อะไรคือ EF และอะไรมิใช่

อะไรคือ EF และอะไรมิใช่

EF หรือ Executive Function คือความสามารถของสมองที่ใช้ในการควบคุมตนเองไปให้ถึงเป้าหมาย

อีกคำนิยามหนึ่งที่สั้นกว่าคือทักษะสมองเพื่อความสำเร็จ

จะเห็นได้ว่าเป็นคำนิยามที่กว้างจนกระทั่งหากเราไม่แม่นยำก็อาจจะทึกทักเอาได้ว่าอะไรๆ ก็คือ EF ทำงานสำเร็จเป็นใช้ได้ ซึ่งไม่จริง

เป็นความจริงที่ว่า ณ ปัจจุบัน ตำราต่างประเทศแต่ละเล่มเขียนนิยาม EF ไม่เหมือนกัน

อย่างไรก็ตามพบว่ามีจุดร่วมอยู่เรื่องหนึ่งคือ EF ควรประกอบด้วยการกระทำ 2 ขั้นตอน ได้แก่หยุดสิ่งที่ทำอยู่แล้วเปลี่ยนไปทำสิ่งที่ดีกว่า

คำศัพท์ที่ใช้เรียกการกระทำ 2 ขั้นตอนนี้ก็มีหลากหลายมากในตำราแต่ละเล่ม เรียกอย่างง่ายที่สุดน่าจะเป็น inhibition&shifting หยุดและเปลี่ยน

งานวิจัย EF ใช้เครื่องมือทดสอบหลายชิ้น ชิ้นหนึ่งที่ใช้บ่อยเรียกว่า Go/No Go task

กล่าวคือทดสอบความสามารถของเด็ก 4-7 ขวบว่าสามารถหยุดการกระทำหนึ่งเพื่อกระทำอีกหนึ่งซึ่งยากกว่าได้เร็วเพียงใด

เช่น เมื่อยกป้ายดวงอาทิตย์ เด็กจะต้องตอบว่ากลางคืน และเมื่อยกป้ายดวงจันทร์ เด็กจะต้องตอบว่ากลางวัน เด็กจะทำได้เมื่อเขาสามารถยับยั้งคำที่ถูกต้องแล้วเปลี่ยนไปพูดคำที่ผิดแทน งานวิจัยได้แสดงให้เห็นว่าเด็กแต่ละคนในแต่ละช่วงอายุมีความสามารถยับยั้งตนเองไม่เท่ากัน เด็กอายุมากกว่าจะยับยั้งได้ดีกว่า

งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งทดสอบความสามารถนี้เช่นกันแต่ซับซ้อนมากขึ้นโดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Stroop Test

ให้เด็กอ่านตัวหนังสือที่เขียนคำว่า “เขียว” ด้วยสีแดง พบว่าเด็กที่อายุมากขึ้นจึงจะอ่านได้ถูกต้องในขณะที่เด็กเล็กกว่ามักอ่านว่า “แดง” ตามสีที่เห็นเสียมาก แสดงถึงความสามารถที่จะยับยั้งได้ไม่ดีนัก

นี่คือ EF อย่างงายที่เริ่มต้นในเด็กเล็กอายุ 4-7 ขวบ ซึ่งมี EF มากพอที่จะวัดค่าเป็นตัวเลขได้

ก่อนหน้า 4 ขวบ เด็กอายุ 0-3 ขวบก็เริ่มต้นพัฒนาความสามารถนี้มาก่อนแล้ว แต่มิใช่ EF ที่สมบูรณ์และยังวัดค่าออกมาเป็นตัวเลขไม่ได้ เราเรียกระยะนี้ว่า proto-EF คือระยะก่อน EF

ปรากฏการนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ทารกอายุ 3 เดือน

ระหว่างอายุ 0-3 เดือนนั้น ทารกและแม่เป็นหน่วยเดียวกันและนับเป็น 1 หน่วยโดยมิแยกจากกัน เราเรียกว่าระยะออทิสติก (autistic phase)

เวลานั้นทารกอยู่กับตัวเองเสียมาก ดูดนมและนอนมากกว่าที่จะทำอย่างอื่น แต่ที่จริงเขาทำอยู่เรื่องหนึ่งนั่นคือมองหน้าแม่ที่กำลังให้นม

เขาไม่เพียงมองหน้าแม่ที่กำลังให้นม แต่เรียนรู้ด้วยว่าอ้อมแขนแม่เป็นอย่างไร เต้านม หัวนม และน้ำนมของแม่ ความอบอุ่นจากทรวงอก เสียงหัวใจแม่ที่ได้ยิน เสียงร้องเพลงขับกล่อม เหล่านี้ประกอบขึ้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าแม่

อันเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการสร้างแม่ที่มีอยู่จริงขึ้นมา

ใบหน้าแม่เป็นใบหน้ามนุษย์คนแรกที่เขารู้จักและจดจำ เรียกว่า face recognition

คือวงกลมสองวง สันจมูก และรอยยิ้มวงพระจันทร์ นี่คือใบหน้าคน และคนสำคัญที่สุดคือใบหน้าแม่

ตอนอายุ 3-6 เดือนเด็กมองดูโมไบล์ที่ส่งเสียงดังกุ๊งกิ๊งบนเพดาน เมื่อแม่เดินเข้ามาหาและเมื่อเขาเห็นใบหน้าแม่ ที่เขาจะทำคือ “หยุด” ดูโมไบล์แล้ว “เปลี่ยน” ไปดูใบหน้าแม่

จะเห็นว่าบัดนี้กริยาพื้นฐานสองขั้นตอนได้เกิดขึ้นแล้ว คือ หยุดและเปลี่ยน

ตอนอายุ 6 เดือน เด็กจะสร้างแม่ที่มีอยู่จริง แม่ที่มีอยู่จริงจะเป็นต้นแบบของวัตถุอื่นๆในจักรวาลที่มีอยู่จริง เรียกว่า object constancy หรือ object permanence

ก่อนอายุ 8 เดือน ขณะที่เด็กกำลังเล่นของเล่น หากเราใช้ผ้าคลุมของเล่น เขาจะเลิกเล่น เพราะวัตถุมิได้มีอยู่จริง ไม่เห็นคือไม่มี

แต่หลังจากอายุ 8 เดือน เด็กจะรู้ว่าของเล่นอยู่ที่เดิมแต่มีผ้าบัง วัตถุมีจริงแล้วและไม่เห็นก็มีได้ เด็กจะปัดผ้าออกแล้วเล่นของเล่นต่อไป

พบต่อไปว่าเด็กแต่ละคนจะใช้เวลาหาของเล่นบนผ้านานไม่เท่ากัน เด็กบางคนหาอยู่นานก่อนจะหยุดแล้วไปหาของเล่นใต้ผ้า

ในขณะที่เด็กบางคนใช้เวลาเพียงครู่เดียวก็รู้จักหยุดแล้วไปหาของเล่นใต้ผ้าได้ นี่คือกริยาพื้นฐานสองขั้นตอนที่เกิดขึ้นเมื่อวัตถุเริ่มมีอยู่จริง คือหยุดและเปลี่ยน

จะเห็นว่าจุดกำเนิดนั้นมาจากใบหน้าแม่
แม่จึงมีความสำคัญไม่เพียงต่อจิตวิทยาพัฒนาการ แต่มีความสำคัญต่อการเริ่มต้นของพัฒนาการด้านสมองส่วนที่รับผิดชอบระยะก่อน EF นั่นคือวงจรประสาทที่รองรับกริยา “หยุด” แล้ว “เปลี่ยน”

คำศัพท์ที่ถูกต้องมากกว่าคำว่าหยุดคือ “ยับยั้งปฏิกิริยา” ซึ่งแปลมาจากคำว่า response inhibition

หรือบางตำราใช้คำว่า “ควบคุมยับยั้ง” ซึ่งแปลมาจากคำว่า inhibitory control

กล่าวคือในสถานการณ์นั้นๆ เด็กควรจะเกิดปฏิกิริยาตอบสนองแบบหนึ่ง แต่เขาสามารถยับยั้งปฏิกิริยาตอบสนองนั้นได้ ก่อนที่จะเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นที่ดีกว่า

ความสามารถนี้ได้สร้างวงจรประสาทขึ้นมาในสมองชุดหนึ่ง

นึกภาพเซลล์ประสาทที่ยืดแขนงประสาทยาวออกไปเรื่อยๆ แตะกันเป็นร่างแหแล้วสร้างวงจรประสาทขึ้นมา วงจรประสาทนี้จะซับซ้อนมากขึ้นเมื่ออายุมากขึ้นแล้วพัฒนาต่อไปเป็น EF เต็มรูปแบบ
คือ ควบคุมตัวเอง – ความจำใช้งาน – คิดยืดหยุ่น

ดังนั้น มิใช่ว่าอะไรๆก็คือ EF

Cr. นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์

Published by #พ่อลูกเจนอัลฟ่า

ประสบการณ์คุณพ่อลูกเจนอัลฟ่า 2 คน และบริหารโรงเรียนเสริมพัฒนาการเด็กเล็กตั้งแต่ปี 2015

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

%d bloggers like this: