คุยกับลูกอย่างไรไม่ให้ทะเลาะกัน

‘แอนนา’ เด็กหญิงอายุ 12 ปี แม่พามาปรึกษาจิตแพทย์เด็ก ด้วยเรื่องแม่กับลูกทะเลาะกันบ่อย “ตอนที่ลูกยังเล็ก แม่กับเขาสนิทกันมาก เรานอนคุยกัน ลูกจะเล่าเรื่องต่างๆ ให้แม่ฟัง แต่ช่วงที่เขาโตขึ้น เขาเริ่มมีเพื่อน คุยกับแม่น้อยลง ติดโทรศัพท์มากกว่าแม่ เริ่มมีความลับกับแม่ด้วย แม่พยายามจะให้เขาเล่าให้แม่ฟังทุกเรื่อง แต่กลายเป็นเรายิ่งทะเลาะกัน บางทีเขาก็โกหกด้วย”.คุณแม่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว เลิกรากับพ่อของแอนนามาหลายปี หมอสัมผัสความเครียด เศร้า และน้อยใจ รวมถึงความรักและเป็นห่วงลูกที่คุณแม่มีอยู่อย่างไรก็ตามเมื่อได้คุยกับแอนนา ก็ได้คำตอบที่แอนนาเล่าให้ฟังว่า จริงๆ เธอก็รักแม่มาก แต่ตั้งแต่เธอโตขึ้น ก็รู้สึกว่าเริ่มคุยกับแม่ไม่รู้เรื่องมากขึ้นเรื่อยๆ “หมอ แม่ไม่ฟังอะไรเลยค่ะ เวลาเล่าอะไรให้ฟัง แทนที่จะสบายใจ มีแต่จะปวดหัวหนักขึ้น … เวลาเครียดๆ เคยอยากเล่าให้แม่ฟัง แต่พอเล่าคือ แม่มีแต่คำวิจารณ์ บอกว่าทำไมไม่ทำแบบนั้นแบบนี้ แล้วช่วงหลังเหมือนแม่หงุดหงิดหนูทุกเรื่องค่ะ ก็ไม่รู้จะทำไง เลยตัดปัญหา บางทีมีอะไรก็ไปเล่าให้เพื่อนฟังแทน … ก็ไม่อยากให้เขาเครียดด้วย … แต่พอไม่เล่า เขาก็โกรธหนู หาว่าไม่รักเขาเหมือนเดิม บางทีก็พูดประชดหนูด้วย แม่บอกว่า แม่ไม่น่ามาเป็นแม่หนูเลยนะ อะไรแบบนี้ ก็เลยทะเลาะกันบ่อยๆ ค่ะ”.เรื่องของแอนนาและแม่ก็คล้ายๆ คำปรึกษาจากพ่อแม่หลายคนที่กำลังกลุ้มใจเพราะว่าลูกๆ นั้นไม่ค่อยเล่าเรื่องอะไรให้ฟัง คุยกับลูกไม่เข้าใจ โดยเฉพาะลูกวัยรุ่น (แอนนาอายุ 12 ปี ถือเป็นวัยรุ่นตอนต้นแล้ว)หมอจึงอยากมาสรุปเทคนิคและข้อที่ควรทราบในการคุยกับลูกวัยรุ่นให้ฟัง คุยยังไงจึงจะไม่ทะเลาะกัน และลูกๆ อยากจะเล่าอะไรให้ฟัง1. เด็กวัยรุ่นจะมีพื้นที่ส่วนตัว มีความลับบ้างตรงนี้เป็นปกติ การที่เขาไม่ได้เล่าให้พ่อแม่ฟังทุกเรื่อง หมายถึงว่า ลูกของเราไม่ได้เป็นเด็กเล็กๆแล้ว อันนี้เป็นสิ่งที่พ่อแม่ของลูกวัยรุ่นควรทำความเข้าใจ ไม่ต้องไปโกรธหรือบังคับให้เขาเล่าทุกเรื่อง จะทะเลาะกันเปล่าๆ2. ถ้าอยากให้ลูกไว้ใจพอที่จะเล่าเรื่องต่างๆให้ฟังแม้จะเป็นวัยรุ่น “พ่อแม่ต้องเป็นผู้ฟังที่ดี”3. เริ่มด้วยการฟังลูกให้มากตั้งแต่เล็ก เพราะตอนเล็กๆ ลูกจะชอบเล่าอะไรต่างๆให้พ่อแม่ฟังมาก แต่ตอนนั้นพ่อแม่บางคนกลับไม่ค่อยมีเวลารับฟังลูก พอลูกอยากจะเล่าให้พ่อแม่ฟังแต่พ่อแม่ไม่ค่อยฟัง ตอนหลังโตขึ้นเมื่อมีเพื่อนก็จะไปเล่าให้เพื่อนฟังแทน พ่อแม่เพิ่งมาอยากให้ลูกเล่าตอนโต ตอนนั้นก็ไม่ทันแล้ว (ซึ่งตรงนี้แม่ของแอนนาก็ทำได้ดีมาก)4. แต่บางครั้งแม้พ่อแม่จะทำแบบข้อ 3 มาตั้งแต่เด็กยังเล็ก คือ สนิทกับลูกนะ คุยกับลูกทุกวันเลย ฟังลูกตลอด แต่บางทีการฟังของแม่เปลี่ยนไปตอนลูกเป็นวัยรุ่น 5. พอลูกเป็นวัยรุ่น พ่อแม่มักมีความกังวลมากขึ้น เพราะพัฒนาการวัยรุ่นบางอย่าง เช่น ช่างเถียง มีเหตุผลของตัวเอง อารมณ์ร้อนขึ้น ฯลฯ ควรทำความเข้าใจตรงนี้ จัดการความกังวลของพ่อแม่ ไม่คาดหวังว่าลูกจะเป็นเหมือนตอนเด็กๆ 6. เวลาที่ลูกเล่าเรื่องต่างๆให้ฟัง ควร “รับฟังด้วยความเข้าใจในความรู้สึกของลูก” ตอนนั้น อย่าคิดแต่ว่าจะฟังเพื่อจะ ตอบหรือสอนลูก7. การฟังที่ดีคือมองหน้า สบตา เก็บโทรศัพท์ที่อยู่ในมือ อาจพยักหน้าเป็นระยะ และไม่รีบพูดแทรก แนะนำว่า ทำไมไม่ทำแบบนั้น ทำไมไม่คิดแบบนี้8. หากจะพูดในเวลาที่ลูกมาเล่าอะไรที่ไม่สบายใจให้เราฟัง ควรเป็นคำพูด ’สะท้อนความรู้สึก‘ เช่น “แม่คิดว่าหนูคงเสียใจ น้อยใจที่เจอแบบนั้น” ไม่ใช่คำพูดว่า “แม่ว่ามันไม่เห็นมีอะไรเลย ชีวิตหนูก็ดีออกนะ เด็กคนอื่นแย่กว่าหนูตั้งเยอะ หนูคิดมากไปรึเปล่า” (คำพูดแบบนี้แหละ ที่เราไม่ควรพูดกับคนที่ไม่สบายใจอยู่ ซึ่งบางทีหลายๆคนจะเผลอพูดโดยที่ไม่ได้คิดอะไร) 9. ให้ฟังด้วยความมีสติ อย่ามีอารมณ์เกินไปกับเรื่องที่ลูกเล่า หมอเคยคุยกับเด็กๆบางคนที่ไม่ค่อยอยากเล่าอะไรให้พ่อแม่ฟัง เพราะพ่อแม่มีความกังวลสูง พอเล่าไปพ่อแม่เครียดกว่าเด็กอีก เด็กก็จะรู้สึกว่าไม่อยากทำให้พ่อแม่กลุ้มใจ ไม่เล่าดีกว่า 10. เน้นอีกรอบค่ะ ว่าเรื่องที่ลูกเล่าให้พ่อแม่ฟังบางครั้งอาจ “กระตุ้นต่อม” การอยากตอบของพ่อแม่ อยากอธิบาย อยากบอกว่าเขาทำผิด ไม่เหมาะสม แต่ทว่าลูกไม่ได้อยากให้พ่อแม่สอน ตำหนิหรือวิจารณ์เขาตั้งแต่ต้น ต้องอดทน หายใจเข้าออกลึกๆ ฟังเขาให้มากๆ ฟังให้เข้าใจความรู้สึกเขาก่อน11. การแนะนำทำได้ แต่ต้องฟังให้จบก่อน ถ้าลูกรู้สึกว่าเล่าอะไรให้พ่อแม่ฟังทีไร พ่อแม่รีบพูด บ่น อธิบายว่าทำไมไม่ทำแบบนั้นแบบนี้ทุกครั้ง ถูกดุทุกที ทีหลังลูกมีอะไรก็อาจจะเก็บเอาไว้ไม่บอกดีกว่า สุดท้ายกลายเป็นความห่างเหิน คุยกันทีไรทะเลาะกันทุกครั้ง 12. ดูแลสุขภาพจิตของพ่อแม่ด้วย บางครั้งความเครียดความกังวลไม่ว่าจะเรื่องลูกหรือเรื่องต่างๆ ในชีวิต ก็มีผลต่ออารมณ์ของเราเวลาที่พูดคุยกับลูกได้ โดยที่เราไม่ทันตั้งใจ.บางครั้งที่คุยกันพ่อแม่ไม่ได้ฟังเพื่อทำความเข้าใจ แต่ฟังเพื่อที่จะสอน วิจารณ์ หรือตอบโต้ ทำให้คุยกับลูกไม่เข้าใจกันสักทีถ้ามี 12 ข้อและพ่อแม่ทำตาม รับรองว่าลูกๆมีอะไรก็อยากจะมาเล่าให้พ่อแม่ฟัง ทะเลาะกันน้อยลงแน่นอน ไม่ต้องพาลูกไปหาจิตแพทย์เด็กด้วย ส่งกำลังใจให้พ่อแม่ลูก ผู้ใหญ่และเด็กๆ ทุกคนเหมือนเดิมนะคะหมายเหตุ: เรื่องของแอนนาเป็นเรื่องที่หมอดัดแปลงมาจากกรณีที่เกิดขึ้นจริงเพื่อไม่ให้มีผลกระทบกับบุคคลที่สาม

#หมอมินบานเย็น#ข้อคิดจากห้องตรวจจิตเวชเด็ก

Published by #พ่อลูกเจนอัลฟ่า

ประสบการณ์คุณพ่อลูกเจนอัลฟ่า 2 คน และบริหารโรงเรียนเสริมพัฒนาการเด็กเล็กตั้งแต่ปี 2015

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

<span>%d</span> bloggers like this: