Home

พ่อลูกเจนอัลฟ่า

  • #พ่อลูกเจนอัลฟ่า

    #พ่อลูกเจนอัลฟ่า เรื่องย่อความเป็นมาของเพจพ่อลูกเจนอัลฟ่า —พ่อลูกเจนอัลฟ่า สวัสดีครับ ก่อนอื่นผมต้องแนะนำตัวก่อนว่าผมตั้งใจทำเพจนี้ขึ้นมาเพื่อแนะนำ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคุณพ่อ คุณแม่ ที่มีลูกๆ วัยเจนอัลฟ่า (เกิดหลังปี ค.ศ.2010) ผมเองมีประสบการณ์ในการทำโรงเรียนเสริมพัฒนาการเด็กเล็กมาตั้งแต่ปี 2015 โดยเป็นโรงเรียนที่เน้นการพัฒนาเด็กที่เน้นการเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 และตัวเองก็มีลูกที่อยู่ในวัยเจนอัลฟ่าด้วย และอยากจะแชร์ประสบการณ์ตัวเอง พร้อมกับจากที่ได้ศึกษามา โดยแนวคิดหลักๆ ของผมจะเน้นเป็นแนวเน้นการเรียนรู้ผ่านการเล่น และการให้เวลากับลูกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนที่จะมาตกผลึกเป็นแนวนี้ก็เหมือนกับพ่อแม่หลายๆคน ที่มักจะหาข้อมูลจาก Internet มาก่อนแล้วก็จะมีวิธีการหลายๆ แนว ผมคงไม่ได้บอกว่าแนวไหนดีกว่าแนวไหน เพราะมีหลายปัจจัยสำหรับแต่ละครอบครัวที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเรื่องการเงิน คนช่วยเลี่้ยงดู ฯลฯ แต่จะเล่าถึงแนวที่ตัวเองทำมากกว่า เพราะแต่ละแบบกว่าเราจะรู้ว่าผลลัพธ์เป็นอย่างไรคงต้องรอจนถึงเด็กๆเหล่านี้โตเป็นผู้ใหญ่ อย่างแรกที่ผมจะขอแนะนำคือเราควรหาเวลาอ่านหนังสือให้ลูกฟังทุกวัน เอาเวลาที่เราสะดวก เพราะเวลาที่เราอ่านหนังสือให้ลูกฟัง มันมีประโยชน์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นความใกล้ชิดกับลูก คำศัพท์ที่ลูกจะได้จากหนังสือ จินตนาการของเด็กที่ได้จากภาพ เรื่อง อ่านเข้าไปเลยครับทุกวันจะกี่นาทีก็ได้ อย่างน้อยขอให้อ่าน

  • พ่อแม่ควรเปิดพื้นที่ที่ลูกสามารถแสดงความสามารถแบบของเขาและช่วยให้เขามีเซลฟ์เอสตีม มีที่ยืนให้แก่เซลฟ์คือตัวตน

    “หน้าที่ของวัยรุ่นอีกข้อหนึ่งคือไปหาแก๊ง ตอนเรียนประถมอายุ 7-12 ปีเด็กๆไปหาเพื่อนเพื่อทำงานเป็นทีม เป็นวัยรุ่นชั้นมัธยมอายุ 13-18 ปีเด็กๆไปหาเพื่อนมิได้เพื่อไปทำงานเป็นทีม แต่ไปหาแก๊งเข้าสังกัดเพื่อสวามิภักดิ์หัวหน้าแก๊ง เหตุที่เขาไปเพราะเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างอัตลักษณ์ ใช้อัตลักษณ์ของหัวหน้าแก๊งที่เขาชื่นชอบมาผสมผสานกับพ่อแม่แล้วผลิตบุคคลใหม่อัตลักษณ์ใหม่ ความรู้นี้บอกเราว่าแก๊งเป็นเรื่องชั่วคราวและหัวหน้าแก๊งเป็นนมกล่อง เมื่อเขาดูดอัตลักษณ์ของหัวหน้าแก๊งหมดแล้วก็ทิ้ง หัวหน้าแก๊งมีวันเอ๊กซไปร์หมดอายุ พ่อแม่ที่ชาญฉลาดจึงไม่ทำตัวเป็นศัตรูกับหัวหน้าแก๊งโดยเปิดเผย รับฟังลูกและรอเวลา เด็กจะเข้าแก๊งไหน เราอยากให้ลูกเข้าแก๊งเด็กเรียนเรียนเก่ง แต่มิใช่ทุกคนจะมีปัญญาทำได้ เด็กจะเลือกแก๊งที่เปิดพื้นที่ให้เขาแสดงความสามารถและมีเซลฟ์เอสตีม หากเขาเรียนไม่เก่งไปไหนไม่ได้ขยับตัวมีแต่ถูกดุด่าว่าโง่ไม่เอาไหน เขาจะไปเข้าแก๊งที่ยินดีต้อนรับเขาให้โอกาสเขาสำแดงฝีมือ อาจจะสูบบุหรี่พ่นควันสวยหรือมากกว่านั้น พ่อแม่ที่รู้ทันจึงควรเปิดพื้นที่ที่ลูกสามารถแสดงความสามารถแบบของเขาและช่วยให้เขามีเซลฟ์เอสตีม มีที่ยืนให้แก่เซลฟ์คือตัวตน Cr. นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์

  • การบังคับเด็กให้ทำกิจกรรมที่ไม่ชอบบ้าง จริงๆมันก็ไม่ได้แย่ไปทั้งหมด

    ครั้งหนึ่งเคยดูสัมภาษณ์ แดน ดีทูบี แดนพูดประมาณว่า“ตอนเด็กๆพ่อ แม่ชอบให้ไปเป็นตัวแทน แข่งขันและอ่านทำนองเสนาะ ส่วนตัว ไม่ชอบ ไม่อยากไป พยายามจะหนี และครูที่สอนก็ดุมาก ต้องอ่านชัด ฝึกออกเสียง คำหนักเบา เสียงสั้นยาว รายละเอียดเยอะ แต่ต้องไปเพราะโดนพ่อแม่บังคับ พยายามจะหนี แต่สุดท้ายก็ต้องยอมซึ่งสุดท้ายแล้วสิ่งเหล่านั้นคือสิ่งที่พาแดนมาถึงวันนี้” “คืออยากจะบอกว่า การบังคับไม่ได้แย่เสมอไป คนทุกคนควรได้รับการโดนบังคับ และให้ยอมรับบ้าง เพราะเรามักมองไม่เห็นตัวเรา แต่พ่อแม่หรือคนอื่นอาจจะเห็นว่าเราทำแบบนี้ได้ เมื่อเราลองทำดู เราอาจจะเจอสิ่งใหม่ๆ สิ่งที่เบื้องบนให้เรามาก็ได้ อย่าปฎิเสธโอกาส “เราว่าแดนพูดได้ดี เราก็เลยได้ความคิดหนึ่งว่าลูกไม่จำเป็นต้องได้ทำแต่ในสิ่งที่ชอบหรอก บางอย่างลูกอาจจะไม่รู้เลยว่าเค้าจะทำอะไรได้ดี มีพรสรรค์ด้านไหน ไม่เข้าใจว่า ทำเพื่อตัวเองไปทำไม ทำยังไง เพราะเค้ายังเด็ก เค้ายังรักตัวเองไม่เป็นไง—————————————————————-เรามีเพื่อน ที่เล่าเรื่องเพื่อนอีกคนให้ฟังว่า เค้าอยากให้ลูกสอบติดสาธิตฯ เค้าพาลูกติวอย่างมีวินัยแล้วบอกลูกว่า“รักแม่ไหม” แน่นอนลูกตอบว่ารัก“ถ้ารักแม่ ตั้งใจนะลูก ตั้งใจติว ตั้งใจทำข้อสอบ แล้วสอบได้เป็นรางวัลให้แม่ แม่อยากให้หนูสอบได้ ทำเพื่อแม่นะ” เราก็ถามเพื่อนกลับไป ตามบทความหนึ่งที่เคยอ่านมาว่า “อย่าเอาความหวังของตัวเองไปผูกติดไว้ที่ลูก” ซึ่งเราก็เห็นด้วยกับบทความนี้“นี่มันความหวัง ความสุขของแม่ ทำไมไปโยนภาระให้ลูกเป็นคนทำ มันถูกต้องเหรอ”… Read more

  • เลี้ยงลูกแบบฉลาด

    เลี้ยงลูกแบบฉลาด “ตอนนี้ไม่ค่อยซ้อมดนตรีเลยบอกว่ายาก บังคับให้เล่นก็ร้องไห้ต้องทำยังไงดี”😢 “ตอนสอบต้องติวให้รึเปล่า..เดี๋ยวลูกจะเข้าใจผิดคิดว่าเรากดดันเรื่องเรียน” “เข้มงวดแค่ไหน ถึงจะไม่ทำให้ลูกเครียด.เป็นคำถามที่ไม่มีใครตอบให้ใครได้เลยจริงๆเพราะโลกนี้ ไม่มีเครื่องวัดความกดดัน, ความเครียด, ความเข้มงวดเป็นหน้าจอดิจิตอลให้เราเห็น.แต่หมออยากแชร์เนื้อหาส่วนหนึ่งในหนังสือเรื่อง GRITว่าด้วยเรื่องการเลี้ยงลูกแบบฉลาด.หลังจากความรู้เรื่องการเลี้ยงลูกเชิงบวกแพร่หลายพ่อแม่ส่วนใหญ่เข้าใจว่าการเลี้ยงลูก ด้วยเหตุผลเป็นเรื่องดีและการทำโทษ หรือการกระทำใดๆที่กดดัน เคร่งเครียด เป็นเรื่องไม่ดีบางคนถึงขั้นวิจารณ์การเลี้ยงดูลูกของครอบครัวอื่น.ความจริงก็คือความเครียดที่พอเหมาะ (positive stress)ไม่ได้ทำร้ายสมองเด็กยังเป็นสารตั้งต้นชั้นดี ของคำว่า ศักยภาพ ความเครียดที่พอเหมาะเป็นความเครียดที่เกิดจาก การได้เผชิญอุปสรรคและต้องดึงความสามารถของตัวเองมาแก้ปัญหาเป็นความเครียดที่คาดเดาได้(ไม่ใช่การทำร้ายร่างกาย ทารุณกรรมทางเพศ ทำร้ายจิตใจจนทำให้เสียคุณค่าในตัวเอง ทอดทิ้งละเลยโดยสิ้นเชิง….พวกนี้คือ major stress ที่ส่งผลร้ายต่อสมอง) งานบ้านที่ไม่อยากทำ แต่ก็ต้องทำนี่ก็เกิด positive stress พ่อแม่ เข้มงวด กับลูก มีการวางกติกากันก่อนทำไม่ได้ก็ต้องรับผลของการกระทำ….นี่ก็ positive stress การซ้อมดนตรี กีฬา การทำสิ่งที่ยากกว่าความสามารถปัจจุบันของตัวเองก็เป็นความเครียดแต่ถ้าผ่านมันไปได้ ก็เก่งนี่ก็ positive stress เรื่องที่ควรรู้ถัดมาคือเด็กที่ไม่มีใครคาดหวังอะไรกับเค้าเลยไม่ใช่เด็กที่คนอื่นต้องอิจฉาจะทำหรือไม่ทำก็ได้จะซ้อมหรือไม่ซ้อมก็ได้จะสอบตก หรือสอบได้ ก็ไม่ต่างกันจะได้คะแนนเท่าไหร่ก็ได้ เค้ามิใช่เด็กที่จะภาคภูมิใจในตัวเองเพราะเด็กอยากให้คนที่เค้ารัก ชื่นชมเค้าเสมอการชื่นชมที่มีแต่เปลือกใช้ได้แค่พักเดียวอีกไม่นานเค้าจะตั้งคำถามว่าเค้ามีอะไรควรค่ากับการชมนั้นรึเปล่าหลังจากนั้น เค้าจะรู้ว่า คำชมนั้น ไม่มีค่าอะไรเพราะ ดี ไม่ดี ทำหรือไม่ทำ…ก็ได้มาอยู่ดี ดังนััน การเลี้ยงลูกอย่างฉลาดไม่ได้หมายถึง… Read more

View all posts

Follow My Blog

Get new content delivered directly to your inbox.

%d bloggers like this: