จะมีมนุษย์สักกี่คน ที่ต้องผ่านความเจ็บปวด เสียคนรักทั้งภรรยา และลูก ไปถึง 3 คน แต่ยังสามารถยืนหยัดใช้ชีวิตต่อไปได้

จะมีมนุษย์สักกี่คน ที่ต้องผ่านความเจ็บปวด เสียคนรักทั้งภรรยา และลูก ไปถึง 3 คน แต่ยังสามารถยืนหยัดใช้ชีวิตต่อไปได้

นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับโจ ไบเดน ประธานาธิบดีคนล่าสุดของสหรัฐอเมริกา เขาผ่านความปวดร้าวจากชีวิตส่วนตัวมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ซึ่งจุดนี้เองคือองค์ประกอบสำคัญ ที่ทำให้เขาเอาชนะใจคนสหรัฐฯ ในการเลือกตั้งชิงประธานาธิบดี

เพราะนอกจากภาพของนักการเมืองแล้ว ยังมีภาพของผู้ชายธรรมดา ที่ต้องเจอมรสุมถาโถมไม่หยุดหย่อน จนต้องใช้พลังใจมหาศาลในการลุกขึ้นเดินต่อไป


[ สูญเสียครั้งที่ 1 ]

โจ ไบเดน เกิดในครอบครัวไอริช ที่บ้านของเขาเป็นชนชั้นกลาง คุณพ่อทำงานเป็นเซลส์ขายรถมือสอง ชีวิตของเขาปกติสุขดี

ไบเดนสอบเข้ามหาวิทยาลัยเดลาแวร์ ในปี 1961 เขาติดทีมอเมริกันฟุตบอลของมหาวิทยาลัยในตำแหน่งรันนิ่งแบ็ก (ตัววิ่ง) และได้รับเลือกให้เป็นประธานรุ่น นอกจากนั้น ยังทำงานเสริมหารายได้เลี้ยงตัวเอง เช่นไปทำงานเป็นไลฟ์การ์ด ที่สระว่ายน้ำเป็นต้น

ไบเดนไม่ใช่คนเรียนเก่ง แต่จุดเด่นของเขาคือ ความเป็นผู้นำ และการแสดงออกที่ชัดเจน เมื่อเห็นว่าอะไรไม่ถูกต้อง ตัวอย่างเช่นมีร้านอาหารแห่งหนึ่งในเมืองวิลมิงตัน ที่ปฏิเสธจะเสิร์ฟอาหารให้นักเรียนมัธยมผิวดำ ปรากฎว่าไบเดนเดินออกจากร้านไปเลยโดยไม่กลับมาใช้บริการอีก

ฤดูไบไม้ผลิ ปี 1964 ไบเดน ที่เป็นนักศึกษาปี 4 ภาควิชารัฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเดลาแวร์ เขากับเพื่อนอีก 2 คน ขับรถจากเดลาแวร์ ลงมาถึงเมืองฟอร์ท ลอเดอร์เดล ในรัฐฟลอริด้า แต่ด้วยความเบื่อ พวกเขาเลยตัดสินใจขับรถลงมาใต้สุดของฟลอริด้า แล้วข้ามทะเลไปเที่ยวเกาะบาฮามาส

ระหว่างที่อยู่บนเกาะบาฮามาส เขาไปเจอผู้หญิงคนหนึ่ง เธอมีผมบลอนด์อันงดงาม และหน้าตาที่สวยดุจเทพธิดา เธอมีชื่อว่า เนเลีย ฮันเตอร์ ทั้งคู่ทำความรู้จักกันและเขาก็ได้รู้ว่า เนเลีย เป็นคนนิวยอร์ก เธอเป็นนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยซีราคิวส์

ไบเดนชอบเนเลีย และเนเลียก็ชอบไบเดน เมื่อกลับจากบาฮามาส เขาตัดสินใจว่าจะสานสัมพันธ์ต่อ ดังนั้นเมื่อเรียนจบจากมหาวิทยาลัยเดลาแวร์ ไบเดนจึงไปต่อปริญญาโท ภาควิชากฎหมาย ที่มหาวิทยาลัยซีราคิวส์ เพื่อจะได้มีโอกาสอยู่ใกล้ๆกับเนเลีย

พอเริ่มต้นศึกษากันและกัน ทั้งสองคนจูนติดอย่างรวดเร็ว เพราะมีไลฟ์สไตล์ที่ใกล้เคียงกัน ไบเดนชอบเล่นกีฬา เนเลียก็เล่นกีฬาทั้งฮ็อคกี้ และว่ายน้ำ ทั้งคู่อยากมีครอบครัวใหญ่ๆ เนเลียอยากมีลูก 5 คน ไบเดนก็คิดไม่ต่างกัน ดังนั้นความสัมพันธ์ของทั้ง 2 คน จึงก้าวกระโดดอย่างรวดเร็วมาก

และในที่สุดทั้งคู่ก็แต่งงานกันในปี 1966 ทั้งไบเดนและเนเลีย มีอายุ 24 ปีเท่ากัน

“เมื่อผมได้เจอกับเนเลีย ผมคิดว่าชีวิตผมมันเห็นเส้นทางชัดเจนขึ้น มันไม่ใช่แค่ฝันกลางวันลมๆแล้งๆอีกต่อไป” ไบเดนกล่าว “ผมเห็นภาพชัดเจนเลยว่าทั้งชีวิตของผมจะเดินไปทางไหนต่อ”

ไบเดนใช้เวลา 3 ปี สามารถเรียนจบปริญญาโทที่ซีราคิวส์ ในปี 1968 และผลการเรียนก็ถือว่าไม่ดีนัก เขาได้คะแนนเป็นอันดับที่ 76 จาก ผู้จบการศึกษาทั้งหมด 85 คน ซึ่งตลอดในช่วงการเรียน ก็เป็นเนเลีย ที่คอยซัพพอร์ท ช่วยทำบันทึกท่องจำ จนสุดท้ายไบเดนฝ่าฟันเรียนจบปริญญาได้สำเร็จ

หลังเรียนจบในปี 1968 ไบเดน ย้ายกลับไปที่เดลาแวร์อีกครั้ง โดยรับงานเป็นทนายคนยาก ช่วยว่าความให้จำเลยที่ไม่มีเงินสู้คดี การทำงานหนัก ทำให้เขาสร้างชื่อเสียงขึ้นมาเรื่อยๆ ในฐานะคนหนุ่มหน้าตาดี และอุทิศตัวเพื่อสังคม

จากนั้นไม่นานนัก ด้วยชื่อเสียงที่โดดเด่น ทำให้พรรคเดโมแครตได้ติดต่อให้เขาลงสมัคร เป็นสมาชิกสภาเขตนิวคาสเซิล เคาน์ตี้ ในรัฐเดลาแวร์ ซึ่งไบเดนตอบตกลง และสุดท้ายเขาก็เอาชนะในการเลือกตั้งได้จริงๆ ได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาเขต

การงานมั่นคง ขณะที่ชีวิตส่วนตัวก็ไปได้ดี ไบเดน กับเนเลีย มีลูกชายคนแรกชื่อ โบ ไบเดน เกิดในปี 1969 ตามด้วยลูกชายคนที่สอง ฮันเตอร์ ไบเดน เกิดในปี 1970 และลูกสาวคนเล็ก นาโอมิ ไบเดน เกิดในปี 1971 นี่เป็นครอบครัวขนาดใหญ่ เหมือนที่เขาหวังไว้แต่แรกจริงๆ

ณ เวลานี้ เขาเป็นนักการเมืองหนุ่ม ที่มีภรรยาแสนสวย และลูกๆที่น่ารักอีก 3 คน ทุกอย่างดูเพอร์เฟ็กต์ไปหมด

ในปี 1972 พรรคเดโมแครต ส่งไบเดนลงชิงชัยตำแหน่งวุฒิสมาชิก ของรัฐเดลาแวร์ โดยต้องปะทะกับ เจ. คาเล็บ บ็อกส์ แชมป์เก่า 2 สมัยจากพรรครีพับลิกัน ซึ่ง ณ เวลานั้น ไบเดนเพิ่งอายุ 29 ปีเท่านั้น ถือเป็นคนหนุ่มของวงการ และมีฐานเสียงเป็นรองคู่แข่งพอสมควร

แม้จะมีทุนทรัพย์ และชื่อเสียงน้อยกว่า แต่ไบเดนก็สู้เต็มที่ และทำให้สังคมได้เห็นว่า ถ้าเลือกคนเดิมๆ ก็จะได้ผลลัพธ์แบบเดิมๆ แต่ถ้าลองเลือกคนใหม่ อย่างน้อยก็อาจมีอะไรที่ต่างออกไป โดยกลยุทธ์ต่างๆในการเลือกตั้ง เขามีภรรยา เนเลีย เป็นเหมือนกุนซือ โดยหนังสือพิมพ์นิวส์เจอนัล รายงานว่า เนเลียคือ “มันสมอง” ของแคมเปญนี้ เธอเป็นผู้แนะนำที่ใกล้ชิดที่สุดของโจ ไบเดน

ไอเดียของเนเลีย คือต้องเจาะไปที่คนรุ่นใหม่ที่มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก โดยให้ความสำคัญที่การถอนกองกำลังทหารออกมาจากเวียดนาม เพราะเป็นสงครามที่ไม่รู้ว่าสร้างประโยชน์ให้คนอเมริกันอย่างไร และเอางบประมาณไปใช้ในเรื่องใกล้ตัวเช่น ขนส่งมวลชน, สิ่งแวดล้อม และ สาธารณสุข

และสุดท้าย แม้จะตกเป็นรองพอตัว แต่ปาฏิหาริย์ก็มีจริง ในวันที่ 7 พฤศจิกายน 1972 ไบเดน เอาชนะการเลือกตั้งโดยเฉือนคะแนนไปแค่ 3,162 แต้มเท่านั้น ทำให้ไบเดน กลายเป็นวุฒิสมาชิกที่อายุน้อยที่สุดอันดับ 5 ในประวัติศาสตร์อเมริกา ด้วยวัย 29 ปี กับอีก 352 วัน

หลังชนะเลือกตั้ง เนเลีย ถามสามีว่า “จะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเรามั้ยนะ โจอี้ ทุกอย่างมันดีเกินกว่าจะจินตนาการนะ”

18 ธันวาคม 1972 หนึ่งเดือนเศษ หลังคว้าชัยในการเลือกวุฒิสมาชิก โจ ไบเดน ต้องเดินทางไปที่วอชิงตัน ดีซี เพื่อทำพิธีสาบานตน โดยไบเดน เดินทางไปกับน้องสาว วาเลอรี่ ไบเดน-โอเวนส์ ที่รับบทเป็นมือขวาของเขาด้วย

ระหว่างที่ไบเดนเตรียมตัวจะทำการสาบานตน มีโทรศัพท์มาจากเดลาแวร์ คนที่โทรมาคือจิมมี่ โอเวนส์ น้องชายของโจ และวาเลอรี่ โดยคนที่รับสายคือวาเลอรี่ ซึ่งไม่กี่วินาทีหลังจากรับโทรศัพท์ วาเลอรี่ ก็สีหน้าซีดเผือด เมื่อเธอวางสาย วาเลอรี่หันมาบอกกับโจว่า เขาควรขึ้นรีบกลับไปที่เดลาแวร์ตอนนี้เลย เพราะมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นกับครอบครัวของโจ

เหตุการณ์นั้นคือ เนเลียพาลูกๆทั้ง 3 คน ออกไปช็อปปิ้งเพื่อซื้อของเตรียมตัวในวันคริสต์มาส แต่เกิดอุบัติเหตุรถบรรทุก วิ่งชนเข้าไปกลางลำ ในฝั่งคนขับ ทำให้เนเลียและนาโอมิ ลูกสาววัย 1 ขวบ เสียชีวิตทันที ส่วนลูกชายทั้งสองคน โบ และ ฮันเตอร์ ติดอยู่ในซาก ซึ่งเจ้าหน้าที่เอาตัวออกมาจากรถได้ แต่ก็มีอาการสาหัสมาก

เมื่อโจ ได้ยินเสียงโทรศัพท์ เขาบอกว่า “ผมรู้ว่าต้องมีบางอย่างเกิดขึ้น มันเป็นความรู้สึกเย็นยะเยือกไปถึงกระดูกสันหลัง” และหลังจากที่วาเลอรี่บอกว่าเกิดอะไรขึ้น สิ่งเดียวที่เขาพูดได้คือ “เธอเสียชีวิตแล้ว จริงๆหรือ”

ไบเดน กลับไปเดลาแวร์ทันที เพื่อไปเฝ้าอาการของลูกชายทั้ง 2 คน โดยทิ้งงานวุฒิสมาชิกทุกอย่างไว้เบื้องหลัง ในเวลานี้ ไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าชีวิตที่เหลืออยู่ของลูกชายอีกแล้ว

อาการของโบ กับ ฮันเตอร์ค่อยๆดีขึ้น โบที่อาการหนักกว่ายังต้องเข้าเฝือกที่ขา ซึ่งตอนแรกไบเดน จะลาออกจากตำแหน่งวุฒิสมาชิกเพื่อมาดูแลลูกๆ แต่เจ้าหน้าที่พรรคเดโมแครตเกลี้ยกล่อมเขาไว้ ว่าเสียงของประชาชนอุตส่าห์เลือกมาให้เปลี่ยนแปลงชุมชน เขาไม่ควรทำให้คนที่เลือกเข้ามาต้องผิดหวัง

ซึ่งทำให้ไบเดน ต้องโฟกัสสองด้านพร้อมกัน งานวุฒิสมาชิกก็ต้องทำแล้ว ประเทศชาติต้องเดินต่อ แต่ครอบครัวก็ต้องให้ความสำคัญ เพราะเด็กๆก็ไม่มีแม่อีกแล้ว

5 มกราคม 1973 จึงเกิดภาพที่คลาสสิคขึ้นมาในโลกของการเมือง เมื่อโจ ไบเดน ต้องเข้ารับการสาบานตนแล้ว แต่ในเมื่อเขาไม่สามารถไปวอชิงตัน ดีซี ได้ เขาจึงทำพิธีสาบานตนในโรงพยาบาล ข้างๆเตียงของลูกชายคนโต โบ ไบเดน

“ผมโชคดี ที่มีครอบครัวใหญ่อย่างที่ตัวเองหวังไว้ ที่ที่เต็มไปด้วยความรัก และความเชื่อใจ ผมไม่เคยคิดเลยว่า จะมีอะไรพรากพวกเราไปจากกันได้” ไบเดนกล่าวถึงความรู้สึกของความสูญเสียในภายหลัง “อุบัติเหตุวันนั้น มันเป็นครั้งแรกในชีวิต ที่ผมเข้าใจความรู้สึกของคนที่คิดจะฆ่าตัวตาย”

“แต่สิ่งที่ผมทำได้ คือให้ความสำคัญกับลูกชายมากที่สุด มันเป็นทางเดียวที่จะเยียวยาความเจ็บปวดได้”

คนที่จากไปแล้ว ก็คือจากไปแล้ว แต่คนที่ยังอยู่ก็ต้องสู้กันต่อไป ดังนั้นโจ ไบเดน จึงลุกขึ้นมาทำงานต่อ โดยในช่วงแรกๆ น้องสาววาเลอรี่ ย้ายมาอยู่ในบ้านของไบเดน เพื่อช่วยดูแลเด็กๆทั้ง 2 คน

ส่วนไบเดน ทุกวันจะเดินทางไปกลับจากเดลาแวร์ กับวอชิงตัน ดีซี ที่อยู่ห่างกัน 200 กิโลเมตร เพื่อทำให้ลูกๆเห็นว่า ต่อให้พ่อไปทำงานก็ไม่ได้หายไปไหน ทุกคืนยังต้องมีเวลาอยู่ด้วยกันสักนิดก็ยังดี

ขณะที่กับภรรยาเนเลีย ในบางครั้งไบเดน ก็ยังคิดถึงเนเลีย เขาเคยหยิบรูปของเนเลียที่ใส่บิกินี่ แล้วอวดกับคนรอบตัวว่า “เธอยอดเยี่ยม ยิ่งกว่านางแบบเพลย์บอยเสียอีก” นอกจากนั้นยังกล่าวถึงเนเลียด้วยความชื่นชมเสมอว่า “เธอคือสหายที่ดีที่สุดของผม และเป็นคนรักที่ชาญฉลาดเหลือเกิน”

การเสียชีวิตของภรรยา และลูกสาว ทำให้ภาพลักษณ์ของโจ ไบเดน คือชายหนุ่มที่ต้องเอาชนะความโศกเศร้า และในขณะที่เขาเจอเรื่องหนักๆขนาดนี้ แต่ก็ยังยืนหยัดต่อไป สามารถเลี้ยงลูกๆ ทั้ง 2 คน ให้เติบโตได้อย่างสมบูรณ์ แข็งแรง ก็ทำให้สังคมให้การชื่นชมเขาเป็นอย่างมาก และเส้นทางการเมืองของเขา ก็แข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ นับจากนั้น


[ สูญเสีย ครั้งที่ 2 ]

โจ ไบเดน แต่งงานใหม่ ในปี 1977 ห้าปีให้หลัง จากอุบัติเหตุของเนเลีย โดยภรรยาคนใหม่คือ จิลล์ เจค็อบส์ คุณครูสอนวิชาภาษาอังกฤษในเมืองวิลมิงตัน ที่อายุน้อยกว่าเขาถึง 10 ปี โดยจิลล์ พร้อมเข้าไปอยู่ในชีวิตของไบเดน และพร้อมจะเป็นแม่ให้กับลูกชายทั้ง 2 คน

ในแง่การเมือง ไบเดน สร้างความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เอาชนะคู่แข่งมาได้หลายครั้งติดต่อกัน ยึดตำแหน่งวุฒิสมาชิกได้อย่างเหนียวแน่น เขาคือบุคลากรที่เชิดหน้าชูตาของพรรคเดโมแครต

1978 – ชนะ เจมส์ แบ็กเตอร์ 58%-41%
1984 – ชนะ จอห์น เบอร์ริส 60%-41%
1990 – ชนะ เจน เบรดี้ 63%-36%
1996 – ชนะ เรย์ แคลทเวอร์ธี่ 60%-38%
2002 – ชนะ เรย์ แคลทเวอร์ธี่ 58%-41%
2008 – ชนะ คริสตีน โอ ดอนเนลล์ 64%-35%

ชื่อเสียงของเขา ทำให้บารัค โอบาม่า ผู้สมัครท้าชิงประธานาธิบดีของเดโมแครต ในปี 2008 ตัดสินใจเลือกเขาเป็น รันนิ่งเมต หรือว่าที่รองประธานาธิบดี ด้วยเหตุผลสามข้อคือ ไบเดน เป็นที่ชื่นชอบของชนชั้นกลาง , ไบเดนมีคอนเน็คชั่นกับรัฐสภาเป็นอย่างดี และ ไบเดนมีความสามารถเรื่องนโยบายตางประเทศอันโดดเด่น

สุดท้ายเมื่อบารัค โอบาม่า ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี ไบเดนจึงได้กลายเป็นรองประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาตามไปด้วย เท่ากับว่าตลอดเส้นทางการเมืองของเขา ก้าวหน้าต่อไปอย่างมั่นคงมาก

โจ ไบเดน กับภรรยาจิลล์ รักกันดี ลูกชายทั้งสองคน แม้จะรู้ว่าจิลล์ไม่ใช่แม่แท้ๆ แต่ก็เต็มใจเรียกเธอว่าแม่ นอกจากนั้น โจกับจิลล์ ยังมีลูกสาวด้วยกันอีก 1 คน ชื่อแอชลีย์ ไบเดน

โจนั้น มีความผูกพันมากๆกับลูกๆทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โบ และ ฮันเตอร์ ที่อยู่ในชีวิตของกันและกันมานาน ผ่านเรื่องราวเลวร้ายมาร่วมกัน จนนับไม่ถ้วน

สำหรับลูกชายคนโต โบ ไบเดน คือความภูมิใจอย่างแท้จริงของคุณพ่อ โดยโบ เรียนจบปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย ก่อนจบกฎหมายที่ซีราคิวส์ตามรอยของคุณพ่อ หลังเรียนจบ โบ ไบเดน รับใช้ชาติด้วยการสมัครเป็นทหาร เพื่อเข้าร่วมรบสงครามที่อิรัก

หลังจากปลดประจำการ โบ ไบเดนกลับมาทำงานประจำ โดยเริ่มต้นงานเป็นอัยการเขต ก่อนที่จะไต่เต้าขึ้นไปเรื่อยๆ และได้รับเลือกให้เป็น อัยการสูงสุดของรัฐเดลาแวร์ และเตรียมลงสมัครเป็นผู้ว่าการรัฐเดลาแวร์ในปี 2016

ในภาพรวม โบ ไบเดน เป็นคนที่ประชาชนชื่นชอบเป็นอย่างมาก และว่ากันว่า มีศักยภาพมากพอ ที่จะเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ ในอนาคตด้วย

ในปี 2012 ตอนที่บารัค โอบาม่า ลงสมัครเป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 2 เขาเชิญโจ ไบเดน เป็นรองประธานาธิบดีอีกครั้ง ซึ่งในงานประชุมพรรคเดโมแครตแห่งชาติ โบ ไบเดน ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ถึงคุณพ่อว่า

“หนึ่งในความทรงจำที่ชัดเจนที่สุดของผม คือพ่อจะอยู่เคียงข้างเราเสมอ เขาเคยตัดสินใจไม่เข้าพิธีสาบานตนที่วอชิงตัน ตอนนั้นพ่อบอกผมเลยว่า ‘เดลาแวร์มีวุฒิสมาชิกคนใหม่ได้ แต่ลูกๆไม่สามารถมีพ่อคนใหม่ได้’ อย่างไรก็ตาม ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งเท็ด เคนเนดี้ , ไมค์ แมนส์ฟิลด์ และ ฮูเบิร์ต ฮัมฟรีย์ เกลี้ยกล่อมให้พ่อ รับใช้ประชาชนที่เลือกตั้งเขาเข้ามา ดังนั้นพ่อเลยตัดสินใจสาบานตนที่โรงพยาบาล ข้างๆเตียงพยาบาลของผม” ซึ่งตอนที่โบ ไบเดน กล่าวถึงเรื่องนี้ โจ ไบเดน ถึงกับน้ำตาซึมเลยทีเดียว

สำหรับโบ ไบเดน ทุกอย่างดูไปได้ดี เขามีคุณพ่อเป็นรองประธานาธิบดีของประเทศ ชีวิตส่วนตัวก็สวยงาม เขาแต่งงานกับภรรยาที่ชื่อ ฮัลลี่ ทั้งคู่มีลูกด้วยกัน 2 คน คือลูกชายโรเบิร์ต และ ลูกสาวนาตาลี-นาโอมิ

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ทุกอย่างสวยงาม ในปี 2013 โบ ไบเดนตรวจพบมะเร็งที่สมอง โดยเขารักษาด้วยการฉายรังสี และทำคีโม จนอาการพยุงตัวไปได้ 2 ปี อย่างไรก็ตาม อาการกลับมามีอาการหนักอีกครั้งในเดือนพฤษภาคม 2015

ในช่วงวันสุดท้ายที่วิกฤติ ครอบครัวไบเดน อยู่ที่ห้องคนไข้ในโรงพยาบาล น้องชายฮันเตอร์ และ คุณพ่อโจ ต่างจับมือโบ ไบเดนเอาไว้เป็นการให้กำลังใจในช่วงสุดท้ายของชีวิต

“โบ มองผมแล้วบอกว่า ‘พ่อ ไม่ต้องกลัวหรอกนะ ผมโอเค’ ” โจ ไบเดน เปิดเผยในรายการโอปราห์ วินฟรีย์โชว์ “ในช่วงสุดท้ายของชีวิต น้องชายของเขานั่งอยู่ตรงนั้นด้วย เราสามคนจับมือกันไว้ และโบก็พยายามบอกพวกเราว่าเขาโอเค เขาไม่เป็นไรหรอก”

“เขาที่นอนอยู่ที่เตียงพยาบาล บอกผมว่า ‘พ่อ อย่าทำหน้าเสียใจเลย ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ผมไม่เป็นไรหรอก พ่อต้องมีความสุขนะ พอต้องเข้มแข็งเพื่อครอบครัวของเราทั้งหมดนะ’ “

และหลังจากนั้น โบ ไบเดน ก็เสียชีวิตไปด้วยวัย 46 ปี เท่ากับว่า โจ ไบเดน เสียภรรยา เสียลูกสาว และเสียลูกชายคนโต ที่เป็นเหมือนความหวังและความฝันของเขา มันเป็นความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นอีกครั้ง ที่ตัวเขาเองก็ไม่คิดว่าจะเจอ

“ผมมองหน้าหลานชายของผม ใช่ ผมเห็นลูกชายของผมอยู่ในตัวเด็กคนนี้ และเมื่อผมมองไปที่หลานสาวของผม ผมก็เห็นโบ อยู่ในนั้นเช่นกัน ดังนั้นผมจึงคิดว่า แม้เขาจะจากไปแล้ว แต่เขาจะยังอยู่กับจิตวิญญาณของผมตลอดไป”


[ ก้าวต่อไปของไบเดน ]

โจ ไบเดน อาจเป็นนักการเมืองที่มีชื่อเสียง แต่อีกมุมหนึ่ง เขาแสดงให้ประชาชนเห็นว่า ในชีวิตส่วนตัว เขาก็เป็นคนธรรมดา ที่เคยเผชิญความสูญเสียมาก่อน ดังนั้นเขาจึงเข้าใจความรู้สึกเจ็บปวดของคนทั่วไปเป็นอย่างดี

ในการเลือกตั้งครั้งนี้ โจ ไบเดน เป็นตัวแทนของพรรคเดโมแครต สู้กับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับบลิกัน ซึ่งสุดท้ายไบเดนเอาชนะไปในศึกนี้ และจะกลายเป็นประธานาธิบดีคนที่ 46 ของสหรัฐอเมริกาต่อไป

มีการวิเคราะห์อย่างมากมาย ว่าทำไมไบเดนชนะศึกครั้งนี้ ส่วนหนึ่งเชื่อว่าประชาชนต้องการเปลี่ยนแปลงจากยุคโดนัลด์ ทรัมป์ แต่อีกส่วนหนึ่งก็มองว่าศักยภาพของไบเดนเองก็มีให้เห็นไม่น้อยจากช่วง 8 ปีที่เขาทำงานในฐานะรองประธานาธิบดี

รวมถึง ประเด็นชีวิตส่วนตัวที่แสดงออกอย่างเข้มแข็งแม้จะเจอเรื่องราวแสนเศร้า ก็เป็นส่วนช่วยดึงคะแนนให้ไบเดนจากกลุ่มสวิงโหวตเช่นกัน เพราะภาพลักษณ์ของเขาคือผู้ชายธรรมดา เป็นผู้สมัครที่ดูจับต้องได้ ไม่ได้อยู่สูงส่งบนหอคอยงาช้างขนาดนั้น

หลังการเลือกตั้งจบลง คราวนี้ความท้าทายครั้งใหม่ในชีวิตของเขาจะเริ่มต้นขึ้น เพราะ 4 ปีต่อไปนี้ คือช่วงเวลาที่มีปัญหารุมเร้ารอสหรัฐฯ อยู่มากมาย ทั้งปัญหาโควิด-19 ที่ยังไม่ทุเลา รวมถึงกระแส Black Lives Matter ที่ยังพร้อมปะทุทุกเมื่อ ยังไม่นับวิกฤติสิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจโลกที่ต้องการการแก้ไข ซึ่งไบเดนก็ยืนยันว่า เขาพร้อมจะสู้กับทุกปัญหาที่เข้ามา เพื่อให้ประชาชนอเมริกาได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม ตัวไบเดนก็ยอมรับว่า แม้จะลงสมัครเป็นประธานาธิบดีเพื่อประชาชนอเมริกาก็จริง แต่อีกส่วนในใจ เขามีเหตุผลลึกๆอยู่ ที่ลงสมัครในครั้งนี้

“รู้ไหม คนที่ควรลงสมัครเลือกตั้งในวันนี้ ควรจะเป็นโบ ไม่ใช่ผม”

“ทุกๆเช้า พอผมตื่นขึ้น ผมไม่ได้ล้อเล่นนะ ผมจะคิดกับตัวเองทุกวันว่า ‘ในวันนี้ ลูกชายของผม จะภูมิใจในตัวพ่อคนนี้หรือยังนะ”

workpointTODAY

สาระความรู้เพื่อวันนี้

ติดตาม workpointTODAY ทาง YouTube https://bit.ly/2YDfyiK

RSV ไม่ใช่โรคใหม่ เป็นโรคที่พบกันมานานกว่า 50 ปีและมีการระบาดทุกปีโดยเฉพาะในเด็กเล็ก

RSV
.
ได้กล่าวไว้แล้วว่า RSV ไม่ใช่โรคใหม่ เป็นโรคที่พบกันมานานกว่า 50 ปีและมีการระบาดทุกปีโดยเฉพาะในเด็กเล็ก
.
จากข้อมูลการศึกษาวิจัยของศูนย์ไวรัสที่จุฬาฯที่ผมทำการศึกษาอยู่ดังแสดงในรูปจะเห็นว่าพบได้ทุกปีในฤดูฝนของทุกปี ยกเว้นปีนี้ที่มีการปิดเรียนยาวนานหน่อย โรคเลยเกิดขึ้นช้ากว่าทุกปี มาสูงสุดเดือนตุลาคมและเชื่อว่ากำลังจะลดลง
.
โรคนี้เป็นแล้วเป็นได้อีก การศึกษาของเรามีเด็กบางคนเป็นทุกปี ส่วนใหญ่จะมีอาการน้อย ถ้ามีการศึกษาภูมิต้านทานจะรู้ว่าภูมิต้านทานจะอยู่สั้นมากจึงทำให้เป็นแล้วเป็นได้อีก ส่วนใหญ่จะมีอาการมากในเด็กเล็กและจะน้อยลงเมื่อโตขึ้น โดยเฉพาะเมื่ออายุเกิน 5 ปีไปแล้วก็ยังเป็นโรคได้แต่อาการจะน้อยมาก ในผู้ใหญ่ก็เป็นได้ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีอาการและจะมีอาการมากอีกครั้งหนึ่งเมื่อเข้าสู่สูงวัยหรือผู้เฒ่าผู้แก่เช่นเดียวกับโรคทางเดินหายใจอื่นๆ
.
โรคนี้อาการลงปอดจะลงที่หลอดลมฝอยไม่ได้ลงที่เนื้อปอด เมื่อลงที่หลอดลมขนาดเล็กหรือหลอดลมฝอยมีการอักเสบของหลอดลม ก็จะเกิดการบวมของหลอดลม ทำให้รูหายใจเข้าเล็กลง ลมเข้าออกจะลำบากจึงหายใจหอบ มีเสียงวี๊ดหรือครืดคราด เมื่อการอักเสบดีขึ้นจะหายเป็นปกติ เด็กเล็กหลอดลมก็เล็กก็จะมีอาการมาก เมื่อเอกซเรย์ลักษณะปอดจะดำกว่าปกติเพราะมีลมค้างอยู่ในปอด และมีร่องรอยของหลอดลมเป็นร่างแหเห็นได้
.
โอกาสที่โรคนี้จะเสียชีวิตน้อยมาก การรักษาเป็นการรักษาตามอาการประคับประคองเรื่องการหายใจของเด็ก รอเวลาให้การอักเสบต่างๆดีขึ้นด้วยระบบภูมิต้านทานของเด็กเอง โรคนี้ไม่ใช่โรคอุบัติใหม่ รู้จักกันมานานและมีการพยายามที่จะพัฒนาวัคซีนมากกว่า 30 ปี ก็ไม่ประสบความสำเร็จด้วยปัจจัยหลายอย่างที่ภูมิคุ้มกันไม่ได้อยู่ยาวนาน การศึกษาภูมิต้านทานจนถึงเด็กอายุ 4 ขวบที่ทำอยู่ขณะนี้ พบว่าเด็กเกือบทั้งหมดเคยติดเชื้อไวรัส RSV มาแล้วและจำนวนมากมีอาการน้อยหรือไม่ทราบด้วยซ้ำ แค่ป่วยเป็นโรคทางเดินหายใจธรรมดา
.
ในปัจจุบันมีวิธีการตรวจที่ดีขึ้น ทำให้ตรวจได้ง่ายและมีการแพร่กระจายข่าวในสื่อสังคม ทำให้เป็นที่ตื่นตระหนกกับมารดาจำนวนมาก การป้องกันดังได้กล่าวมาแล้วว่าโรคนี้จะเป็นไปตามฤดูกาลโดยพบมากในฤดูฝนหรือหลังเปิดเทอมแรกของนักเรียน การแพร่กระจายที่สำคัญจึงอยู่ที่โรงเรียนอนุบาล การใช้ของร่วมกัน การอยู่ร่วมกัน การนอนร่วมกันโดยเฉพาะในห้องแอร์ จึงเป็นแหล่งแพร่กระจายโรคได้ดี
.
การป้องกันที่ดีที่สุดคือห้องเรียนจะต้องมีอากาศถ่ายเทได้ดี ทำความสะอาดข้าวของเครื่องใช้ ไม่ใช้ของใช้ร่วมกัน ล้างมือทำความสะอาดเสมอ เด็กที่ป่วยควรอยู่บ้าน ไม่ควรไปโรงเรียน การใส่หน้ากากอนามัยในเด็กโตช่วยได้ แต่ไม่แนะนำให้ในเด็กเล็กที่ต่ำกว่า 2 ขวบ โดยเฉพาะเวลานอน
.
ในเด็กอนุบาล เมื่อไม่สบายเป็นโรคทางเดินหายใจ หายใจแรง มีเสียงดัง หรือหอบ ควรไปพบแพทย์ ในรายที่ไม่เป็นมาก ถึงแม้ว่าจะตรวจพบว่าเป็น RSV ก็ไม่มีเหตุผลให้นอนโรงพยาบาล อาการที่ควรจะนอนโรงพยาบาลคือ มีไข้สูง หายใจหอบ หายใจแรง และต้องพ่นยาบ่อยครั้ง

