คู่มือการพัฒนาสมอง EF

โหลดฟรีหนังสือ “คู่มือการพัฒนาสมอง EF สำหรับครูปฐมวัย”
ผู้ปกครองและครู ควรอ่านครับ เพื่อเข้าใจพัฒนาการของลูกเพราะนิสัยบางอย่างที่เกิดขึ้นมาจากการบ่มเพาะในวัยที่เหมาะสมและเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่คุณครูและพ่อแม่ต้องเข้าใจ บางทีการคิดแก้ไขตอนเขาเป็นวัยรุ่นมันอาจสายไปครับ
สามารถดาวน์โหลดไฟล์ได้จาก link ข้างล่างนี้ครับ

https://goo.gl/E6qcZq

เลี้ยงลูกด้วยเสียงดนตรี

“ดนตรีเป็นเครื่องมือในการพัฒนากระบวนการฝึกการใช้ความคิดสร้างสรรค์ให้แก่เด็กได้ง่ายและดีที่สุด การใช้ดนตรีเป็นสื่อจะนำไปสู่การพัฒนาที่ดีของสมองทารกตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา ทำให้เซลล์สมองเจริญเติบโตและสร้างเครือข่ายโยงใยซึ่งกันและกันได้อย่างมีประสิทธิภาพทำให้เด็กมีความฉลาด สบายกาย สบายใจ อารมณ์ดี และมีความพร้อมในการเจริญเติบโต” – ดุษฏี พนมยงค์ ศิลปินแห่งชาติ ปี 2557

ในช่วง 3 ปีแรกนับเป็นช่วงเวลาสำคัญของการเรียนรู้ เซลล์สมองของเด็กๆ กำลังเติบโตเต็มที่ พ่อแม่จึงควรต้องศึกษาพัฒนาการของลูกและไม่ปล่อยให้เวลาอันมีค่าที่สุดสำหรับการเรียนรู้ในช่วงนี้ผ่านไป ดนตรีถือเป็นพื้นฐานอย่างหนึ่งที่สามารถส่งผลต่อพัฒนาการด้านอื่นๆ เช่นพัฒนาการทางร่างกาย พัฒนาการทางสมอง พัฒนาการด้านภาษา

Cr. เลี้ยงลูกด้วยเสียงดนตรี, ผช.ศ. ดร. มนสิการ เหล่าวานิช

อยากให้ลูกของเราเป็นคนที่มีความสุขและมีสุขภาพดี (จริงๆ) พวกเราต้องกลับไปสู่พื้นฐาน กลับไปสู่เบสิค

มีโศกนาฎกรรมที่กำลังเกิดขึ้นอย่างเงียบๆภายในครอบครัวหลายๆครอบครัว โดยที่คนในครอบครัวไม่รู้ตัว และมันเกี่ยวข้องกับสิ่งที่มีค่าที่สุดของเรา นั่นคือ ลูกๆ หลานๆ ของเรา…

ปัจจุบันลูกหลานของเรากำลังมีสภาวะอารมณ์ที่รุนแรง! ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมานักวิจัยได้ให้สถิติที่น่าตกใจมาก เกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของความเจ็บป่วยทางจิตของเด็กๆและจำนวนเด็กที่เจ็บป่วยก็มีจำนวนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สถิติไม่โกหก:
• เด็ก 1 ใน 5 คนมีปัญหาสุขภาพจิต
• เด็กที่วินิจฉัยว่าเป็น ADHD เพิ่มขึ้น 43%
• มีรายงานภาวะซึมเศร้าของวัยรุ่นเพิ่มขึ้น 37%
• มีอัตราการฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้น 200% ในเด็กอายุ 10 ถึง 14 ปี

มันเกิดอะไรขึ้นและเราผู้ใหญ่ พ่อแม่ได้ทำอะไรผิดพลาดไปหรือเปล่า ⁉️

เด็กวันนี้กำลังถูกกระตุ้นมากเกินไปเพื่อให้มีพรสวรรค์ทางด้านวัตถุ แต่พวกเด็กๆถูกปิดกั้น ละเลย จากสิ่งที่เป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้มีช่วงวัยเด็กที่ดีมีคุณภาพ (healthy childhood) เช่น

• พ่อแม่ผู้ปกครองที่มีสุขภาพจิตที่ดี
• การกำหนดขอบเขตที่ชัดเจนว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ โดยพ่อแม่
• มีหน้าที่ ความรับผิดชอบ
•โภชนาการที่สมดุลและการนอนหลับที่เพียงพอ
•การเคลื่อนไหวร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเคลื่อนไหวกลางแจ้ง
•การเล่นอย่างสร้างสรรค์ การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมโอกาสที่จะได้เล่นอย่างอิสระ และช่วงเวลาที่เด็กๆจะได้รู้สึกเบื่อเพื่อจะคิดหาวิธีการเล่นเพื่อแก้เบื่อ

🤖แต่ในหลายๆปีที่ผ่านมาเด็กๆถูกแทนที่สิ่งสำคัญเหล่านี้ด้วย….

•ผู้ปกครองที่วุ่นวายอยู่กับแต่อุปกรณ์ดิจิตอลต่างๆ
•ผู้ปกครองที่ยอมทำตามและยอมอนุญาตให้เด็กๆเป็นคน “ปกครองโลก” และเป็นคนที่กำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆเอง
•ความรู้สึกว่าเป็นเรื่องถูกต้องที่ตัวเองสมควรที่จะได้รับทุกสิ่งโดยที่ไม่ต้องทำอะไรหรือรับผิดชอบอะไรเลย
•นอนหลับไม่เพียงพอและโภชนาการที่ไม่สมดุล
•รูปแบบการใช้ชีวิตแบบขยับตัวน้อย (Sendentary Lifestyle) นั่งหน้า TV. หน้า Computer ไม่ออกไปข้างนอก อยู่แต่ในห้อง (อันตรายมาก)
•การถูกกระตุ้นอยู่ตลอดเวลา มีเทคโนโลยีเป็นเพื่อนเป็นพี่เลี้ยง ได้สิ่งที่ต้องการทันทีและไม่มีช่วงเวลาที่น่าเบื่อ ถูกกระตุ้นตลอด

😥แล้วเราจะทำอย่างไรกันดี?

ถ้าเราต้องการให้ลูกของเราเป็นคนที่มีความสุขและมีสุขภาพดี (จริงๆ) พวกเราต้องตื่นได้แล้วและกลับไปสู่พื้นฐาน กลับไปสู่เบสิค และมันยังคงเป็นไปได้ที่จะแก้ไข

มีหลายครอบครัวเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากทำตามคำแนะนำต่อไปนี้:

1.กำหนดจำกัดขอบเขต ให้กับลูก และจำไว้ว่าคุณเป็นกัปตันของเรือ เป็นผู้นำครอบครัวไม่ใช่ลูก ลูกของคุณจะรู้สึกมั่นใจมากขึ้นเมื่อรู้ว่าคุณสามารถควบคุมหางเสือได้
2.ช่วยให้ลูกมีวิถีชีวิตที่สมดุล ที่เต็มไปด้วยสิ่งที่ลูกจำเป็นต้องมี ไม่ใช่แค่สิ่งที่ลูกต้องการ อย่ากลัวที่จะพูดคำว่า “ไม่” กับลูก ๆ ของคุณหากสิ่งที่พวกเขาต้องการไม่ใช่สิ่งที่จำเป็น
3.ให้ลูกทานอาหารที่มีคุณค่าและลด จำกัดอาหารขยะทั้งหลาย
4.ใช้เวลากลางแจ้งอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมงต่อวันในการทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การขี่จักรยาน การเดิน การออกกำลังกาย เล่นกีฬา สนามเด็กเล่นกลางแจ้ง ฯลฯ
5.ทานอาหารด้วยกันในครอบครัวทุกวัน โดยไม่มีสมาร์ทโฟนหรือเทคโนโลยีที่ทำให้เสียสมาธิ ซึ่งทำให้ทุกคนรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า
6.เล่นกับลูก ใช้เวลาด้วยกันในครอบครัว
7.ให้ลูกของคุณมีส่วนร่วมในการทำงานบ้าน ตามอายุของพวกเขา (พับเสื้อผ้า, แขวนเสื้อผ้า,ล้างจาน, กวาดบ้าน, ถูบ้าน ,จัดโต๊ะ, ให้อาหารสุนัข ฯลฯ )
8.เข้านอนเป็นเวลา เพื่อให้แน่ใจว่าลูกของคุณได้นอนหลับเพียงพอ ความสำคัญจะมากยิ่งขึ้นสำหรับเด็กวัยเรียน
9.สอนลูกเรื่องความรับผิดชอบและเรื่องเสรีภาพ อย่าปกป้องลูกมากเกินไปจากความรู้สึกไม่พอใจ หงุดหงิด เสียใจหรือความผิดพลาดทั้งหมด ความเข้าใจผิดจะช่วยให้พวกเขาสร้างความยืดหยุ่นและเรียนรู้ที่จะเอาชนะความท้าทายในชีวิต
10.อย่าถือกระเป๋าหรือเป้สะพายหลัง หรือถือของให้ลูกๆ ถ้าลูกลืมการบ้านอย่าเอามาให้ อย่าปอกเปลือกกล้วยหรือเปลือกส้ม หรือทำอะไรให้ลูก ถ้าหากพวกเขาสามารถทำได้ด้วยตัวเอง แทนที่จะให้ปลาแต่สอนพวกเขาให้หาปลาเองเป็น
11.สอนลูกให้รู้จักรอและชะลอความพีงพอใจได้ อดเปรี้ยวไว้กินหวาน ได้
12.ให้ลูกมีโอกาสได้พบ “ความเบื่อ” เนื่องจากความเบื่อหน่ายเป็นช่วงเวลาที่ความคิดสร้างสรรค์เกิดขึ้น เพื่อหาวิธีแก้เบื่อ ไม่ต้องเป็นพ่อแม่ที่รู้สึกว่าต้องทำให้ลูกสนุกตลอดเวลา
13.อย่าใช้เทคโนโลยีเป็นวิธีแก้ความเบื่อของลูกและไม่ต้องสนองเมื่อลูกร้องขอ (ท่องไว้ความเบื่อก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์)
14.หลีกเลี่ยงการใช้เทคโนโลยีในระหว่างมื้ออาหารในรถยนต์ ในร้านอาหาร ในศูนย์การค้า ใช้ช่วงเวลาเหล่านี้เป็นโอกาสในการเข้าสังคมโดยการฝึกสมองให้รู้วิธีการทำงานเมื่ออยู่ในโหมด: “เบื่อ” (boredom)

  1. เมื่อลูกเบื่ออาจจะช่วยจุดประกายไอเดียแก้เบื่อได้
    16.มีอารมณ์ร่วมกับลูก ไวต่อความรู้สึกของลูก และสอนให้พวกเขารู้จักควบคุมตนเองและสอนทักษะทางสังคม
    17.ปิดโทรศัพท์ในเวลากลางคืนเมื่อเด็กต้องเข้านอนเพื่อหลีกเลี่ยงการรบกวนจากสัญญานโทรศัพท์และสิ่งต่างๆ จากโทรศัพท์
    18.เป็นผู้ควบคุมหรือผู้ฝึกอารมณ์สำหรับลูก ๆ ของคุณ สอนพวกเขาให้รู้จักและจัดการความผิดหวังและความโกรธของตนเอง
    19.สอนพวกเขาให้ทักทายคนอื่น การรอคิว ผลัดกันเล่น ผลัดกันใช้ แบ่งปัน การพูดขอบคุณและการขออย่างมีมารยาท การยอมรับความผิดพลาดและการขอโทษ อย่าบังคับให้ทำแต่เป็นแบบอย่างที่ดีของค่านิยมทั้งหมดนี้
    20.เชื่อมต่ออารมณ์กับลูก โดยการ- ยิ้ม กอด จูบ หอม จี้เอว หัวเราะ สนุก อ่านนิทาน เต้นรำ กระโดดเล่นกับลูกๆ

ถ้าเราอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงในชีวิตลูกๆหลานๆของเราจริงๆ…. โปรดทำตามนะคะ 🙂

Cr. FB @Sirapussorn Lim

เราเรียนรู้อะไรจาก #อาม่าตบเด็ก

เหตุการณ์อันโด่งดังในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา คงไม่พ้นเหตุการณ์ที่มีหญิงชราคนหนึ่งพูดจาโหวกเหวกโวยวายแล้วพุ่งปรี่เข้าไปตบหน้าเด็กนักเรียนชายคนหนึ่งในลานภายในโรงเรียนแห่งหนึ่ง ทันทีที่ตบ “เพี๊ยะ” จนหน้าสั่น เด็กสวนกลับประหนึ่งบัวขาว น็อคเดียวจอด เหตุการณ์สงบลงชั่วคราวแทบจะทันทีด้วยการที่หญิงชราทรุดร่างลงบนโต๊ะที่อยู่ข้างเคียง

หากถามหมอเด็ก ครู จิตแพทย์ … เกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ เราคงบอกว่า “เราไม่ควรตอบโต้ความรุนแรง ด้วยความรุนแรงในทุกกรณี” ตีมาต้องไม่ตีกลับ เน้นใช้สติ ใช้การเจรจา ความสงบ การหลีกจากเหตุการณ์ตรงหน้าให้เร็วที่สุด และดึงเอาบุคคลที่มีอำนาจสูงกว่าเข้ามาคุมสถานการณ์ เช่น ครู หรือ ตำรวจ ฯลฯ เพื่อหยุดความรุนแรงตรงหน้าลง

แฮปปี้ โลกสวย หอมกลิ่นลาเวนเดอร์

แต่หากเด็กคนนั้นเป็นลูกหมอล่ะ เป็นลูกครูล่ะ หรือเป็นลูกของจิตแพทย์ท่านนั้นล่ะ คงยากที่จะทำใจที่จะยอมให้ลูกตัวเอง “เฉย” ต่อเหตุการณ์ตรงหน้า ยอมได้จริงเหรอ ใจพ่อหมอก็คิดนะว่า ต้องสวนกลับสิ เราต้องปกป้องตัวเองก่อน (นั่งคุยในกลุ่มเพื่อน … ทุกคนลงความเห็นว่าถ้าเป็นชั้น ไม่ใช่แค่มือ อย่างน้อยต้องหมัดรุ่น ๆ หรือเตะตัดตัว เพราะข้อติด เตะก้านคอไม่ถึง 555) … ถ้าไม่สวนกลับนี่ เราเริ่มเป็นห่วงลูกในอนาคตแล้วว่าจะไหวไหม คนมาตบหน้าขนาดนี้ ยังป้องกันตัวไม่เป็น เราในฐานะพ่อแม่คงต้องเป็นห่วงมากขึ้นอีกเยอะเลย ว่าไหมครับ … ดังนั้นอีกฟากหนึ่งคือ #ตบมาตบกลับไม่ขี้โกงกัน

แบบนี้ก็แฮปปี้ โลกมันก็โหดร้ายแบบนี้แหละ
ดีเกินไปอยู่ไม่รอดหรอก … เหอะ ๆ … นี่แหละชีวิต

แล้วแบบไหนดี ที่จะสอนลูก
…..

ทำไมคนจึงใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา … แน่นอนว่า เขาเชื่อ (ผิด ๆ) ว่า #การใช้ความรุนแรงเป็นเรื่องปกติ ทุบตีด่าทอทำได้เพราะเราต้องสร้างอำนาจเหนืออีกฝ่ายให้กลัว เราจึงควบคุมได้ สามีใหญ่กว่าเมียกว่าลูก (แต่บางบ้านเมียก็ใหญ่กว่า 555) แม่ผัวต้องโขกสับลูกสะใภ้ได้ …

หรือเขาอาจจะทับ #ถมปมด้อย หรือปัญหาอื่น เช่น เมียหน้าที่การงานดีกว่า การศึกษาดีกว่า ผัวก็ซ้อมเลย ขู่เลย เพื่อสร้างอำนาจและปมเด่นให้ตนเอง … ในบ้านเป็นลูกเจี๊ยบ โดนพ่อแม่กระทำ นอกบ้านเป็นหัวหน้าแก๊งประไร จะได้ไปซ้อมคนอื่นกลบปมในใจ … แบบนั้นแหละครับ …

หรือ #เป็นสันดาน ที่ฝังมาแล้วตั้งแต่เด็ก ทำแล้วไม่มีใครเคยว่าเคยสั่งสอน และเป็นหนทางเดียวที่จะใช้ในการระบายความเครียด หรืออาจเป็นโรคทางจิตเวชหรือโรคทางสมองที่ทำให้การควบคุมอารมณ์ผิดปกติ

แล้วคนเหล่านี้ชอบ “กด” หรือ “ข่มเหง” ใครบ้าง …
มี 2 กลุ่มครับที่คนพวกนี้ชอบรังควาน และใช้ความรุนแรงใส่เสมอ

คือ หนึ่ง … #พวกที่ยอมโดนข่มเหง กลัวหัวหด แล้วร้องไห้ เก็บกด เศร้าใจให้เห็น และ สอง … #พวกที่ของขึ้นง่าย สวนมาสวนกลับทันที แหย่แล้วโกรธง่ายมาก ขึ้นง่ายมาก ต่อยกลับ สู้กลับ แต่สู้ไม่ได้ หรือสู้ได้ชนะรอบนี้ เรื่องยิ่งไม่จบครับ ยกพวกมาตีมันอีกจนกว่าจะชนะ … มันจะวนลูปแบบนี้แหละครับ หากแก้ปัญหาด้วยการแรงมาแรงกลับ

แล้วรู้ไหมครับ ไม่ว่าผู้ถูกกระทำเป็นแบบไหมก็ตาม สิ่งที่เหมือนกันก็คือเขา #ตอบสนองกับผู้กระทำทันที กลุ่มแรก แสดงความอ่อนแอให้เห็น กลัวให้เห็น ร้องไห้ให้เห็น กลุ่มที่สอง โกรธ เกรี้ยวกราดรวดเร็วทันทีที่แกล้งหรือใช้กำลัง อันนี้แหละ ผู้กระทำชอบนักแหละครับ และมันจะไม่จบแน่ ๆ มันจะมาเรื่อย ๆ ครับ

และทั้งสองแบบจะมีจุดจบที่ความรุนแรงเหมือนกันอีกด้วย กลุ่มแรกเก็บกดจนทนไม่ได้ เกิดภาวะซึมเศร้า ก็อาจแก้ปัญหาด้วยความรุนแรง ไม่หยิบมีดหยิบปืนมายิงให้มันจบ ๆ ก็ตัดปัญหาฆ่าตัวตายหนีไปเลยดีกว่า กลุ่มที่สองก็รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ตีกันไปเรื่อย ๆ … และถ้าทนไม่ไหวก็คงไม่ต่างกันกับกลุ่มเก็บกดหรอกครับ

แล้วเราจะสอนลูกให้ทำอย่างไรจึงปลอดการโดนกลั่นแกล้ง …

อันดับแรกคือ #ใส่ใจลูก ให้ความรักให้มาก เขาบอกว่าครอบครัวที่อบอุ่นคือภูมิคุ้มกันแรกเลยครับ เพราะเด็กจะกล้าที่จะพูดคุยกับพ่อแม่เมื่อเกิดเหตุ และกล้าที่จะพูดเพื่อปกป้องตัวเอง อันดับที่สอง … #สร้างลูกให้เป็นคนน่าคบหา น่ารัก เพื่อนเยอะ เพราะยิ่งเพื่อนเยอะ ยิ่งเป็นเกราะป้องกันพวกอันธพาลอีกระดับหนึ่ง อันดับที่สาม … #สร้างลูกให้กล้าพูด เจรจาเพื่อแก้ปัญหาแบบไม่ใช้ความรุนแรง เช่น “หยุดพูดเรื่องตัวดำได้แล้วไหม เราไม่ชอบ” ภ้าไม่หยุดก็ดึงเอาคนกลางเข้ามา เช่น ครู หรือ พ่อแม่ ทำให้รู้ว่าแบบนี้ไม่โอเค …

อันดับสี่ … #ติดเกียร์หมาให้ลูก รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี สถานการณ์เสี่ยงเราหนีก่อนก็ไม่ผิด ทางที่ดีไม่ไปอยู่ในสถานที่ที่เสี่ยง กลับดึก อยู่ก็ลึกในซอยเปลี่ยว อะไรแบบนี้ ไม่เอา ซอยเปลี่ยวก็กลับเร็วหน่อย เลี่ยงได้ก็เลี่ยง อันดับห้า … #สร้างความภาคภูมิใจให้ตัวลูก ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าต้องสอบได้ที่หนึ่งนะครับ คือ ให้รู้ว่าตัวเองมีค่า มีสิ่งที่เขาทำได้ และทำได้ดี … โดยไม่ต้องไปพึ่งการยอมรับจากคนอื่นมาเสริมความมั่นใจให้ตัวเอง …

เมื่อโดนแกล้ง หากด้วยคำพูด จงสอนให้ลูกนิ่งให้เป็น ไม่โกรธ ไม่กลัว ไม่หงอ และกล้าพูดสิ่งที่ตัวเองคิด เช่น โดนล้อว่าดำ หรือตุ๊ด … ก็บอกไปตรง ๆ “เราไม่ชอบที่มาพูดแบบนี้ อย่าพูดอีก” บอกไปตรง ๆ … หากยังมีอีกให้บอกพ่อแม่และครูว่าเรารู้สึกไม่ชอบกับคำพูดแบบนี้ถ้ายังปล่อยผ่านทางความรู้สึกไม่ได้ … แต่หากเป็นแกล้งด้วยการกระทำ … สอนให้ลูกประเมินสถานการณ์ ไม่อยู่คนเดียว เกาะกลุ่มเพื่อน ไม่ไปในที่ที่เสี่ยง ไต้องไปต่อล้อต่อเถียง เพราะยิ่งต่อล้อต่อเถียงมักโดนตบโดนตีง่าย ถ้ามา เราก็เดินหนีไปหาที่ที่ปลอดภัยให้ไว บอกครูให้ช่วยเพราะโรงเรียนควรเป็นสถานที่ที่ปลอดภัย ถ้าครูไม่ทำอะไร รร. นั้นก็ไม่น่าอยู่แล้วครับ …

และบอกเสมอว่า ถ้าถึงจุดที่เลี่ยงไม่ได้ #จงสู้เพื่อปกป้องตัวเองให้เป็นนะลูก … แต่ไม่ใช้อารมณ์มานำเหตุผล … แต่บอกได้เลยครับ โอกาสจะต้องสู้จริงไม่มากหรอก

ตอนเด็ก พ่อหมอก็เคยถูกกลั่นแกล้งเพราะเป็นเด็กอ้วนมาก และเล่นกีฬาอะไรไม่ได้เลย โดนมาหมดแหละครับ “ไอ้อ้วน” “ไอ้หัวหลิม” “ไอ้จั๊กแร้เปียก”​ โดนมาหมดแล้วแต่ไม่ได้โดนซ้อมหรือรุมต่อยนะครับ เป็นคนอดทน ทนจนเครียด เลยฟิวซ์ขาด วิ่งชน นั่งทับให้พวกที่ล้อซะเลย … ปรากฎไม่จบจ้ะ … โดนหนักขึ้นกว่าเดิม … วัยประถมตอนนั้นก็คิดขึ้นมาได้ว่าแบบนี้ไม่เวิร์ก … เริ่มสนใจเรียน ไปนั่งหน้าห้อง สร้างกลุ่มเพื่อน ทำตัวเองให้ครูเอ็นดู เจ๊าะแจ๊ะ 555 ครูให้ไปประกวดแข่งขันอะไรไม่เคยบ่น บอกมา ไปหมด และจากนั้นมีอะไร ครูเคลียร์ให้ตลอด ฟ้องเก่ง บอกเลย …

ปล. ถ้าพ่อหมอเป็นเด็กคนนั้น ตอนอาม่าปรี่เข้ามา พ่อหมอจะใส่เกียร์หมาถอยออกก่อน แล้วพูดให้ชัดว่า “อย่าเข้ามานะ เข้ามา … ผมสู้” ถ้ายังพุ่งเข้ามาประชิดตัวเราแล้วตบได้ เราก็ค่อยต่อยกลับ … แล้วบอกว่า “ขอโทษครับ ผมป้องกันตัว” รีบเดินไปหาครูฝ่ายปกครองแล้วแสดงละครว่าเจ็บแก้มที่โดนตบอย่างรุนแรงเกินเบอร์ … และโทรบอกพ่อแม่ให้ไวที่สุด … 555

เคยมีเหตุแบบนี้ตอนเรียนหมอ ที่มีคนมาโวยวายในโรงอาหาร รพ. เราไม่ปะทะเองให้เปลืองแรงครับ เดินไปบอกยามให้มาลากออกไปแทน … เผื่อเขาพกมีด พกปืน จะได้ไม่คุ้มเสี่ยง ให้พี่ยามไปเสี่ยงแทน เอ๊ะ ยังไง …

Cr.หมอวินเพจเลี้ยงลูกตามใจหมอ

โรคสมาธิสั้นเกิดจากอะไร

สาเหตุหลักของโรคสมาธิสั้นมาจากพันธุกรรม ปัจจัยสิ่งแวดล้อมและการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสมเป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้อาการสมาธิสั้นรุนแรงมากขึ้น

เป็นคำถามคาใจพ่อแม่หลายคนเมื่อลูกถูกวินิจฉัยเป็นโรคสมาธิสั้นว่าอะไรเป็นสาเหตุ พ่อแม่หลายคนถูกคนรอบข้างตำหนิว่าเลี้ยงลูกไม่ดีเลยทำให้ลูกเป็นสมาธิสั้น เป็นอย่างนั้นจริงมั้ย

สาเหตุหลักของโรคสมาธิสั้นเกิดจากยีนหรือพันธุกรรมที่บกพร่อง ทำให้พัฒนาการบางส่วนของสมองช้ากว่าปกติ ดังนั้นโรคสมาธิสั้นจึงเป็นกรรมพันธ์ โดยประมาณร้อยละ 30-40 ของเด็กสมาธิสั้นจะมีสมาชิกในครอบครัวคนใดคนหนึ่งเป็นโรคสมาธิสั้นด้วย แต่หมอไม่อยากให้เกิดการกล่าวโทษกันว่ามาจากยีนของใคร เพราะไม่เกิดประโยชน์อะไร แต่จะพลอยทำให้เกิดความรู้สึกไม่ดี หรือเกิดความรู้สึกผิดขึ้นมา และมีความเป็นไปได้ที่ทั้งพ่อและแม่อาจจะไม่ได้เป็นสมาธิสั้นแต่มีลูกเป็นสมาธิสั้น

จากพัฒนาการของสมองที่ล่าช้า ทำให้เด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นมีการทำงานของสารสื่อประสาทในสมอง (neurotransmitters) ชื่อ dopamine และ noradrenaline บกพร่อง สารสื่อประสาทเหล่านี้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับสมาธิ ความจดจ่อ ความสามารถในการควบคุมตัวเอง การควบคุมอารมณ์ ความยับยั้งชั่งใจ

นอกจากนี้ปัจจัยทางชีวภาพอื่นๆ อาจเป็นสาเหตุของโรคสมาธิสั้นได้ เช่น มารดาสูบบุหรี่ (หรืออยู่ใกล้ชิดกับคนในครอบครัวที่สูบบุหรี่) หรือดื่มสุราในระหว่างตั้งครรภ์ เด็กที่คลอดก่อนกำหนด น้ำหนักแรกเกิดน้อย หรือมีภาวะแทรกซ้อนหลังคลอด เด็กที่ได้รับอุบัติเหตุที่ศีรษะ มีโรคลมชัก มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (obstructive sleep apnea-OSA) เด็กที่ได้รับสารโลหะหนัก (ตะกั่ว ปรอท) สูงจนถึงระดับที่เป็นพิษ เด็กที่ได้รับยาฆ่าแมลงกลุ่ม organophosphate เข้าไปในปริมาณสูงเป็นระยะเวลานาน เป็นต้น

นอกจากนี้เด็กที่เผชิญกับความทุกข์ยากในวัยเด็ก (childhood adverse events) เช่น ถูกทอดทิ้ง ถูกกระทำทารุณกรรม พ่อหรือแม่เสียชีวิต พ่อแม่หย่าร้าง พ่อหรือแม่ป่วยเป็นโรคทางจิตเวช ติดสารเสพติด ติดคุก ฯลฯ มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคสมาธิสั้นมากกว่าเด็กปกติ

การดูโทรทัศน์ การใช้โทรศัพท์มือถือ ไอแพด หรือเล่นเกมเป็นเวลานาน ๆ สามารถทำให้เด็กมีปัญหาขาดสมาธิ ไม่จดจ่อ หรือมีอาการสมาธิสั้น”เทียม”ได้ แต่ไม่ได้เป็นสาเหตุของโรคสมาธิสั้น”แท้” ที่สำคัญคือ หากเด็กสมาธิสั้นใช้เวลาอยู่หน้าจอเป็นเวลาหลายชั่วโมงต่อวัน อาจทำให้อาการสมาธิสั้นแย่ลง และมีความเสี่ยงที่จะเป็นเด็กติดเกมหรือติดมือถือมากขึ้น

การบริโภคนํ้าตาลหรือชอกโกแลตมากเกินไปไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้เป็นเด็กปกติคนนึงกลายเป็นเด็กสมาธิสั้น

ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม สังคม ครอบครัว การเลี้ยงดู และความคาดหวังของพ่อแม่ยุคใหม่
ที่เปลี่ยนแปลงไปจากสภาพในอดีต เป็นปัจจัยเสริมที่ส่งผลต่ออาการของเด็กที่ป่วยเป็นโรคสมาธิสั้น เช่น เด็กสมาธิสั้นหากอยู่ในครอบครัวที่มีการเลี้ยงดูไม่เหมาะสมอาจมีอาการรุนแรงขึ้นหรือเกิดภาะแทรกซ้อน มีโรคร่วมทางจิตเวชอื่น ๆ ตามมา

Cr. หมอชาญวิทย์

เราเลี้ยงลูกแบบเดิมเหมือนที่เราถูกเลี้ยงมาไม่ได้แล้ว

โลกยุคใหม่หมุนไกลเกินตามทัน จนพ่อแม่ยุคนี้ต้องยอมรับว่า เราไม่อาจเลี้ยงลูกในแบบเดียว กับที่เคยถูกพ่อแม่เลี้ยงมาในอดีตได้อีกต่อไป เพราะคนในแต่ละยุคล้วนมีบุคลิกภาพ แตกต่างตามสมัย ด้วยอิทธิพลจากสิ่งรอบตัวส่งผลต่อความคิดและทัศนคติการใช้ชีวิต เราได้ยินศัพท์ใหม่ๆ ที่เรียกคนแต่ละยุคว่า Gen X บ้าง Gen Y บ้าง เพื่อให้สามารถ เรียนรู้และเข้าใจบุคคลในวัยต่างๆ ได้ดีขึ้น พ่อแม่ที่มีลูกในแต่ละเจเนอเรชั่น โดยเฉพาะเด็กเจเนอเรชั่น อัลฟ่า ที่เกิดและเติบโตมาในโลกยุคไร้พรมแดน ก่อนอื่น มาทำความเข้าใจในแต่ละเจเนอเรชั่น ดังนี้ค่ะ

เริ่มจาก เบบี้บูมเมอร์ ตามมาด้วยเจเนอร์เรชั่น เอ็กซ์ หรือเจนเอ็กซ์ เจนวาย และเจนซี ส่วนเด็กๆ ที่กำลังเกิดขึ้นมายุคปัจจุบันตั้งแต่ปี 2010 ขึ้นไป เรียกว่าเจน อัลฟ่า ซึ่งแต่ละช่วงอายุคน มีความแตกต่างทางสภาพสังคมอย่างมาก

Baby Bommers เบบี้บูมเมอร์
1946-1964

คือกลุ่มคนที่เกิดระหว่าง ปีพ.ศ. 2489-2507 ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา อายุประมาณ 40-60 ปี เป็นคนมีแบบแผน เคารพกฎเกณฑ์ กติกา มีความมุ่งมั่น ทุ่มเท ทำงานหนักเพื่อสร้างเนื้อสร้างตัว มีความอดทนแม้ความสำเร็จจะใช้เวลานาน มีความจงรักภักดีต่อองค์กร และมักอยู่องค์กรเดิมนานๆ ไม่เปลี่ยนงานบ่อย เป็นยุคที่คนใช้แรงกาย แรงสมองในการทำงานบุกเบิก

Generation X เจเนอเรชั่นเอ็กซ์
1965-1976

เป็นกลุ่มที่เกิดระหว่าง ปีพ.ศ. 2508-2519 มีชื่อเรียกอื่นๆ เช่น Baby Buster, Slacker เป็นกลุ่มที่มีอายุประมาณ 30-40 ปี วัยทำงาน ไม่ต้องต่อสู้ดิ้นรนเท่ารุ่นก่อน ไม่ชอบการผูกมัด เปลี่ยนอาชีพบ่อย เลือกที่จะอยู่เฉยๆ มากกว่า ไม่ต้องการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง มักต้องใช้ชีวิตตามเส้นทางที่รุ่นพ่อวางไว้ให้

Generation Y เจเนอเรชั่นวาย
1977-1994

เกิดระหว่าง พ.ศ. 2520-2537อายุช่วง 20 ปลายๆ ถึง 30 ปลาย เป็นกลุ่มที่โตมาพร้อมๆ กับ เทคโนโลยี จึงรับข้อมูลข่าวสารจากหลายๆ ด้าน กล้าแสดงออก และมีความเป็นตัวของตัวเองสูง มีความเชื่อว่าจะสำเร็จได้ต้องทำงานหนัก หากต้องเลือกจะเลือกงาน ทำให้แต่งงานช้า รักอิสระ ไม่ชอบอยู่ในกรอบและไม่ชอบการวางเงื่อนไข มีความเชื่อในศักยภาพตนเอง ติดหนี้ติดสินได้ง่าย นิยมเครดิต ชอบความสะดวกสบายทุกอย่าง

Generation Z เจเนอเรชั่นซีเกิดประมาณ
พ.ศ. 2538-2552 1995-2009

เกิดและโตมาในยุคเทคโนโลยีและโซเซียลเน็ตเวิร์ค จึงเปิดรับข้อมูลหลากหลายผ่านสื่อดิจิตอล มีทางเลือกเยอะ มีแนวทางอิสระเป็นของตัวเองชัดเจน เริ่มเรียนเร็วขึ้นและนานขึ้นกว่ารุ่นอื่นๆ ด้วยความสนใจเรื่องรอบตัวในหลากมิติ ทั้งเรื่องศิลปะ ปัญหาสิ่งแวดล้อม และสังคม จึงทำอะไรหลายอย่างในเวลาเดียวกันและโลกแข่งขันทุกอย่าง

Generation Alpha เจเนอเรชั่นอัลฟ่า
2010

เกิดตั้งแต่ พ.ศ.2553 เป็นต้นไปเป็นรุ่นลูกของ Gen Y และ Z วัยนี้กำลังเป็นเด็กอนุบาลที่เกิดจากพ่อแม่ที่มีอายุมาก มีลูกน้อย มีเงินทองที่ไม่ต้องดิ้นรนมากเท่ารุ่นอื่น จับอุปกรณ์ดิจิตอล สัมผัสเทคโนโลยีตั้งแต่เกิด เรียนกันมาก นานและหลากหลาย อยู่กับสังคมทุนนิยม มีแนวโน้มเป็นคนวัตถุนิยม คุ้นเคยกับการเปลี่ยนแปลง เบื่อง่ายและความอดทนต่ำ นิยมความรวดเร็วทันใจ จึงมองหาสูตรความสำเร็จที่จะทำให้ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย

ดังนั้นเด็กยุคปัจุบันนี้ไม่ใช่เป็นรุ่นเจเนอเรชั่น Z แล้ว แต่เป็นเจเนอเรชั่นรุ่นอัลฟ่า ที่มีการใช้เทคโนโลยีมากขึ้น การปฏิสัมพันธ์กับบ้าน โรงเรียน วัด น้อยลง ซึ่งถ้าคนเราไม่มีความรักความผูกพันแล้ว ความเอื้ออาทรก็จะไม่มี ถ้าปล่อยให้สังคมเป็นสภาพแบบนี้ก็จะเกิดปัญหา

รศ. นพ.สุริยเดว ทรีปาตี จากสถาบันแห่งชาติ เพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบาย เพิ่มเติมในเจเนอเรชั่นอัลฟ่าว่า

“เขารู้จักแต่สังคมที่มีเทคโนโลยี เกิดมาก็มีแต่การแข่งขันกัน จนมีคนนิยามให้เด็กยุคนี้ว่า The Ipad Generation และเราปฏิเสธไม่ได้ว่าโลกเรากำลังเปลี่ยนไปในแนวของดิจิตอลเวิลด์ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่เราจะไม่เปิดรับสื่อ เรามีตัวอย่างที่บางบ้าน พ่อแม่ตั้งกฎไว้ว่า ถ้าลูกอายุน้อยกว่า 18 ปี ไม่ให้ดูทีวี แล้วเอาโทรศัพท์ที่ใช้ข้างนอก พอก้าวเข้าบ้านปุ๊บ เอาโทรศัพท์มากองไว้ที่ศูนย์กลาง แต่ก็ไม่ได้เป็นกลไกในการป้องกันเลย สุดท้ายก็ตกเป็นเครื่องมือ มีปัญหาเพราะรู้ไม่เท่าทัน อ่อนต่อโลกไป”

สังคมเปลี่ยน การเลี้ยงลูกจึงต้องเปลี่ยน

ตอนนี้เรากำลังเลี้ยงลูกหลานที่อยู่ในเจนอัลฟ่า แล้วพ่อแม่ปัจจุบันอยู่ในเจน X และ เจน Y ปล่อยให้ Baby Boommers ที่เป็นปู่ย่า ตายายเป็นคนเลี้ยง ไม่รู้จักเทคโนโลยีแล้วมาเลี้ยงเจน Z บ้าง เจนอัลฟ่าบ้าง ที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยี โดยเฉพาะผู้ปกครองยุคใหม่บางกลุ่มก็ปล่อยให้เด็กอยู่กับแท็บเล็ตหรือคอมพิวเตอร์ทั้งวันโดยไม่มีการควบคุมอย่างเหมาะสม อาจจะส่งผลเสียทำให้เด็กมีสมาธิสั้นและปรับตัวเข้ากับสังคมไม่ได้

เด็กเจนอัลฟ่า ใน ‘สังคมกลางอากาศ’

ปัจจุบันสังคมมีความเป็นพลวัตสูงมาก มีสังคมใหม่เกิดขึ้นคือ สังคมกลางอากาศที่เป็นสังคมไร้พรมแดน เด็กสมัยนี้อยู่กับเทคโนโลยีมากกว่าบ้าน วัด โรงเรียน ไม่เหมือนเด็กสมัยก่อน เด็กเจนอัลฟ่าจึงมีปัญหาเรื่องปฏิสัมพันธ์ทั้งพ่อแม่และชุมชน มีปัญหาทักษะการสื่อสาร เพราะขาดการสื่อสารกันด้วยแววตา กายสัมผัส วลีสัมผัส การที่ขาดตรงนี้ทำให้เป็นเด็กไม่มีน้ำใจ ไม่รู้จักความเอื้ออาทร ที่สำคัญหากเด็กเจนอัลฟ่าไม่ได้รับการพัฒนาอะไรเลย เขาจะอยู่ส่วนตัวมากขึ้น ความผูกพันกับองค์กรและถิ่นฐานเดิมไม่มี ฉะนั้นเขาไม่จำเป็นต้องอยู่ประเทศไทยก็ได้ รากเหง้าวัฒนธรรมตัวเองอาจไม่รู้จักด้วยซ้ำไป ทักษะการสื่อสารก็ไม่มี กลายเป็นโลกแห่งดิจิตอลเทคโนโลยีหมด คุมไม่ได้ กระแสโซเชียลมีเดียหากรู้ไม่ทันก็โดนล่อลวง สภาพแบบนี้มันจะเกิดขึ้นอีกมากหากเราไม่รับมือ

แนวทางการเลี้ยงเด็กยุคใหม่ เจนอัลฟ่า

เทคโนโลยีที่ก้าวหน้า ทำให้สภาพของสังคมกลายเป็นสิ่งที่อยู่กลางอากาศหรือไร้พรมแดน ทั้งจากโซเชียลเน็ตเวิร์คและโซเชียลมีเดียที่อยู่ในมือ ส่งผลให้เด็กในยุคนี้ยึดติดกับตัวเอง ขาดปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ผู้ใหญ่ หรือ ผู้ปกครอง ควรใช้แนวคิดเลี้ยงลูกแบบบันไดสามขั้น คือ รับฟังความคิดความรู้สึกของเด็ก แล้วสะท้อนความรู้สึกของเราเอง ก่อนจะโยนโจทย์ปัญหาให้ลูกได้ลองคิด และแก้ไขจากมุมของตัวเด็กเอง

รวมไปถึงการเลือกรับสื่อกับเด็ก พ่อแม่ควรใช้สื่อให้สร้างสรรค์ ควรจะต้องมีการเหลาความคิดให้รู้เท่าทันสื่อ ภาพความรุนแรงในละคร สามารถนำมาเหลาทางความคิด โดยครอบครัวหรือโรงเรียน ให้คำแนะนำในเชิงสร้างสรรค์ โรงเรียน บ้านและชุมชม ควรต้องกลับมาพัฒนาศักยภาพของเด็ก และร่วมกันหาทางรับมือกับสิ่งใหม่ๆ รวมทั้งไม่ให้เด็กๆ กลายเป็นพวกวัตถุนิยม บริโภคนิยม โดยการติดอาวุธทางปัญญาให้กับเด็ก เพราะโลกในยุคปัจจุบันเป็นทั้งโลกแห่งความเป็นจริงและโลกเสมือน ท่ามกลางสังคมแบบนี้ทำให้เด็กจำเป็นต้องอยู่คู่กับโลกทั้งสองแบบ ดังนั้นพ่อแม่ ผู้ปกครอง ต้องสอนให้ลูกมีความรู้เท่าทัน

1 พัฒนาทักษะการรู้คิด

ผู้ปกครองต้องมีการพัฒนาสมองในส่วนการรู้คิดให้กับลูกตั้งแต่เด็ก ฝึกให้ลูกคิดและวิเคราะห์เป็น เพราะบางครั้งการสอนแบบอบรมสั่งสอนอาจใช้ไม่ได้ผล ซึ่งการสอนให้เด็กคิดและวิเคราะห์นั้นเริ่มได้ง่ายๆ จากการชวนกันตั้งคำถาม ข้อสังเกต ให้เด็กรู้จักวิธีแก้ปัญหา การคิดอย่างมีวิจารณญาณไตร่ตรอง คือคิดว่าเรื่องที่ได้ฟัง ได้เห็น ได้รู้นั้นเป็นข้อเท็จจริงหรือไม่ สมควรเชื่อถือไหมสามารถพิจารณาจากข้อมูลที่ได้รับทั้งหมดจากทุกด้านมารวบรวมแล้วตัดสินใจว่าสุดท้ายเป็นอย่างไร

2 ทักษะการรู้เท่าทัน

เมื่อเด็กที่คิดเป็นจะรู้เท่าทันในทุกเรื่อง และสามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขและปลอดภัย รู้จักคิด ตัดสินใจ วางแผน และแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้อง รู้เท่าทันคน ตลอดจนสามารถจัดลำดับความสำคัญก่อนหลังได้ โดยพ่อแม่อาจใช้วิธีการยกกรณีศึกษาต่างๆ มาสร้างเสริมระบบความรู้เท่าทันให้กับเด็กก็ได้

3 การสร้างจิตสำนึกที่ดี

เกิดขึ้นได้จากพ่อแม่เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก ทำดีให้เด็กดู ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตหรือการมีส่วนช่วยเหลือสังคม ปลูกฝังในสิ่งที่ดี ผู้ใหญ่ต้องใช้วิธีการสั่งสอนที่เกิดจากความรักและสัมพันธภาพที่ดี เมื่อหัวใจของเด็กเปิด สมองของเด็กก็จะเปิดตามไปด้วย เด็กก็จะค่อยๆ ซึมซับนำแบบอย่างที่ดีนั้นไปปฏิบัติจนเกิดเป็นจิตสำนึกที่ดี และกลายมาเป็นจิตอาสาร่วมกันพัฒนาสังคมให้เป็นสังคมที่ดีและมีคุณภาพได้ โดยทุกฝ่ายจะต้องมีส่วนช่วยกันไม่ว่าจะเป็นบ้าน ชุมชน และโรงเรียน

ที่สำคัญพ่อแม่ต้องรู้จักเปิดใจและเป็นผู้ฟังที่ดี ซึ่งจากการรับฟัง ผู้ปกครองสามารถสังเกต ทัศนคติ มุมมอง ความคิดของลูกได้ และใช้วิธีการพูดคุย แลกเปลี่ยน สั่งสอน ปลูกฝังสิ่งที่ดีต่างๆ ลงไป เพื่อเด็กจะได้เกิดวิธีคิดที่ดีและถูกต้อง รู้จักการเสียสละ รู้จักการแบ่งบัน เป็นครอบครัวแห่งประชาธิปไตยและนำไปสู่สังคมน่าอยู่ ตลอดจนชักชวนกันเป็นสังคมแห่งจิตอาสากันทั้งประเทศ ไม่ใช่สังคมแบบตัวใครตัวมันอย่างที่เห็นได้ในทุกวันนี้
ที่มา: mother&care

Growth Mindset

เปลี่ยนคำชมจาก ‘เก่งจัง’ ‘ฉลาดมาก’ เป็น พยายามดีมาก ยากแค่ไหนเขาก็จะสู้

  • ‘คำชม’ มีผลต่อ mindset และความเชื่อที่เด็กมีต่อศักยภาพตนเองว่าสามารถพัฒนาได้หรือไม่ ผลวิจัยบอกว่าการชมเด็กโดยใช้ประโยคว่า “หนูพยายามดีมากเลยจ้ะ” กว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มนี้จะเลือกทำโจทย์ในข้อที่ยากขึ้น 
  • งานศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่าพ่อแม่ที่เอ่ยชื่นชมลูก 3 แบบ คือ ชมที่ตัวเด็ก (เก่งจัง, เป็นเด็กดีจังเลย) ชมที่ความพยายาม (เอามือถือจุกนมเองด้วย, ขยับพลิกตัวเองเป็นแล้ว) และชมแบบไม่เจาะจงอื่นๆ (โอ้โห ว้าว) เมื่อโตขึ้น พบว่าเด็กกลุ่มที่ถูกชมที่ความพยายามจะกล้าเผชิญกับอุปสรรคและความยากลำบากรวมทั้งคิดยืดหยุ่นมากกว่า

เรียบเรียง: บุญชนก ธรรมวงศา
ภาพประกอบ: บัว คำดี

คำชมมีส่วนสำคัญในการปลูกฝัง Growth Mindset ให้กับเด็กๆ และคำที่มักหยิบมาใช้กันบ่อยๆ อย่าง “เก่งจังเลย” “หนูเป็นเด็กดีมาก” “ฉลาดที่สุด” เหล่านี้ อาจทำให้เด็กเข้าใจว่าตนเก่งและฉลาดจนยอมรับความผิดพลาดได้ยาก

แครอล ดเว็ค (Carol Dweck) อาจารย์ด้านจิตวิทยา มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ผู้เขียนหนังสือ Mindset: The New Psychology of Success ซึ่งพูดถึงชุดความคิดที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จ ชี้ว่า พ่อแม่หรือครูส่วนใหญ่มักเอ่ยชมลูกหลานและนักเรียนโดยไม่รู้ว่าคำชมบางประเภทส่งผลอย่างมากต่อการพัฒนาความคิดที่เด็กจะมีต่อความสำเร็จเมื่อเขาโตขึ้น  

การชมเด็กว่า “เก่ง” และ “ฉลาด” บ่อยๆ ส่งผลเสียอย่างไร

ในงานวิจัยชิ้นหนึ่งดเว็คให้เด็กประถมแก้โจทย์คำปริศนาง่ายๆ โดยแบ่งเด็กออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกครูชมว่า หนูฉลาดมากเลยจ้ะ” ส่วนอีกกลุ่มให้ครูชมว่า “หนูพยายามดีมากเลยจ้ะ”จากนั้นเฉลยคำตอบเก็บคะแนนแล้วให้เด็กเลือกโจทย์ข้อต่อไปเอง กลุ่มที่ถูกชมว่าฉลาดส่วนใหญ่จะเลือกโจทย์ที่มีระดับความง่ายเท่าเดิม ในขณะที่กว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มที่ได้คำชมว่ามีความพยายามจะเลือกข้อที่ยากขึ้น

จากนั้นทดลองใหม่โดยให้เด็กทั้งสองกลุ่มทำโจทย์ซึ่งยากที่สุดโดยทางทีมเป็นผู้เลือกให้ โดยตั้งใจว่าต้องไม่มีใครแก้โจทย์ได้เลย ผลต่างที่สำคัญระหว่างเด็กสองกลุ่มคือ เด็กที่ครูชมว่าพยายาม จะลองแก้โจทย์หลากหลายวิธีกว่าและกระตือรือร้นที่จะจดข้อผิดพลาดของตัวเองไว้ แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและมีแนวโน้มจะโทษความล้มเหลวของตนว่าเป็นเพราะพยายามไม่มากพอ ไม่ใช่เพราะไม่ฉลาด

และในการทดสอบครั้งสุดท้ายที่ให้ทุกคนกลับมาแก้โจทย์ง่ายๆ เหมือนเดิม กลับปรากฏว่า เด็กที่ถูกชมว่ามีความพยายามทำคะแนนได้มากขึ้นจากครั้งแรก ส่วนเด็กที่ถูกชมว่าฉลาดกลับทำคะแนนได้ลดลงถึง 20 เปอร์เซ็นต์ และเมื่อนักวิจัยขอให้เด็กๆ เขียนจดหมายเล่าประสบการณ์นี้ของพวกเขาให้เด็กในโรงเรียนอื่นรู้ เด็กที่ได้รับคำชมว่าฉลาด บางคนโกหกและเพิ่มคะแนนให้ตัวเอง 

นี่คือกลไกที่คำชมมีผลต่อ mindset หรือมุมมองความเชื่อที่เด็กมีต่อศักยภาพตนเองว่าสามารถพัฒนาได้หรือไม่

เด็กซึ่งถูกชมว่าเก่งหรือฉลาดจะเริ่มเกิด Fixed Mindset คือเชื่อว่าความรู้ที่เขามีหรือผลงานที่ทำเกิดจากความพิเศษเฉพาะตัว และเพื่อรั้งตำแหน่งเด็กฉลาดในสายตาคนรอบข้างไปตลอดเขาจึงเลือกทำแต่สิ่งที่มั่นใจแล้วเท่านั้นว่าทำได้สำเร็จ ไม่กล้าเสี่ยงทำอะไรผิดเพราะเป็นกังวลกับความล้มเหลว แสดงความมุ่งมั่นน้อยลงเมื่อปัญหายากมากขึ้น ในที่สุดความตื่นเต้นยินดีที่เกิดจากการได้รับคำชมว่า ‘ฉลาด’ ก็กลายเป็นความกังวลใจที่มากขึ้น รวมถึงความมั่นใจในตัวเอง แรงจูงใจ และความสามารถที่ลดน้อยลง

ชมเพื่อก้าวหน้า ติเพื่อปรับปรุง

จะเห็นได้ว่าการชมที่คุณลักษณะของตัวบุคคลกับชมที่ความพยายามให้ผลลัพธ์ที่ต่างกัน การเอ่ยชมเด็กๆ ว่า “เก่งมาก” คำชมทำนองนี้เป็นการส่งสารให้เขาซึมซับว่าถ้าเกิดมาหัวดีอยู่แล้ว ไม่ต้องพยายามมากมายอะไรก็ทำได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้น บทความนี้จึงอยากให้คุณครูลองหันมาปรับเปลี่ยนคำชมให้เน้นที่ความพยายาม ตั้งใจ วิธีคิด และขั้นตอนการลงมือแก้ปัญหาของนักเรียนเป็นหลัก 

ชมที่ตัวบุคคล

ชมที่ความพยายาม

หัวดีทางเลขนะเราโจทย์ข้อนี้ยังไม่ท้าทายเท่าไหร่ ลองหาอะไรบริหารสมองกันหน่อยดีกว่า!เก่งจังเลยครูชอบที่เธอคิดหลายๆ แบบ แล้วก็ลองทำหลายๆ วิธีนะ หนูเป็นเด็กดี ขอบใจมากจ้ะที่เธอเก็บอุปกรณ์ให้เรียบร้อยโดยครูไม่ต้องเอ่ยปากเธอมีพรสวรรค์ทางศิลปะนะเนี่ย
ความตั้งใจของเธอฉายชัดเลยในรูปที่เธอวาด พยายามดีมากเลยจ้ะ หนูเกิดมาเพื่อเป็นนักเขียนชัดๆงานเขียนของหนูชิ้นนี้ทำให้ครูเห็นว่าหนูเข้าใจเลือกคำในมาใช้เป็นนะเนี่ย

นอกจากคำชม การเลือกคำติติงเด็กๆ ก็เช่นกัน ครูควรเลือกคำชี้แนะอย่างสร้างสรรค์โดยการไม่สะกิดให้เด็กๆ รู้สึก ‘โง่’ ‘ผิด’ ‘เป็นคนไม่ดี’ แต่เน้นกระตุ้นให้เขาพยายามเปลี่ยนแนวคิดหรือวิธีแก้ปัญหาเป็นทางอื่น 

ติไปที่ตัวบุคคล

ติไปที่วิธีการ

เธอทำอะไรเนี่ย เละไปหมดเลยถ้าทำวิธีนี้ไม่สำเร็จ ลองวิธีอื่นดูไหมจ๊ะที่เธอพยายามมา มันยังไม่มากพอครั้งนี้ไม่สำเร็จ แล้วเธอได้เรียนรู้อะไรจากมันบ้างเปียโนอาจไม่ใช่ทางของเธอฝึกเยอะๆ ต่อไปนะ ยิ่งฝึกมากจะยิ่งคล่องขึ้นเอง หนูทำตัวเป็นเด็กไม่ดีเลยครั้งนี้ที่หนูตัดสินใจพลาดไป ครั้งต่อไปหนูจะเปลี่ยนไปใช้วิธีไหนได้บ้าง ลองคิดดูแล้วไปแก้ไขอีกที

คำติชมที่มีนัยว่าฉลาด มีพรสวรรค์ หรือเป็นคนดี มักฉุดให้นักเรียนเกิด Fixed Mindset อีกทั้งยังหมดความกระตือรือร้นที่จะฝึกซ้อมพัฒนา

หากเพียงเลือกใช้คำติชมที่ช่วยกระตุ้นให้เด็กๆ หันมาสนใจปรับปรุงวิธีต่อสู้กับปัญหาก็สร้างความแตกต่างได้แล้ว เพราะมันคือเสียงสะท้อนที่บอกว่าความผิดพลาดคือเรื่องชั่วคราวที่เขามีโอกาสแก้ตัวใหม่พัฒนาต่อไปได้เสมอ

ดเว็คเตือนว่าคำชมที่เน้นลักษณะของตัวบุคคล (หนูเก่ง ฉลาด เป็นคนดี) แม้ดูไม่น่าจะเกิดปัญหาถ้าเด็กคนนั้นสามารถทำสำเร็จในท้ายที่สุด แต่ตามจริงแล้วไม่มีใครหนีพ้นความผิดพลาด หากเด็กยึดมั่นว่าความสำเร็จได้มาจากความเป็นเลิศที่ตนมี เมื่อล้มเหลวมันย่อมหมายความว่าเขา ‘ห่วยลง’ กว่าเดิม นี่จึงเป็นสาเหตุว่าคนที่มี Fixed Mindset เลยมักจะหลีกเลี่ยงงานยากหนีอุปสรรคความท้าทายเพราะต้องรั้งสถานะคนเก่งไว้ให้ได้

การให้คำติชมผลงานของนักเรียนก็เช่นกัน ครูควรชี้ให้ชัดว่าที่เขาทำได้ดีนั้นดีตรงไหน ไม่ว่าจะเป็นติชมซึ่งหน้าหรือเขียนโน้ตบนสมุดการบ้านของพวกเขา

ชมแบบคลุมเครือ

ชมแบบเจาะจงชัดเจน

ทำได้ดี! เก่งมาก! เยี่ยม!การบ้านเรื่องสมการวันนี้เธอพยายามได้ดีมาก ดีมาก!เขียนเรียงความบรรยายออกมาได้ละเอียดดีมากยอดเยี่ยม!วันนี้เต้นได้สวยมาก ครูเห็นเลยว่าหนูซ้อมมาเยอะเก่งจริงๆ!เลือกวิธีได้เข้าท่านะเรา คิดแก้ปัญหาสร้างสรรค์ดี

ในการเรียนการสอนยุคใหม่ เสียงสะท้อนจากเด็กๆ ต่อเนื้อหาที่เรียนก็มีประโยชน์เช่นกัน ครูควรรับฟังเสียงของพวกเขา รวมทั้งเปิดโอกาสให้แลกเปลี่ยนผลัดกันติชมผลงานการนำเสนอหรือการแสดงของเพื่อน โดยใช้โอกาสนี้ช่วยปรับจูนเสียงสะท้อนเหล่านั้นให้เห็นคุณค่าความพยายามตั้งใจมากขึ้นและชี้แนะจุดที่เขาควรแก้ไขได้

เสียงสะท้อนที่คลุมเครือ

เสียงสะท้อนที่สร้างสรรค์

การหารยาวอะไรนี่ดูแล้วไม่รู้เรื่องเลยค่ะครูตอนนี้เธอยังไม่เข้าใจเรื่องหารยาว แต่ฝึกไปกับครูบ่อยๆ ก็จะเข้าใจมากขึ้นจ้ะก็ติ๊นาเขาเก่งสุดในชั้นนี่คะครู ครูเห็นติ๊นาเขาตั้งใจจริงในการสอบครั้งนี้นะ พวกเธอลองถามเคล็ดลับการจดโน้ตจากเขาดูสิบทนี้มันยากเกินไปสำหรับพวกหนูค่ะยากๆ สิดี! เพราะมันหมายความว่าเธอกำลังเรียนรู้สิ่งใหม่ เซลล์สมองก็จะเติบโตแข็งแรงขึ้นด้วยนะ

ด้านล่างเป็นไกด์ไลน์คำติชมซึ่งเน้นที่ความมุ่งมั่นตั้งใจเป็นหลัก อยากชวนให้คุณครูลองนำไปใช้ในห้องเรียนอย่างสม่ำเสมอด้วยกันดังนี้ 

  • ครูสังเกตว่าหนูพยายามเรื่อง…………… ดีมาก
  • งานชิ้นนี้ครูเห็นได้ชัดเจนว่าเธอพัฒนาเรื่อง………มากขึ้นเป็นพิเศษ
  • งานเขียนชิ้นนี้ของนักเรียนแตกต่างจากงานก่อนตรงที่…………
  • ครูชื่นชมความตั้งใจของเธอเรื่อง…………..
  • ครูเห็นเธอตั้งใจเรียนรู้และพยายามเรื่อง………..ดีมาก
  • ครั้งต่อไปถ้านักเรียนลอง……………….ดูมันจะเป็นอย่างไร
  • นักเรียนลองเปลี่ยนวิธีใหม่เป็น………ดูซิว่า ผลลัพธ์ที่ได้เป็นอย่างไร 
  • เธอมาถูกทางแล้ว เหลือปรับเรื่อง…………..อีกหน่อย 

คำติชมระหว่างเพื่อน

นอกจากคำติชมที่ครูพึงใช้ การสอนให้เด็กๆ เปิดใจเรียนรู้ที่จะรับฟังคำติชมจากเพื่อน และให้คำติชมแนะนำเพื่อนด้วยกันนั้นก็เป็นเรื่องที่ต้องทำควบคู่กันไป

ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอน แอนนี บร็อค และ ฮีเธอร์ ฮันด์ลีย์ ผู้เขียนหนังสือ The Growth Mindset Coach เล่าถึงบรรยากาศการเตรียมความพร้อมของเด็กชั้นอนุบาลให้คุ้นเคยกับ Growth Mindset ว่า

ฉันให้เด็กๆ ฝึกทักษะการเขียนและสร้างประโยคโดยให้วาดภาพเป็นไอเดียก่อนแล้วค่อยๆ ให้เพิ่มรายละเอียดเข้าไปทีละหน่อย การให้เด็กวาดภาพก่อนพูดทำให้เขาได้ใช้สมองคิดล่วงหน้าและทักษะการบรรยายและการวางแผน โดยครูเองก็สามารถติชมขั้นตอนวางแผนกับความตั้งใจของพวกเขาจากรูปภาพไปพร้อมกันด้วย 

ช่วงที่เด็กวาดภาพ ฉันก็จะสอนไปด้วยว่าการได้ผิดพลาดและเรียนรู้ (Growth Mindset) เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิต สมองและจิตใจของเรายิ่งเติบโตเมื่อเจออุปสรรค ระหว่างเดินชมภาพของนักเรียนไปทั่วห้องก็จะเอ่ยติชมความพยายาม เทคนิคการวาดหรือถามคำถาม ชี้แนะและให้กำลังใจในความตั้งใจไปด้วย เช่น “พยายามต่อไปนะ ตรงนี้ยังดูเหมือนขาดอะไรไป ลองเพิ่มตรงนี้ดีไหม” หรือ “ครูชอบรายละเอียดรูปบ้านของเธอนะ เห็นได้ว่าหนูมีภาพบ้านในหัวและถ่ายทอดมันออกมาชัดเจนจริงๆ” 

เมื่อวาดเสร็จเด็กๆ ในชั้นได้แลกเปลี่ยนดูผลงานติชมกันและกัน โดยก่อนหน้านี้ ครูควรสอนให้เด็กแยกแยะคำติชมระหว่างตัวบุคคลกับชมที่ความพยายามให้ออกเสียก่อน การติชมเพื่อนอย่างสร้างสรรค์ควรสังเกตและเน้นไปที่ความตั้งใจ วิธีคิดและเทคนิคที่น่าสนใจของเพื่อน เช่น “เราชอบตรงที่ภาพเธอบอกรายละเอียดชัดดีว่าเป็นฤดูร้อน” “เธอตั้งใจเขียนเรียงความออกมาซะเห็นภาพชัดเลย” “เราชื่นชมที่เธอสะกดถูกทุกคำเลย” 

ทั้งนี้ก็เพื่อสร้างพื้นฐานให้พวกเขา นอกจากกล้าคิดกล้าทำนอกกรอบ ยังรู้จักติชมกันอย่างสร้างสรรค์และรับฟังอย่างเปิดกว้าง ชั้นเรียนก็จะสมัครสมานสามัคคีและพร้อมที่จะเรียนรู้พัฒนาตนเองไปด้วยกัน 

การติชมอย่างสร้างสรรค์ต้องมีสติพอสมควรในการเลือกใช้คำ และอาจต้องใช้เวลาสักพักจึงคุ้นชิน ตัวอย่างคำติชมที่ครูสามารถแปะไว้หน้าชั้นเป็นไกด์ไลน์ให้เด็กๆ นำไปใช้ให้เป็นนิสัย เช่น

  • สิ่งที่เราชอบที่สุดในงานของเธอคือ……..
  • ฉันชอบตรงนี้ที่เธอ…….
  • ตรงนี้จะดีขึ้นถ้าเธอลอง…………….
  • เราสังเกตว่าเธอพยายามดีมากตรง………….

นอกจากคำติชมเชิงสร้างสรรค์ การถามให้เด็กๆ อธิบายความเข้าใจ ไอเดีย หรือความเป็นมาของงานที่ทำก็เป็นการช่วยสร้าง Growth Mindset ได้ดีอีกทาง หนึ่งในคำถามทรงพลังที่จะช่วยให้เขากระตือรือร้นคิดอธิบายอย่างเสรีคือ

“หนูชอบงานชิ้นนี้ของตัวเองไหม ชอบตรงไหนมากที่สุด”

ผลดีระยะยาวของคำชมเชิงสร้างสรรค์

มีงานศึกษาในชิคาโกชิ้นหนึ่งที่สำรวจการปฏิสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูกตั้งแต่แรกเกิดจนสองขวบทุกๆ สี่เดือน ทีมศึกษาพบว่าพ่อแม่จะเอ่ยชื่นชมลูก 3 แบบคือ ชมที่ตัวเด็ก (เก่งจัง, เป็นเด็กดีจังเลย) ชมที่ความพยายาม (เอามือถือจุกนมเองด้วย, ขยับพลิกตัวเองเป็นแล้ว) และชมแบบไม่เจาะจงอื่นๆ (โอ้โห ว้าว)

ทิ้งไว้ห้าปี ทีมวิจัยเข้าไปหาครอบครัวเหล่านี้อีกครั้งเพื่อวัดประเมินลักษณะความคิดของเด็กๆ เมื่อโตขึ้น พบว่าเด็กกลุ่มที่ถูกชมที่ความพยายามจะกล้าเผชิญกับอุปสรรคและความยากลำบากรวมทั้งคิดยืดหยุ่นมากกว่าอีกสองกลุ่ม 

คงเห็นแล้วว่าการกล่าวชมเด็กๆ สามารถสร้าง Growth Mindset หรือ Fixed Mindset ให้เขาได้ เซลล์สมองเชื่อมต่อได้ไวและดีที่สุดช่วงเด็กเล็ก เพราะฉะนั้นการปลูกฝังให้เด็กมี Growth Mindset ไม่เกรงกลัวอุปสรรค เปิดรับและรู้จักคำติชมเชิงสร้างสรรค์สามารถทำได้ตั้งแต่เนิ่นๆ

ดเว็คแนะนำว่าวิธีสร้าง Growth Mindset ที่ดีที่สุดคือการได้ปฏิสัมพันธ์และมีส่วนร่วมกับเด็กๆ ระหว่างที่พวกเขากำลังตั้งใจทำบางอย่าง ให้ความสนใจว่าเขาทำอะไรและถามไถ่ว่าทำไมเขาจึงเลือกทำเช่นนั้นโดยไม่ไปตัดสิน เมื่อผิดหวังพลั้งพลาด ปล่อยให้เขาเรียนรู้ด้วยตนเองแล้วเปิดโอกาสให้ลองใหม่

และถ้าเป้าหมายของเราที่ชมเพื่อให้เด็กมีความมั่นใจ สตีเฟน กรอซ ผู้เขียนหนังสือเรื่อง The Examined Life ได้กล่าวถึงว่า หากเราต้องการให้เด็กมีความมั่นใจจึงมอบคำชมให้เขา แท้จริงแล้วนอกจากคำชมคือการใส่ใจในตัวเขา ทำให้เขารู้สึกมีค่า สิ่งนี้จะสร้างความมั่นใจให้เด็กได้ ซึ่ง กรอซ ได้เล่าถึงช่วงที่ได้สังเกตและสนทนากับชาร์ล็อต สติกลิทซ์ ครูที่สอนการอ่านเพื่อซ่อมเสริมแก้ไขข้อบกพร่องทางการอ่านที่รัฐอินเดียนา ชาร์ล็อตเล่าว่า

“ฉันไม่เคยชมเด็กเวลาที่พวกเขาทำในสิ่งที่พวกเขาน่าจะทำได้ ฉันชมเวลาที่พวกเขาทำอะไรที่ยากจริงๆ อย่างเช่น แบ่งของเล่นกับเด็กอื่น หรือแสดงความอดทน ฉันจะไม่ชมเชยเด็กที่กำลังเล่นหรืออ่านหนังสือ”

ไม่มีรางวัลชิ้นใหญ่ ไม่มีบทลงโทษรุนแรง ชาร์ล็อตมุ่งเน้นไปยังสิ่งที่เด็กทำและวิธีการที่เด็กคนนั้นทำ

ครั้งหนึ่ง ชาร์ล็อตอยู่กับเด็กที่กำลังวาดรูป พอเขาหยุดวาดและเงยหน้าขึ้นมองเธอ ซึ่งอาจจะหวังคำชม เธอเพียงแค่ยิ้มและพูดว่า “รูปที่เธอวาดมีสีฟ้าเยอะมากนะจ๊ะ” เด็กน้อยตอบว่า “มันเป็นบ่อน้ำใกล้บ้านคุณย่าผมฮะ…ชาร์ล็อตคุยกับเด็กอย่างไม่รีบร้อนแต่ที่สำคัญคือ เธอสังเกต ตั้งใจฟัง และใส่ใจในตัวเด็ก

การใส่ใจในตัวเด็กช่วยสร้างความมั่นใจให้เด็กได้ เพราะทำให้เด็กคนนั้นรู้ว่าตัวเขามีค่าควรแก่การคิดถึง ถ้าปราศจากความใส่ใจเด็กอาจเชื่อว่ากิจกรรมที่เขาทำเป็นเพียงวิธีที่จะได้รับคำชม ไม่ใช่สิ่งสำคัญในตัวมันเอง28,06649.1kFacebookTwitterLineeducationgrowth mindsetครูบุญชนก ธรรมวงศาระบบการศึกษา

เวลาสำคัญกว่าคุณภาพ

“เวลาสำคัญกว่าคุณภาพ”
พ่อแม่เป็นเทพเจ้าเสมอในสายตาของเด็กเล็ก ท่านพูดอะไรก็ถูกทั้งนั้น ตอนเขาเป็นเด็กเล็กท่านเป็นขาขึ้น จะซี้ซั้วอย่างไรก็ดูดี ดังนั้นรีบใช้โอกาสนี้อยู่กับเขา เขามีแต่จะแหงนหน้ามองด้วยความชื่นชม และขาดท่านมิได้ ไม่มีพ่อก็ต้องมีแม่ ไม่มีแม่ก็ต้องมีพ่อ ไม่มีทั้งสองคนก็ต้องมีมนุษย์1คนทำหน้าที่แทน ไม่รู้จะสอนลูกอย่างไรดีไม่สำคัญเท่าสองคนพูดตรงกันไว้ก่อน ไม่รู้จะทำอะไรก็นั่งนิ่งๆอยู่เคียงข้างเขา มั่นคงเหมือนภูผา เพื่อให้พัฒนาการเลื่อนไปข้างหน้า จากสายสัมพันธ์ สู่ตัวตน สู่การแยกตัว สู่การเป็นบุคคลอิสระ สู่การเตรียมความพร้อมด้านวิธีคิด (preoperation) สู่รูปธรรม(concrete) สู่นามธรรม(abstract) สู่สูงสุดที่ไร้ขอบเขตคืออุดมคติ จินตนาการ และระดับจิตวิญญาณ
วันใดวันหนึ่งบนเส้นทางนี้ เขาจะกลายเป็นเด็กโตและวัยก่อนวัยรุ่น(10-12ปี ไม่เกิน ม2) วันนั้นพ่อแม่จะเป็นขาลง ไม่เอาท่านอีกแล้ว

“แค่นี้ทำไมทำไม่ได้”

“แค่นี้ทำไมทำไม่ได้” เป็นคำพูดที่เรามักพูด หรือได้ยินผู้ใหญ่หลายคนพูดกับเด็ก แต่เราสามารถเปลี่ยนคำพูดสอนเด็กได้ว่าวันนี้อาจจะทำไม่ได้ แต่เราจะทำมันได้ เพื่อสร้างความรู้สึกเชิงบวกและสร้างความมั่นใจให้เด็ก เรื่องเล็กๆในวันนี้ อาจจะส่งผลลบอย่างใหญ่ในอนาคต การเลี้ยงเด็กเจนอัลฟ่า อาจจะไม่เหมือนกับวิธีในยุคสมัยที่เราถูกเลี้ยงดูมา

เวลาคุณภาพกับลูก

พ่อแม่ควรมีเวลาคุณภาพกับลูก เล่นกับลูกโดยปิดอุปกรณ์สื่อสารทั้งหมด ของเล่นอาจจะเป็นอะไรก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นของเล่นราคาแพง ผมเองวันก่อนเล่นกับลูกก่อนนอน สิ่งที่ลูกเอามาเล่นคือ ที่หนีบผ้า ที่เราใช้กันทุกบ้าน ลูกมีจินตนาการว่ามันคือ เครื่องบินบ้าง จระเข้บ้าง นั่งเล่นกับพ่อก่อนเข้านอน การเล่นแบบใช้จินตนาการเป็นส่วนหนึ่งในพัฒนาการของเด็ก