ผลร้ายจากการเป็นคุณแม่ที่จู้จี้จุกจิกมากเกินไป

▶︎ 5 ผลร้ายจากการเป็นคุณแม่ที่จู้จี้จุกจิกมากเกินไป คุณพ่อคุณแม่เคยคิดว่าตัวเองกำลังเป็นพ่อแม่ที่จู้จี้จุกจิกกับลูกมากเกินไปไหมคะ หรือเคยสังเกตไหมว่า เวลาบอกหรือคอยเตือนให้ลูกทำอะไรแต่ละครั้ง เจ้าตัวเล็กของเรามีท่าทีตอบรับกลับมาแบบไหน ถ้าเคยเห็นลูกทำหน้าบึ้งตึงหรือถอนใจด้วยความเหนื่อยหน่ายเวลาที่คุณพ่อคุณแม่บอกให้ทำอะไรแล้วละก็… เป็นไปได้ว่าลูกกำลังรู้สึกว่าคุณพ่อคุณแม่กำลังจู้จี้จุกจิกกับเขามากเกินไปแล้วล่ะค่ะ ความจู้จี้ของคุณพ่อคุณแม่จะมีผลกับลูกเมื่อลูกเติบโตถึงช่วงวัยที่เริ่มอยากเรียนรู้ คิด และตัดสินใจอะไรด้วยตัวเอง การที่คุณพ่อคุณแม่คอยบอกคอยเตือนให้ลูกทำทุกอย่างตามใจตัวเองมากเกินไป อาจจะไปขัดขวางพัฒนาการด้านต่างๆ ของลูก และอาจส่งผลต่อพฤติกรรมของลูกได้จู้จี้ขี้บ่นทุกเรื่อง อาจกลายเป็นการสร้างผลลัพธ์ที่ไม่ดีแทนได้ ทำให้ลูกไม่ฟัง.ถ้าคุณพ่อคุณแม่เอาความจู้จี้จุกจิกมาใช้กับลูกมากเกินไป ผลเสียที่จะตามมาก็คือลูกจะรู้สึกรำคาญ ไม่สนใจ และไม่ให้ความสำคัญกับคำพูดหรือการตักเตือนของคุณพ่อคุณแม่ และยังกลายเป็นการไม่อยากนำปัญหามาปรึกษาหรือบอกเล่าให้คุณพ่อคุณแม่ฟัง เพราะไม่ต้องการให้คุณพ่อคุณแม่บ่นหรือจู้จี้มากเกินไปอีกด้วย. ทำให้ลูกไม่มีความมั่นใจในตนเอง.ลูกที่มีคุณพ่อคุณแม่คอยจู้จี้จุกจิกมากเกินไป จะส่งผลให้กลายเป็นเด็กขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง ไม่กล้าริเริ่มทำอะไรใหม่ๆ หวาดกลัว ขี้กังวล และไม่สามารถตัดสินใจอะไรด้วยตัวเองได้ เพราะไม่มั่นใจว่าความคิดหรือการตัดสินใจของตัวเองจะถูกต้อง และยังกลัวว่าจะต้องโดนคุณพ่อคุณแม่คอยจู้จี้ต่อไปอีกด้วย. ทำให้ลูกมีพฤติกรรมต่อต้านมากขึ้น.เมื่อถึงวัยหนึ่งลูกอาจจะเริ่มมีความคิดและพฤติกรรมต่อต้านบ้างเป็นปกติ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่อาจจะคิดว่าการคอยบอกคอยเตือนบ่อยๆ จะทำให้ลูกเข้าใจและเชื่อฟังมากขึ้น แต่ความจริงแล้ว หากคุณพ่อคุณแม่จู้จี้จุกจิกกับลูกมากเกินไป นอกจากจะไม่ทำให้ลูกเชื่อฟังแล้ว ยังทำให้ลูกรู้สึกอึดอัด เก็บกด และอาจทำให้ความไม่พอใจของลูกปะทุขึ้นมา กลายเป็นพฤติกรรมต่อต้านคุณพ่อคุณแม่ได้. ทำลายความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูก.เมื่อทำอะไรก็ไม่เป็นที่พอใจไปเสียทุกอย่าง เป็นไปได้ว่าลูกจะเริ่มมีความรู้สึกไม่อยากใช้เวลาร่วมกับคุณพ่อคุณแม่ เพราะอยู่แล้วอึดอัดและไม่เป็นตัวของตัวเองซึ่งความรู้สึกนี้ กลายเป็นชนวนที่ทำลายความสัมพันธ์ในครอบครัวและอาจส่งผลไปถึงอนาคตได้. ลูกเลียนแบบพฤติกรรม.โดยทั่วไปแล้วหากพ่อแม่มีพฤติกรรมอย่างไร ลูกย่อมมีโอกาสที่จะเลียนแบบพฤติกรรมเหล่านั้นดังนั้น หากคุณพ่อคุณแม่มีนิสัยจู้จี้จุกจิกให้ลูกเห็นบ่อยครั้ง ถึงแม่ลูกจะไม่ชอบพฤติกรรมนั้น แต่ก็มีแนวโน้มที่ลูกจะซึมซับพฤติกรรมเหล่านั้นและนำไปใช้กับคนอื่นต่อไป ซึ่งอาจทำให้มีผลกระทบต่อการเข้าสังคม หรือโต้ตอบพ่อแม่ในลักษณะเดียวกัน รวมถึงการมีความเข้าอกเข้าใจคนอื่นน้อยลงอีกด้วย อ้างอิงhttps://afineparent.com/positive-parenting-faq/how-to-stop-nagging.htmlhttps://www.parentmap.com/article/nagging-parenting-advice-sarina-behar-natkin shortbrief

คำสอน หลวงปู่มั่น

คำสอน หลวงปู่มั่น 1.) “เมื่อใดที่โมโห” ลองนั่งนิ่งๆ ทบทวนดูว่า… เวลาที่เหลืออยู่ในชีวิตนี้มีอยู่อีกสักกี่วัน ทำไมต้องไปเสียเวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่อง….. 2.) “ไม่มีใครถูก ไม่มีใครผิด” ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นหากลองดูดีๆ จะพบว่า มีแต่ ถูกใจ หรือ ไม่ถูกใจ 3.) “เมื่อใดที่กลัดกลุ้มใจ” ลองสูดลมหายใจลึกๆ แล้วคิดดูว่า… ทุกวินาทีที่ผ่านไป กำลังบอกเราว่า… ” เวลาของเราน้อยลงไปอีก 1 วินาทีแล้ว “ 4.) “การได้พบหน้ากันในวันนี้” หมายความว่า หมดโอกาสได้เจอกันไปอีกครั้งหนึ่งแล้วแล้ว… ” เราจะมัวมาทะเลาะกัน ในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องไปทำไม…? “ … 5.) “เมื่อใดที่ถูกเอาเปรียบ” ลองปล่อยวางดูบ้าง พูดมากจะเสียมิตร 6.) “เรื่องหลายๆ เรื่องที่ผ่านเข้ามา” มันก็แค่กระทบเรา ชั่วครู่ ชั่วคราว เดี๋ยวเดียวก็ผ่านไป 7.) “เมื่อใดที่ใครบางคนทำให้เราเสียใจ” ลองปล่อยให้มันเป็นไปตามที่ควรจะเป็น ทบทวนดูสิว่า ชีวิตนี้… ไม่มีใครอยู่ยงคงกระพัน 8.)Continue reading “คำสอน หลวงปู่มั่น”

‘เมื่อลูกเรียนออนไลน์..แม่ก็ต้องเรียนรู้ที่จะปล่อยวาง’

‘เมื่อลูกเรียนออนไลน์..แม่ก็ต้องเรียนรู้ที่จะปล่อยวาง’..เมื่อเราทั้ง4ชีวิตต้องเรียน/ทำงานอยู่ด้วยกันในบ้านตลอด24ชม. ทั้งปุ้มและบอลได้เห็นวิธีการเรียนออนไลน์ของลูกชายทั้งสอง ในสถานการณ์เดียวกัน แต่เราสองคนกลับมองในมุมที่ต่างกัน… ปุ้ม : ป๊าดูดิ่ จอมทัพไม่มานั่งเรียนที่โต๊ะให้ดีๆ..ไปนั่งเลื้อยเรียนอยู่บนโซฟา..เฮ้อ!บอล : จะเรียนตรงไหน ถ้าเข้าใจก็โอเคป่ะ ปุ้ม : ป๊าดูดิพรุ่งนี้เช้าต้องส่งงานแล้ว แต่จอมทัพบอกจะทำเย็นนี้ ทำไมไม่รู้จักเตรียมล่วงหน้าบอล : แต่ก็ยังส่งตรงเวลานะ ปุ้ม : ป๊าดูดิเพื่อนๆแย่งกันตอบคำถามครู ทำไมลูกเราไม่ยกมือตอบบ้างบอล : ไม่เป็นไรม๊างง ก็เห็นพอครูเรียกถามรายตัว จอมก็ตอบได้หนิ ปุ้ม : ป๊าดูดิขุนพลเขียนคำตอบในใบงานสั้นมากเลยทำไมไม่เขียนอธิบายยาวๆบอล : แต่เวลาเค้าพูดอธิบายครูก็ชัดเจนเข้าใจดีนะ ปุ้ม : ป๊าดูดิ่ เด็กเล่นเกมส์อีกละบอล : เล่นบ้างก็ด้ายยย ทำงานเสร็จหมดแล้วไม่ใช่เหรอ…บอล : ปล่อยวางบ้างม๊า บางอย่างลูกเราอาจจะทำไม่ถูกใจเรา แต่ลูกเราก็เข้าใจในสิ่งที่เรียน ส่งงานตรงตามเวลา ถึงจะหลุดหลงไปบ้าง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอะไร..อย่าเครียดมากๆ ตีนกามาอีกแล้วปุ้ม : 😤…ตั้งแต่ LFH แม่ลูกต้องอยู่ด้วยกันตลอด ยิ่งทำให้ปุ้มเห็นพฤติกรรมของเด็กๆที่ทำไม่ถูกใจหลายอย่าง…แต่ก็ถือว่าโชคดีที่มีบอลคอยเบรคความเยอะของปุ้มไว้ ไม่งั้นเส้นเลือดในสมองคงระเบิดไปแล้ว บอลทำให้ปุ้มเห็นว่า บางทีเราก็ควรปล่อยวาง..เซฟความรู้สึกและอารมณ์ของตัวเองไว้บ้าง แบกความหงุดหงิดไม่พอใจไว้มากๆContinue reading “‘เมื่อลูกเรียนออนไลน์..แม่ก็ต้องเรียนรู้ที่จะปล่อยวาง’”

จัดการลูกโมโหด้วยการกอด

#จัดการลูกโมโหด้วยการกอด ลูกโมโหจนคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ ระเบิดอารมณ์แบบสุดๆ ถ้าเกิดเหตุการ์ณแบบนี้ #ยิ่งใช้อารมณ์เรื่องจะยิ่งแย่ ถ้าเราปรี๊ดๆใส่ลูก แข่งกันโมโห แข่งกันหงุดหงิด ตะคอกใส่ลูก มีแต่จะยิ่งแย่ ลูกยิ่งงอแง เราก็ยิ่งหงุดหงิด ใช้อารมณ์คุยกันไม่รู้เรื่อง #ลูกโมโห ลองกอดลูก แล้วใจเย็นๆคุยกัน กอดลูก ให้ลูกใจเย็นขึ้นกอดลูก ให้ลูกรู้ว่าเราอยู่ตรงนี้ ไม่ไปไหนกอดลูก ให้พ่อแม่ใจเย็นลง และเตือนสติตัวเองว่าเรารักลูกมากแค่ไหนกอดลูก แล้วปลอบลูกเบาๆ สงบแล้วค่อยมาคุยกัน ค่อยสอนลูกตอนอารมณ์เย็นลงแล้ว ลองเปลี่ยนวิธีดูนะคะ #การกอดดีเสมอ ลดการใช้อารมณ์ ลดคำพูดเชิงลบ #ลูกหงุดหงิด โมโห จับกอดซะเลยCr. FB BasicskillTH

ลูกก็เป็นเหมือนพ่อแม่นั่นแหละ

ลูกก็เป็นเหมือนพ่อแม่นั่นแหละ แกนหลักของพัฒนาการเด็กทั้งปวง อยู่ที่ #ผู้เลี้ยงดูหลัก หรือ #พ่อแม่ นั่นเอง เด็กจะวนเวียนและเคลื่อนที่อยู่รอบ ‘แกนกลาง’ นี้ตั้งแต่เกิดจนถึงวันที่เขาเริ่มแยกตัวเองออกจากพ่อแม่ในช่วงวัยรุ่นเพื่อสร้าง “อัตลักษณ์” และ “ตัวตน” ของเขาใน “รังดักแด้” ที่ห่อหุ้มตัวตนที่พ่อแม่เลี้ยงดูมาในวัยเด็ก โดยรังดักแด้นี้จะประกอบไปด้วย ห้องนอน กลุ่มเพื่อน โรงเรียน ไอดอล และความเชื่อที่เขาศรัทธาในช่วงวัยรุ่นนั้น เพาะบ่มจนกระทั่งวันที่เขาเติบโตพอที่จะกระเทาะเปลือกออกมาเป็น “ผีเสื้อ” โบยบินออกไปใช้ชีวิตของเขาเองในที่สุด ดังนั้นวัยที่พ่อแม่ยังเป็นแกนกลางของพัฒนาการอย่างวัยเด็กจึงมีความสำคัญมาก ๆ ๆ ๆ ในการปลูกฝังสิ่งที่ดีหรือไม่ดีในตัวของลูกนั่นเอง จึงไม่ต้องแปลกใจที่ลูกจะวนเวียนรอบตัวพ่อแม่ประหนึ่งเจ้ากรรมนายเวร 555 วิ่งวน ๆ พูดวน ๆ เสียงดังไปมาอยู่รอบตัวพ่อแม่ ยามไม่ได้รับความสนใจจากพ่อแม่เขาก็เรียกร้องความสนใจ ก็แค่นั้นเอง … และสิ่งที่ลูกได้ #มากกว่าคำสอนสั่งคือตัวอย่างที่ลูกได้เห็น ยิ่งกว่ากระจกสะท้อนมาร ก็คือ ลูกนี่แหละ 555 อยากให้ลูกเป็นคนรักการอ่าน ถามตัวเองก่อนว่า พ่อแม่อ่านหนังสือให้ลูกฟังอย่างสม่ำเสมอหรือยัง ตัวเองอ่านหนังสือให้ลูกเห็นหรือยัง … อยากให้ลูกเป็นคนอ่อนโยน แต่ตัดภาพมาคือพ่อแม่คือ เกรี้ยวกราด อาละวาดเหมือนนางยักษ์ถล่มเมืองในหนังจักรContinue reading “ลูกก็เป็นเหมือนพ่อแม่นั่นแหละ”

กล่าวคำชม ให้มากกว่าคำด่า ในแต่ละวัน

กล่าวคำชม ให้มากกว่าคำด่า ในแต่ละวันให้อมยิ้ม มากกว่าไม้เรียว แล้วจะได้เขากลับมา Cr. นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์

ตีเสียงดังไม่ใช่ทางออกในการหยุดพฤติกรรม “ดื้อ” ของเด็กน้อย

ตี🤚 เสียงดัง📢 ไม่ใช่ทางออกในการหยุดพฤติกรรม “ดื้อ” ของเด็กน้อย คุณอาจหยุดพฤติกรรม ดื้อ งอแง ร้องไห้ โวยวาย ได้ทันที 😭 แต่… คุณอยากให้ลูกเงียบ หยุดงอแง เพราะ #กลัว คุณดุ ตี 😡 หรือ อยากให้ลูกคุณ #เข้าใจเหตุผล ว่าทำไมควรทำหรือไม่ควรทำ แล้วมีวุฒิภาวะในการคิด และ ตัดสินใจ 🤔 ลองกลับไปทบทวนกันว่า ส่วนใหญ่เวลาเราตี ลงอารมณ์ที่ลูก เราควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ไหม เราเผลอหงุดหงิด แล้วดุลูกด้วยอารมณ์หงุดหงิดของเราหรือเปล่า❓❓ เมื่อเราเผลอลงอารมณ์ที่ลูก ผลลัพธ์ที่ได้ คือ ลูกยิ่งดื้อ งอแง เรียกร้องความสนใจ ไม่เชื่อฟัง ต่อต้าน คุมอารมณ์ไม่ได้ ตีคุณกลับ ไปตีเพื่อนที่โรงเรียน 🏫 ต้นเหตุ เกิดจากพ่อแม่ทำให้ดู ทำให้เห็นหรือเปล่า❓ หากคุณพ่อคุณแม่เริ่มรู้สึกว่าจะไม่ไหวแล้ว ดีลกับลูกไม่ไหวแล้ว อารมณ์จะระเบิดแล้ว🤯 ให้รีบปลีกตัวออกมาสงบอารมณ์ตัวเองก่อน ให้คนอื่นในบ้าน มาช่วยคุยกับลูกแทนContinue reading “ตีเสียงดังไม่ใช่ทางออกในการหยุดพฤติกรรม “ดื้อ” ของเด็กน้อย”

ผลกระทบเมื่อเด็กไม่สามารถไปโรงเรียนได้

คำถามสำคัญเมื่อเด็กไม่สามารถไปโรงเรียนได้คือ พวกเขาจะเจอผลกระทบอะไรบ้าง ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องว่า แล้วพวกเขาจะเติบโตเป็นคนแบบไหน นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ ชี้ให้เห็นผลกระทบอย่างน้อย 2 ประเด็น หนึ่ง การเรียนรู้ถดถอยสะสม เงื่อนไขข้อจำกัดของการเรียนยุคโควิด อาจส่งผลให้เด็กรุ่นนี้มีพัฒนาการช้ากว่าอายุจริงประมาณ 3 ปี สอง ความถดถอยรวมหมู่ การเรียนออนไลน์โดยอยู่ในกรอบอนุรักษนิยม ต้องเข้าแถว ร้องเพลงชาติ แต่งเครื่องแบบ ขณะที่เด็กๆ ไม่ได้เล่นกับเพื่อน ไม่ได้รัก ไม่ได้โกรธ ไม่ได้ทะเลาะ จะส่งผลโดยตรงต่ออัตลักษณ์ เด็กรุ่นนี้ มีแนวโน้มจะอดทนต่อความเครียดต่ำ หัวร้อนง่าย และมีโอกาสลงไม้ลงมือสูง นี่คือการส่งคำเตือนไปถึงสิ่งที่เราจะเจอในอนาคต อ่าน ‘โรงเรียนลักปิดลัก เปิดสร้างความเสียหายมากเพียงไร’https://waymagazine.org/prasert-family-36/ จากฟรอยด์ถึงEFและทักษะศตวรรษที่21 Cr. นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์

แค่อยากให้แม่เข้าใจ

แค่อยากให้แม่เข้าใจ ‘ฮาอึน’ หรือ ‘คิมฮาอึน’ เด็กหญิงชาวเกาหลีใต้ เธอเขียนจดหมายฉบับนี้มาถึงรายการ Hello Counselor . สวัสดีค่ะ หนูชื่อ คิมฮาอึน อยู่ชั้น ป.4 หนูเรารู้ว่าทุกคนเหนื่อยกับชีวิตที่วุ่นวายของตัวเอง แต่หนูคิดว่าตัวเองเหนื่อยที่สุดแล้ว เพราะตื่นเช้าขึ้นมาหนูต้องไปโรงเรียน พอเลิกเรียนก็ต้องไปเรียนเปียโน เสร็จแล้วก็ต้องไปเรียนพิเศษ และเรียนไวโอลินด้วย หนูเรียนพิเศษเยอะมาก แล้วยังต้องอ่านหนังสือ ฝึกใช้คอมพิวเตอร์ ฝึกเขียน กว่าจะกลับบ้านก็สี่ทุ่มแล้ว กว่าจะได้นอนก็ประมาณห้าทุ่ม แม่บอกว่าหนูต้องเรียนมากๆ แต่นี่มันมากเกินไป หนูขอแม่ไปงานวันเกิดเพื่อน บอกแม่ว่า “ขอไปแป๊บเดียวนะแม่” แต่แม่บอกว่า “ไม่ได้ เธอต้องอ่านหนังสือ” คงเพราะหนูไม่เคยไปไหนกับเพื่อนๆเลย พวกเขาก็เลยไม่มางานวันเกิดของหนูด้วย ไม่เป็นไร หนูพยายามตั้งใจเรียนให้หนัก แต่พอประกาศผลสอบ หนูบอกแม่ว่า “ทำถูกหมดเลยนะแม่ ผิดไปแค่ข้อเดียวเอง” แม่กลับบอกว่า “แบบนั้นมันไม่เรียกว่าถูกหมด ผิดข้อเดียวมันคือความล้มเหลวนะ” วันนั้นหนูร้องไห้ใหญ่ หนูเหนื่อยมาก หนูแค่อยากจะพักบ้าง ใครก็ได้ ช่วยหยุดแม่หนูหน่อย” . รายการนี้มีจุดเด่นอยู่ที่ การเปิดโอกาสให้คนที่มีปัญหาบางเรื่องได้สื่อสารความรู้สึกที่แท้จริงในใจกับอีกคน เพื่อให้เขาเข้าใจตัวเองมากขึ้น คนคนนั้นContinue reading “แค่อยากให้แม่เข้าใจ”

ได้ดีในสิ่งที่ชอบ

ถ้าลูกของคุณคนนึงสอบได้เกรดเฉลี่ยเพียง 1.04และเป็นอันดับรั้งท้ายของห้องคุณจะบอกกับลูกคุณว่ายังไงครับ? นี่เป็นคำถามน่าคิดยิ่งถ้าในบรรดาลูกของเราทั้งหมดเรียนเก่งได้เกียรตินิยม หรือไม่ก็ได้ทุนเรียนต่างประเทศกันหมด แต่ดันมีลูกคนนึง ตอนม.3โดนอธิการเชิญออกจากโรงเรียนและต้องเรียนซ้ำชั้นตั้งแต่ม.1 ใหม่ทั้งหมด 3 ปีคุณจะคุยกับลูกคนนี้ยังไง? นี่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวัยเด็กของ”บอย โกสิยพงษ์”เจ้าพ่อนักแต่งเพลงรักที่เรารู้จักกันดีไม่ว่าจะเป็น ฤดูที่แตกต่าง, ลมหายใจ, Live and Learn ฯลฯ แน่นอนครับพี่บอยในตอนนั้นคงรู้สึกผิดหวังกับตัวเองคำว่า loser (ไอ้ขี้แพ้) คือ คำที่เขาใช้เรียกตัวเองในวัยเด็ก พี่บอยไม่ใช่คนเกเรเลยได้เกรดไม่ดีนะครับตรงกันข้าม เขาตั้งใจท่องหนังสือด้วยซ้ำ “ผมฉีกหนังสือเป็นเล่มๆ ออกมาทีละบทเพื่อจะมานั่งอ่านทีละหน้าแต่มันไม่รู้เรื่องผมโครตพยายามแต่ตอนสอบ มันทำไม่ได้”…พี่บอยกล่าวไว้ แทนที่แม่จะว่าหรือดุที่ผลการเรียนไม่ดีแม่ของพี่บอยกลับบอกว่า… “โรงเรียนนี้น่าจะไม่เหมาะสำหรับบอยหรอกเขาน่าจะสอนไม่เก่งเดี๋ยวไปหาโรงเรียนที่มันเหมาะกับบอยดีกว่านะ” “ดีแล้วที่บอยเรียนไม่เก่งแบบพี่น้องคนอื่นๆเพราะตอนเด็ก แม่โง่มากเลยการบ้านแม่ก็ทำไม่ได้ สอบก็ไม่ได้ลอกเพื่อนประจำเลยเพราะฉะนั้น แม่ก็จะได้มีบอยเป็นเพื่อนสักคนหนึ่งในบ้านที่เป็นเหมือนแม่” คำพูดนี้ของแม่ทำให้เขาไม่รู้สึกโดดเดี่ยวรู้สึกว่าโง่เหมือนแม่ก็ดีนะเนี่ย พี่บอยว่าไว้ แล้วพี่น้องในบ้านเดียวกันล่ะ?คุณคงสงสัยใช่มั้ย…ว่าเค้ามีปฏิกิริยาอย่างไร? ถ้าเป็นครอบครัวทั่วไป คงมีการหยอกล้อกันบ้างแหละแต่ในครอบครัวพี่บอยพี่น้องอีก 4 คนไม่มีใครซ้ำเติมกันพวกเค้าใช้ชีวิตปกติราวกับไม่มีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้น ทุกคนในครอบครัวของพี่บอยไม่ยอมให้อะไรเข้ามาทำลายบรรยากาศที่นิ่งสงบและอบอุ่นของครอบครัวได้เลย หลังจากที่มีปัญหามากมายกับการเรียนในไทยจุดพลิกผันของพี่บอยคือ การตัดสินใจไปเรียนต่อทางด้านดนตรีที่ University of California at Los Angeles (UCLA)ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่นั่นพี่บอยได้เรียนทั้งในเรื่องการแต่งเพลงด้านดนตรี Electronics และธุรกิจด้านดนตรี พอความรักและหลงใหลด้านดนตรีของพี่บอยมาเจอกับการศึกษาที่ตรงจริตพี่บอยเรียนจบ 3Continue reading “ได้ดีในสิ่งที่ชอบ”