พ่อแม่ที่ฉลาดและมองการณ์ไกล จะไม่ดึงลูกออกจากปัญหาแต่จะจูงมือลูกเดินผ่านปัญหาไปด้วยกัน ‼

พ่อแม่ที่ฉลาดและมองการณ์ไกล จะไม่ดึงลูกออกจากปัญหาแต่จะจูงมือลูกเดินผ่านปัญหาไปด้วยกัน ‼ พ่อแม่เห็นอะไร 👀 1.ในชีวิตจริงเราเอาปัญหาและอุปสรรคออกไปจากชีวิตไม่ได้ ยังงัยก็ต้องเจอ และเจอทุกวัน2.ในชีวิตจริงพ่อแม่ไม่ได้อยู่ช่วยลูกได้ตลอดไป3.ในชีวิตจริงลูกไม่สามารถพึ่งใครได้จริงๆ ต้องพึ่งตัวเอง พ่อแม่คาดหวังอะไร 🧠 1.ลูกจะเรียนรู้ว่าไม่ว่าปัญหาจะเล็กหรือใหญ่ มีทางออก มีทางแก้ไขเสมอ มีสติ ไม่ต้องตกใจ ไม่ต้องกลัว2.ลูกจะรู้สึกได้โดยอัตโนมัติว่าตัวเองนั้นมีความสามารถ เกิดความภูมิใจ รู้สึกดีกับตัวเอง Self – Esteem พุ่งทะยานสูงขึ้น ปัญหาอะไรเข้ามาไม่กลัว3.ลูกจะเรียนรู้ว่าพ่อแม่อยู่ข้างเขา ไม่ทอดทิ้ง เป็นทั้งตัวอย่าง ที่ปรึกษา กองเชียร์ ผู้ช่วย และ Heroes ของเขาเสมอ แล้วแต่สถานการณ์ 📣 ดังนั้น พาลูกลุยไปกับปัญหาแบบเด็กๆของเขาตั้งแต่วันนี้ อย่าเอาสบายเรา อย่าพยายามพาลูกหนีปัญหา อย่าพยายามทำให้เส้นทางของลูกโรยด้วยกลีบกุหลาบ แล้ววันข้างหน้าเมื่อเขาต้องเจอปัญหาที่มันใหญ่ มันยากแค่ไหนก็ตาม เขาก็จะผ่านมันไปได้อย่างแน่นอน เพราะเราพ่อแม่ไม่ได้อยู่ค้ำฟ้า ไม่สามารถแก้ปัญหาให้ลูกได้ตลอดชีวิตนะครับ 😊 Cr. Fb เพจดีต่อลูก

ในวันที่เราทะเลาะกับลูกมากขึ้น

เมื่อเราทะเลาะกันมากกว่าคุยกันดี ๆ “ทำไม ลูกถึงดื้อขนาดนี้” “ทำไม เราถึงขึ้นเสียงกันบ่อยขึ้น” (ทุกวัน บางบ้านทุก 1-2 ชม.ด้วยซ้ำ) “ทำไม มองไปทางไหนก็เห็นแต่ลูกทำเรื่องไม่ถูกใจ” คุณพ่อคุณแม่ไม่น้อยที่รู้สึกว่า “ทำไมเราถึงทะเลาะกันมากกว่าคุยกันดี ๆ” แต่ละวันตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้าจนถึงเข้านอน เรารู้สึกว่าทุกอย่างหรือเรื่องส่วนใหญ่ที่ลูกทำ มักไม่เข้าตา ไม่ถูกใจพ่อแม่อย่างเรา ทั้งดื้อ ทั้งเถียง ทำตัวไม่น่ารัก ดังนั้นพ่อแม่หลายคนจะพยายามจับลูกมาปรับพฤติกรรมปัญหา ตั้งกฎเกณฑ์ ทำโทษ ดุและเด็ดขาดมากขึ้น และสุดท้ายก็ลงเอยด้วยเสียงดุของพ่อแม่ และเสียงร้องไห้ของลูก เพราะปัญหาพฤติกรรมมันเยอะและหยุมหยิมเหลือเกิน เพราะเรากำลัง ‘จับผิด’ ลูกมากกว่าที่จะมองหาพฤติกรรมที่ดีของเขาและต่อยอด ทุกอย่างที่เราเห็นจึงเป็นการมองลูกในแง่ ‘ลบ’ และ ‘ไม่เข้าตา’ ลูกก็จะรู้สึกว่าถูกพ่อแม่จับผิดตลอดเวลา ในขณะที่พ่อแม่ก็เหนื่อยกายและเหนื่อยใจที่ลูกไม่เป็นไปอย่างที่คาดหวังไว้ ดังนั้นยิ่งตั้งเป้าที่จะปรับพฤติกรรม ก็ยิ่งทำให้เราทะเลาะกันมากขึ้น เมื่อวันที่เราทะเลาะกันมากขึ้น สิ่งที่เราควรทำก่อนการปรับพฤติกรรมที่ไม่ถูกใจพ่อแม่ก็คือปรับที่ผู้ปกครอง – คุณพ่อคุณแม่ต้องดูแลร่างกายและจิตใจของตัวเองให้ดี เพราะวันที่พ่อแม่รู้สึกเหนื่อยเกินไป เครียดเกินไป ร่างกายทรุดโทรมเกินไป คุณพ่อคุณแม่จะหงุดหงิดง่าย ทะเลาะกับลูกง่ายขึ้น หรือกระทั่งพ่อแม่ทะเลาะกันเองมากขึ้น การดูแลตนเองให้มีสุขภาพร่างกายและสุขภาพจิตใจให้ดีจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการเลี้ยงลูกเสมอ รับประทานอาหารที่เพียงพอ ครบถ้วนห้าหมู่ สามมื้อ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอContinue reading “ในวันที่เราทะเลาะกับลูกมากขึ้น”

เมื่อเด็กหญิงตัวเล็กบอกว่าโตขึ้นอยากเป็น “กะหรี่”..มันมีนัย

เมื่อเด็กหญิงตัวเล็กบอกว่าโตขึ้นอยากเป็น “กะหรี่”..มันมีนัย ตุ๊บปอง เรื่องเก่า..เล่าใหม่ครั้งหนึ่ง..เมื่อสัก 10 กว่าปีก่อนไปเยี่ยมเด็ก ๆ ที่จังหวัดหนึ่ง เจอเหตุการณ์ที่ทำให้อึ้ง ต่อเมื่อคิดแล้วจึงเข้าใจสัจจะจากคำที่เด็กผู้หญิงวัย 5 ปีคนหนึ่งได้แสดงความเห็นเป็นสัญญาณให้ตระหนัก เข้าไปในโรงเรียนวัดแห่งหนึ่งในชนบทที่ดูยังไง ๆ ก็ขาดแคลนและแสนจะด้อยโอกาสพบเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ดำ ๆ เกร็ง ๆ แกร็น ๆ คนหนึ่ง ความแก่นของหล่อนขนาดที่สามารถกระโดดถีบเด็กผู้ชายที่ตัวโตกว่าในฐานที่มาล้อว่า..“อีดำ..อีปรื๊ด อีพยาธิตัวตืด อีมืด อีดำ” (คำตามนี้ แต่ตุ๊บปองเอามาร้อยเรียงใหม่ให้คล้องจองกัน เพื่อเพิ่มอรรถรสและงดงามในการล้อ) เกิดต้องชะตา จึงเดินเข้าไปคุยด้วย“ชื่ออะไรลูก” เด็กหญิงคนนั้นจ้องหน้า แล้วถามกลับจนคนถามแทบกราบ“อ๋อ..มึงอยากรู้จักชื่อกูใช่ไหมวะ”เลยตอบไปว่า..“เออ..กูอยากรู้จักชื่อมึงนั่นแหละ”หล่อนหัวเราะแล้วบอกว่า..“ชื่ออีนุ่น” ได้คุยกับอีนุ่น จนรู้พื้นเพ รู้ความคิด รู้จักชีวิตอีนุ่นมากขึ้น ได้ลงไปเยี่ยมถึงบ้านของอีนุ่น ไปพบแม่ ตา ยายและป้าจนรู้จักรักใคร่ และก็เห็นว่าทุกคนก็ครือ ๆ กัน พูดจามึงมาพาโวย เหมือนอย่างที่อีนุ่น Copy มาเป๊ะ ๆ เลยนั่นแหละ เป็นคนไม่ถือเรื่องอย่างนี้นะ..ยอมรับเด็กและทุกคนได้ไม่ยาก เพราะเมื่อเด็กมีทุนชีวิตมาอย่างนี้ ก็ต้องยอมรับว่าเป็นอย่างนี้ แล้วบอกครูว่าให้เวลาในการใส่สิ่งใหม่ที่ดีContinue reading “เมื่อเด็กหญิงตัวเล็กบอกว่าโตขึ้นอยากเป็น “กะหรี่”..มันมีนัย”

พ่อแม่ควรเปิดพื้นที่ที่ลูกสามารถแสดงความสามารถแบบของเขาและช่วยให้เขามีเซลฟ์เอสตีม มีที่ยืนให้แก่เซลฟ์คือตัวตน

“หน้าที่ของวัยรุ่นอีกข้อหนึ่งคือไปหาแก๊ง ตอนเรียนประถมอายุ 7-12 ปีเด็กๆไปหาเพื่อนเพื่อทำงานเป็นทีม เป็นวัยรุ่นชั้นมัธยมอายุ 13-18 ปีเด็กๆไปหาเพื่อนมิได้เพื่อไปทำงานเป็นทีม แต่ไปหาแก๊งเข้าสังกัดเพื่อสวามิภักดิ์หัวหน้าแก๊ง เหตุที่เขาไปเพราะเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างอัตลักษณ์ ใช้อัตลักษณ์ของหัวหน้าแก๊งที่เขาชื่นชอบมาผสมผสานกับพ่อแม่แล้วผลิตบุคคลใหม่อัตลักษณ์ใหม่ ความรู้นี้บอกเราว่าแก๊งเป็นเรื่องชั่วคราวและหัวหน้าแก๊งเป็นนมกล่อง เมื่อเขาดูดอัตลักษณ์ของหัวหน้าแก๊งหมดแล้วก็ทิ้ง หัวหน้าแก๊งมีวันเอ๊กซไปร์หมดอายุ พ่อแม่ที่ชาญฉลาดจึงไม่ทำตัวเป็นศัตรูกับหัวหน้าแก๊งโดยเปิดเผย รับฟังลูกและรอเวลา เด็กจะเข้าแก๊งไหน เราอยากให้ลูกเข้าแก๊งเด็กเรียนเรียนเก่ง แต่มิใช่ทุกคนจะมีปัญญาทำได้ เด็กจะเลือกแก๊งที่เปิดพื้นที่ให้เขาแสดงความสามารถและมีเซลฟ์เอสตีม หากเขาเรียนไม่เก่งไปไหนไม่ได้ขยับตัวมีแต่ถูกดุด่าว่าโง่ไม่เอาไหน เขาจะไปเข้าแก๊งที่ยินดีต้อนรับเขาให้โอกาสเขาสำแดงฝีมือ อาจจะสูบบุหรี่พ่นควันสวยหรือมากกว่านั้น พ่อแม่ที่รู้ทันจึงควรเปิดพื้นที่ที่ลูกสามารถแสดงความสามารถแบบของเขาและช่วยให้เขามีเซลฟ์เอสตีม มีที่ยืนให้แก่เซลฟ์คือตัวตน Cr. นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์

การบังคับเด็กให้ทำกิจกรรมที่ไม่ชอบบ้าง จริงๆมันก็ไม่ได้แย่ไปทั้งหมด

ครั้งหนึ่งเคยดูสัมภาษณ์ แดน ดีทูบี แดนพูดประมาณว่า“ตอนเด็กๆพ่อ แม่ชอบให้ไปเป็นตัวแทน แข่งขันและอ่านทำนองเสนาะ ส่วนตัว ไม่ชอบ ไม่อยากไป พยายามจะหนี และครูที่สอนก็ดุมาก ต้องอ่านชัด ฝึกออกเสียง คำหนักเบา เสียงสั้นยาว รายละเอียดเยอะ แต่ต้องไปเพราะโดนพ่อแม่บังคับ พยายามจะหนี แต่สุดท้ายก็ต้องยอมซึ่งสุดท้ายแล้วสิ่งเหล่านั้นคือสิ่งที่พาแดนมาถึงวันนี้” “คืออยากจะบอกว่า การบังคับไม่ได้แย่เสมอไป คนทุกคนควรได้รับการโดนบังคับ และให้ยอมรับบ้าง เพราะเรามักมองไม่เห็นตัวเรา แต่พ่อแม่หรือคนอื่นอาจจะเห็นว่าเราทำแบบนี้ได้ เมื่อเราลองทำดู เราอาจจะเจอสิ่งใหม่ๆ สิ่งที่เบื้องบนให้เรามาก็ได้ อย่าปฎิเสธโอกาส “เราว่าแดนพูดได้ดี เราก็เลยได้ความคิดหนึ่งว่าลูกไม่จำเป็นต้องได้ทำแต่ในสิ่งที่ชอบหรอก บางอย่างลูกอาจจะไม่รู้เลยว่าเค้าจะทำอะไรได้ดี มีพรสรรค์ด้านไหน ไม่เข้าใจว่า ทำเพื่อตัวเองไปทำไม ทำยังไง เพราะเค้ายังเด็ก เค้ายังรักตัวเองไม่เป็นไง—————————————————————-เรามีเพื่อน ที่เล่าเรื่องเพื่อนอีกคนให้ฟังว่า เค้าอยากให้ลูกสอบติดสาธิตฯ เค้าพาลูกติวอย่างมีวินัยแล้วบอกลูกว่า“รักแม่ไหม” แน่นอนลูกตอบว่ารัก“ถ้ารักแม่ ตั้งใจนะลูก ตั้งใจติว ตั้งใจทำข้อสอบ แล้วสอบได้เป็นรางวัลให้แม่ แม่อยากให้หนูสอบได้ ทำเพื่อแม่นะ” เราก็ถามเพื่อนกลับไป ตามบทความหนึ่งที่เคยอ่านมาว่า “อย่าเอาความหวังของตัวเองไปผูกติดไว้ที่ลูก” ซึ่งเราก็เห็นด้วยกับบทความนี้“นี่มันความหวัง ความสุขของแม่ ทำไมไปโยนภาระให้ลูกเป็นคนทำ มันถูกต้องเหรอ”Continue reading “การบังคับเด็กให้ทำกิจกรรมที่ไม่ชอบบ้าง จริงๆมันก็ไม่ได้แย่ไปทั้งหมด”

เลี้ยงลูกแบบฉลาด

เลี้ยงลูกแบบฉลาด “ตอนนี้ไม่ค่อยซ้อมดนตรีเลยบอกว่ายาก บังคับให้เล่นก็ร้องไห้ต้องทำยังไงดี”😢 “ตอนสอบต้องติวให้รึเปล่า..เดี๋ยวลูกจะเข้าใจผิดคิดว่าเรากดดันเรื่องเรียน” “เข้มงวดแค่ไหน ถึงจะไม่ทำให้ลูกเครียด.เป็นคำถามที่ไม่มีใครตอบให้ใครได้เลยจริงๆเพราะโลกนี้ ไม่มีเครื่องวัดความกดดัน, ความเครียด, ความเข้มงวดเป็นหน้าจอดิจิตอลให้เราเห็น.แต่หมออยากแชร์เนื้อหาส่วนหนึ่งในหนังสือเรื่อง GRITว่าด้วยเรื่องการเลี้ยงลูกแบบฉลาด.หลังจากความรู้เรื่องการเลี้ยงลูกเชิงบวกแพร่หลายพ่อแม่ส่วนใหญ่เข้าใจว่าการเลี้ยงลูก ด้วยเหตุผลเป็นเรื่องดีและการทำโทษ หรือการกระทำใดๆที่กดดัน เคร่งเครียด เป็นเรื่องไม่ดีบางคนถึงขั้นวิจารณ์การเลี้ยงดูลูกของครอบครัวอื่น.ความจริงก็คือความเครียดที่พอเหมาะ (positive stress)ไม่ได้ทำร้ายสมองเด็กยังเป็นสารตั้งต้นชั้นดี ของคำว่า ศักยภาพ ความเครียดที่พอเหมาะเป็นความเครียดที่เกิดจาก การได้เผชิญอุปสรรคและต้องดึงความสามารถของตัวเองมาแก้ปัญหาเป็นความเครียดที่คาดเดาได้(ไม่ใช่การทำร้ายร่างกาย ทารุณกรรมทางเพศ ทำร้ายจิตใจจนทำให้เสียคุณค่าในตัวเอง ทอดทิ้งละเลยโดยสิ้นเชิง….พวกนี้คือ major stress ที่ส่งผลร้ายต่อสมอง) งานบ้านที่ไม่อยากทำ แต่ก็ต้องทำนี่ก็เกิด positive stress พ่อแม่ เข้มงวด กับลูก มีการวางกติกากันก่อนทำไม่ได้ก็ต้องรับผลของการกระทำ….นี่ก็ positive stress การซ้อมดนตรี กีฬา การทำสิ่งที่ยากกว่าความสามารถปัจจุบันของตัวเองก็เป็นความเครียดแต่ถ้าผ่านมันไปได้ ก็เก่งนี่ก็ positive stress เรื่องที่ควรรู้ถัดมาคือเด็กที่ไม่มีใครคาดหวังอะไรกับเค้าเลยไม่ใช่เด็กที่คนอื่นต้องอิจฉาจะทำหรือไม่ทำก็ได้จะซ้อมหรือไม่ซ้อมก็ได้จะสอบตก หรือสอบได้ ก็ไม่ต่างกันจะได้คะแนนเท่าไหร่ก็ได้ เค้ามิใช่เด็กที่จะภาคภูมิใจในตัวเองเพราะเด็กอยากให้คนที่เค้ารัก ชื่นชมเค้าเสมอการชื่นชมที่มีแต่เปลือกใช้ได้แค่พักเดียวอีกไม่นานเค้าจะตั้งคำถามว่าเค้ามีอะไรควรค่ากับการชมนั้นรึเปล่าหลังจากนั้น เค้าจะรู้ว่า คำชมนั้น ไม่มีค่าอะไรเพราะ ดี ไม่ดี ทำหรือไม่ทำ…ก็ได้มาอยู่ดี ดังนััน การเลี้ยงลูกอย่างฉลาดไม่ได้หมายถึงContinue reading “เลี้ยงลูกแบบฉลาด”

7 Characters ที่ #มนุษย์จะมีเหนือหุ่นยนต์ตลอดไป

โดย รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี #Creativity จินตนาการเหนือวิชาความรู้ ไม่ว่า จะเป็น Growth mindset, Out of box, Lateral thinking หรือแม้แต่การไม่ยึดติดกรอบเดิมๆ2.#Curiousity ความใฝ่ฝัน อยากรู้ อยากเห็น อยากเรียนรู้ กระตือรือร้น ทะเยอทะยาน3.#LovewithBondingAttachment สายใยรักและความผูกพัน ที่พร้อมจะร่วมทุกข์สุขไปด้วยกัน4.#Morality กตัญญูรู้คุณ มีวินัย รับผิดชอบ ทักษะควบคุมตนเอง หรือยับยั้งชั่งใจ น้ำใจแบ่งปันเอื้ออาทร5.#Consciousness ใช้สติจัดการอารมณ์ และความเครียดที่มีได้6.#Inspiration แรงบันดาลใจ ศรัทธา พลังบวก7.#ResiliencyandAdversarialGrowth พลังอึดอดทนฮึด สู้ และเสริมพลังจากลบเป็นบวก จากวิกฤติเป็นโอกาสแห่งการพัฒนา Cr.การประชุมนานาชาติจิตวิทยาทั่วโลก ในครั้งที่ หมอเดว ได้รับเชิญไปพูดในหัวข้อ ต้นทุนชีวิตเด็กและเยาวชน (#LifeAssests #PositiveDevelopment) #บันทึกหมอเดว

รู้จักโรงเรียนแนวการสอนแบบมอนเตสซอรี่ Montessori

รู้จักโรงเรียนแนวการสอนแบบมอนเตสซอรี่ Montessori โรงเรียนแนวการสอนแบบมอนเตสซอรี่ Montessori เป็นโรงเรียนทางเลือก ที่กำลังได้รับความนิยม และผู้ปกครองที่กำลังมองหาโรงเรียนให้ลูกให้ความสนใจ มาทำความรู้จักกับหลักสูตรของโรงเรียนแนวการสอนแบบมอนเตสซอรี่ Montessori ว่าเป็นอย่างไร มีรูปแบบการเรียนการสอนเป็นแบบไหน และลูกจะได้อะไรจากการเรียนโรงเรียนแนวการสอนแบบมอนเตสซอรี่ Montessori บ้าง ที่มาของโรงเรียนแนวการสอนแบบมอนเตสซอรี่ โรงเรียนแนวการสอนแบบมอนเตสซอรี่ (Montessori Method) คิดค้นและจัดตั้งขึ้นโดย แพทย์หญิงมาเรีย มอนเตสซอรี่ (Dr.Maria Montessori) ซึ่งมีปรัชญาว่าจิตที่เกิดมาพร้อมกับเด็กได้กำหนดลักษณะนิสัยของเด็กมาก่อน แต่สภาพแวดล้อมที่ดีที่เหมาะกับการเรียนสำหรับเด็ก จะช่วยส่งเสริมสิ่งที่เด็กมีอยู่ในตัว ดังนั้นการศึกษาในระยะเริ่มต้นของเด็กควรได้รับปลูกฝังให้เจริญเติบโตไปตามธรรมชาติและความต้องการของเขา ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ใหญ่ต้องการให้เด็กเป็น  หลักการของการสอนแบบมอนเตสซอรี่ พัฒนาการสอนให้สัมพันธ์กับพัฒนาการความต้องการ ตามธรรมชาติของเด็กแต่ละคน ในช่วงอายุตั้งแต่แรกเกิดถึง 3 ขวบ เป็นช่วงที่จิตซึมซับสิ่งแวดล้อมโดยไร้ความรู้สึก ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 การมองเห็น การได้ยิน การลิ้มรส การดมกลิ่น และการสัมผัส เด็กใช้จิตในการหาความรู้ การเรียนรู้ในระยะแรกของชีวิต เป็นช่วงพัฒนาสติปัญญา เด็กสามารถเรียนทักษะเฉพาะอย่างได้ดี ครูต้องช่างสังเกต และใช้ประโยชน์จากช่วงเวลานี้ในการจัดการเรียนการสอนให้สมบูรณ์ที่สุด การเตรียมสิ่งแวดล้อม เด็กจะเรียนได้ดีที่สุดในสภาพการจัดสิ่งแวดล้อมที่ได้ตระเตรียมเอาไว้อย่าง มีจุดหมาย มีอิสระจากการควบคุมของผู้ใหญ่ ได้ทำกิจกรรมต่างๆ ตามความคิดของตนเอง เด็กสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง เรียนรู้ระเบียบวินัยของชีวิต มีอิสระภาพในการทำงานและแก้ไขข้อบกพร่องเด็กสามารถเรียนได้ด้วยตนเอง ลดวิธีการให้ครูเป็นศูนย์กลาง แต่เน้นเด็กเป็นศูนย์กลางในการเรียนเพิ่มขึ้น หลักสูตรของโรงเรียนแนวการสอนแบบมอนเตสซอรี่ การเรียนการสอนแบบมอนเตสซอรี่คำนึงถึงความต้องการของเด็กในการเรียน โรงเรียนจัดเตรียมสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมกับวัยให้เด็กได้ลงมือทำด้วยตนเอง วิธีนี้เด็กจะได้พัฒนาตนเองจากสิ่งแวดล้อมContinue reading “รู้จักโรงเรียนแนวการสอนแบบมอนเตสซอรี่ Montessori”

เคล็ดลับการเลือกโรงเรียนให้ลูก

เคล็ดลับการ เลือกโรงเรียนให้ลูก ให้เหมาะสมตามวัย โดย พญ.มัณฑนา ชลานันต์ กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการและพฤติกรรม รพ.กรุงเทพ และ นพ.นิธิ หล่อเลิศรัตน์ กุมารแพทย์ รพ.กรุงเทพ หมอชี้! หลักการ เลือกโรงเรียนให้ลูก โรงเรียนที่ดีต้องมี 3 ข้อนี้ สำหรับคุณพ่อคุณแม่แล้วการ เลือกโรงเรียนให้ลูก ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลย เพราะลูกจะต้องห่างอกคุณพ่อคุณแม่ไปใช้เวลาอยู่ที่โรงเรียนแทบทั้งวัน และยังต้องไปปรับตัวในการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นอีกหลายคน แถมสมัยนี้ ยังมีโรงเรียนในหลาย ๆ แนวให้เลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นแนวบูรณาการ หรือ แนววิชาการ แล้วโรงเรียนแนวไหนล่ะที่เหมาะกับลูกเรา? และจะดูได้อย่างไรว่าโรงเรียนที่จะให้ลูกเข้าไปเรียนนั้นเป็นโรงเรียนที่ดี ลูกเรียนแล้วจะมีความสุข มีสังคมที่มีคุณภาพ?  ทีมงาน Amarin Baby & Kids จึงขอนำบทสัมภาษณ์จาก พญ.มัณฑนา ชลานันต์ กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการและพฤติกรรม รพ.กรุงเทพ และ นพ.นิธิ หล่อเลิศรัตน์ กุมารแพทย์ รพ.กรุงเทพ ถึงวิธีการเลือกโรงเรียนให้เหมาะสมกับลูก ดังนี้ หลักในการเลือกโรงเรียนเด็กเล็ก มี 3 ข้อ ได้แก่ ครู ความสะอาด และ หลักสูตรการเรียน การเลือกโรงเรียนอย่างเหมาะสมตามวัยของลูกนั้น ควรพิจารณาตามช่วงอายุ โดยแบ่งเด็กออกเป็นContinue reading “เคล็ดลับการเลือกโรงเรียนให้ลูก”

“เลี้ยงลูกอย่างไรให้ได้ EF” โดย นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์

โลกทุกวันนี้หมุนไปเร็ว ด้วยข้อมูลข่าวสารใหม่ๆ ด้วยเครื่องมือสื่อสารใหม่ๆ แล้วเราจะเลี้ยงลูกอย่างไรกันดี ให้เขาเติบโตขึ้นมาอย่างพร้อมเผชิญกับโลกที่เราเองก็ไม่ได้รู้จักดีนัก EF หรือ Executive Function คือความสามารถของสมองและจิตใจที่จะควบคุมความคิด อารมณ์ และการกระทำเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายได้ ซึ่งสิ่งนี้เองเป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับชีวิตในศตวรรษที่ 21 ที่จะช่วยยึดเหนี่ยวเด็กๆ ของเราไว้ท่ามกลางความเชี่ยวกรากของโลกในวันนี้และวันข้างหน้า Cr. Amarinbooks