โรคสมาธิสั้นเกิดจากอะไร

สาเหตุหลักของโรคสมาธิสั้นมาจากพันธุกรรม ปัจจัยสิ่งแวดล้อมและการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสมเป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้อาการสมาธิสั้นรุนแรงมากขึ้น เป็นคำถามคาใจพ่อแม่หลายคนเมื่อลูกถูกวินิจฉัยเป็นโรคสมาธิสั้นว่าอะไรเป็นสาเหตุ พ่อแม่หลายคนถูกคนรอบข้างตำหนิว่าเลี้ยงลูกไม่ดีเลยทำให้ลูกเป็นสมาธิสั้น เป็นอย่างนั้นจริงมั้ย สาเหตุหลักของโรคสมาธิสั้นเกิดจากยีนหรือพันธุกรรมที่บกพร่อง ทำให้พัฒนาการบางส่วนของสมองช้ากว่าปกติ ดังนั้นโรคสมาธิสั้นจึงเป็นกรรมพันธ์ โดยประมาณร้อยละ 30-40 ของเด็กสมาธิสั้นจะมีสมาชิกในครอบครัวคนใดคนหนึ่งเป็นโรคสมาธิสั้นด้วย แต่หมอไม่อยากให้เกิดการกล่าวโทษกันว่ามาจากยีนของใคร เพราะไม่เกิดประโยชน์อะไร แต่จะพลอยทำให้เกิดความรู้สึกไม่ดี หรือเกิดความรู้สึกผิดขึ้นมา และมีความเป็นไปได้ที่ทั้งพ่อและแม่อาจจะไม่ได้เป็นสมาธิสั้นแต่มีลูกเป็นสมาธิสั้น จากพัฒนาการของสมองที่ล่าช้า ทำให้เด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นมีการทำงานของสารสื่อประสาทในสมอง (neurotransmitters) ชื่อ dopamine และ noradrenaline บกพร่อง สารสื่อประสาทเหล่านี้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับสมาธิ ความจดจ่อ ความสามารถในการควบคุมตัวเอง การควบคุมอารมณ์ ความยับยั้งชั่งใจ นอกจากนี้ปัจจัยทางชีวภาพอื่นๆ อาจเป็นสาเหตุของโรคสมาธิสั้นได้ เช่น มารดาสูบบุหรี่ (หรืออยู่ใกล้ชิดกับคนในครอบครัวที่สูบบุหรี่) หรือดื่มสุราในระหว่างตั้งครรภ์ เด็กที่คลอดก่อนกำหนด น้ำหนักแรกเกิดน้อย หรือมีภาวะแทรกซ้อนหลังคลอด เด็กที่ได้รับอุบัติเหตุที่ศีรษะ มีโรคลมชัก มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (obstructive sleep apnea-OSA) เด็กที่ได้รับสารโลหะหนัก (ตะกั่ว ปรอท) สูงจนถึงระดับที่เป็นพิษ เด็กที่ได้รับยาฆ่าแมลงกลุ่ม organophosphate เข้าไปในปริมาณสูงเป็นระยะเวลานาน เป็นต้น นอกจากนี้เด็กที่เผชิญกับความทุกข์ยากในวัยเด็ก (childhood adverseContinue reading “โรคสมาธิสั้นเกิดจากอะไร”

เราเลี้ยงลูกแบบเดิมเหมือนที่เราถูกเลี้ยงมาไม่ได้แล้ว

โลกยุคใหม่หมุนไกลเกินตามทัน จนพ่อแม่ยุคนี้ต้องยอมรับว่า เราไม่อาจเลี้ยงลูกในแบบเดียว กับที่เคยถูกพ่อแม่เลี้ยงมาในอดีตได้อีกต่อไป เพราะคนในแต่ละยุคล้วนมีบุคลิกภาพ แตกต่างตามสมัย ด้วยอิทธิพลจากสิ่งรอบตัวส่งผลต่อความคิดและทัศนคติการใช้ชีวิต เราได้ยินศัพท์ใหม่ๆ ที่เรียกคนแต่ละยุคว่า Gen X บ้าง Gen Y บ้าง เพื่อให้สามารถ เรียนรู้และเข้าใจบุคคลในวัยต่างๆ ได้ดีขึ้น พ่อแม่ที่มีลูกในแต่ละเจเนอเรชั่น โดยเฉพาะเด็กเจเนอเรชั่น อัลฟ่า ที่เกิดและเติบโตมาในโลกยุคไร้พรมแดน ก่อนอื่น มาทำความเข้าใจในแต่ละเจเนอเรชั่น ดังนี้ค่ะ เริ่มจาก เบบี้บูมเมอร์ ตามมาด้วยเจเนอร์เรชั่น เอ็กซ์ หรือเจนเอ็กซ์ เจนวาย และเจนซี ส่วนเด็กๆ ที่กำลังเกิดขึ้นมายุคปัจจุบันตั้งแต่ปี 2010 ขึ้นไป เรียกว่าเจน อัลฟ่า ซึ่งแต่ละช่วงอายุคน มีความแตกต่างทางสภาพสังคมอย่างมาก Baby Bommers เบบี้บูมเมอร์1946-1964 คือกลุ่มคนที่เกิดระหว่าง ปีพ.ศ. 2489-2507 ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา อายุประมาณ 40-60 ปี เป็นคนมีแบบแผน เคารพกฎเกณฑ์ กติกาContinue reading “เราเลี้ยงลูกแบบเดิมเหมือนที่เราถูกเลี้ยงมาไม่ได้แล้ว”

Growth Mindset

Skip to content เปลี่ยนคำชมจาก ‘เก่งจัง’ ‘ฉลาดมาก’ เป็น พยายามดีมาก ยากแค่ไหนเขาก็จะสู้ ‘คำชม’ มีผลต่อ mindset และความเชื่อที่เด็กมีต่อศักยภาพตนเองว่าสามารถพัฒนาได้หรือไม่ ผลวิจัยบอกว่าการชมเด็กโดยใช้ประโยคว่า “หนูพยายามดีมากเลยจ้ะ” กว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มนี้จะเลือกทำโจทย์ในข้อที่ยากขึ้น  งานศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่าพ่อแม่ที่เอ่ยชื่นชมลูก 3 แบบ คือ ชมที่ตัวเด็ก (เก่งจัง, เป็นเด็กดีจังเลย) ชมที่ความพยายาม (เอามือถือจุกนมเองด้วย, ขยับพลิกตัวเองเป็นแล้ว) และชมแบบไม่เจาะจงอื่นๆ (โอ้โห ว้าว) เมื่อโตขึ้น พบว่าเด็กกลุ่มที่ถูกชมที่ความพยายามจะกล้าเผชิญกับอุปสรรคและความยากลำบากรวมทั้งคิดยืดหยุ่นมากกว่า เรียบเรียง: บุญชนก ธรรมวงศาภาพประกอบ: บัว คำดี คำชมมีส่วนสำคัญในการปลูกฝัง Growth Mindset ให้กับเด็กๆ และคำที่มักหยิบมาใช้กันบ่อยๆ อย่าง “เก่งจังเลย” “หนูเป็นเด็กดีมาก” “ฉลาดที่สุด” เหล่านี้ อาจทำให้เด็กเข้าใจว่าตนเก่งและฉลาดจนยอมรับความผิดพลาดได้ยาก แครอล ดเว็ค (Carol Dweck) อาจารย์ด้านจิตวิทยา มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ผู้เขียนหนังสือ Mindset: The New PsychologyContinue reading “Growth Mindset”

เวลาสำคัญกว่าคุณภาพ

“เวลาสำคัญกว่าคุณภาพ” พ่อแม่เป็นเทพเจ้าเสมอในสายตาของเด็กเล็ก ท่านพูดอะไรก็ถูกทั้งนั้น ตอนเขาเป็นเด็กเล็กท่านเป็นขาขึ้น จะซี้ซั้วอย่างไรก็ดูดี ดังนั้นรีบใช้โอกาสนี้อยู่กับเขา เขามีแต่จะแหงนหน้ามองด้วยความชื่นชม และขาดท่านมิได้ ไม่มีพ่อก็ต้องมีแม่ ไม่มีแม่ก็ต้องมีพ่อ ไม่มีทั้งสองคนก็ต้องมีมนุษย์1คนทำหน้าที่แทน ไม่รู้จะสอนลูกอย่างไรดีไม่สำคัญเท่าสองคนพูดตรงกันไว้ก่อน ไม่รู้จะทำอะไรก็นั่งนิ่งๆอยู่เคียงข้างเขา มั่นคงเหมือนภูผา เพื่อให้พัฒนาการเลื่อนไปข้างหน้า จากสายสัมพันธ์ สู่ตัวตน สู่การแยกตัว สู่การเป็นบุคคลอิสระ สู่การเตรียมความพร้อมด้านวิธีคิด (preoperation) สู่รูปธรรม(concrete) สู่นามธรรม(abstract) สู่สูงสุดที่ไร้ขอบเขตคืออุดมคติ จินตนาการ และระดับจิตวิญญาณ วันใดวันหนึ่งบนเส้นทางนี้ เขาจะกลายเป็นเด็กโตและวัยก่อนวัยรุ่น(10-12ปี ไม่เกิน ม2) วันนั้นพ่อแม่จะเป็นขาลง ไม่เอาท่านอีกแล้ว

“แค่นี้ทำไมทำไม่ได้”

“แค่นี้ทำไมทำไม่ได้” เป็นคำพูดที่เรามักพูด หรือได้ยินผู้ใหญ่หลายคนพูดกับเด็ก แต่เราสามารถเปลี่ยนคำพูดสอนเด็กได้ว่าวันนี้อาจจะทำไม่ได้ แต่เราจะทำมันได้ เพื่อสร้างความรู้สึกเชิงบวกและสร้างความมั่นใจให้เด็ก เรื่องเล็กๆในวันนี้ อาจจะส่งผลลบอย่างใหญ่ในอนาคต การเลี้ยงเด็กเจนอัลฟ่า อาจจะไม่เหมือนกับวิธีในยุคสมัยที่เราถูกเลี้ยงดูมา

เวลาคุณภาพกับลูก

พ่อแม่ควรมีเวลาคุณภาพกับลูก เล่นกับลูกโดยปิดอุปกรณ์สื่อสารทั้งหมด ของเล่นอาจจะเป็นอะไรก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นของเล่นราคาแพง ผมเองวันก่อนเล่นกับลูกก่อนนอน สิ่งที่ลูกเอามาเล่นคือ ที่หนีบผ้า ที่เราใช้กันทุกบ้าน ลูกมีจินตนาการว่ามันคือ เครื่องบินบ้าง จระเข้บ้าง นั่งเล่นกับพ่อก่อนเข้านอน การเล่นแบบใช้จินตนาการเป็นส่วนหนึ่งในพัฒนาการของเด็ก

เด็กที่เรียนรู้หลายภาษาจะมีสมาธิมากกว่าภาษาเดียว

เด็กที่เรียนหลายภาษาจะมีสมาธิมากกว่าภาษาเดียว การเพิ่มทักษะทางภาษามีผลมาจาก IQ มีเด็กจำนวนมาก มีปัญหาการพัฒนาทางภาษาช้า เพราะพ่อแม่ฝึกลูกไม่เป็น ไม่ได้ฝึกตั้งแต่ยังเล็ก ในจำนวน 30 คน มีเด็กจำนวน 20 คนที่พัฒนาการช้า เพราะพ่อแม่ใช้สื่อเทคโนโลยีเลี้ยงลูกแทนตัวเอง อย่าไปหวังพึ่งเทคโนโลยีมากเกินไป เพราะทักษะทางภาษาฝึกได้ด้วยฝีมือพ่อแม่ ลองฝึกลูกให้เหมือนกับการฝึกภาษาไทย จากคำง่ายๆ ไม่ต้องกังวลเรื่องสำเนียง เพียงแค่สื่อสารกันได้และรู้เรื่องก็พอแล้ว เด็กที่เรียนรู้หลายภาษาจะมีสมาธิมากกว่าภาษาเดียว เข้าถึงแหล่งข้อมูลการเรียนรู้ได้มากกว่า ซึ่งเป็นจุดๆได้เปรียบ ทำให้มีการพัฒนาสมองอย่างต่อเนื่อง ลูกจะมีพัฒนาการได้เร็ว แต่ก็ไม่ใช่ให้ลูกท่องจำ ลองนำมาใช้ในชีวิตประจำวันจนเกิดความเคยชิน Cr.นายแพทย์สุริยเดว ทรีปาตี

#พ่อลูกเจนอัลฟ่า

#พ่อลูกเจนอัลฟ่า เรื่องย่อความเป็นมาของเพจพ่อลูกเจนอัลฟ่า —พ่อลูกเจนอัลฟ่า สวัสดีครับ ก่อนอื่นผมต้องแนะนำตัวก่อนว่าผมตั้งใจทำเพจนี้ขึ้นมาเพื่อแนะนำ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคุณพ่อ คุณแม่ ที่มีลูกๆ วัยเจนอัลฟ่า (เกิดหลังปี ค.ศ.2010) ผมเองมีประสบการณ์ในการทำโรงเรียนเสริมพัฒนาการเด็กเล็กมาตั้งแต่ปี 2015 โดยเป็นโรงเรียนที่เน้นการพัฒนาเด็กที่เน้นการเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 และตัวเองก็มีลูกที่อยู่ในวัยเจนอัลฟ่าด้วย และอยากจะแชร์ประสบการณ์ตัวเอง พร้อมกับจากที่ได้ศึกษามา โดยแนวคิดหลักๆ ของผมจะเน้นเป็นแนวเน้นการเรียนรู้ผ่านการเล่น และการให้เวลากับลูกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนที่จะมาตกผลึกเป็นแนวนี้ก็เหมือนกับพ่อแม่หลายๆคน ที่มักจะหาข้อมูลจาก Internet มาก่อนแล้วก็จะมีวิธีการหลายๆ แนว ผมคงไม่ได้บอกว่าแนวไหนดีกว่าแนวไหน เพราะมีหลายปัจจัยสำหรับแต่ละครอบครัวที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเรื่องการเงิน คนช่วยเลี่้ยงดู ฯลฯ แต่จะเล่าถึงแนวที่ตัวเองทำมากกว่า เพราะแต่ละแบบกว่าเราจะรู้ว่าผลลัพธ์เป็นอย่างไรคงต้องรอจนถึงเด็กๆเหล่านี้โตเป็นผู้ใหญ่ อย่างแรกที่ผมจะขอแนะนำคือเราควรหาเวลาอ่านหนังสือให้ลูกฟังทุกวัน เอาเวลาที่เราสะดวก เพราะเวลาที่เราอ่านหนังสือให้ลูกฟัง มันมีประโยชน์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นความใกล้ชิดกับลูก คำศัพท์ที่ลูกจะได้จากหนังสือ จินตนาการของเด็กที่ได้จากภาพ เรื่อง อ่านเข้าไปเลยครับทุกวันจะกี่นาทีก็ได้ อย่างน้อยขอให้อ่าน