การที่ลูกเถียงแปลว่า เราพ่อแม่ไม่มีวาจาสิทธิ์ ไม่มีสายสัมพันธ์ พ่อแม่ไม่มีอยู่จริงอย่างนั้นหรือ?

การที่ลูกเถียงแปลว่า เราพ่อแม่ไม่มีวาจาสิทธิ์ ไม่มีสายสัมพันธ์ พ่อแม่ไม่มีอยู่จริงอย่างนั้นหรือ?

การที่ลูกเถียงนั่นเป็นสัญญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่าเขาเริ่มโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เริ่มกล้าที่จะยืนยันความคิดของตัวเอง แต่ด้วยวุฒิภาวะแล้ว เขายังไม่รู้ว่าความคิดของเขาถูกหรือผิด

วาจาสิทธิ์ สายสัมพันธ์ หรือพ่อแม่ที่มีอยู่จริง น่าจะหมายถึงเวลา ที่เราไม่เข้าใจกัน หรือเวลาที่เราต่างคนต่างมีความคิดเห็นไม่ตรงกัน อาจจะมีการเถียงกันบ้าง แต่เมื่ออารมณ์สงบลงแล้ว ต่างคนต่างก็จะมีสติและด้วยสายสัมพันธ์และการมีอยู่จริงของพ่อแม่ จะทำให้ลูกเข้าใจได้ว่า ที่พ่อแม่ว่ากล่าวตักเตือนก็เป็นเพราะว่าพ่อแม่รักและเป็นห่วง และการที่พ่อแม่โมโหพูดอะไรแรงไปบ้างนั่นก็เป็นเพราะว่าตัวเราเองก็พูดไม่ดีกับท่านก่อน การว่ากล่าวตักเตือนและทำให้ลูกคิดได้นั่นแลคือวาจาสิทธิ์ เด็กที่มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับพ่อแม่ เมื่อคิดได้ จะไม่แปลเจตนาของพ่อแม่ไปทางไม่ดี

วาจาสิทธิ์หรือสายสัมพันธ์ หรือพ่อแม่ที่มีอยู่จริง นี้จะเป็นตัวดึงรั้งไว้ ไม่ให้ลูกเตลิดเปิดเปิงไปไกลแม้เราแม่ลูกจะทะเลาะกันด้วยความไม่เข้าใจ เห็นต่างกันบางเรื่อง แต่สายสัมพันธ์จะดึงเราไว้ให้เข้าใจกัน

แต่ถ้าพ่อแม่ไมมีวาจาสิทธ์ ไม่มีสายสัมพันธ์ พ่อแม่ไม่มีอยู่จริง เวลาทะเลาะกันหรือไม่เข้าใจกัน ลูกจะแปลเจตนาของพ่อแม่ไปทางร้ายทันที และเตลิดไปใหญ่เพราะไม่มีสายสัมพันธ์

เราเลี้ยงลูกเพื่อให้ลูกมีความคิดเป็นของตนเอง ไม่ได้เลี้ยงให้เขาเชื่อทุกอย่างที่เราพูด ไม่ได้เลี้ยงให้อยู่ในกรอบ ไม่ได้เลี้ยงให้ลูกว่านอนสอนง่าย แต่ เลี้ยงให้เขาหัดคิดเอง ให้เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ๋ พูดแสดงความคิดเห็นของตนเองได้ แต่เวลาที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกันผู้ใหญ่อาจจะมองว่าเด็กเถียง

บางบ้านลูกไม่เถียงเลย เป็นเด็กว่านอนสอนง่าย พ่อแม่ก็เข้าใจว่าตนเองเป็นพ่อแม่ที่มีอยู่จริง สายสัมพันธ์ดี แต่ที่จริงแล้วพ่อแม่เข้มงวดจนลูกไม่กล้าแสดงความคิดเห็นใดๆเลย

บางคนเข้าใจผิดไปว่า ถ้าลูกเถียงแปลว่า พ่อแม่ไม่มีอยู่จริง อาจทำให้พ่อแม่ที่ตั้งใจเลี้ยงลูกมาอย่างดี รู้สึกแย่ เมื่อลูกเถียง พ่อแม่อาจจะคิดไปว่า การที่ลูกเถียงแปลว่าพ่อแม่ไม่มีอยู่จริงหรือนี่ นี่เราทำอะไรผิดไปลูกถึงเถียง

การเลี้ยงลูกมีปัจจัยหลายอย่าง นอกจากการเลี้ยงดูและทัศนคติของพ่อแม่แล้ว ตัวแปรที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือพี้นฐานจิตใจดั้งเดิมของเด็กที่มีติดตัวมาแต่กำเนิดท ี่แตกต่างกัน

ลูกกำลังสอนให้พ่อแม่เข้าใจความจริงตามธรรมชาติที่ว่า ความแน่นอนไม่มีอยู่จริง
1+1 ไม่ได้เท่ากับสองเเสมอไป
ไม่มีสูตรตายตัวว่าเลี้ยงลูกแบบนี้ ตามวิธีนี้แล้วลูกจะออกมาเป็นแบบนี้

ถ้าบ้านไหนพ่อแม่ทำดีที่สุดแล้วและลูกก็เป็นไปอย่างที่หวังก็ถือว่านั่นคือผลลัพธ์ที่หอมหวาน
ถ้าบ้านไหนพ่อแม่ทำดีที่สุดแล้ว แต่ลูกอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่หวัง ก็ขอให้เข้าใจว่า เราได้ทำหน้าที่ของเราอย่างดีที่สุดแล้ว ถ้าเราไม่ได้ทำอะไรเลยลูกอาจจะ แย่ไปกว่านี้

แต่ถ้าเราไม่ได้ทำอะไรเลยแล้วลูกออกมาดี ก็ถือว่าเราโชคดีเลยทีเดียว
และถ้าเราไม่ได้ทำอะไรเลยแล้วลูกแย่ ก็ขอให้เข้าใจว่านั่นคือผลลัพธ์ที่เกิดจากการกระทำของเราเองส่วนหนึ่งด้วย

การที่ลูกเถียงไม่ได้แปลว่า พ่อแม่ไม่มีวาจาสิทธิ์ หรือไม่ได้หมายความว่าพ่อแม่ไม่มีอยู่จริงเสมอไป

Cr. เพจเรียนรู้แบบเด็กญี่ปุ่น

การได้รับความรักในวัยเด็กถือเป็นเรื่องสำคัญ

การได้รับความรักในวัยเด็กถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะมีผลต่อการประกอบสร้างตัวตนของเขาในอนาคต ถ้าเด็กคนไหนที่ไม่เคยได้รับความรัก หรือการแสดงออกซึ่งความรักจากผู้ปกครอง อาจจะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่รู้ว่าจะเริ่มรักใครอย่างไรดี

ตอนที่ผู้ใหญ่เหล่านี้เป็นเด็ก ‘คำขอ’ ของเขาอาจจะถูก ‘ปฏิเสธ’ จากพ่อแม่บ่อยครั้ง ในวัยเด็กเขารู้สึกเสียใจและเจ็บปวดกับมันมากมาย แต่มาวันนี้เขากลับชาชิน และเลือกที่จะสร้างกำแพงหนาขวางกั้นระหว่างตัวเขากับผู้อื่น ผู้ใหญ่บางคนที่แสวงหาความรักและเรียกร้องให้คนอื่นเข้าใจตนเอง มักมีประสบการณ์วัยเด็กที่ถูกปฏิเสธซ้ำๆ จากพ่อแม่ตัวเอง

น่าแปลกที่ภายในของพวกเขาต้องการให้ผู้อื่นเข้าหา แต่ภายนอกของพวกเขากลับแสดงท่าทีปฏิเสธผู้อื่น แค่เพียงมีใครสักคนมาสัมผัสโดนร่างกายของเขา ความรู้สึกที่เขาได้รับเพียงแผ่วเบาก็มากพอที่จะทำให้เขาถอยหนีอย่างหวาดกลัว เพราะสัมผัสเบาๆ ที่เขาได้รับนั้นมันหนักอึ้งทางความรู้สึก พวกเขากลัวการถูกปฏิเสธเช่นเดียวกับเมื่อครั้งเยาว์วัยที่เขาได้รับ วิธีการที่จะไม่ถูกปฏิเสธเช่นนั้นอีก คือ ‘การปฏิเสธผู้อื่นก่อน’ ที่ตัวเขาจะถูกปฏิเสธนั่นเอง เพราะเขาทนรับความเจ็บปวดไม่ไหวอีกต่อไป

ความย้อนแย้งที่เกิดขึ้นมาจากความขัดแย้งภายในใจระหว่างจิตสำนึก (Conscious) กับจิตใต้สำนึก (Subconscious) ที่มีช่องว่างระหว่างกันมหาศาล เนื่องจากได้รับการสั่งสมมานาน แม้ว่าผู้ใหญ่เหล่านั้นจะรายงานว่า “ตัวเองเติบโตมาในครอบครัวธรรมดา และไม่เคยมีปัญหาหนักใดๆ”

แต่อย่าลืมว่า ปัญหาเล็กๆ เช่น การได้รับถ้อยคำเชิงลบเพียงไม่กี่คำ เมื่อเจอซ้ำๆ ย้ำๆ บ่อยๆ สามารถกลายเป็นปัญหาทางใจที่ฝังรากลึกติดตัวตั้งแต่เด็กมาจนปรากฏเป็นผลลัพธ์ในวันที่พวกเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ได้

ในใจลึกๆ แล้ว เด็กทุกคนปรารถนาให้พ่อแม่เข้าใจตนเอง และมอบความรักให้กับตนโดยปราศจากเงื่อนไข เมื่อพวกเขาไม่ได้รับมันในวัยเยาว์ พวกเขามีแนวโน้มจะเรียกร้องมันในตอนโต

Illustrator: ninaiscat

Cr.https://thepotential.org/family/the-untold-stories-ep-6-how-to-love-your-kids/

สอนโควิด…ด้วยนิทาน

สอนโควิด…ด้วยนิทาน


สวัสดีค่ะ กระทู้แรกของเราเลยอยากจะมาเป็นการ “รีวิว” นิทานสั้นๆกันนะคะ

ลูกคนเล็กเรายังอายุน้อย ขี้อึดอัดพอสมควร บอกให้ใส่หน้ากาก จะทีไรแปปๆเอาออก

เราเลยพยายามหาวิธีสอนให้ลูกเข้าใจสถานการณ์เจ้าโรคนี้มากขึ้น

หาไปหามา… เจอนิทานของ สสส. เกี่ยวกับโควิดที่เค้าเคยลงไว้ตั้งแต่ระลอกแรก

ปรากฎว่าทำมาดีกว่าที่คิดมากเลย (ไม่ได้ค่าโฆษณาอะไรนะคะ 5555) ลองดูกันนะคะ

แต่ละเรื่องอ่านฟรี แล้วก็ดาวน์โหลดเก็บใน ipad ไว้เปิดให้ลูกดูภาพได้ด้วย

  1. อานีสกับกอล์ฟสู้โควิด – เรื่องโปรดของลูกเลย ภาพน่าร๊ากก แถมอธิบายเรื่องได้ครบถ้วน ง่ายๆ สอนลูกจบในเรื่องเดียว
    คะแนน: 4.5/5
    Link: https://www.happyreading.in.th/bookreview/detail.php?id=532
  2. มาล้างมือกันเถอะ – เรียกได้ว่าไม่มีเนื้อหาอะไรเลยนอกจากล้างมือค่ะ 555 สำหรับเรายังชักจูงลูกเราไม่น่าจะได้เท่าไหร่
    คะแนน: 1.5/5
    Link: https://www.happyreading.in.th/bookreview/detail.php?id=529&fbclid=IwAR2rqWTHlhpI6vFvGZAaV_Ww2bT_ugY30dF7vHQewCNi1-9iWmFCmvVYHeA
  3. อีเล้งเค้งโค้ง – มีเนื้อหาเกี่ยวกับโควิดเยอะมาก มีตัวละครหลายตัว แต่ไม่ค่อยน่ารัก วาดแบบง่ายๆ เนื้อหาแอบจะเยอะเกินจนยากที่เด็กจะเก็บหมดด้วยค่ะ
    คะแนน: 3.5/5
    Link: https://www.happyreading.in.th/bookreview/detail.php?id=530
  4. หนูจี๊ดติดจอ – ไม่ค่อยเกี่ยวกับโควิดเท่าไหร่ แต่เป็นการสอนให้ลูกไม่ดูทีวีเยอะเกิน เสียดายแอบสั้นไปหน่อย แต่สอนลูกได้ดีค่ะ
    คะแนน: 4/5
    Link: https://www.happyreading.in.th/bookreview/detail.php?id=517&fbclid=IwAR2gTIcUVniLQ6pofVgoPTVnPZPKlgPBLIOtRO-vOViRIFLmLdr_zHcU4WE

Cr: เว็บ สสส.

https://palent.co

พ่อแม่ควรอ่านหนังสือให้ลูกฟังเรื่อยไป ไม่มีข้อกำหนดว่าควรหยุดดเมื่อไหร่

ไม่สำคัญว่าลูกอ่านหนังสือได้รึยัง
พ่อแม่ควรอ่านไปเรื่อยๆ ไม่มีข้อกำหนดว่าควรหยุดเมื่อไร ยิ่งนานยิ่งดีครับ

ดาวน์โหลดหนังสือ ‘มหัศจรรย์แห่งการอ่านออกเสียง’

Cr. นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์

แม่ชอบบ่น #ลูกหูทวนลม

แม่ชอบบ่น #ลูกหูทวนลม

คณแม่สายบ่น ต้องอ่าน…หมอขอแนะนำให้คุณแม่ “บ่นแบบไม่โทษลูก” และ “บ่นแบบไม่ตัดสินลูก” ดังนี้

🔹บ่นแบบไม่โทษลูก

ก่อนอื่น เราต้องรู้ว่า คนบ่นมักมีอารมณ์เบื่อหน่าย พอเห็นอะไรไม่เข้าตาหรือไม่เป็นอย่างที่ควรจะเป็น ก็จะพูดออกมาตามที่เห็น เช่น

“โอ้ย แม่เหยียบยางลบหลายครั้งแล้ว ใช้แล้วก็ต้องรู้จักเก็บเข้าที่ซิ ปล่อยให้หล่นบนพื้นอยู่ได้! (ตาเหลือบไปเห็นโต๊ะ..) โต๊ะนี้ก็รก…หนังสือกองปนกันไปหมด.. เอาไปแยกเก็บใส่เข้าชั้นเลย .. นี่อีก กรรไกรก็ยังอยู่ตรงนี้ คนอื่นก็หาไม่เจอ ประจำเลย ทำให้คนอื่นเดือดร้อน”

คำบ่นของแม่ บรรยายให้เห็นความไม่เป็นระเบียบของลูกสาว ฟังดูผิวเผินก็เหมือนไม่มีอะไร ตามสไตล์คนชอบบ่น 😂 …. แต่ในช่วงท้ายของประโยค จะเห็นว่ามีการโทษลูก “คนอื่นก็หาไม่เจอ ประจำเลย ทำให้คนอื่นเดือดร้อน..”

เราลองคิดถึงใจลูกที่ฟังคำบ่น ตอนแรกก็อาจรู้สึกต่อต้านบ้าง แต่พอถึงประเด็นที่โดนกล่าวโทษ ลูกจะโกรธขึ้นมา 😡

อันที่จริงแล้ว ไม่มีใครชอบฟังเรื่องไม่ดีของตนเองหรอกค่ะ (ถึงแม้ว่าจะเป็นความจริง ใช่มั้ยคะ)… นั่นก็แปลว่า ถ้าแม่บ่นเรื่องไม่ดีของเขาอย่างเดียว ก็ยังพอรับได้ แต่หากถูกโทษว่าเป็นต้นเหตุของอะไร.. จะรู้สึกเจ็บปวด และต่อต้าน เพราะมันกระทบที่ตัวตนเขา

…………

คราวนี้ลองมาฟังแม่สายบ่นที่มีคำพูดโทษลูกเยอะ ซึ่งแย่กว่าอีก 😰

“โอ้ย แม่เหยียบยางลบหลายครั้งแล้ว ทำไมใช้แล้วไม่รู้จักเก็บ (โทษลูก) ปล่อยอยู่บนพื้นอยู่ได้.. โต๊ะนี้ก็รก…หนังสือเป็นกองปนกันไปหมด..อ่านแล้วไม่รู้จักเก็บเข้าที่เลย (โทษลูก).. นี่อีก กรรไกรก็ยังอยู่ตรงนี้ คนอื่นก็หาไม่เจอ ประจำเลยทำให้คนอื่นเดือดร้อน (โทษลูก)…….”

บ่นไปโทษลูกไป ลูกจะต่อต้านมากนะคะ ถ้าแม่บ่นแบบนี้ทุกๆวัน ลูกจะพัฒนาทักษะหูทวนลม 😅 อืม… มันไม่ดีหรอก “ลูกหูทวนลม” เด็กหลายคนบอกหมอว่า หนูไม่รู้สึกอะไรตอนแม่บ่น…. ถามไปถามมา ได้ความว่า หนูสามารถคิดเรื่องอื่น ตอนแม่บ่นได้… หนูก็ไม่รู้ว่าแม่พูดอะไรบ้าง 😅 😅

บ่นแบบโทษลูก เสียพลังงานโดยสูญเปล่ามาก อย่าทำดีกว่า 😩

…………

ยังมีอีกแบบ ที่แม่สายบ่นทำไปไม่รู้ตัว นั่นคือ 🔹บ่นแบบตัดสินลูก

“โอ้ย แม่เหยียบยางลบหลายครั้งแล้ว ทำไมใช้แล้วไม่รู้จักเก็บ (โทษลูก).. โต๊ะนี้ก็รก…หนังสือกองปนกันไปหมด..เป็นผู้หญิงที่ไม่เรียบร้อยเลย (ตัดสินลูก) อ่านแล้วก็ไม่รู้จักเก็บเข้าที่เลย (โทษลูก).. นี่อีก กรรไกรก็ยังอยู่ตรงนี้ คนอื่นก็หาไม่เจอ ประจำเลย ทำให้คนอื่นเดือดร้อน (โทษลูก)……ทำไมถึงเป็นคนอย่างนี้ พูดหูซ้ายทะลุหูขวา ดื้อรั้นไม่เชื่อฟัง (ตัดสินลูก)

ลูกที่โดนแบบนี้ นอกจากจะต่อต้านและดื้อรั้นเพราะความสัมพันธ์กับแม่ไม่ดีแล้ว เด็กก็คงสูญเสียความมั่นใจในตนเองด้วย (เพราะแม่ตัดสินว่าลูกแย่ทุกวัน) 😢

หมอรู้ว่า มนุษย์แม่ทุกคนบ่นลูก แต่ไหนๆจะบ่นแล้ว ก็อย่าเผลอ #โทษลูก #ตัดสินลูก ขอแนะนำหลักการบ่นที่โอเคแบบนี้ ดังนี้ ให้บรรยายแต่สิ่งที่เกิดขึ้น และต่อด้วยว่าควรทำอย่างไร

เช่น “ของรกเต็มพื้น ก็ควรจะจัดเก็บเข้าที่นะลูก” หรือ หากเป็นเรื่องการบ้าน บ่นว่าเรียกยากทำนาน ก็ควรบอกต่อว่า “อยากให้มาเลย อยากให้ตั้งใจทำ” ไม่ใช่บอกลูกว่า ทำไมขี้เกียจแบบนี้….

ดังนั้น คำบ่นที่โอเค จะเป็นแบบนี้

“โอ้ย แม่เหยียบยางลบหลายครั้งแล้ว ใช้แล้วก็ต้องรู้จักเก็บเข้าที่ซิ อย่าให้อยู่บนพื้น (ตาเหลือบไปเห็น..) โต๊ะนี้ก็รก…หนังสือเป็นกอง ปนกันไปหมด.. เอาไปแยกใส่เข้าชั้นเลย .. นี่อีก กรรไกรก็ยังอยู่ตรงนี้ ลูกจะเก็บเข้าที่เมื่อไรกันคะคะคะคะ”

อันที่จริงแล้ว สิ่งที่ควรทำมากกว่าบ่นก็คือ การสอน อธิบาย และชวนลูกคิด ซึ่งควรเป็นดังนี้

“แม่เหยียบถูกยางลบที่อยู่บนพื้น อันตรายนนะ ถ้าแม่ลื่น ลูกคิดว่า ควรทำยังไง เพื่อไม่ให้แม่หรือคนอื่นเกิดอุบัติเหตุ?”

หรือ

“แม่มองไม่เห็นโต๊ะลูกแล้ว มีหนังสือกองทับซ้อนเต็มไปหมด .. และของใช้อื่นๆอีกหลายอย่างด้วย.. ถ้าหากเราแยกหนังสือและเก็บเข้าชั้นทุกครั้งที่อ่าน และเก็บของใช้เข้าที่ทุกครั้งที่ใช้ คนอื่นก็จะหาเจอ ลูกเองก็จะหาง่ายด้วย ลูกคิดจะจัดการยังไงดีค่ะ”
………..

อธิบายและชวนลูกคิด คือสั่งสอน 🥰
บรรยายสิ่งไม่ดีของลูก แต่ไม่ได้ชวนคิด คือคำบ่น 😅

ชวนลูกคิดให้เยอะบ่นให้น้อยนะคะ

และหากจะบ่นลูก ขอให้บ่นแบบไม่โทษลูก และไม่ตัดสินลูก✌️

Crหมอเสาวภาเลี้ยงลูกเชิงบวก

เด็กที่พลาด และหมดอนาคต กว่า 60% (น่าจะมีมากกว่านี้แต่…ไม่ได้ถูกดำเนินคดี) สาเหตุเกิดจากสัมพันธภาพในครอบครัวที่ไม่ดี 😥

เด็กที่พลาด และหมดอนาคต กว่า 60% (น่าจะมีมากกว่านี้แต่…ไม่ได้ถูกดำเนินคดี) สาเหตุเกิดจากสัมพันธภาพในครอบครัวที่ไม่ดี 😥

  • ครอบครัวมีปัญหา
  • ครอบครัวที่ร้อนเกินไป หรือไม่ก็เย็นชาเกินไป จนลูกไม่อยากอยู่บ้าน
  • ครอบครัวที่มีแต่ความรุนแรง
    ฯลฯ

✔ไม่อยากให้ลูกพลาด ไม่อยากให้ลูกหมดอนาคต ไม่อยากให้ลูกเราอยู่ใน 60% นี้ ช่วยกันสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันในครอบครัว พ่อ-แม่-ลูก ใครๆก็สร้างได้ เพราะมัน “สร้างได้ด้วยใจ ไม่ใช่ด้วยเงิน” ครับ 😊

Cr. ดีต่อลูก

คำพูด วิธีการ ที่พ่อแม่พูดกับลูก จะเป็นเสียงที่ดังซ้ำ ๆ ย้ำๆ ในหัวของเขา ว่าเขาเป็นอย่างไร

เด็ก ๆ จะรับรู้ว่าตัวเองเป็นคนอย่างไรนั้นขึ้นอยู่เสียงของคนสำคัญในชีวิตเขาเป็นผู้สะท้อนให้เด็ก ๆ ฟัง ไม่ว่าจะเป็นเสียงจาก คุณแม่ คุณพ่อ คุณครู หรือผู้ปกครองที่พูดกับเขาก็ตาม

สำหรับเด็กบางคนที่โตมากับการได้ยินคำชื่นชมเป็นประจำ เช่น ลูกคือดวงใจของพ่อแม่ พ่อภูมิใจมากที่ลูกตั้งใจ ลูกมีความพยายามมากเลยนะ แม่อยู่ตรงนี้นะ ฯลฯ จะทำให้เด็กรับรู้ว่าเรามีคุณค่า เป็นที่รัก เป็นที่น่าภาคภูมิใจในตัวเอง มีความพยายาม

ในทางตรงข้ามเด็กที่ได้ยินกับคำตำหนิ หรือดุด่าบ่อย ๆ จะเกิดความคิดว่าเราเป็นคนไม่ดี ไม่เก่ง ทำผิดพลาดบ่อย ๆ ทำอะไรก็แย่

เสียงเหล่านั้นจะติดอยู่ในความคิดของเขาส่งผลต่อภาคภูมิใจในตัวเอง (Self Esteem) และความยืดหยุ่น (Resilence) มันอาจจะเป็นเสียงแห่งกำลังใจ ยาวที่เขาเผชิญเรื่องราวต่าง ๆ เป็นความหวังในวันแย่ ๆ ทำให้เขาลุกขึ้นมากได้อีก ในทางตรงกันข้ามก็อาจเป็นเสียงที่บั่นทอนตัวตนของเด็กได้เช่นกัน และเสียงเหล่านั้นจะตอกย้ำ ซ้ำ ๆ ในหัวของเขาตลอดไป

Cr. ครูกานต์ นักจิตวิทยาเด็ก วัยรุ่น และครอบครัว

บันทึกไม่ลับนักจิตวิทยาเด็ก

“อยากให้ลูกฉลาดค่ะ?”

“อยากให้ลูกฉลาดค่ะ?”ความฉลาดไม่มีประโยชน์อะไรในโลกวันนี้ ที่เราควรอยากให้ลูกๆมีคือ อุดมการณ์ จริยธรรม จิตสาธารณะ และทักษะศตวรรษที่ 21 มากกว่าครับมีความฝันที่ไม่เจือจางแม้อายุมากขึ้นมีจิตใจรักคนทุกคน ไม่เหยียดหยามคนไม่ว่าใครจะเกิดมาอย่างไรไม่ลืมตัวว่าเราดีกว่าใครมีโอกาสให้ “ให้” เสมอ และให้ทุกคนมีทักษะเรียนรู้ “เรียนรู้ได้จากทุกที่ทุกเวลา” ด้วยทักษะไอที “วิเคราะห์ข่าวสารที่ได้เสมอ” เพื่อทักษะชีวิต “มีชีวิตที่พัฒนาไปเรื่อยๆทุกๆปี”เท่านี้เองครับ นี่มิใช่ความคาดหวังที่ยากเกินไป ที่แท้แล้วเป็นความคาดหวังที่ง่ายกว่าอยากให้ลูกเรียนเก่งเยอะ ไม่ยากถ้าเราเริ่มต้นก่อกองทรายดีๆ

Cr. นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์

โศกนาฎกรรมเงียบ (A SILENT TRAGEDY)

แปลมาอีกทีนึงครับ ยาวหน่อยแต่ดีมากๆครับ 🙂

โศกนาฎกรรมเงียบ (A SILENT TRAGEDY) 😥

มีโศกนาฎกรรมที่กำลังเกิดขึ้นอย่างเงียบๆภายในครอบครัวหลายๆครอบครัว โดยที่คนในครอบครัวไม่รู้ตัว และมันเกี่ยวข้องกับสิ่งที่มีค่าที่สุดของเรา นั่นคือ ลูกๆ หลานๆ ของเรา…

ปัจจุบันลูกหลานของเรากำลังมีสภาวะอารมณ์ที่รุนแรง! ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมานักวิจัยได้ให้สถิติที่น่าตกใจมาก เกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของความเจ็บป่วยทางจิตของเด็กๆและจำนวนเด็กที่เจ็บป่วยก็มีจำนวนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สถิติไม่โกหก:
• เด็ก 1 ใน 5 คนมีปัญหาสุขภาพจิต
• เด็กที่วินิจฉัยว่าเป็น ADHD เพิ่มขึ้น 43%
• มีรายงานภาวะซึมเศร้าของวัยรุ่นเพิ่มขึ้น 37%
• มีอัตราการฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้น 200% ในเด็กอายุ 10 ถึง 14 ปี

มันเกิดอะไรขึ้นและเราผู้ใหญ่ พ่อแม่ได้ทำอะไรผิดพลาดไปหรือเปล่า ⁉️

เด็กวันนี้กำลังถูกกระตุ้นมากเกินไปเพื่อให้มีพรสวรรค์ทางด้านวัตถุ แต่พวกเด็กๆถูกปิดกั้น ละเลย จากสิ่งที่เป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้มีช่วงวัยเด็กที่ดีมีคุณภาพ (healthy childhood) เช่น

• พ่อแม่ผู้ปกครองที่มีสุขภาพจิตที่ดี
• การกำหนดขอบเขตที่ชัดเจนว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ โดยพ่อแม่
• มีหน้าที่ ความรับผิดชอบ
•โภชนาการที่สมดุลและการนอนหลับที่เพียงพอ
•การเคลื่อนไหวร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเคลื่อนไหวกลางแจ้ง
•การเล่นอย่างสร้างสรรค์ การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมโอกาสที่จะได้เล่นอย่างอิสระ และช่วงเวลาที่เด็กๆจะได้รู้สึกเบื่อเพื่อจะคิดหาวิธีการเล่นเพื่อแก้เบื่อ

🤖แต่ในหลายๆปีที่ผ่านมาเด็กๆถูกแทนที่สิ่งสำคัญเหล่านี้ด้วย….

•ผู้ปกครองที่วุ่นวายอยู่กับแต่อุปกรณ์ดิจิตอลต่างๆ
•ผู้ปกครองที่ยอมทำตามและยอมอนุญาตให้เด็กๆเป็นคน “ปกครองโลก” และเป็นคนที่กำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆเอง
•ความรู้สึกว่าเป็นเรื่องถูกต้องที่ตัวเองสมควรที่จะได้รับทุกสิ่งโดยที่ไม่ต้องทำอะไรหรือรับผิดชอบอะไรเลย
•นอนหลับไม่เพียงพอและโภชนาการที่ไม่สมดุล
•รูปแบบการใช้ชีวิตแบบขยับตัวน้อย (Sendentary Lifestyle) นั่งหน้า TV. หน้า Computer ไม่ออกไปข้างนอก อยู่แต่ในห้อง (อันตรายมาก)
•การถูกกระตุ้นอยู่ตลอดเวลา มีเทคโนโลยีเป็นเพื่อนเป็นพี่เลี้ยง ได้สิ่งที่ต้องการทันทีและไม่มีช่วงเวลาที่น่าเบื่อ ถูกกระตุ้นตลอด

😥แล้วเราจะทำอย่างไรกันดี?

ถ้าเราต้องการให้ลูกของเราเป็นคนที่มีความสุขและมีสุขภาพดี (จริงๆ) พวกเราต้องตื่นได้แล้วและกลับไปสู่พื้นฐาน กลับไปสู่เบสิค และมันยังคงเป็นไปได้ที่จะแก้ไข

มีหลายครอบครัวเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากทำตามคำแนะนำต่อไปนี้:

1.กำหนดจำกัดขอบเขต ให้กับลูก และจำไว้ว่าคุณเป็นกัปตันของเรือ เป็นผู้นำครอบครัวไม่ใช่ลูก ลูกของคุณจะรู้สึกมั่นใจมากขึ้นเมื่อรู้ว่าคุณสามารถควบคุมหางเสือได้
2.ช่วยให้ลูกมีวิถีชีวิตที่สมดุล ที่เต็มไปด้วยสิ่งที่ลูกจำเป็นต้องมี ไม่ใช่แค่สิ่งที่ลูกต้องการ อย่ากลัวที่จะพูดคำว่า “ไม่” กับลูก ๆ ของคุณหากสิ่งที่พวกเขาต้องการไม่ใช่สิ่งที่จำเป็น
3.ให้ลูกทานอาหารที่มีคุณค่าและลด จำกัดอาหารขยะทั้งหลาย
4.ใช้เวลากลางแจ้งอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมงต่อวันในการทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การขี่จักรยาน การเดิน การออกกำลังกาย เล่นกีฬา สนามเด็กเล่นกลางแจ้ง ฯลฯ
5.ทานอาหารด้วยกันในครอบครัวทุกวัน โดยไม่มีสมาร์ทโฟนหรือเทคโนโลยีที่ทำให้เสียสมาธิ ซึ่งทำให้ทุกคนรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า
6.เล่นกับลูก ใช้เวลาด้วยกันในครอบครัว
7.ให้ลูกของคุณมีส่วนร่วมในการทำงานบ้าน ตามอายุของพวกเขา (พับเสื้อผ้า, แขวนเสื้อผ้า,ล้างจาน, กวาดบ้าน, ถูบ้าน ,จัดโต๊ะ, ให้อาหารสุนัข ฯลฯ )
8.เข้านอนเป็นเวลา เพื่อให้แน่ใจว่าลูกของคุณได้นอนหลับเพียงพอ ความสำคัญจะมากยิ่งขึ้นสำหรับเด็กวัยเรียน
9.สอนลูกเรื่องความรับผิดชอบและเรื่องเสรีภาพ อย่าปกป้องลูกมากเกินไปจากความรู้สึกไม่พอใจ หงุดหงิด เสียใจหรือความผิดพลาดทั้งหมด ความเข้าใจผิดจะช่วยให้พวกเขาสร้างความยืดหยุ่นและเรียนรู้ที่จะเอาชนะความท้าทายในชีวิต
10.อย่าถือกระเป๋าหรือเป้สะพายหลัง หรือถือของให้ลูกๆ ถ้าลูกลืมการบ้านอย่าเอามาให้ อย่าปอกเปลือกกล้วยหรือเปลือกส้ม หรือทำอะไรให้ลูก ถ้าหากพวกเขาสามารถทำได้ด้วยตัวเอง แทนที่จะให้ปลาแต่สอนพวกเขาให้หาปลาเองเป็น
11.สอนลูกให้รู้จักรอและชะลอความพีงพอใจได้ อดเปรี้ยวไว้กินหวาน ได้
12.ให้ลูกมีโอกาสได้พบ “ความเบื่อ” เนื่องจากความเบื่อหน่ายเป็นช่วงเวลาที่ความคิดสร้างสรรค์เกิดขึ้น เพื่อหาวิธีแก้เบื่อ ไม่ต้องเป็นพ่อแม่ที่รู้สึกว่าต้องทำให้ลูกสนุกตลอดเวลา
13.อย่าใช้เทคโนโลยีเป็นวิธีแก้ความเบื่อของลูกและไม่ต้องสนองเมื่อลูกร้องขอ (ท่องไว้ความเบื่อก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์)
14.หลีกเลี่ยงการใช้เทคโนโลยีในระหว่างมื้ออาหารในรถยนต์ ในร้านอาหาร ในศูนย์การค้า ใช้ช่วงเวลาเหล่านี้เป็นโอกาสในการเข้าสังคมโดยการฝึกสมองให้รู้วิธีการทำงานเมื่ออยู่ในโหมด: “เบื่อ” (boredom)

  1. เมื่อลูกเบื่ออาจจะช่วยจุดประกายไอเดียแก้เบื่อได้
    16.มีอารมณ์ร่วมกับลูก ไวต่อความรู้สึกของลูก และสอนให้พวกเขารู้จักควบคุมตนเองและสอนทักษะทางสังคม
    17.ปิดโทรศัพท์ในเวลากลางคืนเมื่อเด็กต้องเข้านอนเพื่อหลีกเลี่ยงการรบกวนจากสัญญานโทรศัพท์และสิ่งต่างๆ จากโทรศัพท์
    18.เป็นผู้ควบคุมหรือผู้ฝึกอารมณ์สำหรับลูก ๆ ของคุณ สอนพวกเขาให้รู้จักและจัดการความผิดหวังและความโกรธของตนเอง
    19.สอนพวกเขาให้ทักทายคนอื่น การรอคิว ผลัดกันเล่น ผลัดกันใช้ แบ่งปัน การพูดขอบคุณและการขออย่างมีมารยาท การยอมรับความผิดพลาดและการขอโทษ อย่าบังคับให้ทำแต่เป็นแบบอย่างที่ดีของค่านิยมทั้งหมดนี้
    20.เชื่อมต่ออารมณ์กับลูก โดยการ- ยิ้ม กอด จูบ หอม จี้เอว หัวเราะ สนุก อ่านนิทาน เต้นรำ กระโดดเล่นกับลูกๆ

ถ้าเราอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงในชีวิตลูกๆหลานๆของเราจริงๆ…. โปรดทำตามนะครับ 🙂

ขอบคุณที่ช่วยกันแชร์ครับ 🙇‍♂️

Article written by Dr. Luis Rojas Marcos Psychiatrist.
https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=669567043510720&id=653944098406348

Cr. เพจดีต่อลูก

เมื่อลูกรู้สึกถูกปฏิเสธ

เวลาเราคุยกับใคร ไม่ว่าต่อหน้าหรือคุยโทรศัพท์ หรือเวลาเรากำลังจะทำเรื่องที่สำคัญ หรือกำลังจะทำงาน ลูกวัยเด็กเล็ก วัยอนุบาล ก็จะชอบเข้ามาเรียกร้องความสนใจทันที (เวลาอื่นเยอะแยะก็ไม่เข้ามา พอพ่อแม่ยุ่งปั๊บก็มาทันที 😅)

เราเข้าใจว่ามันเป็นพัฒนาการของเด็กวัยนี้
แต่มันทำให้เราหงุดหงิด รำคาญ และกลัวเสียหน้าว่าลูกเราไม่รู้จักกาลเทศะ 😖

แล้วเราตอบสนองกับลูกยังไง? มีวิธีไหมที่ดีกว่า

  • การดุด่า
  • การไล่
  • การพาลูกไปไว้ไกลๆ
  • หรือการเดินหนี

ซึ่งทำให้ลูกรู้สึกว่าถูกปฎิเสธหรือคนอื่นสำคัญกว่าหรือเสียใจ เสียself ที่ถูกดุ 😭

วิธีที่ผมได้เรียนรู้มา คือ

1.บอกคนที่กำลังคุยด้วยว่า รอแป๊บนึง (ด้วยสมมติฐานที่ว่าผู้ใหญ่มีความอดทนรอได้มากกว่าเด็ก) แล้วก็นั่งลงไปในระดับสายตาของลูกแล้วถามลูกว่า มีอะไรจะบอกพ่อ/แม่เหรอ จะให้พ่อ/แม่ช่วยอะไรเหรอ รอพ่อ/แม่คุยธุระแป๊บนึงนะ

หรือ 2.ให้ลูกมาเกาะข้างขาเราไว้ แล้วก็เอามือนึงแตะตัวลูกไว้ หรือกอดลูกไว้ ให้ลูกรู้ว่าเค้าสำคัญนะ แล้วก็คุยต่อ

Crดีต่อลูก