“ไม่ต้องเป็นแม่ที่สมบูรณ์แบบ ขอแค่เป็นเเม่ธรรมดาที่มีอยู่จริงตรงนี้กับลูกก็พอแล้ว”

“ไม่ต้องเป็นแม่ที่สมบูรณ์แบบ ขอแค่เป็นเเม่ธรรมดาที่มีอยู่จริงตรงนี้กับลูกก็พอแล้ว”
.
แด่ คุณแม่ทุกท่าน
.
แม่ไม่จำเป็นต้องทำกับข้าวเก่ง
แม่ไม่จำเป็นต้องเย็บผ้าเป็น
แม่ไม่จำเป็นต้องใจเย็นเสมอ
แม่ไม่จำเป็นต้องเป็นคนรักเด็ก
แม่ไม่จำเป็นต้องเข้มแข็งตลอดเวลา
แม่ไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างถูกเสมอ
.
แต่การเป็น “แม่” คือ การเรียนรู้และเติบโตขึ้นไปพร้อมกับลูกที่เติบโตขึ้นทุกวัน
.
ในทุก ๆ วัน เราเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ไปพร้อมกับลูก
จากแม่ที่ไม่กินผัก ก็มาหัดชิมผัก เพราะอยากให้ลูกกินผักเป็น
จากแม่ที่ไม่ชอบเลอะเทอะ ก็มาละเลงสีกับลูก เพราะอยากให้สมองของลูกพัฒนา
จากแม่ที่ล้างจานไม่เป็น ก็มาฝึกล้างไปพร้อมกับลูก เพราะอยากให้เขาทำงานบ้านเป็น
จากแม่ที่ไม่ชอบอ่านหนังสือ ก็มาอ่านหนังสือให้ลูกฟังทุกวันทุกคืน เพราะอยากให้เขารักการอ่าน
จากแม่ที่ไม่ชอบธรรมชาติ ก็มาเล่นดิน น้ำ ทราย โคลน กับลูก เพราะอยากให้เขาได้รับประสบการณ์ดี ๆ
.
อะไรก็ตามที่เราเคยไม่ชอบ เคยไม่อยากทำ เคยไม่อยากลอง
ในวันที่เรามีลูก เราหันกลับมาเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อที่จะเป็น “แม่ที่ดี” ของลูก
.
“เราอยากเป็นคนที่ดีขึ้นเพื่อลูกของเรา”
.
แม่ที่สมบูรณ์เพียบพร้อมอาจจะไม่มีอยู่จริง แต่ทุกคนสามารถเป็นแม่ที่ดีได้
วันนี้ยังทำอะไรไม่ได้ พรุ่งนี้ก็ลองทำใหม่ ฝึกฝนต่อไปเรื่อย ๆ
เหนื่อยก็อย่าลืมพัก
บ้านรกบ้างก็ไม่เป็นไร
ผ้ายับบ้างก็ไม่เป็นไร
กับข้าวไหม้บ้างก็ไม่เป็นไร
แต่อย่าปล่อยให้ตัวเองไม่ได้รับการดูแล
สุขภาพกายที่ดี นำไปสู่สุขภาพใจที่ดี
ไม่ไหวให้หาตัวช่วย อย่าคิดว่า เป็นแม่แล้วต้องทำได้ทุกอย่าง
อย่าแบกทุกอย่างไว้คนเดียว เพราะในระยะยาวเราจะไม่ไหวเสียเอง
อย่ากลัวว่า การที่เราไม่ไหว คือ การเป็นแม่ที่ไม่ดี นั่นเป็นความคิดที่ผิดมหันต์
การที่เราไม่ไหว คือ การเป็นแม่ธรรมดาที่เหนื่อยเป็นเท่านั้นเอง
.
ที่สำคัญสำหรับลูก “เราเป็นแม่ของเขาเสมอ” ไม่ว่าเราจะเป็นแม่แบบไหนก็ตาม
ไม่มีลูกคนไหนบอกว่า “เขาอยากได้แม่แบบไหน” เพราะแม่คนเดียวที่เขาอยากได้คือ “แม่ของเขาเท่านั้น”
.
ขอบคุณคุณแม่ทุกท่านที่ช่วยกันรังสรรค์โลกใบนี้ด้วยสองมือของเรา
ในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ ขอส่งกอดและกำลังใจไปถึงคุณแม่ทุก ๆ ท่าน ให้ผ่านช่วงเวลานี้ไปด้วยดีนะคะ

Cr. เพจตามใจนักจิตวิทยา

เมื่อลูกไม่สวัสดี

เมื่อลูกไม่สวัสดี

คนไทยทักทายกันด้วยคำว่า “สวัสดี” พร้อมกับยกมือสองข้างขึ้นประนมและไหว้ในระดับต่าง ๆ เพราะการไปลา-มาไหว้นั้นเป็นมารยาทตามวัฒนธรรมไทยแสดงถึงสัมมาคารวะ การให้เกียรติซึ่งกันและกันโดยเฉพาะต่อผู้ใหญ่ที่เราเคารพ

แต่ปัญหาหนักอกในฐานะของพ่อแม่ก็คือ ลูกไม่ค่อยยกมือไหว้ตามที่เราสอนหรือบอกกล่าว โดยผู้ใหญ่บางท่านอาจเข้าใจว่าลูกเป็นเด็กที่ไม่มีมารยาทหรือพ่อแม่ไม่สั่งสอนให้ต้อง ‘ไหว้’ ทักทายผู้หลักผู้ใหญ่ และหลายครั้งต้องลงเอยที่การบังคับให้ลูกสวัสดีผู้ใหญ่แบบไม่เต็มใจไป ทั้งที่ในความจริงแล้วการยกมือไหว้ สวัสดี ขอโทษ เป็น “สิทธิ” ที่พึงมีของลูกที่จะทำหรือไม่ทำครับ เหมือนพฤติกรรมทุกพฤติกรรม ลูกจะเลือกเองว่าจะทำเอง หรือไม่ทำ เพราะการแค่ “บังคับทำ” คงไม่ใช้คำตอบของการสอนที่ดีให้ได้ผลดีในระยะยาว

สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่สามารถทำ

เพื่อให้ลูกร่วมมือในการยกมือขึ้นทักทายและพูดคำว่า “สวัสดี”

1. การเป็นตัวอย่างที่ดี

ทักทายและไหว้คนอื่นให้เป็นเรื่องปกติ เป็นเรื่องที่ดีที่พึงกระทำ โดยเริ่มจากคนในครอบครัว ตื่นเช้าเจอหน้ากันพูด “อรุณสวัสดิ์” หรือ “สวัสดีตอนเช้าครับ/ค่ะ”​ พบหน้าผู้ใหญ่หรือบุคคลที่ 3 คุณพ่อคุณแม่ก็ทักทายพูดคำว่า “สวัสดี” และยกมือไหว้ทักทายกันให้เป็นกิจวัตร โดยลูกจะค่อย ๆ ซึมซับกิจวัตรเหล่านี้จนกลายเป็นเรื่องที่ทำกันเป็นปกติของครอบครัวไปโดยที่ไม่ต้องบังคับให้ทำ

2. เตรียมการและบอกกล่าวก่อนเมื่อต้องไปพบบุคคลอื่น

เพื่อให้ลูกรับรู้ว่ากำลังจะไปเจอใครและควรทักทายอย่างไรโดยคุณพ่อคุณแม่อาจให้คำง่าย ๆ เช่น “อยากจากบ้านวันนี้ เดี๋ยวพ่อจะไปคุยงานกับน้าเอแป๊บนึงนะลูก อย่าลืมสวัสดีน้าเอด้วยนะครับ” หรือ “เดี๋ยวคุณยายมาหาที่บ้าน เราจะทักทายคุณยายยังไงดีนะ ?” เป็นต้น

3. ไม่กดดันหรือสั่งเพื่อให้ทำตาม

เพราะเมื่อเราสั่งหรือบังคับ ลูกจะมีแนวโน้มที่จะต่อต้านอยู่แล้วไม่มากก็น้อย บางครั้งการไม่สวัสดี ไม่ไหว้ อาจไม่ได้เกิดจากการไม่อยากสวัสดี ไม่อยากไหว้ แต่อาจเกิดจากการต่อต้าน ‘คำสั่ง’ หรือ ‘การบังคับ’ จากคุณพ่อคุณแม่ก็ได้ครับ ปรับพฤติกรรมเชิงบวก ไม่ว่ากล่าวไม่เมื่อทำ แต่ชมเมื่อทำตาม

4. พฤติกรรมที่ดี

อย่างการสวัสดี เป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการเลี้ยงลูกเชิงบวกที่จะปลุกพลังบวกในตัวเราให้แผ่ซ่านไปยังลูกว่า “สิ่งนี้ดี ควรทำนะคะ” ซึ่งแน่นอนบางคนทำตามเลย บางคนต้องใช้เวลา และบางเวลาก็ไม่ใช่เวลาที่พร้อมจะทำตามครับ อย่าถือเป็นเรื่องใหญ่แต่ให้ค่อย ๆ สอนกันไปครับ ยังมีพฤติกรรมดีอีกมากมายที่รออยู่ให้เขายอมทำครับ

…เพราะการไม่ไหว้ ไม่ใช่อาชญากรรม

…เพราะการไม่ไหว้ ไม่เท่ากับ การเป็นเด็กไม่ดี

หลีกเลี่ยงการใช้คำพูดเชิงลบเมื่อลูกไม่สวัสดี

เช่น ไม่น่ารักเลย หรือเป็นเด็กไม่ดี เป็นต้น ไม่ต้องไปว่าเขา แต่สอนเขาว่าการไหว้ การทักทาย เป็นมารยาททางสังคมที่ดี ที่เราควรสอนให้ลูกรู้ว่า “ควรทำ” และ “น่าทำ” แล้วก็ไม่ต้องไปว่าลูกของคนอื่นด้วยนะครับ

สร้างความเข้าใจว่าสิ่งใด ‘ควรทำ’ และ ‘ไม่ควรทำ’

บอกสั้น ๆ ง่าย ๆ ตรงไปตรงมาไม่ว่าจะเป็นการสอนให้ “สวัสดี” หรือ “ขอบคุณ” ผ่านกิจวัตร เงื่อนไข กฎเกณฑ์ที่เหมาะสมตามวัยผ่านวินัยเชิงบวกที่ชัดเจน และสม่ำเสมอ ชมเชยเมื่อทำ หลีกเลี่ยงการลงโทษด้วยวาจาหรือร่างกายเมื่อไม่ทำ

สำหรับเรื่องการสวัสดี ปัญหานี้สำหรับคุณแม่หลายคนนี่กุมขมับเลยครับ บางคนไม่ยอมสวัสดีใครทั้งนั้นก็มีครับ บางคนก็มีท้าทายเล็กน้อยแบบน่ารักเหมือนลูกเพื่อนหมอที่ยกมือค้างไม่ยอมเอามือสองข้างมาชิดกัน แล้วหันมาถามว่า “แค่นี้พอหรือยัง” เอากับเขาสิ

บทความโดย

ผศ. นพ.วรวุฒิ เชยประเสริฐ กุมารแพทย์ เจ้าของแฟนเพจเลี้ยงลูกตามใจหมอ

MASX Anti Pollution Mask

ปีใหม่ใกล้เข้ามาแล้ว แต่ COVID-19 ก็ยังอยู่!!!
หน้าหนาวเริ่มแล้ว แต่ฝุ่น PM2.5 ก็ยังอยู่!!! 
กำลังหาของขวัญปีใหม่สำหรับคนที่คุณห่วงใยอยู่หรือเปล่า?  MASX คือคำตอบ สามารถสั่งซื้อได้ทาง facebook/masx.thailand
Line @masx.thailand
www.masx.co

หมายเหตุ: ลูกค้าองค์กร หรือลูกค้าที่ต้องการสั่งเป็นจำนวนมากสามารถสอบถามราคาพิเศษได้ค่ะ

หมายเหตุ: บทความโฆษณาสินค้า

‘การเสิร์ชกูเกิลบ่อยครั้ง จะทำให้คุณสมองเสื่อมได้’ โดยเรียกว่า ภาวะ “Google Effect”

Google Effect

ลองนับสิว่ามีกี่ครั้งที่คุณอยากรู้อะไรสักเรื่อง แล้วหยิบโทรศัพท์มาเสิร์ช “Google” และจะพบคําตอบที่รอคุณอยู่ในนั้นเสมอ แล้วลองนับด้วยว่ามีกี่ครั้งที่คุณลืมเรื่องราวในอดีต หรือเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นเพียงไม่กี่เสี้ยววินาทีที่ผ่านมา ซึ่งเหตุผลที่เราถามสองสิ่งนี้คู่กัน เพราะรู้หรือเปล่าว่า ‘การเสิร์ชกูเกิลบ่อยครั้ง จะทำให้คุณสมองเสื่อมได้’ โดยเรียกว่า ภาวะ “Google Effect”
.
“Google Effect” คืออาการของสมองที่จะไม่จดจําเรื่องราวในอดีต เรียกง่ายๆ ว่า “สภาวะความจําเสื่อม” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “Digital Amnesia” ซึ่งมีผลมาจากพฤติกรรมการใช้ “search engine” หรือการเสิร์ช Google บ่อยๆ รวมทั้งการจดข้อมูลรายละเอียดต่างๆ ในชีวิตลงในแพลตฟอร์มออนไลน์ จนทําให้บางครั้งเราหลงลืมเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว และทําให้เกิดโรคความจําเสื่อมขึ้นได้ ไม่ว่าจะวัยไหนก็ตาม
.
นักวิจัย Betsy Sparrow, Jenny Liu และ Daniel M.wegner ได้กล่าวถึงอาการ “Google Effect” ว่า เกิดครั้งแรกเมื่อ ค.ศ. 2011 ที่พวกเขาได้ทําการทดลองกับผู้คน ก่อนพบว่าการจดจําอะไรผ่านสื่อดิจิทัลจะทําให้ความจําสั้นลงหรือจําได้น้อยลง และยังพบว่าระบบการทํางานของสมองจะถูกทําลาย ซึ่งจะนํามาสู่ปัญหา และเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งของมนุษชาติ นอกจากนี้การวิจัยของ Kaspersky Lab ที่ได้ทำการสำรวจกลุ่มตัวอย่างในยุโรปจำนวน 6,000 คนยังพบว่า ผู้คนมักใช้เทคโนโลยีเก็บข้อมูลต่างๆ แทนจำเอง ส่งผลให้ลืมข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับคนรักใคร่ใกล้ชิด เช่น กลุ่มตัวอย่างเจ็ดในสิบจำเบอร์โทรของลูกตัวเองไม่ได้ แต่พบว่าผู้ใหญ่กว่าครึ่งที่ไม่ค่อยใช้การเสิร์ชข้อมูลผ่านโลกดิจิทัล จะนึกเบอร์โทรศัพท์บ้านของตัวเองตอนอายุ 10 ถึง 15 ปีได้อย่างรวดเร็ว
.
แล้วเพราะอะไรกันเราถึงลืมได้ง่ายดายขนาดนี้ ?
จากความเชื่อที่ว่า เราสามารถหาข้อมูลในกูเกิลได้เมื่อไหร่ วันไหน หรือที่ไหนก็ได้ตามความต้องการ หรือตราบใดที่ยังมีอินเทอร์เน็ตใช้อยู่ เพื่ออ่านข้อมูล หรือเพิ่มความรู้ ณ ขณะนั้น ซึ่งหากลืมก็คิดแค่ว่าไม่เป็นไร เพราะหยิบตัวช่วยอย่างกูเกิลออกมาใช้ได้เสมอ จนติดกลายเป็นพฤติกรรมที่ติดตัวไปตลอด ทำให้การจดจำของเราเข้าสู่การจดจำแบบ “Transactive Memory” หรือปรากฏการณ์การหลงลืม เพราะรู้ว่าจะหาข้อมูลได้ทีหลัง และเมื่อมีการลืมครั้งแรก ก็มักจะมีการลืมครั้งที่สอง และครั้งต่อๆ มาเสมอ
.
ส่วนวิธีการป้องกันการเป็นโรคนี้คือ การพยายามจํารายละเอียดในชีวิตเราให้มากขึ้น จําไม่ได้ก็จดลงกระดาษ แทนการใช้เครื่องมือดิจิทัล รวมถึงการค้นหาข้อมูลผ่านการเสิร์ชให้น้อยลง แต่เปลี่ยนเป็นการอ่านจากหนังสือ หรือพรินต์ออกมาเพื่ออ่านแล้วเน้นข้อความสำคัญไว้ รวมไปถึงการทำ Social Detox ออกห่างจากโซเชียลมีเดีย เพื่อให้สมองได้หยุดพักจากวันที่ถาโถมไปด้วยเรื่องราว ปล่อยตัวปล่อยใจให้เราสนใจสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า และโลกนอกจอมากขึ้น
.
Content Writer: Nicha W.
Graphic Designer: Ichaya N.

UrbanCreature #Perspective #GoogleEffect #TransactiveMemory #ความจำเสื่อม

Cr. FB Urban Creature

โศกนาฎกรรมเงียบ (A SILENT TRAGEDY) 😥

Photo by Helena Lopes on Pexels.com

แปลมาอีกทีนึงครับ ยาวหน่อยแต่ดีมากๆครับ 🙂

โศกนาฎกรรมเงียบ (A SILENT TRAGEDY) 😥

มีโศกนาฎกรรมที่กำลังเกิดขึ้นอย่างเงียบๆภายในครอบครัวหลายๆครอบครัว โดยที่คนในครอบครัวไม่รู้ตัว และมันเกี่ยวข้องกับสิ่งที่มีค่าที่สุดของเรา นั่นคือ ลูกๆ หลานๆ ของเรา…

ปัจจุบันลูกหลานของเรากำลังมีสภาวะอารมณ์ที่รุนแรง! ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมานักวิจัยได้ให้สถิติที่น่าตกใจมาก เกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของความเจ็บป่วยทางจิตของเด็กๆและจำนวนเด็กที่เจ็บป่วยก็มีจำนวนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สถิติไม่โกหก:
• เด็ก 1 ใน 5 คนมีปัญหาสุขภาพจิต
• เด็กที่วินิจฉัยว่าเป็น ADHD เพิ่มขึ้น 43%
• มีรายงานภาวะซึมเศร้าของวัยรุ่นเพิ่มขึ้น 37%
• มีอัตราการฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้น 200% ในเด็กอายุ 10 ถึง 14 ปี

มันเกิดอะไรขึ้นและเราผู้ใหญ่ พ่อแม่ได้ทำอะไรผิดพลาดไปหรือเปล่า ⁉️

เด็กวันนี้กำลังถูกกระตุ้นมากเกินไปเพื่อให้มีพรสวรรค์ทางด้านวัตถุ แต่พวกเด็กๆถูกปิดกั้น ละเลย จากสิ่งที่เป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้มีช่วงวัยเด็กที่ดีมีคุณภาพ (healthy childhood) เช่น

• พ่อแม่ผู้ปกครองที่มีสุขภาพจิตที่ดี
• การกำหนดขอบเขตที่ชัดเจนว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ โดยพ่อแม่
• มีหน้าที่ ความรับผิดชอบ
•โภชนาการที่สมดุลและการนอนหลับที่เพียงพอ
•การเคลื่อนไหวร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเคลื่อนไหวกลางแจ้ง
•การเล่นอย่างสร้างสรรค์ การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมโอกาสที่จะได้เล่นอย่างอิสระ และช่วงเวลาที่เด็กๆจะได้รู้สึกเบื่อเพื่อจะคิดหาวิธีการเล่นเพื่อแก้เบื่อ

🤖แต่ในหลายๆปีที่ผ่านมาเด็กๆถูกแทนที่สิ่งสำคัญเหล่านี้ด้วย….

•ผู้ปกครองที่วุ่นวายอยู่กับแต่อุปกรณ์ดิจิตอลต่างๆ
•ผู้ปกครองที่ยอมทำตามและยอมอนุญาตให้เด็กๆเป็นคน “ปกครองโลก” และเป็นคนที่กำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆเอง
•ความรู้สึกว่าเป็นเรื่องถูกต้องที่ตัวเองสมควรที่จะได้รับทุกสิ่งโดยที่ไม่ต้องทำอะไรหรือรับผิดชอบอะไรเลย
•นอนหลับไม่เพียงพอและโภชนาการที่ไม่สมดุล
•รูปแบบการใช้ชีวิตแบบขยับตัวน้อย (Sendentary Lifestyle) นั่งหน้า TV. หน้า Computer ไม่ออกไปข้างนอก อยู่แต่ในห้อง (อันตรายมาก)
•การถูกกระตุ้นอยู่ตลอดเวลา มีเทคโนโลยีเป็นเพื่อนเป็นพี่เลี้ยง ได้สิ่งที่ต้องการทันทีและไม่มีช่วงเวลาที่น่าเบื่อ ถูกกระตุ้นตลอด

Photo by Elly Fairytale on Pexels.com

😥แล้วเราจะทำอย่างไรกันดี?

ถ้าเราต้องการให้ลูกของเราเป็นคนที่มีความสุขและมีสุขภาพดี (จริงๆ) พวกเราต้องตื่นได้แล้วและกลับไปสู่พื้นฐาน กลับไปสู่เบสิค และมันยังคงเป็นไปได้ที่จะแก้ไข

มีหลายครอบครัวเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากทำตามคำแนะนำต่อไปนี้:

1.กำหนดจำกัดขอบเขต ให้กับลูก และจำไว้ว่าคุณเป็นกัปตันของเรือ เป็นผู้นำครอบครัวไม่ใช่ลูก ลูกของคุณจะรู้สึกมั่นใจมากขึ้นเมื่อรู้ว่าคุณสามารถควบคุมหางเสือได้
2.ช่วยให้ลูกมีวิถีชีวิตที่สมดุล ที่เต็มไปด้วยสิ่งที่ลูกจำเป็นต้องมี ไม่ใช่แค่สิ่งที่ลูกต้องการ อย่ากลัวที่จะพูดคำว่า “ไม่” กับลูก ๆ ของคุณหากสิ่งที่พวกเขาต้องการไม่ใช่สิ่งที่จำเป็น
3.ให้ลูกทานอาหารที่มีคุณค่าและลด จำกัดอาหารขยะทั้งหลาย
4.ใช้เวลากลางแจ้งอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมงต่อวันในการทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การขี่จักรยาน การเดิน การออกกำลังกาย เล่นกีฬา สนามเด็กเล่นกลางแจ้ง ฯลฯ
5.ทานอาหารด้วยกันในครอบครัวทุกวัน โดยไม่มีสมาร์ทโฟนหรือเทคโนโลยีที่ทำให้เสียสมาธิ ซึ่งทำให้ทุกคนรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า
6.เล่นกับลูก ใช้เวลาด้วยกันในครอบครัว
7.ให้ลูกของคุณมีส่วนร่วมในการทำงานบ้าน ตามอายุของพวกเขา (พับเสื้อผ้า, แขวนเสื้อผ้า,ล้างจาน, กวาดบ้าน, ถูบ้าน ,จัดโต๊ะ, ให้อาหารสุนัข ฯลฯ )
8.เข้านอนเป็นเวลา เพื่อให้แน่ใจว่าลูกของคุณได้นอนหลับเพียงพอ ความสำคัญจะมากยิ่งขึ้นสำหรับเด็กวัยเรียน
9.สอนลูกเรื่องความรับผิดชอบและเรื่องเสรีภาพ อย่าปกป้องลูกมากเกินไปจากความรู้สึกไม่พอใจ หงุดหงิด เสียใจหรือความผิดพลาดทั้งหมด ความเข้าใจผิดจะช่วยให้พวกเขาสร้างความยืดหยุ่นและเรียนรู้ที่จะเอาชนะความท้าทายในชีวิต
10.อย่าถือกระเป๋าหรือเป้สะพายหลัง หรือถือของให้ลูกๆ ถ้าลูกลืมการบ้านอย่าเอามาให้ อย่าปอกเปลือกกล้วยหรือเปลือกส้ม หรือทำอะไรให้ลูก ถ้าหากพวกเขาสามารถทำได้ด้วยตัวเอง แทนที่จะให้ปลาแต่สอนพวกเขาให้หาปลาเองเป็น
11.สอนลูกให้รู้จักรอและชะลอความพีงพอใจได้ อดเปรี้ยวไว้กินหวาน ได้
12.ให้ลูกมีโอกาสได้พบ “ความเบื่อ” เนื่องจากความเบื่อหน่ายเป็นช่วงเวลาที่ความคิดสร้างสรรค์เกิดขึ้น เพื่อหาวิธีแก้เบื่อ ไม่ต้องเป็นพ่อแม่ที่รู้สึกว่าต้องทำให้ลูกสนุกตลอดเวลา
13.อย่าใช้เทคโนโลยีเป็นวิธีแก้ความเบื่อของลูกและไม่ต้องสนองเมื่อลูกร้องขอ (ท่องไว้ความเบื่อก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์)
14.หลีกเลี่ยงการใช้เทคโนโลยีในระหว่างมื้ออาหารในรถยนต์ ในร้านอาหาร ในศูนย์การค้า ใช้ช่วงเวลาเหล่านี้เป็นโอกาสในการเข้าสังคมโดยการฝึกสมองให้รู้วิธีการทำงานเมื่ออยู่ในโหมด: “เบื่อ” (boredom)

  1. เมื่อลูกเบื่ออาจจะช่วยจุดประกายไอเดียแก้เบื่อได้
    16.มีอารมณ์ร่วมกับลูก ไวต่อความรู้สึกของลูก และสอนให้พวกเขารู้จักควบคุมตนเองและสอนทักษะทางสังคม
    17.ปิดโทรศัพท์ในเวลากลางคืนเมื่อเด็กต้องเข้านอนเพื่อหลีกเลี่ยงการรบกวนจากสัญญานโทรศัพท์และสิ่งต่างๆ จากโทรศัพท์
    18.เป็นผู้ควบคุมหรือผู้ฝึกอารมณ์สำหรับลูก ๆ ของคุณ สอนพวกเขาให้รู้จักและจัดการความผิดหวังและความโกรธของตนเอง
    19.สอนพวกเขาให้ทักทายคนอื่น การรอคิว ผลัดกันเล่น ผลัดกันใช้ แบ่งปัน การพูดขอบคุณและการขออย่างมีมารยาท การยอมรับความผิดพลาดและการขอโทษ อย่าบังคับให้ทำแต่เป็นแบบอย่างที่ดีของค่านิยมทั้งหมดนี้
    20.เชื่อมต่ออารมณ์กับลูก โดยการ- ยิ้ม กอด จูบ หอม จี้เอว หัวเราะ สนุก อ่านนิทาน เต้นรำ กระโดดเล่นกับลูกๆ

ถ้าเราอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงในชีวิตลูกๆหลานๆของเราจริงๆ…. โปรดทำตามนะครับ 🙂

ขอบคุณที่ช่วยกันแชร์ครับ 🙇‍♂️

Article written by Dr. Luis Rojas Marcos Psychiatrist.
https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=669567043510720&id=653944098406348

Cr. FB ดีต่อลูก

COVID19 – Second Lockdown

😓ยุโรป…ประกาศล็อกดาวน์รอบ 2
ฝรั่งเศส. :20 ตค-1 ธค 63
อิตาลี :26 ตค-24 พย 63
เยอรมัน : 2 พย -30 พย 63
เบลเยี่ยม:2 พย – 1 ธค 63
อังกฤษ. : 5 พย -2ธค 63

😓 จบยากจริงๆศึกนี้…

🇹🇭 ไทยเราการ์ดอย่าตก คงไม่อยากล็อกดาวน์กันอีกแล้ว 😓

3 ข้อ..ล้างมือ สวมหน้ากาก รักษาระยะ
ห่าง

“เริ่มที่ตัวเรา”.. ❤️

Cr.Infectious ง่ายนิดเดียว

สถานที่จัดงานลอยกระทง 2563 ชวนเที่ยวงานประเพณีดั้งเดิมรูปแบบใหม่

สถานที่จัดงานลอยกระทง 2563 ชวนเที่ยวงานประเพณีดั้งเดิมรูปแบบใหม่

รวบรวมสถานที่จัดงานลอยกระทง 2563 พร้อมรายละเอียดกำหนดการ และกิจกรรมต่าง ๆ ของแต่ละสถานที่ ทั้งในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ สุโขทัย อยุธยา ตาก และจังหวัดอื่น ๆ ทั่วไทย          ประเพณีลอยกระทง งานเทศกาลสำคัญของไทย ซึ่งในปีนี้ตรงกับวันที่ 31 ตุลาคม 2563 โดยทั่วทุกภาคของไทยก็มีการจัดงานอย่างยิ่งใหญ่สวยงามตามแบบประเพณีท้องถิ่นเรื่อยมา ถึงแม้ว่าในปีนี้จะยังคงอยู่ในช่วงเฝ้าระวังเกี่ยวกับ Covid 19 แต่ก็มีการจัดงานตามประเพณีในหลายจังหวัด บางสถานที่ลดวันจัดงาน บางสถานที่งดกิจกรรมบางอย่าง เราก็ได้ไปรวบรวมมาแล้วว่ามีที่ไหนจัดงานลอยกระทง 2563 บ้าง พร้อมกับกำหนดการและกิจกรรมต่าง ๆ ดังนี้

ลอยกระทง 2563

1. เทศกาลสายน้ำแห่งวัฒนธรรมไทย ครั้งที่ 6 กรุงเทพฯ

          Bangkok River Festival 2020  “รื่นเริง แสงศิลป์” ขอเชิญร่วมสัมผัสมนตร์เสน่ห์แห่งวัฒนธรรมการท่องเที่ยววิถีไทยวิถีใหม่ (New Normal) พร้อมดื่มด่ำไปกับอัตลักษณ์ของวิถีความเป็นไทยริมโค้งน้ำที่ยาวที่สุดของแม่น้ำเจ้าพระยา ในระหว่างวันที่ 29-31 ตุลาคม 2563 ณ ท่าน้ำ 10 แห่ง ริมแม่น้ำเจ้าพระยา คือ

  1. ท่าน้ำร่วมสมัย วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์)
  2. วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร
  3. วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร
  4. วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร
  5. วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร
  6. ท่ามหาราช
  7. ยอดพิมาน ริเวอร์ วอล์ค
  8. ล้ง1919
  9. สุขสยาม ณ ไอคอนสยาม
  10. เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์

    ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ River Festival Thailand

ลอยกระทง 2563

ภาพจาก เฟซบุ๊ก River Festival Thailand

2. งานประเพณีเดือนยี่เป็งเชียงใหม่ 2563

          เชิญชวนแต่งกายพื้นเมืองแบบล้านนาไปเที่ยวงานประเพณีเดือนยี่เป็งเชียงใหม่ ประจำปี 2563 ระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2563 ระยะเวลาจัดงานสั้นลงแต่ยังคงไว้ซึ่งประเพณีอันงดงาม ชวนชมความสวยงามของสถานที่การจัดงานที่ประดับประดาอย่างสวยงามทั่วทั้งเมืองเชียงใหม่ ชมความอลังการของรถกระทงใหญ่ชิงถ้วยพระราชทานฯ, การจุดผางประทีปรอบคูเมือง “ต๋ามผางปะตี๊ด ส่องฟ้า ฮักษาเมือง”, การประกวดหนูน้อยยี่เป็ง, เทพี-เทพบุตร ยี่เป็ง และการแสดงศิลปวัฒนธรรม

          ขอความร่วมมือผู้ร่วมกิจกรรมสวมใส่หน้ากากอนามัย หรือหน้ากากผ้า และปฏิบัติตามข้อกำหนดในการควบคุม Covid 19 ตลอดการร่วมกิจกรรม พร้อมกับงดการปล่อยโคมลอย โคมไฟ โคมควัน โดยเด็ดขาด ผู้ฝ่าฝืนมีความผิดตามกฎหมาย รวมถึงงดการจำหน่ายและบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในบริเวณพื้นที่จัดงานลอยกระทง 2563

ภาพจาก เฟซบุ๊ก เทศบาลนครเชียงใหม่

3. งานลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ สุโขทัย 2563

          เชิญชมความสวยงามของสถานที่ประวัติศาสตร์ในช่วงวันลอยกระทง กับงานลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ สุโขทัย 2563 กำหนดการจัดงานระหว่างวันที่ 23 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2563 ณ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย พบกับการแสดงแสง เสียง Light & Sound พร้อมกับการแสดงพลุไฟสวยงามตระการตา เข้าชมได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น และยังมีการออกร้านจำหน่ายสินค้าจากทั้งชาวบ้านและหน่วยงานต่าง ๆ มากมาย

          – งานลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ สุโขทัย 2563 10 วัน 10 คืน เข้าชมฟรีลอยกระทง 2563

ภาพจาก เฟซบุ๊ก TAT Sukhothai-Kamphaeng Phetลอยกระทง 2563

ภาพจาก เฟซบุ๊ก TAT Sukhothai-Kamphaeng Phet

4. สีสันแห่งสายน้ำมหกรรมลอยกระทง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

          ขอเชิญเที่ยวงานสีสันแห่งสายน้ำมหกรรมลอยกระทง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ระหว่างวันที่ 29-31 ตุลาคม 2563 ณ ลานด้านหลังวัดมหาธาตุ อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา สัมผัสบรรยากาศงานประเพณีลอยกระทงย้อนยุคเชิงวัฒนธรรมไทย ในรูปแบบ New Normal เชิญชวนแต่งกายผ้าไทยหรือชุดไทยเข้าร่วมงาน

          ภายในงานมีทั้งขบวนแห่ประเพณีลอยกระทงวิถีไทย, การแสดงดอกไม้ไฟโบราณ, การแสดงทางวัฒนธรรม การแสดงร่วมสมัย และการแสดงที่หาชมได้ยาก, กิจกรรมสาธิตศิลปวัฒนธรรม, ร้านค้าจำหน่ายอาหารและหัตถกรรม Premium Crafts and Food และกิจกรรม DIY สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานพระนครศรีอยุธยา โทรศัพท์ 0 3524 6076-7ลอยกระทง 2563

ภาพจาก ททท.

5. งานประเพณีลอยกระทงสายไหลประทีป ๑๐๐๐ ดวง ประจำปี 2563 จังหวัดตาก

          จังหวัดตาก ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวร่วมเที่ยวชมงานประเพณีลอยกระทงสายไหลประทีป ๑๐๐๐ ดวง ประจำปี 2563 ระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2563 ณ บริเวณริมสายธาร ลานกระทงสาย เชิงสะพานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี

          ชมการอัญเชิญพระประทีปพระราชทาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ รวม 9 พระองค์ ขบวนแห่เรือกระทงสาย ขบวนแห่สายกระทงทั้ง 7 สาย ณ เวทีกลางน้ำปิง พบกับกิจกรรมสร้างสรรค์ นิทรรศการประกวดภาพถ่ายฯ การแสดงการลอยกระทงสายไหลประทีป ๑๐๐๐ ดวง และการจำหน่ายสินค้า OTOP ราคาย่อมเยา สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานตาก และ กระทงสายเมืองตากลอยกระทง 2563

ภาพจาก เฟซบุ๊ก TAT TAKลอยกระทง 2563

ภาพจาก เฟซบุ๊ก TAT TAK

6. งานเทศกาลโคมแสนดวงที่เมืองลำพูน ประจำปี 2563 และ River Festival Lamphun ครั้งที่ 2

          ส่วนหนึ่งของงานประเพณีลอยกระทง หรือประเพณียี่เป็ง ที่ปฏิบัติสืบทอดมายาวนาน เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาพระธาตุหริภุญชัย และถวายสักการะพระนางจามเทวี ปฐมกษัตริย์แห่งเมืองลำพูน เชิญชวนนักท่องเที่ยวมาร่วมบูชา ถวายโคม แขวนโคม แด่องค์พระธาตุหริภุญชัย ณ วัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร และลานอนุสาวรีย์พระนางจามเทวี อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน ตั้งแต่วันนี้ – 31 ตุลาคม 2563 ทั้งนี้ ทางจังหวัดลำพูนมีการเตรียมพร้อมตามมาตรการควบคุมโรค และป้องกันการแพร่ระบาดของ Covid 19 รองรับด้วย

ลอยกระทง 2563

          ส่วนงาน River Festival Lamphun ครั้งที่ 2 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 – 31 ตุลาคม 2563 เชิญชมงานแสดงแสง สี แสง สีประสบการณ์ดิจิทัล กับความงามของป่าริมสายน้ำกวง แม่น้ำสายหลักจุดกำเนิดวัฒนธรรมล้านนา พบสินค้าจากยอดฝีมือท้องถิ่น พร้อมทั้งชิมอาหารจากครัวพื้นบ้าน ให้คุณได้อิ่มเอมใจและเพลิดเพลินกับบรรยากาศล้านนาอย่างแท้จริง ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ River Festival Lamphunลอยกระทง 2563

ภาพจาก เฟซบุ๊ก River Festival Thailand

7. ลอยกระทงโพธาราม จังหวัดราชบุรี

          เทศบาลเมืองโพธาราม ขอเชิญชวนร่วมงานประเพณีลอยกระทงเมืองโพธาราม ณ บริเวณริมเขื่อนแม่น้ำแม่กลอง อำเภอโพธาราม ระหว่างวันที่ 26 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2563 ชมการแข่งเรือยาวเมืองคนสวย การประกวดนางนพมาศ และการประกวดขบวนแห่สวยงามลอยกระทง 2563

ภาพจาก เฟซบุ๊ก สำนักงานเทศบาลเมืองโพธาราม จังหวัดราชบุรี

8. งานประเพณีลอยกระทงพัทยา ประจำปี 2563 จังหวัดชลบุรี

          เมืองพัทยา กำหนดจัดงานประเพณีลอยกระทงเมืองพัทยา เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ประจำปี 2563 ในวันที่ 31 ตุลาคม 2563 ณ บริเวณลานกิจกรรม ชายหาดพัทยากลาง ชมการประกวดกระทงจากวัสดุธรรมชาติ และกิจกรรมสนุกสนานมากมาย พร้อมกับการออกร้านจากชุมชน ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊ก ฝ่ายส่งเสริมวัฒนธรรม เมืองพัทยา หรือ เฟซบุ๊ก PRPATTAYAลอยกระทง 2563

ภาพจาก pattayacityevents.com

9. ประเพณีสมมาน้ำ คืนเพ็ง เส็งประทีป ครั้งที่ 22 ประจำปี 2563 จังหวัดร้อยเอ็ด

          ชวนสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองจังหวัดร้อยเอ็ด ชมการประกวดรำวงสมมาน้ำ คืนเพ็ง เส็งประทีป การรำวงสมมาน้ำ คืนเพ็ง เส็งประทีป จำนวน 5,000 คู่ ขบวนเสด็จอัญเชิญพระประทีป และขบวนแห่กระทงประทีป 12 เมืองร่วมสมัย และการแสดงแสง สี เสียง จากศิลปินคับคั่ง พร้อมร่วมกันลอย “กระทงกะลา” ณ บึงพลาญชัย และสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ร้อยเอ็ด อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด ในวันที่ 30-31 ตุลาคม 2563

ลอยกระทง 2563

ภาพจาก เฟซบุ๊ก Thailand Festival

10. ประเพณีลอยกระทงกาบกล้วย เมืองแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม

          ประเพณีที่ทำสืบต่อกันมาอย่างยาวนานของชาวสมุทรสงคราม ชมการลอยกระทงกาบกล้วยกว่า 200,000 ใบ การประกวดกระทง และเรือไฟสวยงามชิงถ้วยพระราชทาน ประกวดนางนพมาศแม่ลูก และร่วมกิจกรรมวัฒนธรรมพื้นบ้าน ณ วัดภุมรินทร์กุฎีทอง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม วันที่ 31 ตุลาคม 2563

ลอยกระทง 2563

ภาพจาก เฟซบุ๊ก Thailand Festival

11. ประเพณีลอยกระทง และการแข่งขันเรืออีโปง ประจำปี 2563 บึงหัวทะเล จังหวัดนครราชสีมา

          เทศบาลตําบลหัวทะเล ขอเชิญร่วมสืบสานประเพณีลอยกระทง และการแข่งขันเรืออีโปง ประจำปี พ.ศ. 2563 ระหว่างวันที่ 30-31 ตุลาคม 2563 ภายในงานมีกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย  อาทิ การแข่งขันเรืออีโปง กีฬาภูมิปัญญาท้องถิ่น การประกวดหนูน้อยนพมาศ และการประกวดหนูน้อยเทพบุตรเรืออีโปง ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ก ประชาสัมพันธ์เทศบาลตำบลหัวทะเล    

ลอยกระทง 2563

เฟซบุ๊ก ประชาสัมพันธ์เทศบาลตำบลหัวทะเล

12. ประเพณีลอยกระทง ประจำปี 2563 ลอย ริมเล @ป่าหล่าย จังหวัดภูเก็ต

          เทศบาลตำบลฉลอง ขอเชิญร่วมสืบสานงานประเพณีลอยกระทง ประจำปี 2563 ลอย ริมเล @ป่าหล่าย ในวันที่ 31 ตุลาคม 2563 ณ สะพานท่าเทียบเรือป่าหล่าย ชมการประกวดหนูน้อยนพมาศ ขบวนแห่รถบุปผชาติกระทง รำวงเวียนครก และก้อบปี้โชว์

ลอยกระทง 2563

ภาพจาก phuketchalong.go.th

13. งานสืบสานประเพณี ลอยกระทง 2563 ท่าขุนราม จังหวัดกำแพงเพชร

          จัดขึ้นในคืนวันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม 2563 ตั้งแต่เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป เพื่อสืบสานประเพณีวัฒนธรรมเก่าแก่ และเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนในตำบลท่าขุนราม ซึ่งจะมีการออกร้านจำหน่ายทั้งกระทงโบราณ และอาหารท้องถิ่นหลากหลายเมนู  มีกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การลอยกระทงริมลำคลองสวนหมาก กิจกรรมรำวงย้อนยุค และการแข่งขันกีฬาฟุตซอล ประเภทประชาชนทั่วไป เป็นต้น

14. สีสันแห่งสายน้ำ ณ ศาลเจ้าพ่อสระบาป จังหวัดจันทบุรี

          ขอเชิญชวนร่วมงานประเพณีลอยกระทง 2563 กับงานสีสันแห่งสายน้ำ ณ ศาลเจ้าพ่อสระบาป ตำบลจันทนิมิต อำเภอเมืองจันทบุรี ระหว่างวันที่ 29-31 ตุลาคม 2563 พบกับการแสดงจากเด็ก ๆ จากโรงเรียนต่าง ๆ รวมถึงการออกร้านจำหน่ายสินค้าพื้นเมือง ทั้งอาหารอร่อยเมืองจันท์และสินค้าโอทอปมากมาย

ลอยกระทง 2563

ภาพจาก เฟซบุ๊ก ข่าวจันทบุรี

15. งาน “Candle & Moon Light Festival จุดแสงเทียน ใต้แสงจันทร์” จังหวัดราชบุรี

          ขอเชิญชวนร่วมงาน “Candle & Moon Light Festival จุดแสงเทียน ใต้แสงจันทร์”  ระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2563 ณ ริมเขื่อนรัฐประชาพัฒนา อำเภอเมืองราชบุรี  ชมไลท์แอนด์ซาวด์เอฟเฟกต์ตระการตา อิ่มอร่อยกับมหกรรมอาหารนานาชนิด ชมการแสดงละครเวลที “อธิษฐานสายนที ราชบุรี ปฐพีจอมราชัน” รวมไปถึงมหกรรมการแสดงคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง

ลอยกระทง 2563

ภาพจาก เฟซบุ๊ก เทศบาลเมืองราชบุรี

16. งานลอยกระทง เมืองโบราณ ปี 2563 จังหวัดสมุทรปราการ

          เมืองโบราณ สมุทรปราการ ขอเชิญทุกท่านร่วมงานลอยกระทง เมืองโบราณ ปี 2563 “แสง เสียง สุข ศิลป์” ในวันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม นี้ ณ  เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป ณ เมืองโบราณ สมุทรปราการ พบกับร้านค้าของอร่อยกว่า 100 ร้าน และกิจกรรมอีกมากมาย เข้าร่วมงานฟรีบริเวณฟรีโซน และลานสนามจันทร์ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ก เมืองโบราณ สมุทรปราการ 

ลอยกระทง 2563

ภาพจาก เฟซบุ๊ก เมืองโบราณ สมุทรปราการ

17. งาน “ล้าลาลอย คอยเธอที่กว๊านพะเยา” จังหวัดพะเยา

          ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวร่วมงาน “ล้าลาลอย คอยเธอที่กว๊านพะเยา” ในระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2563 เวลา 10.00-21.00 น. ณ ข่วงนกยูง หน้ากว๊านพะเยา จังหวัดพะเยา มาร่วมสนุกกับการแต่งกายย้อนยุค  ย้อนวัย ท่ามกลางบรรยากาศลอยกระทงริมกว๊านพะเยา และชิม ชม ช้อปในตลาดนัดย้อนวันวาน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ หอการค้าจังหวัดพะเยา โทรศัพท์ 0 5448 3903, เทศบาลเมืองพะเยา โทรศัพท์ 0 5448 3908 และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงราย โทรศัพท์ 0 5371 7433

ลอยกระทง 2563

ภาพจาก เฟซบุ๊ก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) สำนักงานเชียงราย

18. งานหอการค้ากระทะเหล็ก สืบสานวันลอยกระทง จังหวัดกาญจนบุรี

          หอการค้าจังหวัดกาญจนบุรี ขอเชิญชวนเที่ยวงานหอการค้ากระทะเหล็ก สืบสานวันลอยกระทง ระหว่างวันที่ 25-31 ตุลาคม 2563 ณ ท่าเทียบเรือดงกระเบา หน้าจวนผู้ว่า ฯ (หลังใหม่) อำเภอเมืองกาญจนบุรี กิจกรรมในงาน เช่น การประกวดอาหารโต๊ะจีน, การออกร้านจำหน่ายอาหารพื้นบ้าน สินค้า OTOP สินค้าอุปโภค-บริโภค ไม้ดอกไม้ประดับ, สวนสนุก, การประกวดร้องเพลง, การแสดงคอนเสิร์ตจากศิลปิน และร่วมสืบสานประเพณีลอยกระทง ติดต่อสอบถาม หอการค้าจังหวัดกาญจนบุรี โทร. 0 3451 2257

ลอยกระทง 2563

ภาพจาก เฟซบุ๊ก แดนสวรรค์ตะวันตก

19. งานประเพณีลอยกระทง ประจำปี 2563 เทศบาลเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี

          เทศบาลเมืองกาญจนบุรี ชวนเที่ยวงานประเพณีลอยกระทง ประจำปี 2563 ณ ถนนสองแคว (ริมน้ำหน้าเมือง) อำเภอเมืองกาญจนบุรี ในวันที่ 31 ตุลาคม 2563 พบกับการแสดงจินตลีลาจากนักเรียนโรงเรียนในสังกัดของเทศบาล และการแสดงไลน์แดนซ์ของพี่น้องชาวชุมชน ณ เวทีบริเวณท่าเทียบแพเขื่อนขุนแผน พร้อมชมขบวนแห่กระทงสวยงามจากชุมชนต่าง ๆ ติดต่อสอบถาม กองการศึกษา เทศบาลเมืองกาญจนบุรี โทร. 0 3451 1502 ต่อ 134

ลอยกระทง 2563

ภาพจาก เฟซบุ๊ก แดนสวรรค์ตะวันตก

20. งานประเพณีลอยกระทง ประจำปี 2563 ไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี

          เทศบาลตำบลไทรโยค ชวนเที่ยวงานประเพณีลอยกระทง ประจำปี 2563 ระหว่างวันที่ 30-31 ตุลาคม 2563 ณ วัดท่าทุ่งนา อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ชมการประกวดกระทงประเภทสวยงาม และความคิดสร้างสรรค์ ร่วมปิดทองหลวงปู่เทพนิมิตร และหลวงปู่พรหมมา พระพุทธรูปที่เคารพนับถือของชาวบ้านในชุมชน ติดต่อสอบถาม เทศบาลตำบลไทรโยค โทร. 0 3468 4430

ลอยกระทง 2563

ภาพจาก เฟซบุ๊ก แดนสวรรค์ตะวันตก

          ทั้งนี้ ยังมีการจัดงานลอยกระทง 2563 ในอีกหลายแห่ง ที่ยังรอกำหนดการที่แน่ชัด เราจะมาอัปเดตรายละเอียดให้เรื่อย ๆ นะ ไปเที่ยวที่ไหน ก็อย่าลืมสวมใส่หน้ากากอนามัย พร้อมกับปฏิบัติตามมาตรการป้องกัน Covid 19 กันด้วย 🙂

หมายเหตุ : ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงกรุณาตรวจสอบอีกครั้ง

ขอบคุณข้อมูลจาก
TAT Sukhothai-Kamphaeng Phetททท.เทศบาลนครเชียงใหม่mots.go.ththailandtourismdirectory.go.th,
River Festival ThailandRiver Festival Thailandสำนักงานเทศบาลเมืองโพธาราม จังหวัดราชบุรี และ pattayacityevents.com

ล่องเรือฟรี! 10 ท่าน้ำร่วมสมัย 29-31 ตุลาคม 2563

ล่องเรือฟรี! 10 ท่าน้ำร่วมสมัย Free Shuttle Boat throughout 10 Piers of Contemporary Culture

เส้นทางที่ 1 R1-R7 : ออกทุก 20 นาทีท่าเตียน-วัดโพธิ์ > ท่ามหาราช > ท่าวัดระฆังฯ > ท่าวัดอรุณฯ > ท่าวัดกัลยาฯ > ท่าวัดประยูรฯ >ท่ายอดพิมาน ริเวอร์ วอล์ค

เส้นทางที่ 2 R7-R10 : ออกทุก 30 นาทีท่ายอดพิมาน ริเวอร์ วอล์ค > ท่าล้ง1919 > ท่าสุขสยาม ณ ไอคอนสยาม > ท่าเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์

Shuttle Boat Routes

Route 1 R1-R7 : Depart every 20 minutesTha Tien Pier-Wat Pho > Tha Maharaj Pier >Wat Rakhang Pier > Wat Arun Pier > Wat Kalaya Pier > Wat Prayoon Pier > Yodpiman River Walk Pier

Route 2 R7-R10 : Depart every 30 minutesYodpiman River Walk Pier > Lhong1919 Pier >SOOKSIAM @ ICONSIAM Pier > Asiatique The Riverfront Pier

*สามารถขึ้นเรือได้จากทุกท่าในแผนที่ / *Free shuttle boatservices at every pier shown in the map

#RiverFestival2020#Bangkok#Shuttleboat#FREE#LoyKratong#BangkokRiverFestival#เทศกาลสายน้ำแห่งวัฒนธรรมไทย#รื่นเริงแสงศิลป์