พ่อแม่ที่มีอยู่จริงสำหรับลูก (ในทุกๆ วัย)

“พ่อแม่ที่มีอยู่จริงสำหรับลูก (ในทุกๆ วัย)”
.
ทุกวันนี้ เคยสงสัยไหมว่า “เราเป็นพ่อแม่ที่มีอยู่จริงสำหรับลูกเราไหม?”
พ่อแม่ที่มีอยู่จริง ไม่ได้มีความหมายว่า “พ่อแม่ที่มีชีวิตอยู่ และปรากฏตัวต่อหน้าลูก” แต่แปลว่า “พ่อแม่ที่ลูกมองเห็น (คุณค่า) เคารพ ยอมรับ และผูกพัน”
ซึ่งจะทำอย่างไรเพื่อให้เราเป็นพ่อแม่ที่มีอยู่จริง…
.
(1) “พ่อแม่ที่มีเวลาให้ลูก” แม้มีไม่มาก แต่ใช้เวลาอย่างมีคุณภาพกับลูกเสมอ ไม่ใช่เมื่อเจอหน้ากันก็มีเครื่องมือเป็นสือกลางระหว่างเราสองเสมอ ปิดเครื่องมือสื่อสารสัก 10-20 นาที คงไม่ทำให้เหนือบ่ากว่าเเรง เล่นกับเขา มองหน้าเขา และสังเกตการเติบโตในตัวลูกเรา เพราะเด็กน้อยในวันนั้น เติบโตมากแค่ไหนแล้วในวันนี้…
แม้ว่าวันที่เขาเป็นวัยรุ่นแล้ว เขาอาจจะไม่อยากเล่นกับเรา แต่เชื่อเถอะ การปรากฏตัวของเราให้เขารับรู้ว่า พ่อแม่มีเวลาให้เขานะ มันทำให้รู้สึกอบอุ่นใจไม่น้อยเลยล่ะ
.
(2) “พ่อแม่ที่รับฟังลูก (จนจบ)” แม้อยากจะบ่น อยากจะตำหนิ อยากจะสอนสั่งใจจะขาด แต่พ่อแม่อดทน อดใจ และเลือกที่จะฟังลูกพูดจนจบก่อนก็ไม่เสียหลาย เพราะถ้าเราเลือก “บ่น ตำหนิ สอนสั่ง” ไปก่อน ลูกคงไม่อยากพูดอะไรออกมาอีกแล้ว นอกจาก “ไม่เคยฟังหนูก่อนเลย หนูไม่พูดแล้ว” หรือ ที่เลวร้ายกว่านั้นลูกอาจจะพูดว่า “………………”
อย่าเพิ่งตัดสินลูก จนกว่าจะได้ยินเรื่องราวจากเขาเสียก่อน
สิ่งสำคัญ “พูดให้น้อยลง ฟังให้มากขึ้น”
ถ้าลูกไม่พูดทันที ไม่เป็นไร เรารอได้ เพราะ “ไม่พูด ไม่ได้แปลว่า ไม่มีอะไรจะเล่า” เขาแค่ไม่ชิน อาจจะต้องการเวลาปรับตัวกับเราก่อน เมื่อครั้งนี้เราฟังเขาจริงๆ ครั้งต่อไปเขาจะเล่าออกมาง่ายขึ้นและเร็วขึ้น
.
(3) “พ่อแม่ที่ยอมรับผิด” เพราะพ่อแม่เป็นปุถุชนคนหนึ่ง ย่อมทำผิดและทำพลาดเป็นธรรมดา แต่พ่อแม่ที่ทำผิดพลาดแล้วยอมรับผิด โดยเฉพาะยอมพูด “ขอโทษ” กับลูกเมื่อตนทำผิดพลาด ย่อมเป็นพ่อแม่ที่ชนะใจลูกได้เสมอ ที่สำคัญลูกจะยอมรับและเคารพในตัวของพ่อแม่ของพวกเขามากกว่าเดิมเสียอีก
เช่นเดียวกับคำว่า “ขอบคุณ” ไม่มีใครไม่ชอบการมีคุณค่าในสายตาคนอื่น ยิ่งลูกที่ได้รับคำขอบคุณจากพ่อแม่แล้ว มันเป็นอะไรที่อิ่มใจและภูมิใจที่ได้ทำให้ไปอีกนาน
.
(4) “พ่อแม่ที่เล่าเรื่องของตัวเองให้ลูกฟัง (บ้าง)” อย่าลืมว่า ลูกก็อยากรู้ว่า “ตอนเด็กๆ พ่อแม่ของพวกเขาเป็นอย่างไร” หรือ “วันนี้พ่อแม่เจออะไรมาบ้าง” ถ้าเรื่องราวที่เราประสบ หรือ ประสบการณ์ที่เรามี เป็นเรื่องราวดีๆ หรือ มีบทเรียนแทรกอยู่ การเล่าเรื่องให้ลูกฟังย่อมสร้างคุณค่าและความหมายต่อชีวิตลูก และที่สำคัญทำให้ลูกรู้จักพ่อแม่ในด้านต่างๆ มากขึ้นอีกด้วย
ถ้าเราอยากรู้ว่า “ลูกเรารู้สึกอย่างไร เผชิญอะไรอยู่” บางที เราเองก็ควรเปิดใจ พูดถึง “ความรู้สึกของเราก่อน เล่าเรื่องราวของเราบ้าง” เพราะอย่างน้อยก็ทำให้ลูกรู้ว่า “พ่อแม่ยินดีรับฟังเขานะในเรื่องนี้”
.
(5) “พ่อแม่ที่เข้าใจ (ช่วงวัย) ลูก” เพราะลูกเติบโตขึ้นทุกวัน พ่อแม่บางท่านแค่อายุลูกยังไม่แน่ใจ อาจจะถึงเวลาที่เราต้องกลับไปดูปีเกิดของเขา นอกจากนี้ควรทราบด้วยว่า “วัยของลูกเรา สิ่งที่เขาต้องทำได้ หรือ เป้าหมายของวัยเขาคืออะไร” เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว อาจจะทำให้เราไม่เข้าใจเขา จนบางทีเราปกป้องเขาเกินกว่าเหตุ เช่น ลูกโตจนเข้าวัยทำงานแล้ว แต่พ่อแม่ยังหวงลูกทุกฝีก้าว นั่นก็ทำให้ลูกอึดอัดมากๆ
.
(6) “พ่อแม่ที่มองเห็นคุณค่าในตัวลูก” เด็กละคนเกิดมาพร้อมกับความสามารถที่แตกต่างกัน บางคนมีพรสวรรค์ที่สังคมให้การยอมรับมากมาย นั่นจึงไม่เป็นเรื่องยากของพ่อแม่ที่จะชื่นชมเด็กคนนั้นๆ แต่ถ้าลูกไม่ได้มีจุดเด่น ไม่ได้เก่งทุกด้าน ถ้าพ่อแม่สามารถมองเห็นคุณค่าในตัวลูกได้ เขาจะรู้สึกมีตัวตน และเป็นที่ยอมรับ พ่อแม่เองก็มีตัวตนในสายตาเขาเช่นกัน
.
(7) “พ่อแม่ที่ยอมทำเรื่องไร้สาระบ้าง” เพราะ เด็ก คือ ช่วงวัยที่ต้องการลองผิดลองถูก พวกเขาชอบเรื่องสนุก และท้าทาย ดังนั้น การไปทำกิจกรรมที่ลูกอยากทำ (ที่ไม่เป็นอันตรายต่อตัวเองหรือผู้อื่น) บ้างก็อาจจะทำให้เราเองก็ได้รับการยอมรับจากลูก และสร้างความสัมพันธ์ได้ง่ายขึ้น เช่น กับลูกเล็ก เราอาจจะระบายสีเลอะๆ เล่นน้ำในสนามหญ้า เล่นบ่อบอล ส่วนกับลูกวัยรุ่น เราอาจจะไปช็อปปิ้งกับลูกบ้าง ไปสวนสนุก เล่นรถไฟเหาะ ไปกินบิงซู ไปดูหนังผี ไปเดินสยาม ฯลฯ ถ้าใครยังไม่ลอง แนะนำให้ลองดูสักครั้ง 😀
.
(8) “พ่อแม่ที่เคารพในการตัดสินใจของลูก” ถ้าเราเลี้ยงดูลูกด้วยความรักบนพื้นฐานของวินัย เมื่อถึงเวลาที่ลูกตัดสินใจเลือกอะไร เราควรเคารพในการตัดสินใจของเขา พ่อแม่มีสิทธิ์แนะนำ และแบ่งปันประสบการณ์ แต่เราไม่มีหน้าที่ไปขีดเส้นทางเดินให้กับชีวิตของลูก เพราะ “ลูกต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อการเลือกของตน ไม่ใช่พ่อแม่”
.
(9) “พ่อแม่ที่พร้อมให้ความช่วยเหลือเมื่อลูกต้องการ” เมื่อวันหนึ่งลูกทำอะไรไม่ได้ด้วยตัวเขาเองจริงๆ เราก็พร้อมจะยื่นมือเข้าไปช่วย ทั้งนี้แม้สิ่งนั้นเราจะไม่สามารถช่วยเหลือลูกได้ แต่เราจะให้กำลังใจ และการสนับสนุนเขาเสมอในฐานะพ่อแม่
.
(10) “พ่อแม่ที่ให้อภัยลูกเมื่อเขาทำผิดพลาด” ในเมื่อพ่อแม่ก็เป็นปถุชนทำผิดและทำพลาด ลูกของเราก็เช่นกัน ถ้าเขาทำในสิ่งที่ผิดพลาด ถึงแม้ว่าเราอยากตำหนิแค่ไหน ขอให้อดใจไว้ก่อน สิ่งที่เราควรทำ คือ “รับฟัง” และ “พูดคุยถึงแนวทางการแก้ปัญหา” จากนั้นสอนเขาไม่ใช่ลงโทษเขา เพราะการสอนทำให้เด็กได้รับบทเรียน และทำในสิ่งที่ถูก แต่การลงโทษไม่ได้ก่อให้เกิดสิ่งที่ถูกต้อง นอกเสียจากตำหนิตัวเองเพิ่มอีก
เราควรตระหนักไว้เสมอว่า “ไม่มีใครอยากทำผิดพลาด เมื่อผิดพลาดแล้ว ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น เป็นบทลงโทษในตัวมันเองอยู่แล้ว อย่าได้เหยียบย่ำเขาเพิ่มอีกเลย เขาได้รับทบเรียนแล้ว เราควรช่วยเขาให้แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นดีกว่า”
.
10 ข้อนี้อาจจะเป็นเพียงคุณสมบัติคร่าวๆ ที่จะทำให้ “พ่อแม่มีอยู่จริงสำหรับลูก”
สำหรับความสำคัญของการมีอยู่จริงของพ่อแม่อย่างเรา ไม่ได้เป็นเพียงการตอบสนองความต้องการมีตัวตนของเราที่มีต่อลูก แต่เพื่อทำให้ลูกมีตัวตนในสายตาเราด้วย
.
“พ่อแม่มีอยู่จริงสำหรับลูก ลูกก็มีอยู่จริงสำหรับพ่อแม่ด้วย”
ดังนั้นเด็กจึงสามารถเห็นคุณค่าและความหมายในตัวเขาเช่นกัน เมื่อพ่อแม่อยู่ตรงนั้นเพื่อเขา

Cr.เพจตามใจนักจิตวิทยา

Published by #พ่อลูกเจนอัลฟ่า

ประสบการณ์คุณพ่อลูกเจนอัลฟ่า 2 คน และบริหารโรงเรียนเสริมพัฒนาการเด็กเล็กตั้งแต่ปี 2015

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

%d bloggers like this: