ข้อคิดจากห้องตรวจจิตเวชเด็ก

‘โทโทโร่ เด็กชายอายุ 12ปี พ่อแม่บอกว่าลูกเงียบไป ไม่คุยกับพ่อแม่เหมือนเดิม

“หมอครับ ตอนลูกยังเล็กผมทำงานหนัก ไม่ค่อยมีเวลาคุยกับลูก ตอนนี้ลูกโตแล้ว ทำยังไงให้เขาคุยกับผมมากขึ้น เดี๋ยวนี้ถามอะไรก็เงียบ ผมอยากให้เขาเปิดใจมากขึ้นครับ”

.

ส่วนหนึ่งของปัญหาที่ทำให้พ่อแม่ไม่สบายใจและพาลูกวัยรุ่นมาหาจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นก็คือ การที่สื่อสารกับลูกไม่ได้ ไม่เข้าใจลูก อยากรู้ว่าลูกคิดอะไร มีปัญหาอะไร แต่ลูกไม่ค่อยเล่าให้ฟัง ยิ่งถามก็ยิ่งเงียบ ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กที่โตแล้ว

ก็พบบ่อยๆ ว่าเป็นคล้ายๆ กับคุณพ่อท่านนี้ คือในวันที่เด็กยังเล็กๆ เด็กจะชอบเข้าหาพ่อแม่ เล่าโน่นนี่ให้พ่อแม่ฟัง แต่บางทีด้วยภาระงานหรือบางอย่างที่ทำให้พ่อแม่ไม่ได้ฟังเขามากเท่าไหร่ ทำให้พอเขาโตขึ้นมาเมื่อไหร่ไม่รู้ตัว ก็คล้ายมีกำแพงของความสัมพันธ์ไปแล้ว

สำหรับคุณพ่อท่านนี้หรือพ่อแม่คนอื่นๆ ถ้าเจอกับสถานการณ์แบบนี้ ก็ตั้งสตินะคะ คือยังไงเสีย เราไม่มีทางย้อนอดีตได้ สิ่งที่ผ่านมาแล้วก็ให้มันผ่านไป เรียนรู้จากตรงนั้นเท่าที่เราทำได้ตอนนี้นะคะ

บอกตัวเองว่าเราอยู่ในปัจจุบันที่มีกันและกันอยู่ ไม่มีอะไรสายเกินไป ถ้าเราตั้งใจจริง อย่างน้อยก็มีความรักเป็นพื้นฐาน แล้วจะทำอย่างไรดีให้ลูกคุยกับเรามากขึ้น

1.เข้าใจพัฒนาการปกติก่อน

ต้องทำความเข้าใจว่าเมื่อลูกโต เขาก็อาจไม่ได้เล่าทุกเรื่องให้พ่อแม่ฟัง ซึ่งตรงนั้นเป็นปกติ จะได้ไม่น้อยใจ ไม่เป็นอารมณ์มาก ยิ่งเข้าวัยรุ่น เด็กวัยรุ่นจะมีพื้นที่ส่วนตัว ไม่ต้องไปโกรธหรือบังคับให้เขาเล่าทุกเรื่อง จะทะเลาะกันเปล่าๆ

2.บ่นให้น้อย

พ่อแม่ก็ห่วงบางทีก็อยากจะเตือนให้เขาทำสิ่งต่างๆ เช่น ทานข้าว แปรงฟัน อาบน้ำ สระผม ยิ่งเด็กโตมากเท่าไหร่ เขาจะไม่ชอบให้พ่อแม่ยุ่งเรื่องส่วนตัวเหล่านี้ ก็เตือนได้ แต่อย่าบ่นอย่าพูดยาว ปล่อยวางบางเรื่อง เอาแค่ที่จำเป็น ยิ่งพูดทุกเรื่องเขาจะรำคาญและพาลไม่อยากคุยกับพ่อแม่

3.บอกให้ชัด

บอกเขาในจุดประสงค์ของเราให้ชัดเจน เช่น บางเรื่องที่ทำได้หรือไม่ได้ หรือในจุดที่ลูกทำผิด ให้ บอกเขาตรงจุดว่าเขาทำผิดตรงไหน และเราอยากให้เขาทำอย่างไร เด็กจะไม่ชอบให้เราบ่นว่าเขาไม่ดี แบบนั้นแบบนี้ หรือเอาเรื่องเก่าๆ มาเล่าใหม่

4.อย่าประชด ไม่เปรียบเทียบ

เพราะคำพูดแบบนี้มักจะหลุดออกมาในเวลาที่คุยกันแล้วพ่อแม่รู้สึกไม่พอใจ พ่อแม่อาจไม่ได้ตั้งใจ แต่เมื่อลูกได้ยินก็จะเกิดความรู้สึกด้านลบ ยิ่งไม่อยากคุยหรือเล่าอะไรให้ฟัง

5.ฟังให้มาก

ถ้าเขามาเล่าให้ฟัง ถือเป็นโอกาสที่พ่อแม่ควรฉวยไว้ ให้แสดงออกว่าเอาใจใส่ วางทุกอย่างตรงหน้าถ้าทำได้ มองหน้า สบตาเวลาที่ลูกเล่า ปิดเสียงเตือนโทรศัพท์ต่างๆ อย่าพูดแทรกเวลาที่เขาเล่า โดยเฉพาะการสอนต่างๆ รอให้เขาเล่าจบก่อนก็ได้ ให้เขาได้ระบายเรื่องต่างๆ

6.เข้าใจตัวเขาหรือสิ่งที่เขาชอบ

พ่อแม่บางคนที่คุยกับลูกไม่เข้าใจ เพราะรู้สึกไม่ชอบสิ่งที่ลูกชอบ มองว่าไม่มีประโยชน์ ไร้สาระ ลูกก็จะรู้สึกว่าพ่อแม่อคติ ไม่เปิดใจ แบบนี้ลูกก็จะยากที่จะเปิดใจให้เรา แม้พ่อแม่จะรู้สึกว่ามันไม่โอเค ให้ใจเย็น ลองไปดูก่อนว่าทำไมลูกชอบ ค่อยๆคุยกัน แลกเปลี่ยนข้อมูล

7.ใจเย็นพอที่จะฟัง

หมอเคยคุยกับเด็กๆบางคนที่ไม่ค่อยอยากเล่าอะไรให้พ่อแม่ฟัง เพราะพ่อแม่มีความกังวลหรือมีอารมณ์ท่วมท้นเวลาลูกเล่า เช่น ห่วงมาก เครียดไปกับเรื่องที่ลูกเล่า โกรธ ไม่พอใจ พอลูกเล่าให้พ่อแม่ฟัง พ่อแม่กลายเป็นเครียดกว่าเด็กอีก ทำให้เด็กยิ่งเครียด เด็กก็จะรู้สึกว่าไม่อยากทำให้พ่อแม่กลุ้มใจ แถมรู้สึกว่าเล่าไปแล้วตัวเองไม่สบายใจมากกว่าเดิม เลยไม่เล่าดีกว่า

8.จงเป็นคนที่ลูกคุยด้วยแล้วสบายใจ เริ่มด้วยการเอาใจเขามาใส่ใจเรา คิดง่ายๆ คือถ้าหากเป็นเราไปคุยกับคนอื่น จะอยากคุยกับคนแบบไหน ก็จงเป็นแบบนั้น

  1. ถ้ายังไม่อยากคุยไม่ต้องบังคับ ก็แต่รออยู่ ให้เวลากับเขา พิสูจน์ให้เห็นว่าเราให้ความสำคัญ เรารักเขา

ประมาณนี้แล้วกัน หวังว่าบทความนี้ของหมอจะเป็นประโยชน์สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ได้อ่านนะคะ เป็นกำลังใจให้คุณพ่อคุณแม่และลูกๆ ทุกคนค่ะ

หมายเหตุ: เรื่องของโทโทโร่เป็นเรื่องที่หมอตัดแปลงมาจากกรณีจริงเพื่อไม่ให้มีผลกระทบกับบุคคลที่สาม

Cr#หมอมินบานเย็น

ข้อคิดจากห้องตรวจจิตเวชเด็ก

Published by #พ่อลูกเจนอัลฟ่า

ประสบการณ์คุณพ่อลูกเจนอัลฟ่า 2 คน และบริหารโรงเรียนเสริมพัฒนาการเด็กเล็กตั้งแต่ปี 2015

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

<span>%d</span> bloggers like this: