ทำไมยังไม่มีวัคซีน Covid-19 สำหรับเด็ก

หลังจากบริษัทผลิตวัคซีนต่าง ๆ ได้รายงานถึงผลข้างเคียงที่พบได้ยากในผู้ใหญ่และวัยรุ่น ทางองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ FDA จึงได้ขอให้บริษัทผลิตวัคซีนขยายการทดลองทางคลินิกวิทยาในเด็กอายุ 5 ถึง 11 ปี
.
เนื่องจากไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์เดลต้าไม่ใช่สิ่งที่เรารอได้ มันได้แพร่กระจายทั้วสหรัฐอเมริกาอย่างรวดเร็ว ผู้ปกครองหลายล้านคนทั่วสหรัฐฯ จึงไม่มั่นใจที่จะส่งบุตรหลานของตนไปโรงเรียน
.
ปัจจุบัน สหรัฐฯ มีผู้ป่วยรายใหม่ที่เป็นเด็กกว่า 93,824 คน ซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ การรักษาในโรงพยาบาลของเด็ก ๆ ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน การติดเชื้อเพิ่มขึ้นในกลุ่มประชากรที่ไม่ได้รับวัคซีน ซึ่งรวมถึงเด็กที่อายุต่ำกว่า 12 ปีทุกคนที่ยังไม่มีสิทธิ์ได้รับวัคซีนด้วย นั่นทำให้พ่อแม่หลายคนตั้งคำถามว่าต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไรจึงจะมีวัคซีนสำหรับเด็ก
.
ในความเห็นของผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า การพัฒนาวัคซีนสักชนิดสำหรับเด็กเป็นเรื่องที่ซับซ้อน ซึ่งต้องคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัย และปริมาณที่เหมาะสมสำหรับเด็กดังนั้น FDA คาดว่าจะยังไม่มีวัคซีนสำหรับเด็กไปจนถึงปลายเดือนพฤศจิกายน
.
ความท้าทายในการทดสอบวัคซีนในเด็ก

แม้วัคซีนโควิด-19 สำหรับผู้ใหญ่จะมีหลายประเภท แต่สำหรับเด็ก ๆ แล้ว พวกเขาไม่ใช่ผู้ใหญ่ตัวเล็ พวกเขาจึงมีระบบภูมิกันที่ทำงานต่างไปจากผู้ใหญ่ ทำให้อาจมีการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่แตกต่างไป และอาจมีผลข้างเคียงที่ไม่พบในผู้ใหญ่
.
“พวกเขาอาจตอบสนองดีขึ้นหรือแย่ลง” เจมส์ แคมป์เบลล์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์ ศูนย์การพัฒนาวัคซีนและสุขภาพระดับโลก คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยแมรีแลนด์ กล่าวกับเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก เมื่อต้นปีที่ผ่านมา “คุณไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จนกว่าจะทำการศึกษาวัคซีนสำหรับเด็กอย่างรอบคอบ”
.
ปกติแล้วการทดสอบยาหรือวัคซีนจะเริ่มศึกษาในผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพแข็งแรงก่อน และขยายไปยังกลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยงสูงต่อไป เช่น เด็กและสตรีมีครรภ์ “สำหรับวัยรุ่นแล้ว คุณค่อนข้างมั่นใจกับการใช้ยา” พอล ออฟฟิต ผู้อำนวยการศึกษาวัคซีน โรงพยาบาลเด็กฟิลาเดลเฟีย กล่าวและระบุว่า “มันไม่ง่ายเลยเมื่อคุณอายุน้อยกว่า 5 หรือ 6 ขวบ”
.
การคำนวนปริมาณที่เหมาะสมให้กับเด็กต้องมีการศึกษาอย่างละเอียด ขั้นแรกต้องเริ่มทดสอบในปริมาณต่ำให้กับกลุ่มที่มีอายุมากกว่า 11 ปีเพื่อตรวจสอบความปลอดภัย หลังจากนั้นจะศึกษาในปริมาณสูงขึ้น เพื่อวิเคราะห์ว่ายังคงปลอดภัยหรือไม่ เมื่อได้ผลลัพธ์อยู่ในขั้นที่ปลอดภัยแล้วจึงจะทดสอบในกลุ่มที่มีอายุน้อยลง
.
ผลข้างเคียงทำให้ล่าช้า

“ในตอนแรกดูเหมือนว่า การทดลองวัคซีนในเด็กจะเกิดขึ้นด้วยความเร่งด่วนแบบเดียวกับกลุ่มผู้ใหญ่” ฌอน โอเลร์รี อาจารย์มหาวิทยาลัยโคโรลาโด และรองประธานคณะกรรมการกุมารแพทย์แห่งสถาบันอเมริกา กล่าว บริษัทผลิตวัคซีนพัฒนาอย่างรวดเร็ว เช่น ไฟเซอร์สามารถทดสอบความปลอดภัยของวัคซีนในระดับคลินิกวิทยาในเด็กจำนวน 144 คนเสร็จสิ้นภายในสองเดือน และเริ่มทดสอบทางคลินิกวิทยาระยะที่ 2 กับ 3 พร้อมกันในเด็ก 4,500 คน
.
แต่ในช่วงเวลาเดียวกัน กลับมีรายงานกรณีหัวใจอักเสบในเด็กชายที่มีอายุระหว่าง ง 18 ถึง 24 ปี (ปัญหาเกี่ยวกับหัวใจหลังการฉีดวัคซีนพบได้ยาก และมักได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว) ผู้เชี่ยวชาญจึงต้องพิจารณาการใช้วัคซีนในเด็กเล็กใหม่อีกครั้ง บางคนกล่าวว่า ควรทำการศึกษาเพิ่มเติม แต่บางคนก็กล่าวว่า การได้รับวัคซีนโดยเร็วเป็นสิ่งที่จำเป็นกว่า
.
การพิจารณานี้ส่งผลให้การทดลองหยุดชะงักลงเป็นเวลา 3 หรือ 4 สัปดาห์ จากนั้นในปลายเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา หน่วยงานกำกับดูแลของรัฐบาลกลางได้ขอให้ไฟเซอร์และโมเดอร์นาขยายการทดลองทางคลินิกในเด็กเพิ่มอีกหลายพันคนและใช้เวลาเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 4 ถึง 6 เดือน แทนที่จะเป็น 2 เดือน
.
นิวยอร์กไทม์รายงานว่า มาตรการนี้เกิดขึ้นเพื่อให้นักวิจัยตรวจสอบผลข้างเคียงที่พบได้ยาก เช่น อาการหัวใจอักเสบในเด็ก แต่ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ทุกคนเห็นด้วยกับแนวทางนี้ สถาบันการศึกษาด้านกุมารแพทย์แห่งอเมริกาได้ยื่นหนังสือต่อ FDA ในวันที่ 5 สิงหาคม ที่ผ่านมา เรียกร้องให้ “ดำเนินการอย่างจริงจังต่อไปเพื่อให้เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี ได้รับวัคซีนโควิด-19 ที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพโดยเร็วที่สุด”
.
ในขณะที่ พอล ออฟฟิต กล่าวว่า ข้อมูลด้านความปลอดภัยทั้งหมดสามารถศึกษาได้ภายในเวลาเพียง 6 สัปดาห์หลังได้รับวัคซีน และกลุ่มตัวอย่างที่เพิ่มขึ้นอีกสองถึงสามพันคน เป็นกลุ่มตัวอย่างที่ยังน้อยเกินไป ที่จะตรวจพบผลข้างเคียงที่พบได้ยาก “บางทีพวกเขาอาจเห็นบางอย่างที่ไม่สบายใจ” เขาตั้งข้อสังเกต “หรือพวกเขาอาจต้องการเห็นข้อมูลที่มากพอที่สามารถอธิบายถึงประสิทธิภาพได้อย่างเต็มที่”
.
แต่โจเซฟ โดฟมาชอฟสกี ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก กล่าวว่า นักวิจัยต้องการเวลามากกว่านี้ “เรายังไม่ทราบว่า ปริมาณวัคซีนที่ใหักดกับเด็กๆ เหมาะสมกับอายุของพวกเขาหรือไม่” เขากล่าวและเสริมว่า “เรากำลังเข้าใกล้จุดหมายมาขึ้น แต่การเร่งรีบไม่ใช่การตัดสินใจที่ฉลาด”
.
แล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

“ไฟเซอร์” คาดว่าจะมีข้อมูลมากพอสำหรับการใช้วัคซีนในกรณีฉุกเฉินสำหรับเด็กอายุ 5 ถึง 11 ปีภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ ในขณะที่ทาง “โมเดอร์นา” ระบุว่าอาจเป็นช่วงสิ้นปี 2021 หรือต้นปี 2022
.
“เรากำลังหมายถึงช่วงหลังวันแรงงานแห่งชาติ เพื่อรวบรวมข้อมูลทั้งหมด” (วันแรงงานสหรัฐฯ ตรงกับวันที่ 6 กันยายน) โดฟมาชอฟสกีกล่าวและเสริมว่า ไฟเซอร์ต้องใช้เวลาอย่างน้อยอีกหนึ่งเดือน เพื่อรวบรวมคำขออนุมัติการใช้วัคซีนในกรณีฉุกเฉิน หลังจากนั้นทาง FDA จะต้องใช้เวลาอีกหนึ่งถึงสองเดือนสำหรับการตรวจสอบเอกสารวิจัยทั้งหมด “ซึ่งวัคซีนไม่น่าจะได้รับอนุมัติก่อนวันขอบคุณพระเจ้า” เขากล่าว (วันขอบคุณพระเจ้าตรงกับวันที่ 25 พฤศจิกายน)
.
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า สิ่งที่มีประสิทธิภาพสำหรับการป้องกันสายพันธุ์เดลตาในเด็ก คือการฉีดวัคซีนในประชากรผู้ใหญ่ให้ได้มากที่สุด “ถ้าทุกคนที่มีสิทธิ์ฉีดวัคซีนได้รับวัคซีนแล้ว เราจะไม่กังวลเรื่องวัคซีนในเด็กมากขนาดนี้” โอเลร์รี่กล่าวและเสริมว่า “เป็นเรื่องที่น่าเศร้าแต่ยังไม่สายเกินไป ยิ่งกลุ่มผู้ใหญ่ฉีดวัคซีนกันมากเท่าไร ลูกหลานของเราก็จะยิ่งปลอดภัยขึ้นเท่านั้น”
.
ที่มา
.
https://www.nationalgeographic.com/science/article/why-kids-are-still-waiting-for-their-covid-19-vaccines
.
แปลและเรียบเรียง วิทิต บรมพิชัยชาติกุล
……………………………
Cr.ngthai.com

Published by #พ่อลูกเจนอัลฟ่า

ประสบการณ์คุณพ่อลูกเจนอัลฟ่า 2 คน และบริหารโรงเรียนเสริมพัฒนาการเด็กเล็กตั้งแต่ปี 2015

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

%d bloggers like this: