เด็กที่พลาด และหมดอนาคต กว่า 60% (น่าจะมีมากกว่านี้แต่…ไม่ได้ถูกดำเนินคดี) สาเหตุเกิดจากสัมพันธภาพในครอบครัวที่ไม่ดี 😥

เด็กที่พลาด และหมดอนาคต กว่า 60% (น่าจะมีมากกว่านี้แต่…ไม่ได้ถูกดำเนินคดี) สาเหตุเกิดจากสัมพันธภาพในครอบครัวที่ไม่ดี 😥 ครอบครัวมีปัญหา ครอบครัวที่ร้อนเกินไป หรือไม่ก็เย็นชาเกินไป จนลูกไม่อยากอยู่บ้าน ครอบครัวที่มีแต่ความรุนแรงฯลฯ ✔ไม่อยากให้ลูกพลาด ไม่อยากให้ลูกหมดอนาคต ไม่อยากให้ลูกเราอยู่ใน 60% นี้ ช่วยกันสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันในครอบครัว พ่อ-แม่-ลูก ใครๆก็สร้างได้ เพราะมัน “สร้างได้ด้วยใจ ไม่ใช่ด้วยเงิน” ครับ 😊 Cr. ดีต่อลูก

เลี้ยงลูกแบบฉลาด

เลี้ยงลูกแบบฉลาด “ตอนนี้ไม่ค่อยซ้อมดนตรีเลยบอกว่ายาก บังคับให้เล่นก็ร้องไห้ต้องทำยังไงดี”😢 “ตอนสอบต้องติวให้รึเปล่า..เดี๋ยวลูกจะเข้าใจผิดคิดว่าเรากดดันเรื่องเรียน” “เข้มงวดแค่ไหน ถึงจะไม่ทำให้ลูกเครียด.เป็นคำถามที่ไม่มีใครตอบให้ใครได้เลยจริงๆเพราะโลกนี้ ไม่มีเครื่องวัดความกดดัน, ความเครียด, ความเข้มงวดเป็นหน้าจอดิจิตอลให้เราเห็น.แต่หมออยากแชร์เนื้อหาส่วนหนึ่งในหนังสือเรื่อง GRITว่าด้วยเรื่องการเลี้ยงลูกแบบฉลาด.หลังจากความรู้เรื่องการเลี้ยงลูกเชิงบวกแพร่หลายพ่อแม่ส่วนใหญ่เข้าใจว่าการเลี้ยงลูก ด้วยเหตุผลเป็นเรื่องดีและการทำโทษ หรือการกระทำใดๆที่กดดัน เคร่งเครียด เป็นเรื่องไม่ดีบางคนถึงขั้นวิจารณ์การเลี้ยงดูลูกของครอบครัวอื่น.ความจริงก็คือความเครียดที่พอเหมาะ (positive stress)ไม่ได้ทำร้ายสมองเด็กยังเป็นสารตั้งต้นชั้นดี ของคำว่า ศักยภาพ ความเครียดที่พอเหมาะเป็นความเครียดที่เกิดจาก การได้เผชิญอุปสรรคและต้องดึงความสามารถของตัวเองมาแก้ปัญหาเป็นความเครียดที่คาดเดาได้(ไม่ใช่การทำร้ายร่างกาย ทารุณกรรมทางเพศ ทำร้ายจิตใจจนทำให้เสียคุณค่าในตัวเอง ทอดทิ้งละเลยโดยสิ้นเชิง….พวกนี้คือ major stress ที่ส่งผลร้ายต่อสมอง) งานบ้านที่ไม่อยากทำ แต่ก็ต้องทำนี่ก็เกิด positive stress พ่อแม่ เข้มงวด กับลูก มีการวางกติกากันก่อนทำไม่ได้ก็ต้องรับผลของการกระทำ….นี่ก็ positive stress การซ้อมดนตรี กีฬา การทำสิ่งที่ยากกว่าความสามารถปัจจุบันของตัวเองก็เป็นความเครียดแต่ถ้าผ่านมันไปได้ ก็เก่งนี่ก็ positive stress เรื่องที่ควรรู้ถัดมาคือเด็กที่ไม่มีใครคาดหวังอะไรกับเค้าเลยไม่ใช่เด็กที่คนอื่นต้องอิจฉาจะทำหรือไม่ทำก็ได้จะซ้อมหรือไม่ซ้อมก็ได้จะสอบตก หรือสอบได้ ก็ไม่ต่างกันจะได้คะแนนเท่าไหร่ก็ได้ เค้ามิใช่เด็กที่จะภาคภูมิใจในตัวเองเพราะเด็กอยากให้คนที่เค้ารัก ชื่นชมเค้าเสมอการชื่นชมที่มีแต่เปลือกใช้ได้แค่พักเดียวอีกไม่นานเค้าจะตั้งคำถามว่าเค้ามีอะไรควรค่ากับการชมนั้นรึเปล่าหลังจากนั้น เค้าจะรู้ว่า คำชมนั้น ไม่มีค่าอะไรเพราะ ดี ไม่ดี ทำหรือไม่ทำ…ก็ได้มาอยู่ดี ดังนััน การเลี้ยงลูกอย่างฉลาดไม่ได้หมายถึงContinue reading “เลี้ยงลูกแบบฉลาด”

เปิดโลก ‘จิตวิทยาเด็ก’ กับ นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์

นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ เรื่อง ภาพิมล หล่อตระกูล ภาพประกอบ ข้อเขียนต่อไปนี้เป็นการตีความและอธิบายเนื้อหาบางส่วนที่น่าสนใจ แปลกใหม่ และสมควรให้คุณพ่อคุณแม่ในประเทศไทยรับทราบ จากหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊กเล่มใหม่ จิตวิทยาเด็ก: ความรู้ฉบับพกพา แปลโดย สุภลัคน์ ลวดลาย วรัญญู กองชัยมงคล จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ bookscape พ.ศ. 2562 โดยแปลจากหนังสือ Child Psychology: A Very Short Introduction เขียนโดย Usha Goswami  เนื่องด้วยผมอ่านแล้วเสียดายแทนท่านที่มิได้อ่าน อีกทั้งเดาว่าหากมิใช่นักวิชาการด้านเด็กแล้วก็อาจจะไม่อยากอ่าน 1. ว่าด้วยทารกและสิ่งที่พวกเขารู้ ผมเขียนเสมอว่าขวบปีแรกสำคัญที่สุด พยายามไม่จากลูกไปไกลในขวบปีแรก ขวบปีแรกคือนาทีทองที่ทารกจะสร้างความไว้ใจโลกและแม่ ขวบปีแรกคือ trust หากขาดความไว้ใจนี้เสียแล้ว ทารกจะพัฒนาต่อไม่ได้ นอกจากนี้ผมยังเขียนเรื่องกระบวนการตัดแต่งสมอง หรือ pruning ที่จะเริ่มเมื่ออายุประมาณ 9-12 ขวบ เด็กใช้ชีวิตอย่างไร ทำอะไรในช่วงนี้ ก็จะได้สมองอย่างนั้น หนังสือเล่มนี้เขียนว่า“ประสบการณ์ที่ดำเนินต่อเนื่องเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดว่าเครือข่ายของเซลล์ประสาทใดจะถูกทำลายและเครือข่ายใดที่ยังคงอยู่”  สอดคล้องกับความรู้เรื่องการตัดแต่งสมองที่ยอมรับกันทั่วไปแล้ว โดยเริ่มกันตั้งแต่ขวบปีแรกเลยทีเดียว “ทารกแรกเกิดชอบมองใบหน้าที่ดวงตาจ้องมองมายังพวกเขาตรงๆ และไม่ชอบมองใบหน้าที่ดวงตาหันเหไปทางอื่น นอกจากนี้ทารกยังตอบสนองในทางลบต่อใบหน้าเฉยเมย”  ข้อความนี้คือที่ผมพยายามบอกกล่าวคุณแม่เสมอมาว่าที่ทารกจะขาดเสียไม่ได้ในสามเดือนแรกคือใบหน้าของท่าน ใบหน้าของท่านทำให้คุณแม่มีอยู่จริง ในใบหน้ามีดวงตาContinue reading “เปิดโลก ‘จิตวิทยาเด็ก’ กับ นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์”