ฝันร้ายไม่ได้เป็นของคู่กันกับวัยเด็กของทุกคน แต่ฝันร้ายกับวัยเด็กของผมเป็นของคู่กัน

ฝันร้ายไม่ได้เป็นของคู่กันกับวัยเด็กของทุกคน แต่ฝันร้ายกับวัยเด็กของผมเป็นของคู่กัน

โดยเฉพาะฝันว่าเดินไปในความมืด แล้วเผชิญกับบางสิ่งที่ไม่เคยเห็น แต่น่ากลัวจนต้องหันหลังวิ่งหนี ซึ่งทุกครั้งที่วิ่งหนี ขาจะแข็งหนืด ก้าวไม่เคยออก หนีไม่เคยพ้น เมื่อจวนตัวจะกรีดร้องสุดเสียง ก่อนจะสะดุ้งตื่น ลืมตาอยู่ในความมืดกับความหวาดกลัว หลังจากนั้นการข่มตาหลับก็เป็นเรื่องยากเย็น

กับฝันว่าตกจากที่สูง หล่นลงสู่หุบเหวอันมืดมิด ร่วงลงไปนานเท่านานก็ยังไม่ถึงพื้นเบื้องล่างสักที ช่วงเวลานั้นเหมือนใจจะขาด เช่นกัน ก่อนจะสะดุ้งตื่น หายใจเฮือก เหงื่อเปียกชุ่ม เสียงแม่บ่น ละเมออีกแล้ว กลางวันซนนัก

นานปีเข้า เริ่มเคยชิน เหมือนมีอีกจิตหนึ่งที่รู้ทันความความฝัน เมื่อเริ่มฝัน เริ่มกลัว สักพักก็คิดได้ว่า ตกลงไปเถิด ไม่เป็นไร เดี๋ยวก็ตื่น

เป็นเรื่องที่โชคร้ายสำหรับเด็กคนหนึ่ง หากครอบครัวและโรงเรียนคือที่ๆ นำฝันร้ายมาสู่ชีวิตมากที่สุด ผมอาจโชคดีที่ความกังวลในครอบครัว ที่หนักที่สุดก็คือ กลัวว่าจะต้องจากครอบครัวไปที่ไหนไกลๆ ตามลำพัง

แต่สำหรับโรงเรียน มันคือความกังวลรายวัน ความกังวลรออยู่ตามตารางสอน หน้าชั้นเรียน ตามห้องพักครู ตามโรงอาหาร ตอนเข้าแถวหน้าเสาธง เมื่อไหร่ก็ตามที่ต้องพาความกังวลจากโรงเรียนกลับมาบ้าน ความกลัวเป็นอันต้องนำฝันร้ายมาเยือนในยามค่ำคืน และด้วยชีวิตที่สอนให้ไม่ปริปากเล่ากับใคร จึงต้องพกความกังวลนั้นกลับไปกลับมาอยู่นานหลายวันเสมอ

ความหวาดกลัวในใจที่ไม่สามารถขจัดและบอกให้ใครรับรู้ได้นั้นทุกข์ทรมาน

เคยมีครั้งหนึ่ง ตื่นเช้ามาถึงขั้นกล้ามเนื้อขาเครียดเกร็ง โดยไม่รู้สาเหตุ จนก้าวขาไม่ออก เดินไม่ได้ ถึงขั้นต้องซ้อนท้ายจักรยานอาไปโรงเรียน แต่พอได้วิ่งเล่นกับเพื่อน บ่ายๆ ก็หายไปเอง ใจมันบอกกล้ามเนื้อว่าอย่าพาไปโรงเรียน

ผมกลัวครูประจำชั้น ป.2 ที่รุ่นพี่และผู้ใหญ่กรอกหูว่าดุมาก กลัวกิจกรรมเข้าจังหวะ กลัววิชาภาษาอังกฤษ กลัวการรายงานหน้าชั้น กลัวการเดินพาเหรด กลัววิชาดนตรี กลัวรุ่นพี่ กลัวการชกต่อยกับเพื่อน กลัวสารพัด บางเรื่องใจหนึ่งอยาก ใจหนึ่งกลัว กลัวทำไม่ได้ กลัวถูกล้อ กลัวถูกทำโทษ สุดท้ายความกลัว ความไม่มั่นใจ ก็พาใจหนีจากการเรียนรู้ เพราะต้น ’กล้า’ ไม่ได้ถูกรดน้ำพรวนดิน

ทุกครั้งที่ได้รับความกลัว ตามมาคือวิตกกังวลและฟุ้งซ่าน ก่อนจบลงด้วยฝันร้ายและการเก็บกั้น การไม่เคยปริปากบอกใคร พาตะกอนทับถมลงไปนอนก้นอยู่ในชั้นที่ลึกสุดของก้นบึ้งจิตใจ หนาขึ้นๆ

ฝันร้ายสุดๆ ไม่ได้มาจากการจมรายสัปดาห์ในโรงเรียน แต่มาจากการเผชิญกับความกลัวขณะดิ้นรนหนีความตาย ในการจมที่ไม่สามารถหายใจ

ประมาณชั้นประถมหนึ่งหรือสองจำได้ไม่แม่นยำแล้ว วันนั้นข้ามไปบ้านญาติอีกฝั่งคลอง แอบหนีผู้ใหญ่ไปริมน้ำ เอาหนังสะติ๊กยิงปลาเข็ม ยิงโดนตัวหนึ่งหงายท้องลอยขาว จึงไต่ลงตลิ่งเพื่อลุยน้ำไปเอา อารามลิงโลดใจลืมคิดไปว่าฝั่งบ้านอานั้นเป็นวังลึก ไม่ใช่หาดทรายเหมือนฝั่งบ้านที่เคยชิน

วินาทีที่ไถลลงสู่ความลึกที่เท้าหยั่งไม่ถึงนั้นสุดบรรยาย จำได้ว่าจมผุดจมโผล่อยู่หลายครั้งมาก กินน้ำไปหลายอึก ก่อนจะมีมือผู้ใหญ่มาดึงขึ้นไป ไม่จมน้ำแล้ว แต่ความรู้สึกที่เหมือนถูกกระชากหัวใจไปยังจมอยู่ก้นคลอง ทั้งกลัวตาย กลัวแม่รู้และกลัวถูกตี

แต่ที่ผ่านพ้นมาได้นั้น ยังไม่ใช่การดิ้นรนให้พ้นการจมอันแสนทุกข์ทรมาน

การจมที่น่าหวาดกลัวอย่างแท้จริงกลับอยู่บนที่นอนในคืนวันนั้นและอีกหลายคืนถัดมา นานนับสัปดาห์หรือกว่านั้น ผมไม่สามารถหลับตานอนได้เลย เพราะทุกครั้งที่หลับตา คือการจมดิ่งและสำลักที่ตามมาหลอกหลอน การดิ้นรนให้พ้นความจม จู่โจมติดตาติดใจจนไม่อาจหลับนอน ตลอดทั้งคืน

มันตามหลอกหลอนจนแทบคลั่ง กระทั่งปิดเทอมที่ผมต้องเดินทางไปบ้านพ่อเฒ่าที่หลังสวน ผมยังจมอยู่กับฝันร้ายอีกนานนับเดือน ที่ทรมานกว่านั้นคือผมไม่ได้ปริปากบอกใครเลย

กลับมาจากบ้านพ่อเฒ่าครั้งนั้น ผมเรียนรู้ที่จะเดินเข้าไปในความกลัวด้วยการเอามะพร้าวทุยสองลูกมาผูกคู่และเริ่มหัดว่ายน้ำจริงจังจนว่ายน้ำเป็น

แหละนั่นอาจเป็นสาเหตุหนึ่งของการกักขังลาวาของความกลัวไว้ในส่วนลึกที่สุด ใต้ภูเขาไฟภายในจิตใจ ขณะที่ชีวิตดำเนินไปโดยไม่รู้ว่าทุกวันมันส่งเสียงคำราม แหละนี่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งของการที่ทำให้ผมหยุดหายใจระหว่างนอนในปัจจุบัน

ในด้านดี ปัญหาและอุปสรรคทั้งหลายที่กัดกร่อนอยู่ภายใน เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่ง ที่ทำให้ผมพอใจในชีวิต และคิดว่าแค่นี้ก็ดีแล้ว ที่สำคัญ ยังทำให้บาดแผลภายนอก กลายเป็นเรื่องกระจอกที่ไม่มีความหมายและความจำเป็นใดๆ ให้ต้องปิดบังอำพราง เพราะมันเทียบไม่ได้กับแผลที่อยู่ข้างใน

นี่เองสุดท้ายแล้ว ทำไม การสามารถหยุดคิด การหายใจที่สงบและการนอนหลับที่สนิท จึงเป็นสิ่งที่ชีวิตเรียกหา

ผมนึกถึงเรื่องเหล่านี้ เพราะเห็นภาพความหวาดกลัวของเด็กจากการทำร้ายของครู แล้วทั้งหดหู่และสะเทือนใจ ยิ่งเป็นการทำร้ายโดยเจตนาครั้งแล้วครั้งเล่ายิ่งน่าเศร้า

ฝันร้ายของผมนั้นไม่ได้มาจากเจตนาของผู้ใด ผมเพียงแต่โชคร้ายที่ไม่มีผู้ใหญ่ที่เป็นกัลยาณมิตรคอยถามไถ่ แต่เด็กๆ ที่น่าสงสารเหล่านั้น โชคร้ายที่ไปเจอครูที่ไม่มีคุณสมบัติของความเป็นครู และโรงเรียนที่ไม่ได้ทำให้เชื่อได้ว่าเอาใจใส่ดีพอ

พวกเขาไม่เพียงต้องกลับมาเผชิญกับฝันร้ายทุกค่ำคืนเท่านั้น แต่ตื่นมาทุกเช้าพวกเขาต้องถูกคนที่เขาอยากกอดไว้ให้แน่นที่สุด ส่งไปอยู่กับคนที่สร้างความหวาดผวาให้กับเขามากที่สุด ขวัญและดวงใจเล็กๆจะสลายปานไหน

ฝันร้ายตลอดเวลาของเด็กๆเหล่านั้นน่ากลัวกว่าฝันร้ายที่ผมต้องเผชิญมากนัก

นี่คือบาปของการประกอบธุรกิจการศึกษาที่ขาดมากกว่าการเอาใจใส่ ก่อบาปกรรมอันพาให้ตกนรกทั้งเป็น

บาดแผลที่ประทับในใจเด็กนั้น มองด้วยตาของผู้ใหญ่อาจไม่เห็น เพราะแผลนั้นลึกและหายยาก และเราไม่รู้เลยว่าจะส่งผลอย่างไรต่อชีวิตของเด็กคนหนึ่งไปยาวนานแค่ไหน

ฝันร้ายของเด็กน้อยทั้งหลายจากโรงเรียน คือการตอกย้ำความตกต่ำของการศึกษาไทย

Cr.สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ

Published by #พ่อลูกเจนอัลฟ่า

ประสบการณ์คุณพ่อลูกเจนอัลฟ่า 2 คน และบริหารโรงเรียนเสริมพัฒนาการเด็กเล็กตั้งแต่ปี 2015

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

%d bloggers like this: