การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดแก่เด็กและตัวพ่อแม่เอง

เราจะพบว่างานศิลปะมิได้มีแค่กระดาษและดินสอสี แล้วก็มิได้มีแค่สวยหรือไม่สวย ระบายสีออกขอบหรือไม่ออกขอบ มากไปกว่านี้คือมิได้มีคะแนนให้

งานศิลปะมีรูปธรรมของการจัดการที่ชัดเจน เริ่มตั้งแต่ตัวโต๊ะ วัสดุสองจำพวก คือวัตถุที่เด็กๆจะระบายหรือละเลงสีลงไปกับวัตถุที่ให้กำเนิดสี วิธีจัดวางไปจนถึงวิธีจัดการ เหล่านี้ผู้เขียนได้แจงรายละเอียดอย่างมากจนกระทั่งเราสามารถใช้ไม้บรรทัดทาบอ่านทีละบรรทัด ทีละคำเพื่อเลียนแบบได้เลยหากคิดอะไรไม่ออกเพราะเป็นมือใหม่

สำคัญกว่านั้นคือทั้งหมดที่เราทำ เราทำไปเพื่อ “จุดไฟ”

คือไฟแห่งการเรียนรู้ทั้งสำหรับตัวเด็กและสำหรับพ่อแม่ผู้ตั้งใจทำโฮมสคูล

ที่เราอยากได้คือเด็กที่มีความใฝ่รู้ อยากรู้อยากเห็น และพร้อมเรียนรู้ไร้รูปแบบ กับพ่อแม่ที่เข้าใจเรื่องการเรียนรู้สมัยใหม่ตามที่ควรจะเป็น สำหรับบ้านเราขอเพียงถอนตัวออกจากหลุมการศึกษาแบบครอบงำได้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จระดับหนึ่งแล้ว


ภายใต้ข้อเท็จจริงที่ท้าทายนั่นคือพ่อแม่แบบไหนกันที่จะทำงานนี้ได้เป็นเวลา 10-15 ปี โดยไม่เสียศูนย์ ซึ่งเมื่ออ่านจนเข้าใจแล้วก็เป็นที่มั่นใจได้ว่าไม่มีใครคิดจะลอกวิธีการในหนังสือเล่มนี้แน่ เพราะเราเองที่จะจุดไฟตัวเองติดก่อน ก็ไม่รู้จะลอกไปทำไมอีก

การเรียนรู้ผิดวิธีไม่เพียงทำให้เสียเวลา 10-15 ปีไปโดยเปล่าประโยชน์ แต่อาจจะทำให้กระบวนการเรียนรู้เรื่องที่สำคัญกว่าเสียหายโดยเรียกคืนมิได้อีก เช่น การท่องสูตรคูณ เด็กที่ท่องสูตรคูณได้เป็นเรื่องดีแต่เราไม่อาจจะมั่นใจได้ว่าการท่องสูตรคูณได้ทำให้ความสามารถด้านคณิตศาสตร์ที่ควรจะพัฒนาไปได้เรื่อยๆ ในอีกเส้นทางหนึ่งกลับติดอยู่กับที่หรือถูกนำพาให้ไปอีกเส้นทางหนึ่ง เป็นต้น นี่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งที่เราควรค่อยๆทำความเข้าใจสิ่งที่หนังสือเล่มนี้ซึ่งเป็นความเรียงเชิงพรรณนาพยายามบอกเรา

ประเด็นจึงมิใช่เพียงก้อนความรู้หรือวิธีเรียนรู้ แต่คือ “ไฟ”

พ่อแม่มือใหม่หลายคนกังวลเรื่องความรู้ของตนเอง ส่วนนี้เป็นเรื่องที่ฝึกได้ หนังสือเล่มนี้ได้ให้บทเรียนที่เป็นรูปธรรมมากมาย เช่น การเขียนวงกลมลงกลางหน้ากระดาษแล้วเขียนเรื่องที่ลูกสนใจลงไป สมมติว่าลูกสนใจ IRONMAN (ไออ้อนแมน) ตัวละครสำคัญคนหนึ่งในทีมอเวนเจอร์สของมาร์เวล คุณพ่อคุณแม่มือใหม่จำนวนมากจะกังวลว่าลูกเรียนคณิตศาสตร์ ภาษา และประวัติศาสตร์ไม่ทัน แต่หนังสือจะสอนให้เราเขียนวงกลมวงถัดๆ ไปซ้อนทับหรือประชิดวงกลมไออ้อนแมนวงแรก จากนั้นค่อยๆเขียนประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับไออ้อนแมนลงไปเรื่อยๆ เราจะพบว่าจำนวนวงกลมขยายไม่สิ้นสุด และหลายวงกลมนั้นคือสาระวิชาดั้งเดิมที่การศึกษาบังคับให้ต้องเรียนและสอบให้ได้ตามข้อบังคับนั้นเอง

แต่สาระวิชามิใช่เรื่องใหญ่สำหรับพ่อแม่ที่คิดทำโฮมสคูล ไฟต่างหากที่สำคัญกว่า และหากไฟมีมากพอแล้วการสอบตามกติกาบางประการมิใช่เรื่องที่เด็กเหล่านี้จะทำไม่ได้

แม้แต่เรื่องการอ่าน พ่อแม่จำนวนมากกังวลเรื่องลูกไม่รักการอ่าน แม้แต่พ่อแม่ที่อ่านนิทานก่อนนอนให้ลูกฟังทุกคืนก็รายงานว่าลูกมิได้รักการอ่านเท่าที่ตนเองคาดหวัง แท้จริงแล้วเรื่องการอ่านก็พบประเด็นคล้ายคลึงกับเรื่องสูตรคูณ ที่จริงแล้วการเขียนอาจจะเป็นขั้นตอนที่จำเป็นก่อนการอ่าน กล่าวคือนอกเหนือจากที่เราจะอ่านนิทานก่อนนอนให้ลูกฟังหรือโปรยหนังสือให้ลูกเลือกอ่าน ที่ขาดมิได้ควรเป็นดินสอและกระดาษให้เด็กๆได้เขียนอย่างเสรีด้วย แล้วจะพบว่าเด็กหลายคนเขียนได้ก่อนอ่าน จากนั้นสมองจะพัฒนาไปอีกขั้นตอนหนึ่งอย่างน่ามหัศจรรย์

เสี่ยงเกินไปไหมที่เอาอนาคตของลูกทั้งหมดมาเดิมพันกับตัวเองทั้งที่ที่โรงเรียนมีครูและหลักสูตรประกันความเสี่ยงอยู่แล้ว คำตอบคือเสี่ยงอะไร? บ้านหลังเดิม พ่อแม่คนเดิม เวลาเท่าเดิม (แต่ที่จริงมากกว่าเดิมเสียจนหลายคนบ่นว่ามากเกินไป) ข้อแตกต่างสำคัญก่อนเริ่มโฮมสคูลคือเราต้องแน่ใจว่าเราไม่มีความจำเป็นต้องแข่งกับใครหรือประกวดประขันกับใคร ลูกของเราเป็นผู้กำหนดขั้นตอนและวิธีเรียนรู้เอง ซึ่งสิ่งที่จะได้มาคือ passion ความหลงใหลในการเรียนรู้ ต่างจากการศึกษาในระบบที่มักไม่ให้เวลาแก่เด็กมากพอที่จะสร้างความหลงใหลในการเรียนรู้นี้

รูมี่ เด็กชายวัยหกขวบอยากเลี้ยงม้า แม่ของเขารู้ว่าบ้านที่เป็นห้องในคอนโดมิเนียมไม่มีทางเลี้ยงม้าได้แน่นอน แต่แม่ไม่ดับไฟฝันของลูก เธอให้ลูกได้ไปต่อตามความฝันด้วยการทำงานหาเงินสร้างคอกม้าก่อน ผลจากการนี้นำมาซึ่งพัฒนาการต่อเนื่องและผลลัพธ์อันคาดไม่ถึง เมื่อเราอ่านตัวอย่างทำนองนี้หวังใจว่าเราจะไม่ยึดติดที่ผลลัพธ์ เด็กคนอื่นอาจจะมิได้จบแบบรูมี่ก็ได้ แต่ที่แน่ๆ คือกองไฟแห่งความหลงใหลในการเรียนรู้จะคุโชนอยู่ตลอดเวลา นี่ต่างหากคือสิ่งที่เราอยากได้

เจคอบ อายุสิบขวบต้องการเงิน 850 เหรียญเพื่อไปเข้าค่ายอวกาศที่นาซ่า พ่อของเขาอนุญาตและให้เขาหาเงินเอง เขาขายคุ้กกี้และได้เงินครบ 850 เหรียญในเวลาสองปี คือสองปีที่เขาได้เรียนรู้อะไรมากมาย มากกว่าที่โรงเรียนจะมอบให้เขาได้ในเวลาเท่ากัน และว่าที่จริงอาจจะมากกว่าที่จะได้จากค่ายนาซ่า

“หนูดื่มน้ำมันรถได้มั้ยคะ” เมื่อลูกถาม
“ไม่ได้เด็ดขาด” พ่อแม่หลายบ้านตอบทันที
ถ้าเราลองเปลี่ยนเป็น “ถ้าหนูดื่มน้ำมันรถแล้วจะเป็นอย่างไร”
“หนูจะได้วิ่งเร็วเหมือนรถไงคะ” คือคำตอบที่เราอาจจะได้กลับมา

เมื่อจะทำโฮมสคูลเราอาจจะต้องฝึกตนเองให้มีจิตใจเปิดกว้างเอาไว้ก่อน ไหวพริบในการคุยกับเด็กๆ มิได้มีมาแต่กำเนิด เป็นเรื่องต้องฝึกฝนแต่มิใช่เรื่องยาก และเมื่อทำได้ครั้งหนึ่งเราจะพบว่าไม่ยากเลยที่เราจะไปต่อไป
“เรามาดูกันมั้ยว่าอะไรไปได้เร็วเท่าไร” เรื่องอาจจะไปจบที่ฟิสิกส์ด้วยความสนุกสนาน

การสำรวจเป็นการเรียนรู้ที่ง่ายที่สุด ว่าที่จริงแล้วคำว่าเรียนรู้และสำรวจอาจจะมีความหมายเหมือนกันในแง่มุมของเด็กๆ การพาเด็กออกเดินเมือง เดินป่า ไปในที่ที่ไม่เคยไปมาก่อนเป็นการเรียนรู้ทุกนาทีที่โรงเรียนให้ไม่ได้

สำหรับโรงเรียนบ้านเรายิ่งมีเรื่องนี้น้อยมากทั้งที่เป็นส่วนสำคัญมากที่สุดของการศึกษา ปัญหาของพ่อแม่โฮมสคูลอาจจะอยู่ที่งบประมาณ แต่พ่อแม่ที่เชี่ยวชาญก็จะพบว่างบประมาณที่ใช้มิได้มากมายจนทำไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราทำการบ้านก่อน มีข้อมูลอยู่ในมือว่าจะพาลูกไปที่ไหน ทั้งที่ฟรีและไม่ฟรี รวมทั้งอย่าลืมว่าค่าใช้จ่ายในการศึกษาตามระบบทุกวันนี้มิใช่น้อย ทันทีที่ออกจากระบบก็จะมีงบประมาณเหลือออกมาด้วยเสมอ

“ข้อสอบเลขเป็นยังไงบ้าง” แม่ถาม
“แม่ไม่ได้ยินเหรอ ผมแต่งกลอนได้สองบทเชียวนะ”
“แม่ได้ยินแล้ว แต่อยากรู้ว่าสอบเป็นยังไงบ้างก่อน”
“ผมแต่งกลอนสองบทตอนสอบเลขนี่แหละ”
“อะไรนะ แล้วโจทย์เลขล่ะ”
“ผมทำเสร็จแล้ว ผมไม่สนใจข้อสอบเท่าไหร่ ผมทำเสร็จเร็วเลยแต่งกลอนสองบทนี่ไง เดี๋ยวผมอ่านให้ฟัง”

เหล่านี้คือตัวอย่างซึ่งไม่เพียงทำให้โฮมสคูลเป็นรูปธรรม แต่มีเรื่องเล่าที่บอกเล่าถึงเรื่องที่จะเกิดขึ้นจริงและการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นกับพ่อแม่โฮมสคูลเองตั้งแต่แรกคือเมื่อลูกยังเล็ก ผ่านพายุวัยรุ่น และเรียนจบพ้นจากอกไป ถึงวันนั้นตนเองจะรู้สึกอย่างไรและเป็นอย่างไร ยังจะมีคุณค่าอะไรเหลืออยู่บ้าง

เล่นเกมออนไลน์กับลูกอย่างไร ควรทำอย่างไรกับวิชาประวัติศาสตร์ ไปจนถึงเราประเมินผลความก้าวหน้าของลูกได้อย่างไร เป็นส่วนหนึ่งในหัวข้อที่เราจะได้อ่านเมื่ออ่านต่อไปจนจบเล่ม

พ่อแม่โฮมสคูลอาจจะต้องเป็นคนที่ผมมักพูดถึงเสมอนั่นคือมีทักษะที่จะยอมรับได้ว่าชีวิตมีได้มีเสีย ได้อย่างเสียอย่างอยู่ตลอดเวลา หน้าที่ของเราคือเรียนรู้แล้วตัดสินใจแล้วเรียนรู้ซ้ำว่าอะไรสำคัญกว่าอะไรในแต่ละขั้นตอนและที่แท้แล้วผลลัพธ์ระยะยาวคืออะไร

หากใช้ภาษา EF ก็ต้องว่าพ่อแม่โฮมสคูลนั่นเองที่อาจจะต้องมีความสามารถที่เรียกว่า delayed gratification นั่นคือไม่ใจเร็วด่วนได้ แต่นั่งรอสักครู่ แล้วพิจารณาความงามที่เกิดขึ้นช้าๆ

Cr. นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์

Published by #พ่อลูกเจนอัลฟ่า

ประสบการณ์คุณพ่อลูกเจนอัลฟ่า 2 คน และบริหารโรงเรียนเสริมพัฒนาการเด็กเล็กตั้งแต่ปี 2015

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

%d bloggers like this: