20 ข้อสรุปของ COVID19 (19Feb2020)

อันนี้เป็นสรุปข้อมูลการประชุมสมาคมโรคติดเชื้อล่าสุด ที่แจ้งให้กับเหล่าแพทย์ทั้งหลายทราบ เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานะ ว่าตอนนี้สถานการณ์ไวรัสโควิด 19 มันเป็นยังไงบ้างแล้ว

หมอเวรอ่านแล้วน่าสนใจดี เลยสรุปมาให้ลูกเพจได้ดูกัน ยาวนิด แต่รับรองข้อมูลเจ้มจ้นแน่นอน ลองอ่านกันดูนะ

  1. ที่มาของเชื้อ หลังจากตรวจสอบอย่างละเอียด ตอนนี้ก็ยังระบุแบบแน่ชัดไม่ได้ว่ามาจากไหน แต่ทว่าดูแล้วก็ยังใกล้เคียงกับไวรัสที่อยู่ในค้างคาวมากที่สุดอยู่ดี
  2. เมื่อวัดคนไข้หรือคนที่แพร่เชื้อได้หนึ่งคน ในระยะเวลาตั้งแต่เริ่มติดเชื้อจนถึงหายป่วย หรือเริ่มเป็นโรคจนกระทั่งเสียชีวิต สถิติล่าสุดตอนนี้ คนหนึ่งคนจะสามารถแพร่เชื้อไปให้คนที่ไม่มีภูมิคุ้มกันได้สูงถึง 1.5-3.5 คน และค่าเฉลี่ยของทั้งหมดของคนป่วยตอนนี้อยู่ประมาณ 2.6 คน อธิบายง่ายๆคือ คนที่ติดเชื้อ 1 คน จะสามารถแพร่เชื้อไปได้อีก 2.6 คนโดยประมาณ

ยกเว้นเคสเกาหลีล่าสุดที่คุณป้าเป็น Super Spreader คนนี้ แพร่เชื้อให้คนอื่นติดไปแล้ว 10 กว่าราย (เสี่ยงติดเชื้ออีกเป็นพันราย)

ซึ่งถ้าตัวเลข ต่ำกว่า 1 ได้เมื่อไหร่ การระบาดของโรคก็จะหยุดลงได้

  1. ระยะฟักตัวของเชื้อ มีตั้งแต่ 2-14 วัน
  2. 80% ของคนที่ได้รับเชื้อจะมีอาการคล้ายเป็นหวัดเล็กๆ และ 15% ของคนได้รับเชื้อจะจบลงที่อาการปอดบวม
  3. 1-5% ของผู้ที่ได้รับเชื้อจะเสียชีวิต โดย 80% ของผู้เสียชีวิต มีอายุมากกว่า 60 ปี และ 75% ที่เสียชีวิต มีโรคประจำตัวอยู่แล้วด้วย
  4. น่าแปลกที่พบการติดเชื้อในเด็กน้อยมากๆ ถึงแม้จะมีเคสที่คนในครอบครัวได้รับเชื้อมาแล้วก็ตาม
  5. คนท้องที่ได้รับเชื้อ ก็รักษาได้ไม่ต่างจากคนทั่วไป โดยมีเคสศึกษาจากคนท้อง 9 ราย อายุระหว่าง 26-40 ปี พบว่าถ้าแม่ติดเชื้อในช่วงไตรมาสที่ 3 ของการตั้งครรภ์ ทารกแรกเกิดก็ยังไม่พบการติดเชื้อแต่อย่างใด

แต่สันนิษฐานว่าหากได้รับเชื้อในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ อาจมีผลกับลูกได้

  1. วัคซีนกำลังอยู่ในขั้นตอนการผลิต และคาดว่าน่าจะมีโอกาสสำเร็จ ซึ่งนี่จะกลายเป็นปัจจัยหลักที่จะยุติการระบาดในครั้งนี้ได้ (รอลุ้นกันไปก่อนนะ)
  2. การรักษาหลักๆ เป็นการรักษาแบบประคับประคอง (supportive rx) ตามตัวยาที่เราเห็นประเทศนู้นประเทศนี้ออกข่าวกัน ได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้าง ยังไม่มีการรักษาชนิดใดใช้ได้ผลกับในทุกเคส
  3. ยาที่ได้รับการอนุมัติให้ใช้อย่างเป็นทางการ ตอนนี้มี 1 ตัว คือ Favipiravir or Favilavir เป็นหนึ่งในกลุ่มยาต้านไวรัส ซึ่งกำลังรอขึ้นทะเบียนในไทยอยู่
  4. ปัจจุบันมีการทดสอบยาอยู่อีกราว 80 แบบ (ทั้งแบบยาตัวเดียว และยาที่ผสมกัน 2-3 ตัว) แต่ยาที่มีประสิทธิภาพสูงสุดขณะนี้คือ Remdesivir ซึ่งสามารถลดระดับไวรัสได้ใน 72 ชั่วโมง
  5. กลุ่มยา lopinavir/ritonavir และ chloroquine (ยาต้านมาลาเรีย) พบว่ามีแนวโน้มที่จะใช้รักษาคนไข้ที่ติดเชื้อได้

ส่วน
👉 interferon (ที่ใช้ฉีดรักษาในคนไข้เป็นตับอักเสบ c)
👉 convalescent plasma (คือดึงเอาน้ำเลือดของคนที่ติดเชื้อแต่หายดี มีภูมิคุ้มกันในเลือดของคนที่หายแล้ว มาฉีดคนไข้เพื่อนช่วยต้านไวรัส)
👉 steroid (สเตียรอยด์ที่ใช้กดปฏิกิริยาการอักเสบรุนแรง ในคนที่อาการหนัก
👉 และ oseltamivir, ribavirin

พวกนี้คือกลุ่มยาต้านไวรัสแบบอื่นๆ ซึ่งคุณหมอในไทยก็ทดลองใช้พวกนี้แหละ แต่ยังสรุปไม่ได้ ว่าใช้แล้วได้ผลดีทุกรายหรือไม่ ต้องดูกันต่อไป

  1. ดังนั้นถ้ามีเคสหนักในมือตอนนี้ แนะนำให้ใช้ lopinavir/ritonavir และ chloroquine ในการรักษาไปก่อน
  2. การติดต่อหลักๆ ยังคงเป็นจากสารคัดหลั่ง และการสัมผัสเชื้อโดยตรงอยู่เหมือนเดิม ยกเว้นทำกิจกรรมที่ทำให้เชื้อเกิดฟุ้งกระจายในอากาศก็จะสามารถติดต่อได้เช่นกัน
  3. การที่เจ้าหน้าที่ใช้หน้ากากผ้าแทนหน้ากากแบบอื่นในการดูแลผู้ป่วยนั้น สามารถทำได้ แต่ถ้าผู้ป่วยมีอาการไอมากๆ จะไม่เหมาะ เพราะจากการศึกษาพบว่า หน้ากากผ้าให้ผลการป้องกันที่แย่กว่าการใส่หน้ากากผ่าตัดแบบใส่บ้างถอดบ้างซะอีก
  4. มีการประเมินว่า ถ้ามีคนติดเชื้อถึง 20% ของประชากรโลก จะทำให้การติดต่อของโรคชะลอตัวลงเองได้
  5. แต่ถ้ามีคนติดเชื้อถึง 60% จะทำให้เกิด Herd immunity หรือก็คือภูมิคุ้มกันโรคที่เกิดขึ้นจากการที่มีจำนวนประชากรจำนวนมากพอที่จะทำให้ไม่สามารถเแพร่กระจายโรคสู่คนอื่นได้อีก
  6. ถ้าประเทศไหนมีมาตรการควบคุมได้ดีก็จะเกิด peak เล็กๆ คือเคสที่มีอาการหนัก จำนวนไม่มากนัก แต่อาจนานหน่อยราว 1-2 ปี คล้ายกับไข้หวัดใหญ่ 2009
  7. ในทางกลับกัน ถ้าประเทศไหนคุมได้ไม่ดี ก็จะ peak ใหญ่ คือ มีคนที่มีอาการหนักจำนวนมาก ซึ่งแบบนี้จะทำให้อัตราการตายสูง และทุกอย่างจะจบลงอย่างรวดเร็ว เพราะตายกันหมด
  8. ส่วนในไทยนั้น นโยบายเราเป็นแบบแรก คือต้องการชะลอการระบาดให้ได้มากที่สุด เพื่อรอให้วัคซีนผลิตออกมาให้ทัน เลยได้ออกเกณฑ์การเฝ้าระวังและสอบสวนโรค (PUI) ให้กว้างไว้ก่อน เพื่อให้มันครอบคลุมได้ทุกเคสนั่นเอง

Cr. เพจหมอเวร

Published by #พ่อลูกเจนอัลฟ่า

ประสบการณ์คุณพ่อลูกเจนอัลฟ่า 2 คน และบริหารโรงเรียนเสริมพัฒนาการเด็กเล็กตั้งแต่ปี 2015

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

%d bloggers like this: