หมอครับ ไลฟ์โค้ชต่างกับจิตแพทย์ตรงไหนคับ?

หมอครับ ไลฟ์โค้ชต่างกับจิตแพทย์ตรงไหนคับ?

คำถามจากปากเด็กน้อย 10 ขวบกว่า ๆ ถามหมอในช่วงไลฟ์โค้ชระบาดทั่วเมือง

หมอก็ไม่รู้เหมือนกันครับ ผมตอบกลับไป แต่แอบอึ้งเบา ๆ ที่เด็กรู้จักไลฟ์โค้ชและเข้าใจเปรียบเทียบ

ผมเองก็เคยคุยกับเพื่อนจิตแพทย์เล่น ๆ ว่าอีกห้าปีจิตแพทย์เราจะถูกไลฟ์โค้ชแย่งงานไปหรือเปล่า เรายอมรับครับว่าเราพูดไม่เก่งเท่าไลฟ์โค้ช เราไม่รู้จัก marketing เราไม่มีคอร์สขาย แต่เราคิดว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะตกงานครับ เพราะเนื้องานเรากับเค้ามันแตกต่างกันมาก

จะว่าไปจิตแพทย์กับไลฟ์โค็ชก็มีลูกค้ากลุ่มเดียวกันคือ “คนเป็นทุกข์”

คนเป็นทุกข์มักถูกชักจูงได้ง่ายจากอารมณ์ที่ไม่มั่นคง เหมือนที่คนโบราณบอกว่า “เวลาดีใจอย่าเพิ่งให้สัญญา เวลาเศร้าหนักหนาอย่าเพิ่งตัดสินใจ” เพราะเราจะใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผลและมักตัดสินใจผิด ๆ ทำนองว่ามีอะไรเข้ามาก็เอาไว้ก่อนเพราะกลัวว่าไม่มีทางเลือก กลัวว่าไม่ตัดสินใจแล้วจะพลาดเหมือนที่ผ่านมา (อันนี้หลักการเดียวกับ Flash Sale ในช็อปปิ้งออนไลน์ ผมก็เป็นเหยื่อมาเหมือนกัน)

คนไข้ซึมเศร้าบางคนก็ลงคอร์สหมดไปหลายหมื่น เข้าคอร์สแต่ก็ไม่ได้ไรกลับมาทำนองว่าเรียนแต่ไม่ได้รู้ มัวแต่ฟังโค้ชเล่าว่าตัวเองดีอย่างโน้น เก่งอย่างนั้น ยิ่งกลับมามองตัวเองก็คิดว่าทำไมตัวเองกระจอกจัง(วะ) ก็ยิ่งเศร้า น่าสงสารคนไข้ครับ

ไลฟ์โค้ชมักใช้หลักการจิตวิทยาหมู่ ให้ลองสังเกตว่าไลฟ์โค้ชไม่ค่อยมีคอร์สออนไลน์เพราะมันบิวท์อารมณ์ไม่ได้ไงครับ มันต้องจัดในห้องประชุมใหญ่ ๆ แสงสีจัดเต็มให้ดูฮึกเฮิม มีคนไปปรบมือหน้าเวที เวลาไลฟ์โค้ชพูดคำคมก็ร้องไห้เหมือนเพิ่งหั่นหัวหอมใหญ่ ทั้งหมดก็เพื่อให้คนเกิดอารมณ์ร่วม เพราะอารมณ์นำไปสู่การตัดสินใจโดยเฉพาะการซื้อคอร์สอันต่อไป ถ้าใครเคยไปงานสัมมนาขายตรงจะเข้าใจบรรยากาศครับ

แต่การทำงานของจิตแพทย์จะไม่ได้เหมือนไลฟ์โค้ชเลยครับ เราจะอยู่กับคนไข้แบบ 1 ต่อ 1 เราไม่มีคำคมหล่อ ๆ ให้คนไข้เปลี่ยนตัวเองในพริบตาเพราะเราเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นต้องใช้เวลา ต้องทนอยู่กับความเจ็บปวดบ้างเราถึงจะผ่านมันไปได้ แน่นอนครับว่าบางทีคนไข้ก็รอไม่ได้ที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงก็มีห่างหายไปบ้าง การรักษาของเรามันก็เลยไม่ได้ดังเปรี้ยงปร้างมากนัก

สิ่งสำคัญคือเราพยายามเข้าใจคนไข้ครับ เข้าใจคือเข้าไปในใจเค้าและพยายามที่จะรู้ให้ได้ว่าเค้าคิดยังไงรู้สึกยังไง นี่แหละคือเครื่องมือของเราที่เรียกว่า Empathy แปลเป็นไทยคือ “ใจเขา ใจเรา” ซึ่งไลฟ์โค้ชในห้องประชุมใหญ่ไม่สามารถ empathy ได้เพราะการ empathy ต้องเกิดจากการตั้งใจฟังคนที่อยู่ตรงหน้าเท่านั้นไม่ใช่การพูดฉอด ๆ เหมือนไลฟ์โค้ชทำ

จริง ๆ แล้ว คุณไม่จำเป็นต้องเป็นจิตแพทย์ก็สามารถ empathy คนอื่นได้ถ้าหากคุณสนใจว่า empathy ทำได้อย่างไร

ผมแค่อยากบอกว่า empathy ทำได้ไม่ยากแต่ก็ไม่ง่าย สิ่งสำคัญคือ “เวลา” คือคุณต้องอดทนที่จะฟังเพื่อเข้าใจคนอื่นจริง ๆ การฟังดูเหมือนทำไม่ยากเนอะ แต่คนพูดเค้าดูออกจากภาษากายว่าเราตั้งใจฟังเค้าจริงหรือเปล่า “ทุกคนไม่ได้ต้องการคนพูดเก่ง แต่ทุกคนต้องการคนฟังเก่งครับ” ผมเชื่อนะครับว่าถ้าหากคุณ empathy คนอื่นได้ทำให้เกิดความเชื่อใจ (Trust) ซึ่งทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีและถึงตอนนั้นคุณจะแนะนำเค้ายังไงเค้าก็จะฟังคุณครับ เพราะคุณเคยฟังเค้ามาแล้วไงครับ

นอกจากนี้คุณต้องซื่อสัตย์กับตัวเองด้วยว่าตัวคุณเข้าใจเค้าจากมุมของเค้าไม่ใช่มุมของเรา ถ้าหากคุณยังไม่เข้าใจเค้าจริงอย่าตีเนียนว่าเข้าใจ เพราะนั่นไม่ใช่ empathy ที่แท้จริงครับ ไม่รู้ก็บอกไม่รู้ ไม่เข้าใจก็บอกไม่เข้าใจ

ลองทำกันดูครับ คุณแม่ empathy ลูก คุณสามี empathy ภรรยา รับรองได้ใจไปเต็ม ๆ ไม่ต้องไปลงคอร์สอะไร ทำได้ง่าย ทำได้ทันที เป็นจิตแพทย์กันง่าย ๆ เริ่มที่ empathy ครับ ^o^

Cr โลกสมาธิสั้น

#หมอปัง

Published by #พ่อลูกเจนอัลฟ่า

ประสบการณ์คุณพ่อลูกเจนอัลฟ่า 2 คน และบริหารโรงเรียนเสริมพัฒนาการเด็กเล็กตั้งแต่ปี 2015

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

%d bloggers like this: