านอน เรารู้สึกว่าทุกอย่างหรือเรื่องส่วนใหญ่ที่ลูกทำ มักไม่เข้าตา ไม่ถูกใจพ่อแม่อย่างเรา ทั้งดื้อ ทั้งเถียง ทำตัวไม่น่ารัก ดังนั้นพ่อแม่หลายคนจะพยายามจับลูกมาปรับพฤติกรรมปัญหา ตั้งกฎเกณฑ์ ทำโทษ ดุและเด็ดขาดมากขึ้น และสุดท้ายก็ลงเอยด้วยเสียงดุของพ่อแม่ และเสียงร้องไห้ของลูก เพราะปัญหาพฤติกรรมมันเยอะและหยุมหยิมเหลือเกิน เพราะเรากำลัง ‘จับผิด’ ลูกมากกว่าที่จะมองหาพฤติกรรมที่ดีของเขาและต่อยอด ทุกอย่างที่เราเห็นจึงเป็นการมองลูกในแง่ ‘ลบ’ และ ‘ไม่เข้าตา’ ลูกก็จะรู้สึกว่าถูกพ่อแม่จับผิดตลอดเวลา ในขณะที่พ่อแม่ก็เหนื่อยกายและเหนื่อยใจที่ลูกไม่เป็นไปอย่างที่คาดหวังไว้ ดังนั้นยิ่งตั้งเป้าที่จะปรับพฤติกรรม ก็ยิ่งทำให้เราทะเลาะกันมากขึ้น เมื่อวันที่เราทะเลาะกันมากขึ้น สิ่งที่เราควรทำก่อนการปรับพฤติกรรมที่ไม่ถูกใจพ่อแม่ก็คือปรับที่ผู้ปกครอง – คุณพ่อคุณแม่ต้องดูแลร่างกายและจิตใจของตัวเองให้ดี เพราะวันที่พ่อแม่รู้สึกเหนื่อยเกินไป เครียดเกินไป ร่างกายทรุดโทรมเกินไป คุณพ่อคุณแม่จะหงุดหงิดง่าย ทะเลาะกับลูกง่ายขึ้น หรือกระทั่งพ่อแม่ทะเลาะกันเองมากขึ้น การดูแลตนเองให้มีสุขภาพร่างกายและสุขภาพจิตใจให้ดีจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการเลี้ยงลูกเสมอ รับประทานอาหารที่เพียงพอ ครบถ้วนห้าหมู่ สามมื้อ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอContinue reading “ในวันที่เราทะเลาะกับลูกมากขึ้น”

พ่อแม่ควรเปิดพื้นที่ที่ลูกสามารถแสดงความสามารถแบบของเขาและช่วยให้เขามีเซลฟ์เอสตีม มีที่ยืนให้แก่เซลฟ์คือตัวตน

“หน้าที่ของวัยรุ่นอีกข้อหนึ่งคือไปหาแก๊ง ตอนเรียนประถมอายุ 7-12 ปีเด็กๆไปหาเพื่อนเพื่อทำงานเป็นทีม เป็นวัยรุ่นชั้นมัธยมอายุ 13-18 ปีเด็กๆไปหาเพื่อนมิได้เพื่อไปทำงานเป็นทีม แต่ไปหาแก๊งเข้าสังกัดเพื่อสวามิภักดิ์หัวหน้าแก๊ง เหตุที่เขาไปเพราะเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างอัตลักษณ์ ใช้อัตลักษณ์ของหัวหน้าแก๊งที่เขาชื่นชอบมาผสมผสานกับพ่อแม่แล้วผลิตบุคคลใหม่อัตลักษณ์ใหม่ ความรู้นี้บอกเราว่าแก๊งเป็นเรื่องชั่วคราวและหัวหน้าแก๊งเป็นนมกล่อง เมื่อเขาดูดอัตลักษณ์ของหัวหน้าแก๊งหมดแล้วก็ทิ้ง หัวหน้าแก๊งมีวันเอ๊กซไปร์หมดอายุ พ่อแม่ที่ชาญฉลาดจึงไม่ทำตัวเป็นศัตรูกับหัวหน้าแก๊งโดยเปิดเผย รับฟังลูกและรอเวลา เด็กจะเข้าแก๊งไหน เราอยากให้ลูกเข้าแก๊งเด็กเรียนเรียนเก่ง แต่มิใช่ทุกคนจะมีปัญญาทำได้ เด็กจะเลือกแก๊งที่เปิดพื้นที่ให้เขาแสดงความสามารถและมีเซลฟ์เอสตีม หากเขาเรียนไม่เก่งไปไหนไม่ได้ขยับตัวมีแต่ถูกดุด่าว่าโง่ไม่เอาไหน เขาจะไปเข้าแก๊งที่ยินดีต้อนรับเขาให้โอกาสเขาสำแดงฝีมือ อาจจะสูบบุหรี่พ่นควันสวยหรือมากกว่านั้น พ่อแม่ที่รู้ทันจึงควรเปิดพื้นที่ที่ลูกสามารถแสดงความสามารถแบบของเขาและช่วยให้เขามีเซลฟ์เอสตีม มีที่ยืนให้แก่เซลฟ์คือตัวตน Cr. นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์

การบังคับเด็กให้ทำกิจกรรมที่ไม่ชอบบ้าง จริงๆมันก็ไม่ได้แย่ไปทั้งหมด

ครั้งหนึ่งเคยดูสัมภาษณ์ แดน ดีทูบี แดนพูดประมาณว่า“ตอนเด็กๆพ่อ แม่ชอบให้ไปเป็นตัวแทน แข่งขันและอ่านทำนองเสนาะ ส่วนตัว ไม่ชอบ ไม่อยากไป พยายามจะหนี และครูที่สอนก็ดุมาก ต้องอ่านชัด ฝึกออกเสียง คำหนักเบา เสียงสั้นยาว รายละเอียดเยอะ แต่ต้องไปเพราะโดนพ่อแม่บังคับ พยายามจะหนี แต่สุดท้ายก็ต้องยอมซึ่งสุดท้ายแล้วสิ่งเหล่านั้นคือสิ่งที่พาแดนมาถึงวันนี้” “คืออยากจะบอกว่า การบังคับไม่ได้แย่เสมอไป คนทุกคนควรได้รับการโดนบังคับ และให้ยอมรับบ้าง เพราะเรามักมองไม่เห็นตัวเรา แต่พ่อแม่หรือคนอื่นอาจจะเห็นว่าเราทำแบบนี้ได้ เมื่อเราลองทำดู เราอาจจะเจอสิ่งใหม่ๆ สิ่งที่เบื้องบนให้เรามาก็ได้ อย่าปฎิเสธโอกาส “เราว่าแดนพูดได้ดี เราก็เลยได้ความคิดหนึ่งว่าลูกไม่จำเป็นต้องได้ทำแต่ในสิ่งที่ชอบหรอก บางอย่างลูกอาจจะไม่รู้เลยว่าเค้าจะทำอะไรได้ดี มีพรสรรค์ด้านไหน ไม่เข้าใจว่า ทำเพื่อตัวเองไปทำไม ทำยังไง เพราะเค้ายังเด็ก เค้ายังรักตัวเองไม่เป็นไง—————————————————————-เรามีเพื่อน ที่เล่าเรื่องเพื่อนอีกคนให้ฟังว่า เค้าอยากให้ลูกสอบติดสาธิตฯ เค้าพาลูกติวอย่างมีวินัยแล้วบอกลูกว่า“รักแม่ไหม” แน่นอนลูกตอบว่ารัก“ถ้ารักแม่ ตั้งใจนะลูก ตั้งใจติว ตั้งใจทำข้อสอบ แล้วสอบได้เป็นรางวัลให้แม่ แม่อยากให้หนูสอบได้ ทำเพื่อแม่นะ” เราก็ถามเพื่อนกลับไป ตามบทความหนึ่งที่เคยอ่านมาว่า “อย่าเอาความหวังของตัวเองไปผูกติดไว้ที่ลูก” ซึ่งเราก็เห็นด้วยกับบทความนี้“นี่มันความหวัง ความสุขของแม่ ทำไมไปโยนภาระให้ลูกเป็นคนทำ มันถูกต้องเหรอ”Continue reading “การบังคับเด็กให้ทำกิจกรรมที่ไม่ชอบบ้าง จริงๆมันก็ไม่ได้แย่ไปทั้งหมด”

ใครสักคนที่เชื่อใจฉันในวันที่ฉันล้ม

#ใครสักคนที่เชื่อใจฉันในวันที่ฉันล้ม มนุษย์ทุกคนต้องเคยพลาด ต้องเคยล้ม ต้องเคยเสียใจ เป็นเรื่องธรรมดา เพียงแต่ว่าการล้มแต่ละครั้งของแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน บ้างเจ็บน้อย บ้างเจ็บมาก บางคนแทบปางตาย และหลายคนก็ไม่เคยลุกขึ้นมาเข้มแข็งได้ดั่งเดิมอีกเลย … เพราะชีวิตจริง มันก็เจ็บปวดแบบนี้แหละ … คนที่เคยผิดหวังเสียใจและล้มเหลว คงพอจำความรู้สึกตรงนั้นได้ว่ามันทุกข์แค่ไหน แต่สิ่งที่จะเยียวยาบาดแผลที่เกิดขึ้นได้มีอยู่ 3 อย่างก็คือ #สติ#เวลา และ #ใครสักคน … ทุกคนคงเคยได้ยินวลีที่ว่า “เวลา” เวลาจะเยียวยาทุกอย่างเอง ร่วมกับสติ และสมองของแต่ละคนว่ามีความยืดหยุ่นและจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ดีแค่ไหน ซึ่งแต่ละคนนั้นมีมาไม่เท่ากัน … แต่บาดแผลจะสมานได้เร็วขึ้นมากหากมี ‘ใครสักคน’ ที่รับฟัง อยู่ข้าง ๆ อย่างเข้าใจ และ ‘เชื่อ’ ว่าเราจะก้าวผ่านมันไปได้ … และนั่นควรเป็นหน้าที่ที่สำคัญมาก ๆ ของสิ่งที่เรียกว่า #ครอบครัว ครอบครัวควรอยู่ตรงนั้นยามที่ลูกเจ็บ ครอบครัวควรรับฟังและปลอบโยน มากกว่าซ้ำเติมและแดกดัน ครอบครัวต้องเข้าใจและช่วยให้สิ่งที่คนในครอบครัวเผชิญอยู่ผ่านไปได้ จะด้วยการช่วยเหลือโดยตรง หรือแค่รับฟังก็ได้ … เพราะพี่อ้อยเคยบอกเราว่า “เรื่องเศร้า แค่เล่าก็เบาแล้ว” …Continue reading “ใครสักคนที่เชื่อใจฉันในวันที่ฉันล้ม”

ใข้ชีวิตอย่างไม่ประมาท แต่ไม่ต้องกังวล

คนที่ทำอะไรก็สำเร็จมาตลอดชีวิตให้ฉุกคิด “อย่าประมาท” พลาดได้อีกหลายหนคนที่ทำเต็มที่แล้ว แต่ยังไม่เคยสำเร็จเลยสักครั้ง ให้อดทน“อย่ากังวล” ขวนขวายเพิ่ม แล้วคอยเติมความสุขให้กับตัวเอง #คิดอย่างเสือ Cr. Suwanchai Lohawatananakul

เปิดโลก ‘จิตวิทยาเด็ก’ กับ นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์

นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ เรื่อง ภาพิมล หล่อตระกูล ภาพประกอบ ข้อเขียนต่อไปนี้เป็นการตีความและอธิบายเนื้อหาบางส่วนที่น่าสนใจ แปลกใหม่ และสมควรให้คุณพ่อคุณแม่ในประเทศไทยรับทราบ จากหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊กเล่มใหม่ จิตวิทยาเด็ก: ความรู้ฉบับพกพา แปลโดย สุภลัคน์ ลวดลาย วรัญญู กองชัยมงคล จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ bookscape พ.ศ. 2562 โดยแปลจากหนังสือ Child Psychology: A Very Short Introduction เขียนโดย Usha Goswami  เนื่องด้วยผมอ่านแล้วเสียดายแทนท่านที่มิได้อ่าน อีกทั้งเดาว่าหากมิใช่นักวิชาการด้านเด็กแล้วก็อาจจะไม่อยากอ่าน 1. ว่าด้วยทารกและสิ่งที่พวกเขารู้ ผมเขียนเสมอว่าขวบปีแรกสำคัญที่สุด พยายามไม่จากลูกไปไกลในขวบปีแรก ขวบปีแรกคือนาทีทองที่ทารกจะสร้างความไว้ใจโลกและแม่ ขวบปีแรกคือ trust หากขาดความไว้ใจนี้เสียแล้ว ทารกจะพัฒนาต่อไม่ได้ นอกจากนี้ผมยังเขียนเรื่องกระบวนการตัดแต่งสมอง หรือ pruning ที่จะเริ่มเมื่ออายุประมาณ 9-12 ขวบ เด็กใช้ชีวิตอย่างไร ทำอะไรในช่วงนี้ ก็จะได้สมองอย่างนั้น หนังสือเล่มนี้เขียนว่า“ประสบการณ์ที่ดำเนินต่อเนื่องเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดว่าเครือข่ายของเซลล์ประสาทใดจะถูกทำลายและเครือข่ายใดที่ยังคงอยู่”  สอดคล้องกับความรู้เรื่องการตัดแต่งสมองที่ยอมรับกันทั่วไปแล้ว โดยเริ่มกันตั้งแต่ขวบปีแรกเลยทีเดียว “ทารกแรกเกิดชอบมองใบหน้าที่ดวงตาจ้องมองมายังพวกเขาตรงๆ และไม่ชอบมองใบหน้าที่ดวงตาหันเหไปทางอื่น นอกจากนี้ทารกยังตอบสนองในทางลบต่อใบหน้าเฉยเมย”  ข้อความนี้คือที่ผมพยายามบอกกล่าวคุณแม่เสมอมาว่าที่ทารกจะขาดเสียไม่ได้ในสามเดือนแรกคือใบหน้าของท่าน ใบหน้าของท่านทำให้คุณแม่มีอยู่จริง ในใบหน้ามีดวงตาContinue reading “เปิดโลก ‘จิตวิทยาเด็ก’ กับ นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์”

หลายครั้ง “ความเศร้า” เกิดจาก “ความไม่พอใจ” ตัวเอง

หลายครั้ง “ความเศร้า” เกิดจาก “ความไม่พอใจ” ตัวเอง “การรู้เท่าทัน”“ความรู้สึกเศร้า”และ “ความรู้สึกไม่พอใจ”ที่เกิดขึ้นนั้น 🙂 ช่วยให้ใจสงบขึ้นและ ช่วยให้รู้ทางแก้ไขทำให้ดูแลใจตนเองได้ดีขึ้น ถูกทางมากขึ้นจาก”ความเข้าใจ” “หัวใจ”ตนเอง🙂 Cr.สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย