คู่มือการพัฒนาสมอง EF

โหลดฟรีหนังสือ “คู่มือการพัฒนาสมอง EF สำหรับครูปฐมวัย”ผู้ปกครองและครู ควรอ่านครับ เพื่อเข้าใจพัฒนาการของลูกเพราะนิสัยบางอย่างที่เกิดขึ้นมาจากการบ่มเพาะในวัยที่เหมาะสมและเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่คุณครูและพ่อแม่ต้องเข้าใจ บางทีการคิดแก้ไขตอนเขาเป็นวัยรุ่นมันอาจสายไปครับสามารถดาวน์โหลดไฟล์ได้จาก link ข้างล่างนี้ครับ https://goo.gl/E6qcZq

เลี้ยงลูกด้วยเสียงดนตรี

“ดนตรีเป็นเครื่องมือในการพัฒนากระบวนการฝึกการใช้ความคิดสร้างสรรค์ให้แก่เด็กได้ง่ายและดีที่สุด การใช้ดนตรีเป็นสื่อจะนำไปสู่การพัฒนาที่ดีของสมองทารกตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา ทำให้เซลล์สมองเจริญเติบโตและสร้างเครือข่ายโยงใยซึ่งกันและกันได้อย่างมีประสิทธิภาพทำให้เด็กมีความฉลาด สบายกาย สบายใจ อารมณ์ดี และมีความพร้อมในการเจริญเติบโต” – ดุษฏี พนมยงค์ ศิลปินแห่งชาติ ปี 2557 ในช่วง 3 ปีแรกนับเป็นช่วงเวลาสำคัญของการเรียนรู้ เซลล์สมองของเด็กๆ กำลังเติบโตเต็มที่ พ่อแม่จึงควรต้องศึกษาพัฒนาการของลูกและไม่ปล่อยให้เวลาอันมีค่าที่สุดสำหรับการเรียนรู้ในช่วงนี้ผ่านไป ดนตรีถือเป็นพื้นฐานอย่างหนึ่งที่สามารถส่งผลต่อพัฒนาการด้านอื่นๆ เช่นพัฒนาการทางร่างกาย พัฒนาการทางสมอง พัฒนาการด้านภาษา Cr. เลี้ยงลูกด้วยเสียงดนตรี, ผช.ศ. ดร. มนสิการ เหล่าวานิช

อยากให้ลูกของเราเป็นคนที่มีความสุขและมีสุขภาพดี (จริงๆ) พวกเราต้องกลับไปสู่พื้นฐาน กลับไปสู่เบสิค

มีโศกนาฎกรรมที่กำลังเกิดขึ้นอย่างเงียบๆภายในครอบครัวหลายๆครอบครัว โดยที่คนในครอบครัวไม่รู้ตัว และมันเกี่ยวข้องกับสิ่งที่มีค่าที่สุดของเรา นั่นคือ ลูกๆ หลานๆ ของเรา… ปัจจุบันลูกหลานของเรากำลังมีสภาวะอารมณ์ที่รุนแรง! ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมานักวิจัยได้ให้สถิติที่น่าตกใจมาก เกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของความเจ็บป่วยทางจิตของเด็กๆและจำนวนเด็กที่เจ็บป่วยก็มีจำนวนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สถิติไม่โกหก:• เด็ก 1 ใน 5 คนมีปัญหาสุขภาพจิต• เด็กที่วินิจฉัยว่าเป็น ADHD เพิ่มขึ้น 43%• มีรายงานภาวะซึมเศร้าของวัยรุ่นเพิ่มขึ้น 37%• มีอัตราการฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้น 200% ในเด็กอายุ 10 ถึง 14 ปี มันเกิดอะไรขึ้นและเราผู้ใหญ่ พ่อแม่ได้ทำอะไรผิดพลาดไปหรือเปล่า ⁉️ เด็กวันนี้กำลังถูกกระตุ้นมากเกินไปเพื่อให้มีพรสวรรค์ทางด้านวัตถุ แต่พวกเด็กๆถูกปิดกั้น ละเลย จากสิ่งที่เป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้มีช่วงวัยเด็กที่ดีมีคุณภาพ (healthy childhood) เช่น • พ่อแม่ผู้ปกครองที่มีสุขภาพจิตที่ดี• การกำหนดขอบเขตที่ชัดเจนว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ โดยพ่อแม่• มีหน้าที่ ความรับผิดชอบ•โภชนาการที่สมดุลและการนอนหลับที่เพียงพอ•การเคลื่อนไหวร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเคลื่อนไหวกลางแจ้ง•การเล่นอย่างสร้างสรรค์ การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมโอกาสที่จะได้เล่นอย่างอิสระ และช่วงเวลาที่เด็กๆจะได้รู้สึกเบื่อเพื่อจะคิดหาวิธีการเล่นเพื่อแก้เบื่อ 🤖แต่ในหลายๆปีที่ผ่านมาเด็กๆถูกแทนที่สิ่งสำคัญเหล่านี้ด้วย…. •ผู้ปกครองที่วุ่นวายอยู่กับแต่อุปกรณ์ดิจิตอลต่างๆ•ผู้ปกครองที่ยอมทำตามและยอมอนุญาตให้เด็กๆเป็นคน “ปกครองโลก” และเป็นคนที่กำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆเอง•ความรู้สึกว่าเป็นเรื่องถูกต้องที่ตัวเองสมควรที่จะได้รับทุกสิ่งโดยที่ไม่ต้องทำอะไรหรือรับผิดชอบอะไรเลย•นอนหลับไม่เพียงพอและโภชนาการที่ไม่สมดุล•รูปแบบการใช้ชีวิตแบบขยับตัวน้อยContinue reading “อยากให้ลูกของเราเป็นคนที่มีความสุขและมีสุขภาพดี (จริงๆ) พวกเราต้องกลับไปสู่พื้นฐาน กลับไปสู่เบสิค”

เราเรียนรู้อะไรจาก #อาม่าตบเด็ก

เหตุการณ์อันโด่งดังในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา คงไม่พ้นเหตุการณ์ที่มีหญิงชราคนหนึ่งพูดจาโหวกเหวกโวยวายแล้วพุ่งปรี่เข้าไปตบหน้าเด็กนักเรียนชายคนหนึ่งในลานภายในโรงเรียนแห่งหนึ่ง ทันทีที่ตบ “เพี๊ยะ” จนหน้าสั่น เด็กสวนกลับประหนึ่งบัวขาว น็อคเดียวจอด เหตุการณ์สงบลงชั่วคราวแทบจะทันทีด้วยการที่หญิงชราทรุดร่างลงบนโต๊ะที่อยู่ข้างเคียง หากถามหมอเด็ก ครู จิตแพทย์ … เกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ เราคงบอกว่า “เราไม่ควรตอบโต้ความรุนแรง ด้วยความรุนแรงในทุกกรณี” ตีมาต้องไม่ตีกลับ เน้นใช้สติ ใช้การเจรจา ความสงบ การหลีกจากเหตุการณ์ตรงหน้าให้เร็วที่สุด และดึงเอาบุคคลที่มีอำนาจสูงกว่าเข้ามาคุมสถานการณ์ เช่น ครู หรือ ตำรวจ ฯลฯ เพื่อหยุดความรุนแรงตรงหน้าลง แฮปปี้ โลกสวย หอมกลิ่นลาเวนเดอร์ แต่หากเด็กคนนั้นเป็นลูกหมอล่ะ เป็นลูกครูล่ะ หรือเป็นลูกของจิตแพทย์ท่านนั้นล่ะ คงยากที่จะทำใจที่จะยอมให้ลูกตัวเอง “เฉย” ต่อเหตุการณ์ตรงหน้า ยอมได้จริงเหรอ ใจพ่อหมอก็คิดนะว่า ต้องสวนกลับสิ เราต้องปกป้องตัวเองก่อน (นั่งคุยในกลุ่มเพื่อน … ทุกคนลงความเห็นว่าถ้าเป็นชั้น ไม่ใช่แค่มือ อย่างน้อยต้องหมัดรุ่น ๆ หรือเตะตัดตัว เพราะข้อติด เตะก้านคอไม่ถึง 555) … ถ้าไม่สวนกลับนี่ เราเริ่มเป็นห่วงลูกในอนาคตแล้วว่าจะไหวไหม คนมาตบหน้าขนาดนี้Continue reading “เราเรียนรู้อะไรจาก #อาม่าตบเด็ก”

โรคสมาธิสั้นเกิดจากอะไร

สาเหตุหลักของโรคสมาธิสั้นมาจากพันธุกรรม ปัจจัยสิ่งแวดล้อมและการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสมเป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้อาการสมาธิสั้นรุนแรงมากขึ้น เป็นคำถามคาใจพ่อแม่หลายคนเมื่อลูกถูกวินิจฉัยเป็นโรคสมาธิสั้นว่าอะไรเป็นสาเหตุ พ่อแม่หลายคนถูกคนรอบข้างตำหนิว่าเลี้ยงลูกไม่ดีเลยทำให้ลูกเป็นสมาธิสั้น เป็นอย่างนั้นจริงมั้ย สาเหตุหลักของโรคสมาธิสั้นเกิดจากยีนหรือพันธุกรรมที่บกพร่อง ทำให้พัฒนาการบางส่วนของสมองช้ากว่าปกติ ดังนั้นโรคสมาธิสั้นจึงเป็นกรรมพันธ์ โดยประมาณร้อยละ 30-40 ของเด็กสมาธิสั้นจะมีสมาชิกในครอบครัวคนใดคนหนึ่งเป็นโรคสมาธิสั้นด้วย แต่หมอไม่อยากให้เกิดการกล่าวโทษกันว่ามาจากยีนของใคร เพราะไม่เกิดประโยชน์อะไร แต่จะพลอยทำให้เกิดความรู้สึกไม่ดี หรือเกิดความรู้สึกผิดขึ้นมา และมีความเป็นไปได้ที่ทั้งพ่อและแม่อาจจะไม่ได้เป็นสมาธิสั้นแต่มีลูกเป็นสมาธิสั้น จากพัฒนาการของสมองที่ล่าช้า ทำให้เด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นมีการทำงานของสารสื่อประสาทในสมอง (neurotransmitters) ชื่อ dopamine และ noradrenaline บกพร่อง สารสื่อประสาทเหล่านี้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับสมาธิ ความจดจ่อ ความสามารถในการควบคุมตัวเอง การควบคุมอารมณ์ ความยับยั้งชั่งใจ นอกจากนี้ปัจจัยทางชีวภาพอื่นๆ อาจเป็นสาเหตุของโรคสมาธิสั้นได้ เช่น มารดาสูบบุหรี่ (หรืออยู่ใกล้ชิดกับคนในครอบครัวที่สูบบุหรี่) หรือดื่มสุราในระหว่างตั้งครรภ์ เด็กที่คลอดก่อนกำหนด น้ำหนักแรกเกิดน้อย หรือมีภาวะแทรกซ้อนหลังคลอด เด็กที่ได้รับอุบัติเหตุที่ศีรษะ มีโรคลมชัก มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (obstructive sleep apnea-OSA) เด็กที่ได้รับสารโลหะหนัก (ตะกั่ว ปรอท) สูงจนถึงระดับที่เป็นพิษ เด็กที่ได้รับยาฆ่าแมลงกลุ่ม organophosphate เข้าไปในปริมาณสูงเป็นระยะเวลานาน เป็นต้น นอกจากนี้เด็กที่เผชิญกับความทุกข์ยากในวัยเด็ก (childhood adverseContinue reading “โรคสมาธิสั้นเกิดจากอะไร”

เราเลี้ยงลูกแบบเดิมเหมือนที่เราถูกเลี้ยงมาไม่ได้แล้ว

โลกยุคใหม่หมุนไกลเกินตามทัน จนพ่อแม่ยุคนี้ต้องยอมรับว่า เราไม่อาจเลี้ยงลูกในแบบเดียว กับที่เคยถูกพ่อแม่เลี้ยงมาในอดีตได้อีกต่อไป เพราะคนในแต่ละยุคล้วนมีบุคลิกภาพ แตกต่างตามสมัย ด้วยอิทธิพลจากสิ่งรอบตัวส่งผลต่อความคิดและทัศนคติการใช้ชีวิต เราได้ยินศัพท์ใหม่ๆ ที่เรียกคนแต่ละยุคว่า Gen X บ้าง Gen Y บ้าง เพื่อให้สามารถ เรียนรู้และเข้าใจบุคคลในวัยต่างๆ ได้ดีขึ้น พ่อแม่ที่มีลูกในแต่ละเจเนอเรชั่น โดยเฉพาะเด็กเจเนอเรชั่น อัลฟ่า ที่เกิดและเติบโตมาในโลกยุคไร้พรมแดน ก่อนอื่น มาทำความเข้าใจในแต่ละเจเนอเรชั่น ดังนี้ค่ะ เริ่มจาก เบบี้บูมเมอร์ ตามมาด้วยเจเนอร์เรชั่น เอ็กซ์ หรือเจนเอ็กซ์ เจนวาย และเจนซี ส่วนเด็กๆ ที่กำลังเกิดขึ้นมายุคปัจจุบันตั้งแต่ปี 2010 ขึ้นไป เรียกว่าเจน อัลฟ่า ซึ่งแต่ละช่วงอายุคน มีความแตกต่างทางสภาพสังคมอย่างมาก Baby Bommers เบบี้บูมเมอร์1946-1964 คือกลุ่มคนที่เกิดระหว่าง ปีพ.ศ. 2489-2507 ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา อายุประมาณ 40-60 ปี เป็นคนมีแบบแผน เคารพกฎเกณฑ์ กติกาContinue reading “เราเลี้ยงลูกแบบเดิมเหมือนที่เราถูกเลี้ยงมาไม่ได้แล้ว”

Growth Mindset

Skip to content เปลี่ยนคำชมจาก ‘เก่งจัง’ ‘ฉลาดมาก’ เป็น พยายามดีมาก ยากแค่ไหนเขาก็จะสู้ ‘คำชม’ มีผลต่อ mindset และความเชื่อที่เด็กมีต่อศักยภาพตนเองว่าสามารถพัฒนาได้หรือไม่ ผลวิจัยบอกว่าการชมเด็กโดยใช้ประโยคว่า “หนูพยายามดีมากเลยจ้ะ” กว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มนี้จะเลือกทำโจทย์ในข้อที่ยากขึ้น  งานศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่าพ่อแม่ที่เอ่ยชื่นชมลูก 3 แบบ คือ ชมที่ตัวเด็ก (เก่งจัง, เป็นเด็กดีจังเลย) ชมที่ความพยายาม (เอามือถือจุกนมเองด้วย, ขยับพลิกตัวเองเป็นแล้ว) และชมแบบไม่เจาะจงอื่นๆ (โอ้โห ว้าว) เมื่อโตขึ้น พบว่าเด็กกลุ่มที่ถูกชมที่ความพยายามจะกล้าเผชิญกับอุปสรรคและความยากลำบากรวมทั้งคิดยืดหยุ่นมากกว่า เรียบเรียง: บุญชนก ธรรมวงศาภาพประกอบ: บัว คำดี คำชมมีส่วนสำคัญในการปลูกฝัง Growth Mindset ให้กับเด็กๆ และคำที่มักหยิบมาใช้กันบ่อยๆ อย่าง “เก่งจังเลย” “หนูเป็นเด็กดีมาก” “ฉลาดที่สุด” เหล่านี้ อาจทำให้เด็กเข้าใจว่าตนเก่งและฉลาดจนยอมรับความผิดพลาดได้ยาก แครอล ดเว็ค (Carol Dweck) อาจารย์ด้านจิตวิทยา มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ผู้เขียนหนังสือ Mindset: The New PsychologyContinue reading “Growth Mindset”

เวลาสำคัญกว่าคุณภาพ

“เวลาสำคัญกว่าคุณภาพ” พ่อแม่เป็นเทพเจ้าเสมอในสายตาของเด็กเล็ก ท่านพูดอะไรก็ถูกทั้งนั้น ตอนเขาเป็นเด็กเล็กท่านเป็นขาขึ้น จะซี้ซั้วอย่างไรก็ดูดี ดังนั้นรีบใช้โอกาสนี้อยู่กับเขา เขามีแต่จะแหงนหน้ามองด้วยความชื่นชม และขาดท่านมิได้ ไม่มีพ่อก็ต้องมีแม่ ไม่มีแม่ก็ต้องมีพ่อ ไม่มีทั้งสองคนก็ต้องมีมนุษย์1คนทำหน้าที่แทน ไม่รู้จะสอนลูกอย่างไรดีไม่สำคัญเท่าสองคนพูดตรงกันไว้ก่อน ไม่รู้จะทำอะไรก็นั่งนิ่งๆอยู่เคียงข้างเขา มั่นคงเหมือนภูผา เพื่อให้พัฒนาการเลื่อนไปข้างหน้า จากสายสัมพันธ์ สู่ตัวตน สู่การแยกตัว สู่การเป็นบุคคลอิสระ สู่การเตรียมความพร้อมด้านวิธีคิด (preoperation) สู่รูปธรรม(concrete) สู่นามธรรม(abstract) สู่สูงสุดที่ไร้ขอบเขตคืออุดมคติ จินตนาการ และระดับจิตวิญญาณ วันใดวันหนึ่งบนเส้นทางนี้ เขาจะกลายเป็นเด็กโตและวัยก่อนวัยรุ่น(10-12ปี ไม่เกิน ม2) วันนั้นพ่อแม่จะเป็นขาลง ไม่เอาท่านอีกแล้ว

“แค่นี้ทำไมทำไม่ได้”

“แค่นี้ทำไมทำไม่ได้” เป็นคำพูดที่เรามักพูด หรือได้ยินผู้ใหญ่หลายคนพูดกับเด็ก แต่เราสามารถเปลี่ยนคำพูดสอนเด็กได้ว่าวันนี้อาจจะทำไม่ได้ แต่เราจะทำมันได้ เพื่อสร้างความรู้สึกเชิงบวกและสร้างความมั่นใจให้เด็ก เรื่องเล็กๆในวันนี้ อาจจะส่งผลลบอย่างใหญ่ในอนาคต การเลี้ยงเด็กเจนอัลฟ่า อาจจะไม่เหมือนกับวิธีในยุคสมัยที่เราถูกเลี้ยงดูมา

เวลาคุณภาพกับลูก

พ่อแม่ควรมีเวลาคุณภาพกับลูก เล่นกับลูกโดยปิดอุปกรณ์สื่อสารทั้งหมด ของเล่นอาจจะเป็นอะไรก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นของเล่นราคาแพง ผมเองวันก่อนเล่นกับลูกก่อนนอน สิ่งที่ลูกเอามาเล่นคือ ที่หนีบผ้า ที่เราใช้กันทุกบ้าน ลูกมีจินตนาการว่ามันคือ เครื่องบินบ้าง จระเข้บ้าง นั่งเล่นกับพ่อก่อนเข้านอน การเล่นแบบใช้จินตนาการเป็นส่วนหนึ่งในพัฒนาการของเด็ก