กล้องวงจรปิดส่องชีวิตลูก?

กล้องวงจรปิดส่องชีวิตลูก?

จากเหตุการณ์เรื่องครูทำร้ายเด็กในโรงเรียน ทำให้มีคำเรียกร้องติดกล้องวงจรปิด และขอเข้าเห็นชีวิตในห้องเรียนของลูกแบบไลฟ์สด

หมอมีสิ่งที่อยากแลกเปลี่ยนดังนี้นะคะ

  1. กล้องวงจรปิดมีได้ ส่วนหนึ่งเพื่อความปลอดภัย ส่วนหนึ่งสถานศึกษาควรมีไว้เพื่อการประเมินคุณภาพครูและการเรียนการสอน
  2. โรงเรียน “ควรอนุญาต” ให้พ่อแม่สามารถเข้าถึงข้อมูลที่กล้องวงจรปิดบันทึกไว้ได้เสมอ ในกรณีที่พ่อแม่มีความสงสัย เรื่องใดๆ เกี่ยวกับการดูแลที่โรงเรียน
  3. ควรระมัดระวังเรื่องการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล เช่น เด็กเล็กที่เปลี่ยนเสื้อผ้าในห้อง บางโรงเรียนมีการเปลี่ยนชุดพละในห้องเรียน
  4. ควรมีระบบที่จะเก็บข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลส่วนตัว ไม่ให้เอาไปเผยแพร่ได้ง่ายๆ
  5. ต่างประเทศ ส่วนใหญ่มีกล้องวงจรปิด ส่วนใหญ่ก็ให้พ่อแม่สามารถเข้ามาดูได้ หลักๆ ทำขึ้นเพื่อให้พ่อแม่ลดความกังวลใจเรื่องความวิตกกังวลจากการแยกจากในเด็ก (seperation anxiety)
  6. แต่ส่วนตัวหมออยากให้ระมัดระวังเรื่องการไลฟ์สดดูชีวิตลูกในห้องเรียนของพ่อแม่ไทย เพราะอาจจะนำมาซึ่งปัญหาหลายอย่าง เช่น พ่อแม่ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการส่องชีวิตลูก แทนการทำสิ่งที่สำคัญอื่นๆ
  7. เด็กๆ ไม่ควรเติบโตมาแบบที่รู้สึกว่าพ่อแม่จับตาเค้าอยู่ตลอดเวลา (แอบนึกถึงช่วงๆ กับหลินฮุ่ย 😂😂)
  8. ควรระมัดระวังเรื่องการ “ส่องแล้วตัดสิน” ทำไมลูกไม่ตั้งใจ ทำไมลูกนั่งเหม่อ เด็กคนนั้นนิสัยไม่ดีมาตีลูกเรา ทำไมครูดูไม่เห็นใส่ใจลูกเราเท่าคนอื่น … ฯลฯ
  9. การส่องแล้วเห็นอะไรในช่วงสั้นๆ ไม่ควรนำสิ่งนั้นมาตัดสินใคร
  10. ควรให้พื้นที่ เคารพ และวางใจในการบริหารจัดการของครู (อันนี้ครูก็ต้องทำให้รู้สึกด้วยอะนะ😂)
  11. ควรระวังเรื่องการละเมิดสิทธิเด็กคนอื่น การส่องแล้วนำออกมาเมาท์ วิจารณ์ นำไปนินทา อาจนำมาซึ่งความไม่สงบ 😅
  12. พ่อแม่ต้องเชื่อว่า เราสามารถสื่อสารกับลูก เพื่อรับรู้ความเป็นไปในชีวิตลูกได้ โดยไม่ต้อง “เห็น” ความเป็นไปในชีวิตลูกอยู่ตลอด
  13. เราควรเลือกโรงเรียนที่เราไว้ใจได้มากๆ ให้ลูกแต่แรก อย่าเลือกโรงเรียนที่เราสงสัยในความไม่ได้คุณภาพ (หมายถึงถ้าเลือกได้อะนะ😭)

โดยสรุป หมอคิดว่าการติดกล้องวงจรปิดไม่ได้เป็นปัญหา ถ้ามีการป้องกันปัญหาบางอย่าง

แต่การไลฟ์สดให้พ่อแม่เข้าถึงได้ตลอดเวลา มีสิ่งที่ควรระมัดระวัง

พ่อแม่ควรมีความรู้ความเข้าใจ เรื่องการบริหารจัดการข้อมูลหรือสิ่งที่ได้เห็น เพื่อลดปัญหาที่อาจจะตามมาในชีวิตลูก 😂

เราเรียกร้องโรงเรียนที่ปลอดภัย โดยที่ไม่ต้องสร้างความอึดอัดให้ชีวิตใครกันได้นะคะ

Cr.หมอโอ๋เพจเลี้ยงลูกนอกบ้าน

ค่านิยมที่เรายึดถืออยู่กลายเป็นกับดักให้การศึกษาไทยไม่ทันการเปลี่ยนแปลงโลกหรือไม่?

ค่านิยมที่เรายึดถืออยู่กลายเป็นกับดักให้การศึกษาไทยไม่ทันการเปลี่ยนแปลงโลกหรือไม่? มาร่วมกันแสดงความเห็นกันว่าค่านิยมแบบไหนที่เราเข้าใจผิด#หลักสูตรฐานสมรรถนะ

TEP – Thailand Education Partnership ภาคีเพื่อการศึกษาไทย

ฝันร้ายไม่ได้เป็นของคู่กันกับวัยเด็กของทุกคน แต่ฝันร้ายกับวัยเด็กของผมเป็นของคู่กัน

ฝันร้ายไม่ได้เป็นของคู่กันกับวัยเด็กของทุกคน แต่ฝันร้ายกับวัยเด็กของผมเป็นของคู่กัน

โดยเฉพาะฝันว่าเดินไปในความมืด แล้วเผชิญกับบางสิ่งที่ไม่เคยเห็น แต่น่ากลัวจนต้องหันหลังวิ่งหนี ซึ่งทุกครั้งที่วิ่งหนี ขาจะแข็งหนืด ก้าวไม่เคยออก หนีไม่เคยพ้น เมื่อจวนตัวจะกรีดร้องสุดเสียง ก่อนจะสะดุ้งตื่น ลืมตาอยู่ในความมืดกับความหวาดกลัว หลังจากนั้นการข่มตาหลับก็เป็นเรื่องยากเย็น

กับฝันว่าตกจากที่สูง หล่นลงสู่หุบเหวอันมืดมิด ร่วงลงไปนานเท่านานก็ยังไม่ถึงพื้นเบื้องล่างสักที ช่วงเวลานั้นเหมือนใจจะขาด เช่นกัน ก่อนจะสะดุ้งตื่น หายใจเฮือก เหงื่อเปียกชุ่ม เสียงแม่บ่น ละเมออีกแล้ว กลางวันซนนัก

นานปีเข้า เริ่มเคยชิน เหมือนมีอีกจิตหนึ่งที่รู้ทันความความฝัน เมื่อเริ่มฝัน เริ่มกลัว สักพักก็คิดได้ว่า ตกลงไปเถิด ไม่เป็นไร เดี๋ยวก็ตื่น

เป็นเรื่องที่โชคร้ายสำหรับเด็กคนหนึ่ง หากครอบครัวและโรงเรียนคือที่ๆ นำฝันร้ายมาสู่ชีวิตมากที่สุด ผมอาจโชคดีที่ความกังวลในครอบครัว ที่หนักที่สุดก็คือ กลัวว่าจะต้องจากครอบครัวไปที่ไหนไกลๆ ตามลำพัง

แต่สำหรับโรงเรียน มันคือความกังวลรายวัน ความกังวลรออยู่ตามตารางสอน หน้าชั้นเรียน ตามห้องพักครู ตามโรงอาหาร ตอนเข้าแถวหน้าเสาธง เมื่อไหร่ก็ตามที่ต้องพาความกังวลจากโรงเรียนกลับมาบ้าน ความกลัวเป็นอันต้องนำฝันร้ายมาเยือนในยามค่ำคืน และด้วยชีวิตที่สอนให้ไม่ปริปากเล่ากับใคร จึงต้องพกความกังวลนั้นกลับไปกลับมาอยู่นานหลายวันเสมอ

ความหวาดกลัวในใจที่ไม่สามารถขจัดและบอกให้ใครรับรู้ได้นั้นทุกข์ทรมาน

เคยมีครั้งหนึ่ง ตื่นเช้ามาถึงขั้นกล้ามเนื้อขาเครียดเกร็ง โดยไม่รู้สาเหตุ จนก้าวขาไม่ออก เดินไม่ได้ ถึงขั้นต้องซ้อนท้ายจักรยานอาไปโรงเรียน แต่พอได้วิ่งเล่นกับเพื่อน บ่ายๆ ก็หายไปเอง ใจมันบอกกล้ามเนื้อว่าอย่าพาไปโรงเรียน

ผมกลัวครูประจำชั้น ป.2 ที่รุ่นพี่และผู้ใหญ่กรอกหูว่าดุมาก กลัวกิจกรรมเข้าจังหวะ กลัววิชาภาษาอังกฤษ กลัวการรายงานหน้าชั้น กลัวการเดินพาเหรด กลัววิชาดนตรี กลัวรุ่นพี่ กลัวการชกต่อยกับเพื่อน กลัวสารพัด บางเรื่องใจหนึ่งอยาก ใจหนึ่งกลัว กลัวทำไม่ได้ กลัวถูกล้อ กลัวถูกทำโทษ สุดท้ายความกลัว ความไม่มั่นใจ ก็พาใจหนีจากการเรียนรู้ เพราะต้น ’กล้า’ ไม่ได้ถูกรดน้ำพรวนดิน

ทุกครั้งที่ได้รับความกลัว ตามมาคือวิตกกังวลและฟุ้งซ่าน ก่อนจบลงด้วยฝันร้ายและการเก็บกั้น การไม่เคยปริปากบอกใคร พาตะกอนทับถมลงไปนอนก้นอยู่ในชั้นที่ลึกสุดของก้นบึ้งจิตใจ หนาขึ้นๆ

ฝันร้ายสุดๆ ไม่ได้มาจากการจมรายสัปดาห์ในโรงเรียน แต่มาจากการเผชิญกับความกลัวขณะดิ้นรนหนีความตาย ในการจมที่ไม่สามารถหายใจ

ประมาณชั้นประถมหนึ่งหรือสองจำได้ไม่แม่นยำแล้ว วันนั้นข้ามไปบ้านญาติอีกฝั่งคลอง แอบหนีผู้ใหญ่ไปริมน้ำ เอาหนังสะติ๊กยิงปลาเข็ม ยิงโดนตัวหนึ่งหงายท้องลอยขาว จึงไต่ลงตลิ่งเพื่อลุยน้ำไปเอา อารามลิงโลดใจลืมคิดไปว่าฝั่งบ้านอานั้นเป็นวังลึก ไม่ใช่หาดทรายเหมือนฝั่งบ้านที่เคยชิน

วินาทีที่ไถลลงสู่ความลึกที่เท้าหยั่งไม่ถึงนั้นสุดบรรยาย จำได้ว่าจมผุดจมโผล่อยู่หลายครั้งมาก กินน้ำไปหลายอึก ก่อนจะมีมือผู้ใหญ่มาดึงขึ้นไป ไม่จมน้ำแล้ว แต่ความรู้สึกที่เหมือนถูกกระชากหัวใจไปยังจมอยู่ก้นคลอง ทั้งกลัวตาย กลัวแม่รู้และกลัวถูกตี

แต่ที่ผ่านพ้นมาได้นั้น ยังไม่ใช่การดิ้นรนให้พ้นการจมอันแสนทุกข์ทรมาน

การจมที่น่าหวาดกลัวอย่างแท้จริงกลับอยู่บนที่นอนในคืนวันนั้นและอีกหลายคืนถัดมา นานนับสัปดาห์หรือกว่านั้น ผมไม่สามารถหลับตานอนได้เลย เพราะทุกครั้งที่หลับตา คือการจมดิ่งและสำลักที่ตามมาหลอกหลอน การดิ้นรนให้พ้นความจม จู่โจมติดตาติดใจจนไม่อาจหลับนอน ตลอดทั้งคืน

มันตามหลอกหลอนจนแทบคลั่ง กระทั่งปิดเทอมที่ผมต้องเดินทางไปบ้านพ่อเฒ่าที่หลังสวน ผมยังจมอยู่กับฝันร้ายอีกนานนับเดือน ที่ทรมานกว่านั้นคือผมไม่ได้ปริปากบอกใครเลย

กลับมาจากบ้านพ่อเฒ่าครั้งนั้น ผมเรียนรู้ที่จะเดินเข้าไปในความกลัวด้วยการเอามะพร้าวทุยสองลูกมาผูกคู่และเริ่มหัดว่ายน้ำจริงจังจนว่ายน้ำเป็น

แหละนั่นอาจเป็นสาเหตุหนึ่งของการกักขังลาวาของความกลัวไว้ในส่วนลึกที่สุด ใต้ภูเขาไฟภายในจิตใจ ขณะที่ชีวิตดำเนินไปโดยไม่รู้ว่าทุกวันมันส่งเสียงคำราม แหละนี่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งของการที่ทำให้ผมหยุดหายใจระหว่างนอนในปัจจุบัน

ในด้านดี ปัญหาและอุปสรรคทั้งหลายที่กัดกร่อนอยู่ภายใน เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่ง ที่ทำให้ผมพอใจในชีวิต และคิดว่าแค่นี้ก็ดีแล้ว ที่สำคัญ ยังทำให้บาดแผลภายนอก กลายเป็นเรื่องกระจอกที่ไม่มีความหมายและความจำเป็นใดๆ ให้ต้องปิดบังอำพราง เพราะมันเทียบไม่ได้กับแผลที่อยู่ข้างใน

นี่เองสุดท้ายแล้ว ทำไม การสามารถหยุดคิด การหายใจที่สงบและการนอนหลับที่สนิท จึงเป็นสิ่งที่ชีวิตเรียกหา

ผมนึกถึงเรื่องเหล่านี้ เพราะเห็นภาพความหวาดกลัวของเด็กจากการทำร้ายของครู แล้วทั้งหดหู่และสะเทือนใจ ยิ่งเป็นการทำร้ายโดยเจตนาครั้งแล้วครั้งเล่ายิ่งน่าเศร้า

ฝันร้ายของผมนั้นไม่ได้มาจากเจตนาของผู้ใด ผมเพียงแต่โชคร้ายที่ไม่มีผู้ใหญ่ที่เป็นกัลยาณมิตรคอยถามไถ่ แต่เด็กๆ ที่น่าสงสารเหล่านั้น โชคร้ายที่ไปเจอครูที่ไม่มีคุณสมบัติของความเป็นครู และโรงเรียนที่ไม่ได้ทำให้เชื่อได้ว่าเอาใจใส่ดีพอ

พวกเขาไม่เพียงต้องกลับมาเผชิญกับฝันร้ายทุกค่ำคืนเท่านั้น แต่ตื่นมาทุกเช้าพวกเขาต้องถูกคนที่เขาอยากกอดไว้ให้แน่นที่สุด ส่งไปอยู่กับคนที่สร้างความหวาดผวาให้กับเขามากที่สุด ขวัญและดวงใจเล็กๆจะสลายปานไหน

ฝันร้ายตลอดเวลาของเด็กๆเหล่านั้นน่ากลัวกว่าฝันร้ายที่ผมต้องเผชิญมากนัก

นี่คือบาปของการประกอบธุรกิจการศึกษาที่ขาดมากกว่าการเอาใจใส่ ก่อบาปกรรมอันพาให้ตกนรกทั้งเป็น

บาดแผลที่ประทับในใจเด็กนั้น มองด้วยตาของผู้ใหญ่อาจไม่เห็น เพราะแผลนั้นลึกและหายยาก และเราไม่รู้เลยว่าจะส่งผลอย่างไรต่อชีวิตของเด็กคนหนึ่งไปยาวนานแค่ไหน

ฝันร้ายของเด็กน้อยทั้งหลายจากโรงเรียน คือการตอกย้ำความตกต่ำของการศึกษาไทย

Cr.สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ

เด็กไม่ยอมไปโรงเรียน

เด็กไม่ยอมไปโรงเรียนเป็นปัญหาที่ทำให้ผู้ปกครองหลายท่านปวดหัว เด็กๆ แต่ละคนมีอาการมากน้อยแตกต่างกันไป ในบางคนคุณพ่อคุณแม่ยังพอรับมือไหว แต่บางรายก็ทำเอาหนักใจ เพราะการให้เด็กไปโรงเรียนได้ยากเสียเหลือเกิน โดยส่วนใหญ่เด็กๆ มักต่อรองขอไม่ไปโรงเรียน ในช่วงเย็น ก่อนนอนของวันก่อนไปโรงเรียน หรือตอนเช้าของวันที่จะต้องไปโรงเรียน และพบได้บ่อยตอนเช้าวันจันทร์หรือช่วงที่มีวันหยุดยาวบางคนมีอาการวิตกกังวล ก้าวร้าว นอนไม่หลับ ร่วมด้วย ตอนเช้าอาจไม่ยอมตื่น บ่นปวดท้อง ปวดศีรษะ เมื่อบังคับให้ไปจะร้องไห้ โวยวาย ยืนกรานไม่ยอมไป ทำลายข้าวของ หากพาไปถึงโรงเรียนได้ เด็กอาจไม่ยอมลงจากรถ แต่เมื่อพาเด็กเข้าห้องเรียนได้สำเร็จก็สามารถเรียนได้ตามปกติ ในกรณีที่ได้หยุดอยู่บ้าน เด็กจะกลับมามีอารมณ์ปกติดี เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทำกิจกรรมที่เด็กชอบได้ เช่น เล่นเกม ดูทีวี ในรายที่อาการหนักมักไม่ชอบให้ใครมาพูดถึงเรื่องการไปโรงเรียน หากพูดถึงเรื่องนี้เด็กจะหงุดหงิด กังวล บางคนขู่ผู้ปกครอง เช่น ถ้าบังคับให้ไปโรงเรียนจะหนีออกจากบ้าน หรือทำร้ายตัวเอง

สาเหตุที่ทำให้ไม่อยากไปโรงเรียน


1. ปัจจัยภายนอก เช่น ถูกเพื่อนแกล้ง ครูดุ มีการทำโทษ เรียนยาก งานเยอะ ไม่ชอบสถานที่หรือบรรยากาศในโรงเรียน
2. ปัจจัยภายใน เช่น เหงา ไม่มีที่พึ่งตอนอยู่ที่โรงเรียน ไม่มีแรงจูงใจในการเรียน ติดเกม ติดความสบายตอนอยู่ที่บ้าน
3. มีโรคทางจิตเวช เช่น โรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า โรคออทิสติกสเปกตรัม โรคสมาธิสั้น โรคบกพร่องทักษะการเรียนเฉพาะด้าน (แอลดี) ระดับสติปัญญาบกพร่อง

ไม่อยากไปโรงเรียน

การช่วยเหลือเบื้องต้นเพื่อให้เด็กกลับไปโรงเรียนได้

ต้องช่วยให้เด็กกลับไปโรงเรียนโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะยิ่งหยุดนานเท่าไร โอกาสที่เด็กจะกลับไปโรงเรียนได้จะยิ่งน้อย ซึ่งการช่วยเหลือนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งเด็ก ผู้ปกครอง และทางโรงเรียน


1. คุยกับเด็ก ครู หรือเพื่อนของเด็ก เพื่อหาสาเหตุที่ทำให้ไม่อยากไปโรงเรียน และแก้สาเหตุเท่าที่จะเป็นไปได้
2. อนุญาตให้เด็กพกสิ่งของที่ปลุกปลอบใจไปโรงเรียนด้วย เช่น ตุ๊กตาที่ชอบ รูปภาพคนในครอบครัว
3. ผู้ปกครองคุยเรื่องการไปโรงเรียนกับเด็กด้วยท่าทีที่หนักแน่น จริงจัง หลีกเลี่ยงการข่มขู่ ต่อว่า แสดงความเข้าใจ และพยายามช่วยเด็กแก้ปัญหา หากเด็กต่อรอง โวยวาย ไม่ควรต่อล้อต่อเถียง ให้บอกเด็กถึงขั้นตอนของการไปโรงเรียนในวันรุ่งขึ้น เช่น ตื่นกี่โมง คนที่จะไปรับ-ส่ง เวลาและสถานที่ที่จะไปรับ พยายามทำให้ได้ตามที่ตกลงสัญญากับเด็กไว้
4. วันที่เด็กสามารถไปโรงเรียนได้ให้ชื่นชม ให้กำลังใจ ไม่ควรพูดรื้อฟื้นเรื่องในอดีต
5. ตอนเช้าให้พาเด็กลุกจากที่นอน ห้ามใจอ่อนยอมให้เด็กต่อรอง หากเด็กต่อต้านไม่ยอมลุก หรือก้าวร้าว ผู้ปกครองต้องไม่ตอบโต้ด้วยคำพูด แต่ใช้การกระทำที่จะพาเด็กไปโรงเรียน คือ อุ้มไปอาบน้ำ แต่งตัว ถ้าเด็กไม่ยอมร่วมมือ ให้อุ้มไปทั้งชุดนอน แล้วค่อยไปแต่งตัว กินข้าว ที่โรงเรียน โดยประสานงานนัดแนะกับครูให้มารับที่หน้าโรงเรียนหรือบริเวณอื่นๆ ที่ทั้งครูและผู้ปกครองสะดวก
6. หากเด็กไม่ยอมไปแล้วหยุดอยู่บ้าน ต้องไม่ให้เด็กได้ทำในสิ่งที่ชอบ เช่น เล่นเกม ไปเที่ยว
7. เมื่อเด็กยอมไปโรงเรียน ช่วงแรกอาจให้เรียนเฉพาะชั่วโมงที่ชอบก่อน หรือพาไปอยู่สถานที่ในโรงเรียนที่เด็กสบายใจ เช่น ห้องพยาบาล ห้องสมุด ให้ครูพูดให้กำลังใจ และคุยทำความตกลงกับคนอื่นๆ ไม่ให้ล้อเลียน พูดตำหนิหรือถามเด็กว่าทำไมไม่ยอมมาโรงเรียน ให้เด็กได้นั่งตำแหน่งที่สบายใจ นั่งกับเพื่อนที่สนิท
8. ค่อยๆ เพิ่มระยะเวลาที่เด็กอยู่ในโรงเรียน บางทีผู้ปกครองอาจต้องนั่งเฝ้าเด็กที่โรงเรียนในช่วงแรก
9. หากเด็กร้องไห้ โวยวาย ในช่วงต้นของการพาเข้าห้องเรียน ให้เด็กอดทนอยู่ในห้องเรียนสัก 5-10 นาที ถ้าไม่ดีขึ้นให้พาเด็กไปพักที่อื่นนอกห้องเรียน แต่ไม่อนุญาตให้ผู้ปกครองมารับเด็กกลับบ้าน
10. หากในชั่วโมงเรียนเด็กดูกังวล เรียนไม่รู้เรื่อง ไม่ยอมทำงาน พยายามหลีกเลี่ยงการดุด่า อาจให้เด็กได้ทำกิจกรรมที่เด็กชอบก่อน เช่น วาดรูป ระบายสี
11. หากเด็กมีงานค้างจากวันที่หยุดเรียน ให้เลื่อนวันส่งออกไป หรือลดปริมาณลง เพื่อให้เด็กสามารถทำงานส่งตามได้ทัน

หากพยายามช่วยเหลือทุกอย่างแล้ว แต่เด็กยังไม่สามารถไปโรงเรียนได้ ผู้ปกครองควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เพื่อหาสาเหตุและแนวทางในการช่วยเหลือต่อไป

Cr. แพทย์หญิงปรานี ปวีณชนา
จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลมนารมย์

ถามลูกอย่างไร เมิ่อสงสัยว่าเด็กอาจจะถูกทำร้าย

โพสนี้จิตแพทยฝากมา เป็นทริคให้พ่อแม่ทุกคนเก็บไว้ใช้ ว่าเราจะถามลูกยังไง เเมื่อเราสงสัยว่า เด็กอาจถูกทำร้ายหรือทารุณกรรม

1.ให้การพูดคุยกับลูกถึงรร.นอกเหนือจากการบ้านเป็นเรื่องปรกติทุกๆวัน เช่น วันนี้ลูกเล่นอะไร เล่นกับใคร คุณครู×××ใจดีไหม(ควรรู้ชื่อครูที่ต้องมาข้องแวะกับลูก ไปดูหน้าค่าตากันบ้าง)
เด็กจะไว้ใจพ่อแม่ว่าเรื่องรร.ก็ไม่ต่างกับในบ้าน ข้อนี้ผลดีนอกจากการ”จับผิด”ยังเพิ่มสัมพันธภาพพ่อแม่ลูกด้วยวันละ10นาทีก็ยังดี

  1. ใช้คำถามปลายเปิด ชอบ/ไม่ชอบ เรียนอะไร ทำไม ชอบ/ไม่ขอบเล่นกับเพื่อนคนไหน เล่นอะไรบ้าง ชอบครูคนไหน ทำไม ครูพูดอะไร แล้วทำไมไม่ชอบครูคนนี้ ให้ลูกrole playคือ แสดงให้ดูไปเลนถ้าเอะใจอะไรแปลกๆ
    โดยเฉพาะถ้าลูกมีพฤติกรรมการไปรร.เปลี่ยนไป ร้องไห้ไม่อยากไป ปวดหัวตัวร้อนบ่อย มีรายงานจากทางโรงเรียนในทางเปลี่ยนไป(อย่าจับผิดแต่ครู รุ่นพี่ เพื่อนก็ทำได้)
    จับประเด็นได้แล้วให้ลองเล่น บทบาทสมมติ เหมือนเล่นขายข้าวขายแกง และถ้าผลมันน่าตกใจ

เล่นอีกรอบกันนะลูก แล้วอัดคลิปไว้

3.สำรวจข้าวของเครื่องใช้ เสื้อผ้า ดูคราบอ้วก ดูแผลในปาก ดูลิ้นลูก ถ้าเป็นเด็กเล็ก วิธีการแกล้งทารุณที่ง่ายสุดคือการป้อนข้าวนี่แหละ
สังเกตด้วยว่าลูกมีฝันร้าย ฉี่รดที่นอนไหม ถ้าอายุเกิน4ขวบยังฉี่รดที่นอน โดยเฉพาะนอนกลางวัน(ประเภทคุณแม่ ลูกฉี่รดที่นอนอีกแล้วนะคะ)ให้หาสาเหตุทันที กรณีอายุเกิน4ขวบ พาพบจิตแพทย์เด็กก็ได้ค่ะ อันนี้ไม่ใช่ไปล่อหลอกอย่างเดียว แต่อาจมีสาเหตุอื่นแทรก อย่าเพิ่งรีบโทษครูแต่ไปหาสาเหตุร่วมกันดีกว่า

จำไว้ว่า เด็กเล็กๆเค้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าถูกทำทารุณ เค้าเล่าไม่ได้ ที่จดจำก็ปะติดปะต่อ ใช้ภาษาไม่ถูก การสอนให้เขาเล่า แบบเปิด( story telling) นอกจากจะช่วยให้เค้าบอกความต้องการ หรือฉอดเป็นแล้ว ยังเพิ่มทักษะให้ลูกด้วย อย่ารอให้มีเรื่องละค่อยมาถาม หัดถามหัดให้ลูกเล่าตั้งแต่ยังไม่มีเรื่อง และหวังว่าจะไม่มีเรื่องเลยจะดีกว่า

ถ้าเปลี่ยนระบบครูไม่ได้

เด็กไทยต้องฉอดเป็น

แม่ๆก็ต้องพร้อมเป็นมิสซิสสร

Cr.เพจDrama-addict

ครูที่มีพฤติกรรมความเสี่ยง หรือ ไม่มีทักษะการบริหารห้องเรียน ควรได้รับการพัฒนาสมรรถนะ

เคยพูดมานานแล้ว ว่า สำหรับระบบการศึกษา ที่มีประสิทธิภาพ นอกจากจะต้องรู้จักเด็กเป็นรายบุคคล เพื่อคัดแยก เด็ก ปกติ เด็กกลุ่มเสี่ยง และเด็กมีปัญหา ทางการเรียน

ด้วยความถี่ของปัญหา ที่มีประเด็นมาตลอด จึงอยากเสนอให้กระทรวงศึกษาธิการ พัฒนาระบบการบริหารจัดการความเสี่ยงครู #รู้จักครูเป็นรายบุคคล เพื่อคัดกรอง #ครูที่มีคุณค่าควรค่าแก่การยกย่องเชิดชู

ครูที่มีพฤติกรรมความเสี่ยง หรือ #ไม่มีทักษะการบริหารห้องเรียน ให้ได้รับการพัฒนาสมรรถนะ

และ #กลุ่มครูที่เป็นปัญหา เพื่อ ให้ ต้นสังกัด สามารถบริหาร จัดการ ความเสี่ยงเหล่านี้ จัดเป็น ระบบเฝ้าระวัง ให้มีแผนในการพัฒนา และจัดการ

Cr.บันทึกหมอเดว

ข้อคิดจากข่าวคุณครูทำรุนแรงกับเด็กอนุบาล

ข้อคิดจากข่าวคุณครูทำรุนแรงกับเด็กอนุบาล

วันนี้มีข่าวที่หมอเห็นแล้วรู้สึกเป็นห่วงและสะเทือนใจ

จะด้วยเหตุผลใดก็ตามที่สิ่งที่เห็นคลิปที่เกิดขึ้นสำหรับเด็กอายุ 3 ขวบ ภาพที่ครูทำเด็กต่อหน้าเพื่อนๆ (ตบหัว จิกหัว ผลักเด็กลงพื้น บิดหู) จนนำมาสู่การแจ้งความของผู้ปกครอง การกระทำของครูคงไม่ใช่เรื่องปกติแน่นอน

ตรงนี้ไม่เพียงแต่เกิดผลกระทบเป็นบาดแผลทางร่างกาย แต่ส่งผลถึงจิตใจเด็ก นอกจากเด็กที่ถูกกระทำโดยตรง เด็กที่อยู่ในเหตุการณ์ก็ได้รับผลกระทบทางจิตใจด้วย

หลายๆครั้งที่หมอเคยตรวจสุขภาพจิตเด็กที่อยู่ในเหตุการณ์ที่เพื่อนถูกครูทำโทษรุนแรง เด็กก็เกิดความเครียดเช่นกัน นับประสาอะไรกับเด็กที่ถูกกระทำโดยตรง

.

จริงๆ แล้วเหตุการณ์ที่เห็นไม่ใช่ครั้งแรกที่เด็กๆ ถูกผู้ใหญ่กระทำรุนแรงอย่างไม่เหมาะสม มีผู้ปกครองพาเด็กมาตรวจด้วยเรื่องนี้เป็นระยะ

บางครั้งผู้ใหญ่บางคนคิดว่าการทำร้าย ทำโทษเด็กรุนแรง เป็นเรื่องที่ทำได้ เพราะต้องการจะสั่งสอนเด็กให้หลาบจำ แต่การทำรุนแรงเกินไป จะทำให้มีผลกระทบทางกายและจิตใจแน่นอน

จากประวัติที่คุณพ่อของเด็กที่ถูกกระทำ เล่าว่าเด็กมีอาการฝันร้าย ไม่อยากไปโรงเรียน เป็นสิ่งที่พบได้ในเด็กที่ผ่านพ้นเหตุการณ์ความรุนแรงที่มีผลต่อจิตใจ

ยิ่งเป็นเด็ก ความพร้อมทางจิตใจก็ยิ่งไม่เหมือนผู้ใหญ่ เด็กเล็กบางครั้งยังเล่าอะไรไม่ได้ชัดเจน ถ้าต้องประสบเหตุการณ์มีลักษณะคุกคามจนทำให้กลัวอย่างมาก ก็ทำให้เกิดปัญหาทางจิตใจตามมาได้

อาการอื่นๆ ที่พบได้คือ เด็กจะรู้สึกเหมือนประสบเหตุการณ์นั้นอยู่เรื่อยๆ เช่น นึกถึง เห็นภาพ ได้ยินเสียง ทำให้ไม่สบายใจอย่างมาก แต่ก็หยุดนึกถึงไม่ได้

เด็กบางคนอาจจะแสดงออกมาในรูปแบบอาการทางกาย เช่น ปวดท้อง ปวดหัว ใจสั่น เวลาที่มีอะไรที่ทำให้คิดถึงเหตุการณ์นั้นๆ

เด็กอาจมีอาการกลัวการแยกจาก ไม่ยอมไปโรงเรียน ติดคนที่ดูแลมากขึ้น ร่วมกับมีพฤติกรรมถดถอยเหมือนกลายเป็นเด็กอีกครั้ง บางคนปัสสาวะรดที่นอน

เด็กมีอาการตื่นกลัว ตกใจง่าย บางคนนอนไม่หลับ มีนอนสะดุ้ง ละเมอ บางคนอาจจะมีพฤติกรรมเปลี่ยน อารมณ์หงุดหงิดง่าย ก้าวร้าวขึ้น หรืออาจจะไม่ค่อยมีสมาธิในการเรียน การเรียนตกลง

หากมีการถูกกระทำบ่อยๆ รุนแรงและเป็นระยะเวลายาวนาน ผลกระทบก็จะยิ่งมากขึ้น ซึ่งอาจพบได้ทั้งผลกระทบระยะต้นและระยะยาว มีผลต่อคุณค่าในตัวตน มุมมองที่มีต่อตัวเองและคนรอบข้าง มีความคิดลบ มีปัญหาสุขภาพจิตเช่น วิตกกังวล ซึมเศร้า ในอนาคตได้

หากพบว่าเด็กมีอาการดังกล่าว เบื้องต้นควรจะทำให้เด็กรู้สึกและมีความปลอดภัยจากการถูกกระทำ ให้ความมั่นใจ และหากไม่ดีขึ้น เป็นมากขึ้นควรพาเด็กไปรับการประเมินจากจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น

.

สำหรับในส่วนของผู้ใหญ่ที่ต้องดูแลเด็กๆ หมออยากให้เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดความตระหนักมากขึ้น เพราะในประสบการณ์ของหมอ หมอพบเด็กที่ถูกผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นครู หรือพ่อแม่ ทำโทษรุนแรงอยู่เรื่อยๆ

มักจะพบว่าผู้ใหญ่เหล่านั้นมักมีปัญหาการควบคุมอารมณ์ไม่ดี มีความเครียดส่วนตัวที่จัดการไม่ได้ อาจมีประสบการณ์ถูกทำรุนแรงมาก่อน อาจมีปัญหาสุขภาพจิตอยู่เดิม วิตกกังวล ซึมเศร้า อาจเครียดมากกับพฤติกรรมเด็กที่จัดการไม่ได้ ทำให้เกิดเป็นการลงมือกับเด็กอย่างรุนแรง เมื่อเด็กทำพฤติกรรมไม่ดี ไม่ถูกใจผู้ใหญ่

หมอคิดว่าในการเป็นผู้ใหญ่ที่ดูแลเด็กๆ มีความจำเป็นต้องมีความพร้อม ตระหนักเข้าใจอารมณ์ ความรู้สึก ของตัวเอง ถ้ามีปัญหาอย่าปล่อยทิ้งไว้ ควรจะจัดการ มิฉะนั้นอาจจะเกิดผลกระทบกับเด็กๆ ที่เราดูแลอยู่ก็ได้ ถ้าแก้เองไม่ได้ ควรหาตัวช่วย หรือไปพบจิตแพทย์เพื่อขอความช่วยเหลือ เพื่อความพร้อมที่จะไปดูแลคนอื่น โดยเฉพาะเด็กๆ ของเรา

.

แต่สิ่งที่สำคัญเช่นกัน ก็คือ ผู้ใหญ่ที่เห็นการกระทำความรุนแรงต่อเด็กไม่ควรเพิกเฉย และควรมีความตระหนัก ไม่ควรคิดว่าเป็นเรื่องเล็กๆ

ในคลิปนั้น หมอเห็นว่ามีผู้ใหญ่อื่นๆ ที่อยู่ในคลิปด้วย แต่ไม่มีใครที่เข้าไปช่วยเหลือเด็กเลย ซึ่งตรงนี้เขาอาจมีเหตุผลที่หมอไม่ทราบ แต่หมอก็รู้สึกสะเทือนใจบอกไม่ถูก

จุดประสงค์ที่เขียนบทความเพราะอยากให้เกิดความตระหนัก ขอให้กรณีนี้เป็นครั้งสุดท้ายที่เด็กๆ จะถูกกระทำรุนแรงอย่างไม่เหมาะสม

Cr.หมอมินบานเย็น เพจเข็นครกขึ้นภูเขา

รักของคุณย่า กระดาษธรรมดาที่เต็มไปด้วยความรัก

#รักของคุณย่า#กระดาษธรรมดาที่เต็มไปด้วยความรัก “พ่อแม่ ไม่มีเงินทอง จะกองให้ จงตั้งใจ พากเพียร เรียนหนังสือหาวิชา ความรู้ เป็นคู่มือ เพื่อยึดถือ เอาไว้ ใช้เลี้ยงกาย พ่อกับแม่ มีแต่ จะแก่เฒ่า จะเลี้ยงเจ้า เรื่อยไป นั้นอย่าหมาย ใช้วิชา ช่วยตน ไปจนตาย เจ้าสบาย แม่กับพ่อ ก็ชื่นใจ”กลอนบทนี้ คุณแม่ของพ่อหมอ พิมพ์แปะไว้ที่เสาหัวนอนในบ้านไม้หลังเก่าสมัยยังเป็นเด็ก เป็นกลอนบทที่จดและจำลงไปในสมองส่วนลึกว่า “วิชาความรู้ และการศึกษา” ที่พ่อแม่ปู่ย่าตายายพยายามส่งเสียให้เราเรียน จะเป็นเกราะคุ้มครองตัวให้เราอยู่รอดได้ต่อไปในอนาคต เพราะพ่อกับแม่ไม่สามารถอยู่เพื่อปกป้องและอุ้มชูเราไปได้จนวันตาย … ตัดภาพมาตอนนี้ แม่นั่งเลี้ยงหลานให้ลูกชายอยู่ที่บ้าน 5555555555555555กราบ … เพราะลูกคนโตไปเรียน แม่ต้องไปส่ง ก็ได้แต่ฝากคุณย่าช่วยเลี้ยงหลานตัวจิ๋วให้ แม่น่าจะคิดนะว่า “ถามชั้นมั้ย” 555 แต่พอเห็นย่าหลานเล่นกันทีไร ไอ้เราก็ได้แต่อดยิ้มไม่ได้ทุกที แล้วสักพักก็ได้ยินเสียงลอยมาบอกว่า “มา … มาเอาลูกเธอไปเลย !!!” 555 … นี่คือ ‘คน’ ที่พ่อหมอไว้ใจและรักที่สุด และเชื่อว่าหลายคนก็คงรู้สึกไม่ต่างกัน คนที่ทำให้เราเติบโตขึ้นมาเป็น ‘เรา’ ในวันนี้ เป็นคนที่เอาถ่าน มีการมีงานทำ เป็น #ลมใต้ปีก ที่พร้อมพยุงเราให้บินต่อไปได้ในวันที่เราเหนื่อยล้า เป็นต้นไม้ใหญ่ให้เราได้นั่งเงียบ ๆ ใต้กิ่งก้านใบที่ร่มเย็น เป็นน้ำเย็นที่คอยชโลมให้เราผ่อนในวันที่เราร้อน เป็นนักข่าวบันเทิง+นักข่าวการเมืองในวันที่เราไม่มีเวลาตามข่าว … คนที่เป็นทุกอย่างให้เราแล้ว … เหมือนที่เราเป็นลูกอย่างให้ลูก … สำหรับปู่ย่าตายาย (ส่วนใหญ่) รักที่มีต่อหลาน ก็ไม่ต่างจากรักที่มีต่อลูกหรอกครับ พวกท่านต่างเอ็นดู เมตตา และหวังดีต่อเรา ต่อหลาน อยากให้หลานเติบโตเป็นเด็กที่แข็งแรง ที่เก่ง ที่ดี ที่มีความสุข ไม่ต่างกับหัวอกของคนที่เป็นพ่อแม่อย่างเรา … เพียงแต่ … พวกท่านใช้ชีวิตและเติบโตมาในสังคม เศรษฐกิจ และวิถีชีวิตในยุคสมัยที่แตกต่างจากพวกเรา ดังนั้นสิ่งที่ท่านคิดว่าดี ว่าถูก และทัศนคติหลายอย่างอาจไม่ตรงกันกับเราในเรื่องการเมือง การใช้ชีวิต การปกครอง หรือแม้กระทั่งวิธีการเลี้ยงหลาน … เหล่านี้คือ #เรื่องปกติ … และเป็นความสวยงามของความแตกต่างของคนแต่ละวัยที่จะช่วยกันฟูมฟักให้เด็กคนหนึ่งเติบโตในครอบครัวของเราอย่างมีเอกลักษณ์ของบ้านนั้น ๆ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ #การสื่อสาร … คุยกันดี ๆ หาจุดตรงกลางที่เหมาะสมสำหรับลูกของเรา หลานของเขาจงเชื่อว่า ปู่ย่าตายายทุกคนหวังดีต่อหลานเสมอในแบบของเขา … ปล. จากภาพ คือ ลายมือของคุณย่าที่เขียนเนื้อเพลงเอาไว้ร้องให้หลานฟัง ลายมือที่คุ้นเคย ลายมือที่สัมผัสได้ถึงมุ่งมั่นตั้งใจเขียน อ่านแล้วทำให้นึกถึงข้อความบนหัวเตียงที่แม่เคยเขียนให้พ่อหมอเห็นทุกวันตอนเด็ก ๆ เลยเนอะ … มันคือ … ลายมือแห่งความรักของคุณย่าคนหนึ่งที่มีต่อหลานสุดแสบของเธอ … ที่เจอ เพราะเจ้าตัวเล็กเอามือไปคุ้ยหัวเตียงย่าจนข้าวของกระจาย มือน้อย ๆ ก็หยิบกระดาษแผ่นนี้มาถือไว้ แล้วเอาเข้าปากอย่างไว 555 พ่อต้องแงะออกมาจากปาก เลยได้เห็นโน้ตน้อยของคุณย่าใบนี้ … 🥰🥰

Cr. #หมอวินเพจเลี้ยงลูกตามใจหมอ

ลูกเป็น LD มีความสามารถพิเศษทางดนตรี แต่ไม่สามารถได้วุฒิ ป6 ถึงเวลาเปลี่ยนแปลงหรือยัง

ถ้าหากท่านมีลูก พาลูกเข้าโรงเรียน
แล้วปรากฎว่าลูกท่านเรียนได้ที่โหล่
ได้คะแนนศูนย์เกือบทุกวิชา

ตลอดเวลาหลายปี ลูกของท่านถูกเข้าใจว่าเป็นเด็กขี้เกียจ เขาก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมเขาไม่เข้าใจในสิ่งที่ครูสอน ซึ่งคนอื่นสามารถเรียนรู้ง่ายๆ

เขาทุกข์ มีปมด้อย เป็นตัวตลกของเพื่อน

จนวันหนึ่งท่านได้รู้ว่า ลูกของท่านเป็น LD การเรียนรู้บกพร่อง หัวใจท่านแทบสลาย ที่ส่งลูกไปให้ทุกข์ทรมานอยู่นานหลายปี โดยไม่มีใครเจตนา

ต่อมาท่านค้นพบว่าลูกของท่านมีความสามารถพิเศษทางด้านดนตรี

ตั้งแต่วันนั้น ท่านก็ไม่ยอมให้ความจำกัดของระบบการศึกษา ทำลายความอัจฉริยะของลูกท่าน

ท่านเอาลูกออกมา จัดการศึกษาด้วยวิธีการที่เหมาะสม สอดคล้อง กับธรรมชาติและความพิเศษของเขา ปรากฎว่าการเรียนรู้ของลูกท่านเป็นไปอย่างมหัศจรรย์

ปัจจุบันลูกของท่านอายุ 16 ปี เล่นเพลงบีโธเฟน โชแปง ที่ว่ายากๆ ได้เหมือนเป็นขนม

สอบเปียโนสูงสุดเกรด 8 ของสถาบัน Trinity College London ในระดับเกียรตินิยม ด้วย Distinction 88 คะแนน

ลูกของท่านเขียนเพลง แต่งเพลง ทั้งเปียโน และออเคสตร้า นับร้อยๆ เพลง สร้างวิธีการเล่นที่ยาก ซับซ้อนกว่าที่ตัวเองเล่น เพื่อฝึกซ้อมให้ดียิ่งขึ้น

นอกจากนี้ยังมีความสนใจในเรื่องธรรมชาติ ดูนก เลี้ยงนก เลี้ยงกว่าง เขียนบันทึกภาษาอังกฤษ อ่านหนังสือภาษาอังกฤษหนาเท่าดิกชันนารี เป็นเล่มๆ

ทุกวันลูกของท่าน เรียน ฝึกซ้อม วาทยากร เป้าหมายคือสร้างมาตรฐานที่สูงกว่าโมซาร์ต บีโธเฟ่น โชแปง ได้เคยทำไว้ และไปให้ไกลที่สุดในระดับโลก

โดยความสามารถลูกของท่านทำได้แล้ว แต่โดยชื่อเสียงยังไปไม่ถึงไหน เพราะวุฒิการศึกษาในระบบการศึกษาให้ได้เพียงแค่ ป.5

ทำให้เวลาที่จะลงแข่ง ต้องแข่งกับเด็กๆ เหมือนเอานักฟุตบอลมืออาชีพลงแข่งกับนักฟุตบอลกีฬาสี เล่นอยู่แต่ในสนามโรงเรียน

ผมทำคลิปนี้ขึ้นมา เพื่อให้ท่านชม แล้วถามใจของท่านว่า เด็กคนนี้พ่อเขาทำทุกอย่างตามกฎกติกา เพื่อให้ลูกได้วุฒิ ป.6 แต่ไม่ได้เพราะติดเรื่องกฎระเบียบของการศึกษา

“น้องเฟียน” กับวุฒิ ป.6 ขอมากไปหรือไม่?

หรือต้องให้เขาไปชูสามนิ้วเพื่อเรียกร้องการปฏิรูปการศึกษา

Cr. เพจ CHECKเล่า

สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ

มีลูกแล้วต้องเลี้ยงให้ดี ….

มัวแต่ทะเลาะกัน
มัวแต่เอาความสุขตัวเอง เรื่องตัวเองเป็นที่ตั้ง
มัวแต่ออกนอกบ้าน
มัวแต่ปลีกตัวออกจากลูก
มัวแต่โยนภาระลูกให้โรงเรียน ให้คนอื่น
ฯลฯ

ด้วยเหตุผลเดียวคือ “ไม่มีเวลา” หรือ “อยากมีเวลาของตัวเอง”

มีคนที่พร้อมจะดูแล จะสอนลูกให้เราอยู่แล้ว
แต่ผลลัพธ์ของมัน เรารับได้ไหม ⁉️

มีลูกแล้วต้องเลี้ยงให้ดี ….

Cr. เพจดีต่อลูก