การได้รับความรักในวัยเด็กถือเป็นเรื่องสำคัญ

การได้รับความรักในวัยเด็กถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะมีผลต่อการประกอบสร้างตัวตนของเขาในอนาคต ถ้าเด็กคนไหนที่ไม่เคยได้รับความรัก หรือการแสดงออกซึ่งความรักจากผู้ปกครอง อาจจะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่รู้ว่าจะเริ่มรักใครอย่างไรดี ตอนที่ผู้ใหญ่เหล่านี้เป็นเด็ก ‘คำขอ’ ของเขาอาจจะถูก ‘ปฏิเสธ’ จากพ่อแม่บ่อยครั้ง ในวัยเด็กเขารู้สึกเสียใจและเจ็บปวดกับมันมากมาย แต่มาวันนี้เขากลับชาชิน และเลือกที่จะสร้างกำแพงหนาขวางกั้นระหว่างตัวเขากับผู้อื่น ผู้ใหญ่บางคนที่แสวงหาความรักและเรียกร้องให้คนอื่นเข้าใจตนเอง มักมีประสบการณ์วัยเด็กที่ถูกปฏิเสธซ้ำๆ จากพ่อแม่ตัวเอง น่าแปลกที่ภายในของพวกเขาต้องการให้ผู้อื่นเข้าหา แต่ภายนอกของพวกเขากลับแสดงท่าทีปฏิเสธผู้อื่น แค่เพียงมีใครสักคนมาสัมผัสโดนร่างกายของเขา ความรู้สึกที่เขาได้รับเพียงแผ่วเบาก็มากพอที่จะทำให้เขาถอยหนีอย่างหวาดกลัว เพราะสัมผัสเบาๆ ที่เขาได้รับนั้นมันหนักอึ้งทางความรู้สึก พวกเขากลัวการถูกปฏิเสธเช่นเดียวกับเมื่อครั้งเยาว์วัยที่เขาได้รับ วิธีการที่จะไม่ถูกปฏิเสธเช่นนั้นอีก คือ ‘การปฏิเสธผู้อื่นก่อน’ ที่ตัวเขาจะถูกปฏิเสธนั่นเอง เพราะเขาทนรับความเจ็บปวดไม่ไหวอีกต่อไป ความย้อนแย้งที่เกิดขึ้นมาจากความขัดแย้งภายในใจระหว่างจิตสำนึก (Conscious) กับจิตใต้สำนึก (Subconscious) ที่มีช่องว่างระหว่างกันมหาศาล เนื่องจากได้รับการสั่งสมมานาน แม้ว่าผู้ใหญ่เหล่านั้นจะรายงานว่า “ตัวเองเติบโตมาในครอบครัวธรรมดา และไม่เคยมีปัญหาหนักใดๆ” แต่อย่าลืมว่า ปัญหาเล็กๆ เช่น การได้รับถ้อยคำเชิงลบเพียงไม่กี่คำ เมื่อเจอซ้ำๆ ย้ำๆ บ่อยๆ สามารถกลายเป็นปัญหาทางใจที่ฝังรากลึกติดตัวตั้งแต่เด็กมาจนปรากฏเป็นผลลัพธ์ในวันที่พวกเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ได้ ในใจลึกๆ แล้ว เด็กทุกคนปรารถนาให้พ่อแม่เข้าใจตนเอง และมอบความรักให้กับตนโดยปราศจากเงื่อนไข เมื่อพวกเขาไม่ได้รับมันในวัยเยาว์ พวกเขามีแนวโน้มจะเรียกร้องมันในตอนโต Illustrator: ninaiscat Cr.https://thepotential.org/family/the-untold-stories-ep-6-how-to-love-your-kids/

สอนโควิด…ด้วยนิทาน

สอนโควิด…ด้วยนิทาน สวัสดีค่ะ กระทู้แรกของเราเลยอยากจะมาเป็นการ “รีวิว” นิทานสั้นๆกันนะคะ ลูกคนเล็กเรายังอายุน้อย ขี้อึดอัดพอสมควร บอกให้ใส่หน้ากาก จะทีไรแปปๆเอาออก เราเลยพยายามหาวิธีสอนให้ลูกเข้าใจสถานการณ์เจ้าโรคนี้มากขึ้น หาไปหามา… เจอนิทานของ สสส. เกี่ยวกับโควิดที่เค้าเคยลงไว้ตั้งแต่ระลอกแรก ปรากฎว่าทำมาดีกว่าที่คิดมากเลย (ไม่ได้ค่าโฆษณาอะไรนะคะ 5555) ลองดูกันนะคะ แต่ละเรื่องอ่านฟรี แล้วก็ดาวน์โหลดเก็บใน ipad ไว้เปิดให้ลูกดูภาพได้ด้วย อานีสกับกอล์ฟสู้โควิด – เรื่องโปรดของลูกเลย ภาพน่าร๊ากก แถมอธิบายเรื่องได้ครบถ้วน ง่ายๆ สอนลูกจบในเรื่องเดียวคะแนน: 4.5/5Link: https://www.happyreading.in.th/bookreview/detail.php?id=532 มาล้างมือกันเถอะ – เรียกได้ว่าไม่มีเนื้อหาอะไรเลยนอกจากล้างมือค่ะ 555 สำหรับเรายังชักจูงลูกเราไม่น่าจะได้เท่าไหร่คะแนน: 1.5/5Link: https://www.happyreading.in.th/bookreview/detail.php?id=529&fbclid=IwAR2rqWTHlhpI6vFvGZAaV_Ww2bT_ugY30dF7vHQewCNi1-9iWmFCmvVYHeA อีเล้งเค้งโค้ง – มีเนื้อหาเกี่ยวกับโควิดเยอะมาก มีตัวละครหลายตัว แต่ไม่ค่อยน่ารัก วาดแบบง่ายๆ เนื้อหาแอบจะเยอะเกินจนยากที่เด็กจะเก็บหมดด้วยค่ะคะแนน: 3.5/5Link: https://www.happyreading.in.th/bookreview/detail.php?id=530 หนูจี๊ดติดจอ – ไม่ค่อยเกี่ยวกับโควิดเท่าไหร่ แต่เป็นการสอนให้ลูกไม่ดูทีวีเยอะเกิน เสียดายแอบสั้นไปหน่อย แต่สอนลูกได้ดีค่ะคะแนน: 4/5Link: https://www.happyreading.in.th/bookreview/detail.php?id=517&fbclid=IwAR2gTIcUVniLQ6pofVgoPTVnPZPKlgPBLIOtRO-vOViRIFLmLdr_zHcU4WE Cr: เว็บ สสส. https://palent.co

พ่อแม่ควรอ่านหนังสือให้ลูกฟังเรื่อยไป ไม่มีข้อกำหนดว่าควรหยุดดเมื่อไหร่

ไม่สำคัญว่าลูกอ่านหนังสือได้รึยังพ่อแม่ควรอ่านไปเรื่อยๆ ไม่มีข้อกำหนดว่าควรหยุดเมื่อไร ยิ่งนานยิ่งดีครับ ดาวน์โหลดหนังสือ ‘มหัศจรรย์แห่งการอ่านออกเสียง’ Cr. นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์

คำพูด วิธีการ ที่พ่อแม่พูดกับลูก จะเป็นเสียงที่ดังซ้ำ ๆ ย้ำๆ ในหัวของเขา ว่าเขาเป็นอย่างไร

เด็ก ๆ จะรับรู้ว่าตัวเองเป็นคนอย่างไรนั้นขึ้นอยู่เสียงของคนสำคัญในชีวิตเขาเป็นผู้สะท้อนให้เด็ก ๆ ฟัง ไม่ว่าจะเป็นเสียงจาก คุณแม่ คุณพ่อ คุณครู หรือผู้ปกครองที่พูดกับเขาก็ตาม สำหรับเด็กบางคนที่โตมากับการได้ยินคำชื่นชมเป็นประจำ เช่น ลูกคือดวงใจของพ่อแม่ พ่อภูมิใจมากที่ลูกตั้งใจ ลูกมีความพยายามมากเลยนะ แม่อยู่ตรงนี้นะ ฯลฯ จะทำให้เด็กรับรู้ว่าเรามีคุณค่า เป็นที่รัก เป็นที่น่าภาคภูมิใจในตัวเอง มีความพยายาม ในทางตรงข้ามเด็กที่ได้ยินกับคำตำหนิ หรือดุด่าบ่อย ๆ จะเกิดความคิดว่าเราเป็นคนไม่ดี ไม่เก่ง ทำผิดพลาดบ่อย ๆ ทำอะไรก็แย่ เสียงเหล่านั้นจะติดอยู่ในความคิดของเขาส่งผลต่อภาคภูมิใจในตัวเอง (Self Esteem) และความยืดหยุ่น (Resilence) มันอาจจะเป็นเสียงแห่งกำลังใจ ยาวที่เขาเผชิญเรื่องราวต่าง ๆ เป็นความหวังในวันแย่ ๆ ทำให้เขาลุกขึ้นมากได้อีก ในทางตรงกันข้ามก็อาจเป็นเสียงที่บั่นทอนตัวตนของเด็กได้เช่นกัน และเสียงเหล่านั้นจะตอกย้ำ ซ้ำ ๆ ในหัวของเขาตลอดไป Cr. ครูกานต์ นักจิตวิทยาเด็ก วัยรุ่น และครอบครัว บันทึกไม่ลับนักจิตวิทยาเด็ก

“อยากให้ลูกฉลาดค่ะ?”

“อยากให้ลูกฉลาดค่ะ?”ความฉลาดไม่มีประโยชน์อะไรในโลกวันนี้ ที่เราควรอยากให้ลูกๆมีคือ อุดมการณ์ จริยธรรม จิตสาธารณะ และทักษะศตวรรษที่ 21 มากกว่าครับมีความฝันที่ไม่เจือจางแม้อายุมากขึ้นมีจิตใจรักคนทุกคน ไม่เหยียดหยามคนไม่ว่าใครจะเกิดมาอย่างไรไม่ลืมตัวว่าเราดีกว่าใครมีโอกาสให้ “ให้” เสมอ และให้ทุกคนมีทักษะเรียนรู้ “เรียนรู้ได้จากทุกที่ทุกเวลา” ด้วยทักษะไอที “วิเคราะห์ข่าวสารที่ได้เสมอ” เพื่อทักษะชีวิต “มีชีวิตที่พัฒนาไปเรื่อยๆทุกๆปี”เท่านี้เองครับ นี่มิใช่ความคาดหวังที่ยากเกินไป ที่แท้แล้วเป็นความคาดหวังที่ง่ายกว่าอยากให้ลูกเรียนเก่งเยอะ ไม่ยากถ้าเราเริ่มต้นก่อกองทรายดีๆ Cr. นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์

โศกนาฎกรรมเงียบ (A SILENT TRAGEDY)

แปลมาอีกทีนึงครับ ยาวหน่อยแต่ดีมากๆครับ 🙂 โศกนาฎกรรมเงียบ (A SILENT TRAGEDY) 😥 มีโศกนาฎกรรมที่กำลังเกิดขึ้นอย่างเงียบๆภายในครอบครัวหลายๆครอบครัว โดยที่คนในครอบครัวไม่รู้ตัว และมันเกี่ยวข้องกับสิ่งที่มีค่าที่สุดของเรา นั่นคือ ลูกๆ หลานๆ ของเรา… ปัจจุบันลูกหลานของเรากำลังมีสภาวะอารมณ์ที่รุนแรง! ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมานักวิจัยได้ให้สถิติที่น่าตกใจมาก เกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของความเจ็บป่วยทางจิตของเด็กๆและจำนวนเด็กที่เจ็บป่วยก็มีจำนวนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สถิติไม่โกหก:• เด็ก 1 ใน 5 คนมีปัญหาสุขภาพจิต• เด็กที่วินิจฉัยว่าเป็น ADHD เพิ่มขึ้น 43%• มีรายงานภาวะซึมเศร้าของวัยรุ่นเพิ่มขึ้น 37%• มีอัตราการฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้น 200% ในเด็กอายุ 10 ถึง 14 ปี มันเกิดอะไรขึ้นและเราผู้ใหญ่ พ่อแม่ได้ทำอะไรผิดพลาดไปหรือเปล่า ⁉️ เด็กวันนี้กำลังถูกกระตุ้นมากเกินไปเพื่อให้มีพรสวรรค์ทางด้านวัตถุ แต่พวกเด็กๆถูกปิดกั้น ละเลย จากสิ่งที่เป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้มีช่วงวัยเด็กที่ดีมีคุณภาพ (healthy childhood) เช่น • พ่อแม่ผู้ปกครองที่มีสุขภาพจิตที่ดี• การกำหนดขอบเขตที่ชัดเจนว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ โดยพ่อแม่• มีหน้าที่Continue reading “โศกนาฎกรรมเงียบ (A SILENT TRAGEDY)”

พ่อแม่ที่ฉลาดและมองการณ์ไกล จะไม่ดึงลูกออกจากปัญหาแต่จะจูงมือลูกเดินผ่านปัญหาไปด้วยกัน ‼

พ่อแม่ที่ฉลาดและมองการณ์ไกล จะไม่ดึงลูกออกจากปัญหาแต่จะจูงมือลูกเดินผ่านปัญหาไปด้วยกัน ‼ พ่อแม่เห็นอะไร 👀 1.ในชีวิตจริงเราเอาปัญหาและอุปสรรคออกไปจากชีวิตไม่ได้ ยังงัยก็ต้องเจอ และเจอทุกวัน2.ในชีวิตจริงพ่อแม่ไม่ได้อยู่ช่วยลูกได้ตลอดไป3.ในชีวิตจริงลูกไม่สามารถพึ่งใครได้จริงๆ ต้องพึ่งตัวเอง พ่อแม่คาดหวังอะไร 🧠 1.ลูกจะเรียนรู้ว่าไม่ว่าปัญหาจะเล็กหรือใหญ่ มีทางออก มีทางแก้ไขเสมอ มีสติ ไม่ต้องตกใจ ไม่ต้องกลัว2.ลูกจะรู้สึกได้โดยอัตโนมัติว่าตัวเองนั้นมีความสามารถ เกิดความภูมิใจ รู้สึกดีกับตัวเอง Self – Esteem พุ่งทะยานสูงขึ้น ปัญหาอะไรเข้ามาไม่กลัว3.ลูกจะเรียนรู้ว่าพ่อแม่อยู่ข้างเขา ไม่ทอดทิ้ง เป็นทั้งตัวอย่าง ที่ปรึกษา กองเชียร์ ผู้ช่วย และ Heroes ของเขาเสมอ แล้วแต่สถานการณ์ 📣 ดังนั้น พาลูกลุยไปกับปัญหาแบบเด็กๆของเขาตั้งแต่วันนี้ อย่าเอาสบายเรา อย่าพยายามพาลูกหนีปัญหา อย่าพยายามทำให้เส้นทางของลูกโรยด้วยกลีบกุหลาบ แล้ววันข้างหน้าเมื่อเขาต้องเจอปัญหาที่มันใหญ่ มันยากแค่ไหนก็ตาม เขาก็จะผ่านมันไปได้อย่างแน่นอน เพราะเราพ่อแม่ไม่ได้อยู่ค้ำฟ้า ไม่สามารถแก้ปัญหาให้ลูกได้ตลอดชีวิตนะครับ 😊 Cr. Fb เพจดีต่อลูก

ในวันที่เราทะเลาะกับลูกมากขึ้น

เมื่อเราทะเลาะกันมากกว่าคุยกันดี ๆ “ทำไม ลูกถึงดื้อขนาดนี้” “ทำไม เราถึงขึ้นเสียงกันบ่อยขึ้น” (ทุกวัน บางบ้านทุก 1-2 ชม.ด้วยซ้ำ) “ทำไม มองไปทางไหนก็เห็นแต่ลูกทำเรื่องไม่ถูกใจ” คุณพ่อคุณแม่ไม่น้อยที่รู้สึกว่า “ทำไมเราถึงทะเลาะกันมากกว่าคุยกันดี ๆ” แต่ละวันตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้าจนถึงเข้านอน เรารู้สึกว่าทุกอย่างหรือเรื่องส่วนใหญ่ที่ลูกทำ มักไม่เข้าตา ไม่ถูกใจพ่อแม่อย่างเรา ทั้งดื้อ ทั้งเถียง ทำตัวไม่น่ารัก ดังนั้นพ่อแม่หลายคนจะพยายามจับลูกมาปรับพฤติกรรมปัญหา ตั้งกฎเกณฑ์ ทำโทษ ดุและเด็ดขาดมากขึ้น และสุดท้ายก็ลงเอยด้วยเสียงดุของพ่อแม่ และเสียงร้องไห้ของลูก เพราะปัญหาพฤติกรรมมันเยอะและหยุมหยิมเหลือเกิน เพราะเรากำลัง ‘จับผิด’ ลูกมากกว่าที่จะมองหาพฤติกรรมที่ดีของเขาและต่อยอด ทุกอย่างที่เราเห็นจึงเป็นการมองลูกในแง่ ‘ลบ’ และ ‘ไม่เข้าตา’ ลูกก็จะรู้สึกว่าถูกพ่อแม่จับผิดตลอดเวลา ในขณะที่พ่อแม่ก็เหนื่อยกายและเหนื่อยใจที่ลูกไม่เป็นไปอย่างที่คาดหวังไว้ ดังนั้นยิ่งตั้งเป้าที่จะปรับพฤติกรรม ก็ยิ่งทำให้เราทะเลาะกันมากขึ้น เมื่อวันที่เราทะเลาะกันมากขึ้น สิ่งที่เราควรทำก่อนการปรับพฤติกรรมที่ไม่ถูกใจพ่อแม่ก็คือปรับที่ผู้ปกครอง – คุณพ่อคุณแม่ต้องดูแลร่างกายและจิตใจของตัวเองให้ดี เพราะวันที่พ่อแม่รู้สึกเหนื่อยเกินไป เครียดเกินไป ร่างกายทรุดโทรมเกินไป คุณพ่อคุณแม่จะหงุดหงิดง่าย ทะเลาะกับลูกง่ายขึ้น หรือกระทั่งพ่อแม่ทะเลาะกันเองมากขึ้น การดูแลตนเองให้มีสุขภาพร่างกายและสุขภาพจิตใจให้ดีจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการเลี้ยงลูกเสมอ รับประทานอาหารที่เพียงพอ ครบถ้วนห้าหมู่ สามมื้อ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอContinue reading “ในวันที่เราทะเลาะกับลูกมากขึ้น”

เมื่อเด็กหญิงตัวเล็กบอกว่าโตขึ้นอยากเป็น “กะหรี่”..มันมีนัย

เมื่อเด็กหญิงตัวเล็กบอกว่าโตขึ้นอยากเป็น “กะหรี่”..มันมีนัย ตุ๊บปอง เรื่องเก่า..เล่าใหม่ครั้งหนึ่ง..เมื่อสัก 10 กว่าปีก่อนไปเยี่ยมเด็ก ๆ ที่จังหวัดหนึ่ง เจอเหตุการณ์ที่ทำให้อึ้ง ต่อเมื่อคิดแล้วจึงเข้าใจสัจจะจากคำที่เด็กผู้หญิงวัย 5 ปีคนหนึ่งได้แสดงความเห็นเป็นสัญญาณให้ตระหนัก เข้าไปในโรงเรียนวัดแห่งหนึ่งในชนบทที่ดูยังไง ๆ ก็ขาดแคลนและแสนจะด้อยโอกาสพบเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ดำ ๆ เกร็ง ๆ แกร็น ๆ คนหนึ่ง ความแก่นของหล่อนขนาดที่สามารถกระโดดถีบเด็กผู้ชายที่ตัวโตกว่าในฐานที่มาล้อว่า..“อีดำ..อีปรื๊ด อีพยาธิตัวตืด อีมืด อีดำ” (คำตามนี้ แต่ตุ๊บปองเอามาร้อยเรียงใหม่ให้คล้องจองกัน เพื่อเพิ่มอรรถรสและงดงามในการล้อ) เกิดต้องชะตา จึงเดินเข้าไปคุยด้วย“ชื่ออะไรลูก” เด็กหญิงคนนั้นจ้องหน้า แล้วถามกลับจนคนถามแทบกราบ“อ๋อ..มึงอยากรู้จักชื่อกูใช่ไหมวะ”เลยตอบไปว่า..“เออ..กูอยากรู้จักชื่อมึงนั่นแหละ”หล่อนหัวเราะแล้วบอกว่า..“ชื่ออีนุ่น” ได้คุยกับอีนุ่น จนรู้พื้นเพ รู้ความคิด รู้จักชีวิตอีนุ่นมากขึ้น ได้ลงไปเยี่ยมถึงบ้านของอีนุ่น ไปพบแม่ ตา ยายและป้าจนรู้จักรักใคร่ และก็เห็นว่าทุกคนก็ครือ ๆ กัน พูดจามึงมาพาโวย เหมือนอย่างที่อีนุ่น Copy มาเป๊ะ ๆ เลยนั่นแหละ เป็นคนไม่ถือเรื่องอย่างนี้นะ..ยอมรับเด็กและทุกคนได้ไม่ยาก เพราะเมื่อเด็กมีทุนชีวิตมาอย่างนี้ ก็ต้องยอมรับว่าเป็นอย่างนี้ แล้วบอกครูว่าให้เวลาในการใส่สิ่งใหม่ที่ดีContinue reading “เมื่อเด็กหญิงตัวเล็กบอกว่าโตขึ้นอยากเป็น “กะหรี่”..มันมีนัย”

พ่อแม่ควรเปิดพื้นที่ที่ลูกสามารถแสดงความสามารถแบบของเขาและช่วยให้เขามีเซลฟ์เอสตีม มีที่ยืนให้แก่เซลฟ์คือตัวตน

“หน้าที่ของวัยรุ่นอีกข้อหนึ่งคือไปหาแก๊ง ตอนเรียนประถมอายุ 7-12 ปีเด็กๆไปหาเพื่อนเพื่อทำงานเป็นทีม เป็นวัยรุ่นชั้นมัธยมอายุ 13-18 ปีเด็กๆไปหาเพื่อนมิได้เพื่อไปทำงานเป็นทีม แต่ไปหาแก๊งเข้าสังกัดเพื่อสวามิภักดิ์หัวหน้าแก๊ง เหตุที่เขาไปเพราะเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างอัตลักษณ์ ใช้อัตลักษณ์ของหัวหน้าแก๊งที่เขาชื่นชอบมาผสมผสานกับพ่อแม่แล้วผลิตบุคคลใหม่อัตลักษณ์ใหม่ ความรู้นี้บอกเราว่าแก๊งเป็นเรื่องชั่วคราวและหัวหน้าแก๊งเป็นนมกล่อง เมื่อเขาดูดอัตลักษณ์ของหัวหน้าแก๊งหมดแล้วก็ทิ้ง หัวหน้าแก๊งมีวันเอ๊กซไปร์หมดอายุ พ่อแม่ที่ชาญฉลาดจึงไม่ทำตัวเป็นศัตรูกับหัวหน้าแก๊งโดยเปิดเผย รับฟังลูกและรอเวลา เด็กจะเข้าแก๊งไหน เราอยากให้ลูกเข้าแก๊งเด็กเรียนเรียนเก่ง แต่มิใช่ทุกคนจะมีปัญญาทำได้ เด็กจะเลือกแก๊งที่เปิดพื้นที่ให้เขาแสดงความสามารถและมีเซลฟ์เอสตีม หากเขาเรียนไม่เก่งไปไหนไม่ได้ขยับตัวมีแต่ถูกดุด่าว่าโง่ไม่เอาไหน เขาจะไปเข้าแก๊งที่ยินดีต้อนรับเขาให้โอกาสเขาสำแดงฝีมือ อาจจะสูบบุหรี่พ่นควันสวยหรือมากกว่านั้น พ่อแม่ที่รู้ทันจึงควรเปิดพื้นที่ที่ลูกสามารถแสดงความสามารถแบบของเขาและช่วยให้เขามีเซลฟ์เอสตีม มีที่ยืนให้แก่เซลฟ์คือตัวตน Cr. นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์