อย่าให้การเรียนแบบยัดเนื้อหาอัดเต็มไปหมดแม้จะเป็นonline ขโมยธรรมชาติพัฒนาการของเด็กและยังขโมยเวลาแห่งครอบครัว

อย่าให้การเรียนแบบยัดเนื้อหาอัดเต็มไปหมดแม้จะเป็นonline #ขโมยธรรมชาติพัฒนาการของเด็กและยังขโมยเวลาแห่งครอบครัว
โดย รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี

ทำไมเราไม่ทำโรงเรียนให้กลายเป็น Center for Home School เพื่อ support ทุกครอบครัว ทุกรูปแบบ เพื่อให้เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ ที่สามารถเกิดอาชีพใหม่ๆ ในสถานการณ์นี้ ผู้ใหญ่ก็ได้ปย. เด็กก็สนุก ทลายแนวคิดเดิมๆเถอะครับ

ต้นสังกัด #เลิกสั่งการแต่ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง !!!

ถ้ายิ่งกระจายอำนาจลงท้องถิ่นได้ยิ่งดี อย่าหวงไว้ที่ส่วนกลาง #ทลายกฎกรอบที่หยุมหยิมในยามนี้

เพราะ #โปรดตระหนักด้วยว่าตอนนี้ทุกคนเครียดได้ง่ายมากในสถานการณ์เช่นนี้ (COVID19)

“ต้นสังกัดมีหน้าที่ปลด lock ความตึงและกฎกรอบของ ตัวเองที่แข็งกระด้างมากและยาวนาน
อย่าให้การเรียนรู้ เป็นการเรียนรู้บนความทุกข์และความตึงเครียด เพราะไม่ว่าผู้สอน ผู้เรียน หรือแม้พ่อแม่เครียด การเรียนรู้นั้นจะเปล่าประโยชน์ อยากที่จะเกิดศรัทธา และ ใจรักที่จะเรียนรู้ได้เลย อีกอย่าง มนุษย์ไม่ใช่หุ่นยนต์เดินได้ อย่าเข้าใจผิดนะครับ #เหลือเวลาให้อยู่ในครอบครัว #อยู่กับตัวเองที่ได้ฝึกสติสมาธิฝึกความเป็นคนที่มีความเอื้ออาทรมากกว่าสนใจแต่เกรดและวิชาการ “
(สุริยเดว 2564)

Cr#บันทึกหมอเดว

12/8/64

ผลร้ายจากการเป็นคุณแม่ที่จู้จี้จุกจิกมากเกินไป

▶︎ 5 ผลร้ายจากการเป็นคุณแม่ที่จู้จี้จุกจิกมากเกินไป

คุณพ่อคุณแม่เคยคิดว่าตัวเองกำลังเป็นพ่อแม่ที่จู้จี้จุกจิกกับลูกมากเกินไปไหมคะ หรือเคยสังเกตไหมว่า เวลาบอกหรือคอยเตือนให้ลูกทำอะไรแต่ละครั้ง เจ้าตัวเล็กของเรามีท่าทีตอบรับกลับมาแบบไหน ถ้าเคยเห็นลูกทำหน้าบึ้งตึงหรือถอนใจด้วยความเหนื่อยหน่ายเวลาที่คุณพ่อคุณแม่บอกให้ทำอะไรแล้วละก็… เป็นไปได้ว่าลูกกำลังรู้สึกว่าคุณพ่อคุณแม่กำลังจู้จี้จุกจิกกับเขามากเกินไปแล้วล่ะค่ะ

ความจู้จี้ของคุณพ่อคุณแม่จะมีผลกับลูกเมื่อลูกเติบโตถึงช่วงวัยที่เริ่มอยากเรียนรู้ คิด และตัดสินใจอะไรด้วยตัวเอง การที่คุณพ่อคุณแม่คอยบอกคอยเตือนให้ลูกทำทุกอย่างตามใจตัวเองมากเกินไป อาจจะไปขัดขวางพัฒนาการด้านต่างๆ ของลูก และอาจส่งผลต่อพฤติกรรมของลูกได้จู้จี้ขี้บ่นทุกเรื่อง อาจกลายเป็นการสร้างผลลัพธ์ที่ไม่ดีแทนได้

  1. ทำให้ลูกไม่ฟัง
    .
    ถ้าคุณพ่อคุณแม่เอาความจู้จี้จุกจิกมาใช้กับลูกมากเกินไป ผลเสียที่จะตามมาก็คือลูกจะรู้สึกรำคาญ ไม่สนใจ และไม่ให้ความสำคัญกับคำพูดหรือการตักเตือนของคุณพ่อคุณแม่ และยังกลายเป็นการไม่อยากนำปัญหามาปรึกษาหรือบอกเล่าให้คุณพ่อคุณแม่ฟัง เพราะไม่ต้องการให้คุณพ่อคุณแม่บ่นหรือจู้จี้มากเกินไปอีกด้วย
    .
  2. ทำให้ลูกไม่มีความมั่นใจในตนเอง
    .
    ลูกที่มีคุณพ่อคุณแม่คอยจู้จี้จุกจิกมากเกินไป จะส่งผลให้กลายเป็นเด็กขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง ไม่กล้าริเริ่มทำอะไรใหม่ๆ หวาดกลัว ขี้กังวล และไม่สามารถตัดสินใจอะไรด้วยตัวเองได้ เพราะไม่มั่นใจว่าความคิดหรือการตัดสินใจของตัวเองจะถูกต้อง และยังกลัวว่าจะต้องโดนคุณพ่อคุณแม่คอยจู้จี้ต่อไปอีกด้วย
    .
  3. ทำให้ลูกมีพฤติกรรมต่อต้านมากขึ้น
    .
    เมื่อถึงวัยหนึ่งลูกอาจจะเริ่มมีความคิดและพฤติกรรมต่อต้านบ้างเป็นปกติ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่อาจจะคิดว่าการคอยบอกคอยเตือนบ่อยๆ จะทำให้ลูกเข้าใจและเชื่อฟังมากขึ้น แต่ความจริงแล้ว หากคุณพ่อคุณแม่จู้จี้จุกจิกกับลูกมากเกินไป นอกจากจะไม่ทำให้ลูกเชื่อฟังแล้ว ยังทำให้ลูกรู้สึกอึดอัด เก็บกด และอาจทำให้ความไม่พอใจของลูกปะทุขึ้นมา กลายเป็นพฤติกรรมต่อต้านคุณพ่อคุณแม่ได้
    .
  4. ทำลายความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูก
    .
    เมื่อทำอะไรก็ไม่เป็นที่พอใจไปเสียทุกอย่าง เป็นไปได้ว่าลูกจะเริ่มมีความรู้สึกไม่อยากใช้เวลาร่วมกับคุณพ่อคุณแม่ เพราะอยู่แล้วอึดอัดและไม่เป็นตัวของตัวเอง
    ซึ่งความรู้สึกนี้ กลายเป็นชนวนที่ทำลายความสัมพันธ์ในครอบครัวและอาจส่งผลไปถึงอนาคตได้
    .
  5. ลูกเลียนแบบพฤติกรรม
    .
    โดยทั่วไปแล้วหากพ่อแม่มีพฤติกรรมอย่างไร ลูกย่อมมีโอกาสที่จะเลียนแบบพฤติกรรมเหล่านั้น
    ดังนั้น หากคุณพ่อคุณแม่มีนิสัยจู้จี้จุกจิกให้ลูกเห็นบ่อยครั้ง ถึงแม่ลูกจะไม่ชอบพฤติกรรมนั้น แต่ก็มีแนวโน้มที่ลูกจะซึมซับพฤติกรรมเหล่านั้นและนำไปใช้กับคนอื่นต่อไป ซึ่งอาจทำให้มีผลกระทบต่อการเข้าสังคม หรือโต้ตอบพ่อแม่ในลักษณะเดียวกัน รวมถึงการมีความเข้าอกเข้าใจคนอื่นน้อยลงอีกด้วย

อ้างอิง
https://afineparent.com/positive-parenting-faq/how-to-stop-nagging.html
https://www.parentmap.com/article/nagging-parenting-advice-sarina-behar-natkin

shortbrief

คำสอน หลวงปู่มั่น

คำสอน หลวงปู่มั่น

1.) “เมื่อใดที่โมโห” ลองนั่งนิ่งๆ ทบทวนดูว่า… เวลาที่เหลืออยู่ในชีวิตนี้มีอยู่อีกสักกี่วัน ทำไมต้องไปเสียเวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่อง…..

2.) “ไม่มีใครถูก ไม่มีใครผิด” ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นหากลองดูดีๆ จะพบว่า มีแต่ ถูกใจ หรือ ไม่ถูกใจ

3.) “เมื่อใดที่กลัดกลุ้มใจ” ลองสูดลมหายใจลึกๆ แล้วคิดดูว่า… ทุกวินาทีที่ผ่านไป กำลังบอกเราว่า… ” เวลาของเราน้อยลงไปอีก 1 วินาทีแล้ว “

4.) “การได้พบหน้ากันในวันนี้” หมายความว่า หมดโอกาสได้เจอกันไปอีกครั้งหนึ่งแล้วแล้ว… ” เราจะมัวมาทะเลาะกัน ในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องไปทำไม…? “ …

5.) “เมื่อใดที่ถูกเอาเปรียบ” ลองปล่อยวางดูบ้าง พูดมากจะเสียมิตร

6.) “เรื่องหลายๆ เรื่องที่ผ่านเข้ามา” มันก็แค่กระทบเรา ชั่วครู่ ชั่วคราว เดี๋ยวเดียวก็ผ่านไป

7.) “เมื่อใดที่ใครบางคนทำให้เราเสียใจ” ลองปล่อยให้มันเป็นไปตามที่ควรจะเป็น ทบทวนดูสิว่า ชีวิตนี้… ไม่มีใครอยู่ยงคงกระพัน

8.) “เมื่อใดที่เรารู้สึกโดนแย่งอะไรไป” ให้ลองไตร่ตรองดู ไม่มีใครครอบครองสิ่งใดในโลกนี้ได้ตลอดไป

9.) “อาจไม่รวยล้นฟ้าเหมือนเศรษฐีมีเงิน”….แค่สุขภาพแข็งแรงมากกว่าคนที่นอนอยู่ตามโรงพยาบาล ก็นับว่าโชคดีกว่าคนอื่นๆ อีกมากเพียงใด …

10). “ความสุขง่ายๆ ที่เรามองข้าม” วันนี้ยังกินข้าวได้ ยังนอนหลับสบาย แค่นี้คุณก็ถือว่า โชคดีกว่าใครๆ อีกหลายๆ แล้ว
#กราบคติธรรมพระอาจารย์ใหญ่ 🙇
พระครูวินัยธรรม (หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต) #ดินแดนพุทธะ

‘เมื่อลูกเรียนออนไลน์..แม่ก็ต้องเรียนรู้ที่จะปล่อยวาง’

‘เมื่อลูกเรียนออนไลน์..แม่ก็ต้องเรียนรู้ที่จะปล่อยวาง’
.
.
เมื่อเราทั้ง4ชีวิตต้องเรียน/ทำงานอยู่ด้วยกันในบ้านตลอด24ชม. ทั้งปุ้มและบอลได้เห็นวิธีการเรียนออนไลน์ของลูกชายทั้งสอง ในสถานการณ์เดียวกัน แต่เราสองคนกลับมองในมุมที่ต่างกัน…

ปุ้ม : ป๊าดูดิ่ จอมทัพไม่มานั่งเรียนที่โต๊ะให้ดีๆ..ไปนั่งเลื้อยเรียนอยู่บนโซฟา..เฮ้อ!
บอล : จะเรียนตรงไหน ถ้าเข้าใจก็โอเคป่ะ

ปุ้ม : ป๊าดูดิพรุ่งนี้เช้าต้องส่งงานแล้ว แต่จอมทัพบอกจะทำเย็นนี้ ทำไมไม่รู้จักเตรียมล่วงหน้า
บอล : แต่ก็ยังส่งตรงเวลานะ

ปุ้ม : ป๊าดูดิเพื่อนๆแย่งกันตอบคำถามครู ทำไมลูกเราไม่ยกมือตอบบ้าง
บอล : ไม่เป็นไรม๊างง ก็เห็นพอครูเรียกถามรายตัว จอมก็ตอบได้หนิ

ปุ้ม : ป๊าดูดิขุนพลเขียนคำตอบในใบงานสั้นมากเลยทำไมไม่เขียนอธิบายยาวๆ
บอล : แต่เวลาเค้าพูดอธิบายครูก็ชัดเจนเข้าใจดีนะ

ปุ้ม : ป๊าดูดิ่ เด็กเล่นเกมส์อีกละ
บอล : เล่นบ้างก็ด้ายยย ทำงานเสร็จหมดแล้วไม่ใช่เหรอ
.
.
.
บอล : ปล่อยวางบ้างม๊า บางอย่างลูกเราอาจจะทำไม่ถูกใจเรา แต่ลูกเราก็เข้าใจในสิ่งที่เรียน ส่งงานตรงตามเวลา ถึงจะหลุดหลงไปบ้าง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอะไร..อย่าเครียดมากๆ ตีนกามาอีกแล้ว
ปุ้ม : 😤
.
.
.
ตั้งแต่ LFH แม่ลูกต้องอยู่ด้วยกันตลอด ยิ่งทำให้ปุ้มเห็นพฤติกรรมของเด็กๆที่ทำไม่ถูกใจหลายอย่าง…แต่ก็ถือว่าโชคดีที่มีบอลคอยเบรคความเยอะของปุ้มไว้ ไม่งั้นเส้นเลือดในสมองคงระเบิดไปแล้ว

บอลทำให้ปุ้มเห็นว่า บางทีเราก็ควรปล่อยวาง..เซฟความรู้สึกและอารมณ์ของตัวเองไว้บ้าง แบกความหงุดหงิดไม่พอใจไว้มากๆ จะเป็นเราเองที่แย่

อยู่บ้านด้วยกันตลอด24ชม.แบบนี้ จริงๆต่างคนต่างก็มีความเครียดอยู่ลึกๆแหล่ะ แล้วเราจะไปสร้างความรู้สึกแย่ๆเพิ่มขึ้นทำไม

หลายสิ่งระหว่างทางที่ลูก ‘ไม่ได้ดั่งใจเรา’ อาจต้องลองปิดตาข้างนึง แล้วดูผลที่ปลายทางแทน
ถ้ามันแย่ ไม่ไหวจริงๆ เราค่อยมาปรับแก้กัน

แนวโน้ม LFH/WFH ดูท่าจะอีกยาว นอกจากลูกๆเรียนรู้ที่จะต้องปรับตัวกับการเรียนแบบใหม่ คนเป็นแม่(ที่มีความเยอะแบบปุ้ม) ก็ต้องเรียนรู้ที่จะปรับมุมมอง…เพื่อความผาสุขของครอบครัว🤣

โควิดยังอีกยาวไกล
ประคับประครอง
เรียนรู้
ปรับตัว..กันไปเนอะ

Cr#แม่ปุ้ม

พาลูกเที่ยวดะ #เพราะลูกเป็นเด็กได้ครั้งเดียว

จัดการลูกโมโหด้วยการกอด

#จัดการลูกโมโหด้วยการกอด

ลูกโมโหจนคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ ระเบิดอารมณ์แบบสุดๆ ถ้าเกิดเหตุการ์ณแบบนี้ #ยิ่งใช้อารมณ์เรื่องจะยิ่งแย่

ถ้าเราปรี๊ดๆใส่ลูก แข่งกันโมโห แข่งกันหงุดหงิด ตะคอกใส่ลูก มีแต่จะยิ่งแย่

ลูกยิ่งงอแง เราก็ยิ่งหงุดหงิด ใช้อารมณ์คุยกันไม่รู้เรื่อง

#ลูกโมโห ลองกอดลูก แล้วใจเย็นๆคุยกัน

กอดลูก ให้ลูกใจเย็นขึ้น
กอดลูก ให้ลูกรู้ว่าเราอยู่ตรงนี้ ไม่ไปไหน
กอดลูก ให้พ่อแม่ใจเย็นลง และเตือนสติตัวเองว่าเรารักลูกมากแค่ไหน
กอดลูก แล้วปลอบลูกเบาๆ สงบแล้วค่อยมาคุยกัน ค่อยสอนลูกตอนอารมณ์เย็นลงแล้ว

ลองเปลี่ยนวิธีดูนะคะ #การกอดดีเสมอ ลดการใช้อารมณ์ ลดคำพูดเชิงลบ

#ลูกหงุดหงิด โมโห จับกอดซะเลย
Cr. FB BasicskillTH

ลูกก็เป็นเหมือนพ่อแม่นั่นแหละ

ลูกก็เป็นเหมือนพ่อแม่นั่นแหละ

แกนหลักของพัฒนาการเด็กทั้งปวง อยู่ที่ #ผู้เลี้ยงดูหลัก หรือ #พ่อแม่ นั่นเอง

เด็กจะวนเวียนและเคลื่อนที่อยู่รอบ ‘แกนกลาง’ นี้ตั้งแต่เกิดจนถึงวันที่เขาเริ่มแยกตัวเองออกจากพ่อแม่ในช่วงวัยรุ่นเพื่อสร้าง “อัตลักษณ์” และ “ตัวตน” ของเขาใน “รังดักแด้” ที่ห่อหุ้มตัวตนที่พ่อแม่เลี้ยงดูมาในวัยเด็ก โดยรังดักแด้นี้จะประกอบไปด้วย ห้องนอน กลุ่มเพื่อน โรงเรียน ไอดอล และความเชื่อที่เขาศรัทธาในช่วงวัยรุ่นนั้น เพาะบ่มจนกระทั่งวันที่เขาเติบโตพอที่จะกระเทาะเปลือกออกมาเป็น “ผีเสื้อ” โบยบินออกไปใช้ชีวิตของเขาเองในที่สุด ดังนั้นวัยที่พ่อแม่ยังเป็นแกนกลางของพัฒนาการอย่างวัยเด็กจึงมีความสำคัญมาก ๆ ๆ ๆ ในการปลูกฝังสิ่งที่ดีหรือไม่ดีในตัวของลูกนั่นเอง

จึงไม่ต้องแปลกใจที่ลูกจะวนเวียนรอบตัวพ่อแม่ประหนึ่งเจ้ากรรมนายเวร 555 วิ่งวน ๆ พูดวน ๆ เสียงดังไปมาอยู่รอบตัวพ่อแม่ ยามไม่ได้รับความสนใจจากพ่อแม่เขาก็เรียกร้องความสนใจ ก็แค่นั้นเอง … และสิ่งที่ลูกได้ #มากกว่าคำสอนสั่งคือตัวอย่างที่ลูกได้เห็น ยิ่งกว่ากระจกสะท้อนมาร ก็คือ ลูกนี่แหละ 555

อยากให้ลูกเป็นคนรักการอ่าน ถามตัวเองก่อนว่า พ่อแม่อ่านหนังสือให้ลูกฟังอย่างสม่ำเสมอหรือยัง ตัวเองอ่านหนังสือให้ลูกเห็นหรือยัง … อยากให้ลูกเป็นคนอ่อนโยน แต่ตัดภาพมาคือพ่อแม่คือ เกรี้ยวกราด อาละวาดเหมือนนางยักษ์ถล่มเมืองในหนังจักร ๆ วงศ์ ๆ ลูกจะเอาความอ่อนโยนที่ไหนมาเป็น … ก็เกรี้ยวกราดเป็นลูกยักษ์นั่นแหละครับ 555

อยากให้ลูกนั่งกินข้าวให้ครบ 3 มื้ออย่างรู้หน้าที่มีระเบียบวินัย แต่ตัวพ่อแม่เองกินข้าวไม่เป็นเวลา ไม่เคยนั่งกินร่วมกับลูก ไม่เคยกินให้ลูกเห็น เอาง่าย ๆ พ่อแม่หลายคนมาบ่นกับพ่อหมอว่า “ลูกไม่กินผัก” พ่อหมอมักจะถามกลับไปคำแรกว่า “แล้วพ่อแม่กินผักหรือเปล่าครับ” … หลายบ้านตอบเสียงอ่อยว่า “พ่อแม่ก็ไม่ค่อยกินผักค่ะ” แล้วลูกจะเอาตัวอย่างที่ไหนมาสร้างนิสัยในการกินผักได้ ใช่ไหมครับ เพราะเมื่อพ่อแม่ไม่กินผัก อาหารบนโต๊ะอาหารก็มักไม่มีผักเป็นส่วนประกอบ เมื่อพ่อแม่ไม่กินให้ดูอย่างเอร็ดอร่อย โอกาสที่ลูกจะยื่นมือมาแย่งกินก็ลดลง … ลองกลับไปกินผักอย่างเอร็ดอร่อยอย่าสม่ำเสมอให้ลูกเห็นจนชินตาสิครับ แล้วเราจะค่อย ๆ เห็นลูกเปิดรับผักเข้ามาในชีวิตมากขึ้นได้เอง

“ลูกไม่ยอมดื่มน้ำเลยค่ะ หมอ” แก้ได้ง่าย ๆ ด้วยการที่พ่อแม่เดินเปิดน้ำในตู้เย็น รินน้ำลงแก้วใส ดื่มเป็นระยะ ๆ ตลอดทั้งวัน … พ่อหมอเชื่อว่า แค่พ่อแม่ลุกขึ้นเดินห่างลูกออกไป เด็กเล็กจะมองตาม หลายคนจะเดินตาม และพอเห็นพ่อแม่เริ่มค่อย ๆ รินน้ำลงในแก้ว เด็กจะเริ่มตะกายขาอยากมีส่วนร่วม เมื่อพ่อแม่ดื่มน้ำและแสดงประหนึ่งเป็นพระเอกนางเอกโฆษณาน้ำแร่ในทีวี ดื่มพรวดให้ลูกกระเดือกเคลื่อนพร้อมเสียง “อึ๊ก ๆ” แล้วสบถออกมาหลังดื่มอย่างสดชื่นว่า “แฮ่ ….” … เชื่อเถอะว่า ลูกจะอยากดื่มน้ำด้วยกับเรา … เทคนิคนี้พ่อหมอบอกพ่อแม่เสมอเวลาพาลูกมารับวัคซีน … ส่วนใหญ่ได้ผลจริง ๆ ลูกดื่มน้ำได้มากขึ้น ซึ่งถ้าพ่อแม่เองก็ไม่ดื่มน้ำ อย่าหวังให้มากว่าลูกจะดื่มน้ำ จอ บอ จบ.

เพราะนี่คือพลังแห่ง #พฤติกรรมเลียนแบบ ของเด็กนั่นเอง …

นี่รวมถึงวิถีคิด และวิถีการใช้ชีวิตด้วยนะครับ … อยากให้ลูกเป็นคนกล้า แต่แม่ห้ามลูกตลอด กลัวหกล้ม กลัวเลอะเทอะ กลัวนั่นโน่นนี่ … หรือทำหน้าตกใจ เป็นกังวลใส่ลูกทุกครั้งที่เกิดอะไรขึ้นรอบตัวลูก รวมถึงรอบตัวคุณแม่ … เด็กจะเริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัย เริ่มรู้สึกไม่กล้าที่จะลงมือทำอะไร ซึ่งมีการศึกษาที่พบและยืนยันว่า พ่อหรือแม่ที่ขี้กลัว จะส่งผลให้ลูกเป็นเด็กขี้กลัว อย่างมีนัยสำคัญ*

ดังนั้นอยากให้ลูกเป็นอย่างไร จงเป็นอย่างนั้นให้ลูกเห็น

แล้วทั้งหมดที่เราเป็น ที่เราคิด ที่เราทำ ที่เราพูดในชีวิตประจำวัน (ไม่ใช่คำสั่งสอน) มันจะค่อย ๆ ซึมซับลงไปในตัวของลูกทีละน้อย ๆ อย่างไม่รู้ตัว … รู้ตัวอีกทีก็คือ ลูกใช้เท้ากดพัดลมเหมือนเราไปแล้ว 555 หรือเริ่มมีคำที่หลุดออกจากปากที่รู้เลยว่า “นี่มันคำพูดของเราชัด ๆ” … เพราะไม่ใช่แค่พันธุกรรมที่ลูกจะรับจากเราไป แต่คือทั้งหมดที่เป็นเรา ดึงนั่นนิด นี่หน่อย โน่นอีกหนึ่ง เอาไปประกอบในร่างใหม่นั่นเอง

Cr#หมอวินเพจเลี้ยงลูกตามใจหมอ

กล่าวคำชม ให้มากกว่าคำด่า ในแต่ละวัน

กล่าวคำชม ให้มากกว่าคำด่า ในแต่ละวัน
ให้อมยิ้ม มากกว่าไม้เรียว แล้วจะได้เขากลับมา

Cr. นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์

ตีเสียงดังไม่ใช่ทางออกในการหยุดพฤติกรรม “ดื้อ” ของเด็กน้อย

ตี🤚 เสียงดัง📢 ไม่ใช่ทางออกในการหยุดพฤติกรรม “ดื้อ” ของเด็กน้อย

คุณอาจหยุดพฤติกรรม ดื้อ งอแง ร้องไห้ โวยวาย ได้ทันที 😭

แต่… คุณอยากให้ลูกเงียบ หยุดงอแง เพราะ #กลัว คุณดุ ตี 😡

หรือ อยากให้ลูกคุณ #เข้าใจเหตุผล ว่าทำไมควรทำหรือไม่ควรทำ แล้วมีวุฒิภาวะในการคิด และ ตัดสินใจ 🤔

ลองกลับไปทบทวนกันว่า ส่วนใหญ่เวลาเราตี ลงอารมณ์ที่ลูก เราควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ไหม เราเผลอหงุดหงิด แล้วดุลูกด้วยอารมณ์หงุดหงิดของเราหรือเปล่า❓❓

เมื่อเราเผลอลงอารมณ์ที่ลูก ผลลัพธ์ที่ได้ คือ ลูกยิ่งดื้อ งอแง เรียกร้องความสนใจ ไม่เชื่อฟัง ต่อต้าน คุมอารมณ์ไม่ได้ ตีคุณกลับ ไปตีเพื่อนที่โรงเรียน 🏫

ต้นเหตุ เกิดจากพ่อแม่ทำให้ดู ทำให้เห็นหรือเปล่า❓

หากคุณพ่อคุณแม่เริ่มรู้สึกว่าจะไม่ไหวแล้ว ดีลกับลูกไม่ไหวแล้ว อารมณ์จะระเบิดแล้ว🤯 ให้รีบปลีกตัวออกมาสงบอารมณ์ตัวเองก่อน ให้คนอื่นในบ้าน มาช่วยคุยกับลูกแทน เมื่อเราคุมอารมณ์ตัวเองได้แล้ว ค่อยกลับไปคุยกับลูกใหม่

ใจเย็นๆ ค่อยๆคุยกับลูกด้วยเหตุผล อย่าไปลงอารมณ์ที่ลูก

ผลกระทบเมื่อเด็กไม่สามารถไปโรงเรียนได้

คำถามสำคัญเมื่อเด็กไม่สามารถไปโรงเรียนได้คือ พวกเขาจะเจอผลกระทบอะไรบ้าง ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องว่า แล้วพวกเขาจะเติบโตเป็นคนแบบไหน

นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ ชี้ให้เห็นผลกระทบอย่างน้อย 2 ประเด็น

หนึ่ง การเรียนรู้ถดถอยสะสม

เงื่อนไขข้อจำกัดของการเรียนยุคโควิด อาจส่งผลให้เด็กรุ่นนี้มีพัฒนาการช้ากว่าอายุจริงประมาณ 3 ปี

สอง ความถดถอยรวมหมู่

การเรียนออนไลน์โดยอยู่ในกรอบอนุรักษนิยม ต้องเข้าแถว ร้องเพลงชาติ แต่งเครื่องแบบ ขณะที่เด็กๆ ไม่ได้เล่นกับเพื่อน ไม่ได้รัก ไม่ได้โกรธ ไม่ได้ทะเลาะ จะส่งผลโดยตรงต่ออัตลักษณ์

เด็กรุ่นนี้ มีแนวโน้มจะอดทนต่อความเครียดต่ำ หัวร้อนง่าย และมีโอกาสลงไม้ลงมือสูง

นี่คือการส่งคำเตือนไปถึงสิ่งที่เราจะเจอในอนาคต

อ่าน ‘โรงเรียนลักปิดลัก เปิดสร้างความเสียหายมากเพียงไร’
https://waymagazine.org/prasert-family-36/

จากฟรอยด์ถึงEFและทักษะศตวรรษที่21

Cr. นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์

แค่อยากให้แม่เข้าใจ

แค่อยากให้แม่เข้าใจ

‘ฮาอึน’ หรือ ‘คิมฮาอึน’ เด็กหญิงชาวเกาหลีใต้ เธอเขียนจดหมายฉบับนี้มาถึงรายการ Hello Counselor

.

สวัสดีค่ะ หนูชื่อ คิมฮาอึน อยู่ชั้น ป.4 หนูเรารู้ว่าทุกคนเหนื่อยกับชีวิตที่วุ่นวายของตัวเอง แต่หนูคิดว่าตัวเองเหนื่อยที่สุดแล้ว เพราะตื่นเช้าขึ้นมาหนูต้องไปโรงเรียน พอเลิกเรียนก็ต้องไปเรียนเปียโน เสร็จแล้วก็ต้องไปเรียนพิเศษ และเรียนไวโอลินด้วย หนูเรียนพิเศษเยอะมาก แล้วยังต้องอ่านหนังสือ ฝึกใช้คอมพิวเตอร์ ฝึกเขียน กว่าจะกลับบ้านก็สี่ทุ่มแล้ว กว่าจะได้นอนก็ประมาณห้าทุ่ม แม่บอกว่าหนูต้องเรียนมากๆ แต่นี่มันมากเกินไป

หนูขอแม่ไปงานวันเกิดเพื่อน บอกแม่ว่า “ขอไปแป๊บเดียวนะแม่” แต่แม่บอกว่า “ไม่ได้ เธอต้องอ่านหนังสือ” คงเพราะหนูไม่เคยไปไหนกับเพื่อนๆเลย พวกเขาก็เลยไม่มางานวันเกิดของหนูด้วย

ไม่เป็นไร หนูพยายามตั้งใจเรียนให้หนัก แต่พอประกาศผลสอบ หนูบอกแม่ว่า “ทำถูกหมดเลยนะแม่ ผิดไปแค่ข้อเดียวเอง” แม่กลับบอกว่า “แบบนั้นมันไม่เรียกว่าถูกหมด ผิดข้อเดียวมันคือความล้มเหลวนะ”

วันนั้นหนูร้องไห้ใหญ่ หนูเหนื่อยมาก หนูแค่อยากจะพักบ้าง ใครก็ได้ ช่วยหยุดแม่หนูหน่อย”

.

รายการนี้มีจุดเด่นอยู่ที่ การเปิดโอกาสให้คนที่มีปัญหาบางเรื่องได้สื่อสารความรู้สึกที่แท้จริงในใจกับอีกคน เพื่อให้เขาเข้าใจตัวเองมากขึ้น

คนคนนั้น ที่ฮาอึนอยากให้เข้าใจมากที่สุดก็คือ ‘แม่ของเธอ’

ตอนแรกที่ฮาอึนเดินเข้ามาในห้องส่งของรายการ เธอเข้ามาด้วยใบหน้าที่ร่าเริงและยิ้มแย้มจนพิธีกรถามว่า “ลองคิดว่าเธอต้องเครียดดูสิครับ” แต่หลังจากที่ฮาอึนเริ่มเล่าเรื่องของตัวเอง เธอก็เริ่มน้ำตาไหน

คำพูดที่พรั่งพรูออกมา แสดงว่าเธอกำลังอึดอัดอย่างยิ่ง

เธอเป็นคนชอบกิน แต่เมื่อเธอต้องเรียนพิเศษจนมืดค่ำ ทำให้ต้องกินคิมบับ(ข้าวห่อสาหร่ายยัดไส่ต่างๆ)ในร้านสะดวกซื้อเป็นอาหารเย็น

ใจจริงเธออยากเรียนเต้น แต่แม่ก็บังคับให้เธอเรียนดนตรี เพราะเป็นสิ่งที่แม่รู้สึกว่ามันดีกว่า และเป็นความฝันที่แม่อยากจะเล่นเปียโน สีไวโอลินได้

เธออยากดูทีวีบ้าง แต่แม่บอกว่าทีวีมันไม่มีอะไรน่าสนใจ

ฮาอึนเป็นเด็กที่เรียนเก่งมาก คะแนนสอบดีเลิศและไปแข่งขันได้รางวัลมามากมาย เธอนำรางวัลและเกียรบัตรรางวัลต่างๆมาในรายการด้วย ทุกคนในห้องส่งชื่นชมเธอ แต่เธอกลับบอก ‘แม่ไม่เคยชมเธอเลยสักนิดเดียว’

นอกจากฮาอึน รายการก็เชิญแม่ของเธอมาด้วย จริงๆ แล้วแม่ของฮาอึนก็เป็นแม่ที่รักและหวังดีกับลูกมาก

แม่บอกว่า เพราะคนอื่นรอบข้างลูกก็เรียนหนักเหมือนกัน ถ้าไม่เรียนก็จะแข่งกับเขาไม่ได้ แต่ไม่เคยรู้เลยว่าลูกสาวเครียด แม่รู้สึกแค่ว่า ลูกเรียนเก่งและมีพรสวรรค์ ก็ต้องสนับสนุนให้ถึงที่สุด แล้วที่ไม่เคยชมลูกก็เพราะอยากให้ลูกทำให้ได้ดีกว่านี้ กลัวว่าถ้าชมแล้วลูกจะไม่พยายามในคราวหน้า

แต่จริงแล้วฮาอึนก็ไม่ต่างจากเด็กคนอื่น แม้ว่าจะเรียนเก่งแค่ไหน ใครจะชมเชยเธอยังไง ก็ไม่เหมือนกับพ่อแม่แสดงความชื่นชมและยอมรับเธอ ตรงนั้นเป็นกำลังใจสำคัญที่ฮาอึนต่องการอย่างยิ่ง

ก่อนจะจบรายการ พิธีกรให้ฮาอึนพูดความในใจกับแม่

พิธีกรบอกเธอว่า ให้พูดไปได้เลยอย่างที่คิด และถามว่า “อยากลดวิชาไหนลง หรือเลิกเรียนพิเศษมั้ย”

.

สิ่งที่ฮาอึนพูดกับแม่คือ

“แม่คะ หนูมาที่นี่ ไม่ได้ว่าอยากจะเรียนให้น้อยลงนะ

แต่อยากให้แม่เข้าใจบ้าง ชื่นชมและรักหนูมากขึ้น

ให้หนูทำอะไรที่อยากทำบ้าง

หนู อยากมีเวลาไปเที่ยวกับแม่

หนูจะโตเป็นลูกที่ดี

รักนะแม่”

.

หมอคิดถึงฮาอึน ในวันก่อนที่ได้ตรวจคนไข้คนหนึ่ง แม่ของเธอก็คล้ายๆ แม่ฮาอึน รักและหวังดีกับลูก แต่บางครั้งความรักและหวังดีที่เกินพอดี ทำให้กลายเป็นความกดดันไปที่ตัวเด็ก ทั้งที่พ่อแม่เองก็ไม่ได้ตั้งใจ

แม้เป็นเด็กก็ต้องมการ ‘สมดุลในการใช้ชีวิต’ ในขณะที่เรียนอย่างหนัก เด็กก็ควรมีเวลาพักผ่อน ได้เล่นสนุกอย่างที่เด็กๆ ชอบทำบ้าง

พ่อแม่อาจจะบอกว่า เหนื่อยตอนนี้แต่จะสบายทีหลัง แต่อย่าลืมว่าทุกอย่างต้องมีความสมดุล อะไรที่ตึงเกินไป วันหนึ่งมันก็จะขาด หมอไม่ได้บอกว่า ไม่ให้เด็กเรียนพิเศษ เรียนได้ แต่ต้องมีความพอเหมาะพอดี

ที่สำคัญ ในวันเวลาที่เหน็ดเหนื่อยนั้น กำลังใจจากคนรอบข้างมีความสำคัญ อย่าลืมชื่นชมในสิ่งดีๆที่ลูกทำ รวมถึงเข้าใจและยอมรับในตัวตนตามธรรมชาติของลูก มีความคาดหวังอยู่ในความเป็นจริง กำลังใจจากพ่อแม่ในวันนี้จะกลายเป็นกำลังใจที่ตัวเขาสร้างเองได้ในวันที่เขาต้องพึ่งพาตัวเอง

อย่าให้ลูกรู้สึกว่า พ่อแม่จะรักเขาต่อเมื่อ เขาทำตัวดี เขาสอบได้ที่ 1 เขาสอบเข้าโรงเรียนที่พ่อแม่อยากให้เข้าได้ เขาน่ารัก ฯลฯ เท่านั้น พ่อแม่ต้องทำให้ลูกรู้สึกว่า ‘จะเป็นอย่างไร พ่อแม่ก็รักเขาอย่างไม่มีเงื่อนไข’ ซึ่งตรงนี้พ่อแม่ต้องทำให้เด็กเห็นด้วยคำพูดและการกระทำ

อย่าลืมว่าวัยเด็กไม่ได้อยู่กับเราถาวร แต่มันอยู่กับเราในช่วงเวลาสั้นๆ เราเป็นเด็กอยู่ไม่นาน ก็ต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีภาระหน้าที่รับผิดชอบมากมาย

ช่วงเวลาวัยเด็กคือ ‘ภาพจำ’ ที่เด็กและพ่อแม่สร้างขึ้นนั่นแหละ จะเป็นขุมกำลังใจ ปลอบประโลมและหล่อเลี้ยงชีวิตเมื่อต้องเผชิญกับความเป็นจริงและอุปสรรคต่างๆที่อย่างไรเสียก็ต้องเข้ามาตามธรรมชาติในวัยผู้ใหญ่

คงไม่ได้มีเด็กหลายคนที่มีโอกาสพูดความในใจกับแม่อย่างฮาอึน

.

หมายเหตุ: บทความนี้เคยเขียนและลงในเพจเมื่อหลายปีก่อน แต่ขอนำมาลงใหม่ เพราะเด็กๆ เช่นฮาอึนก็ยังพบเจอได้อยู่เรื่อยๆ ค่ะ (เรื่องและภาพประกอบมาจาก รายการ Hello Counsellor EP 354)

Cr#หมอมินบานเย็น