สอนลูกให้รู้จักวิธีป้องกันตัวเองกับเชื้อโรคไวรัส

สอนลูกให้รู้จักวิธีป้องกันตัวเองกับเชื้อโรคไวรัส


แต่ละวันที่อ่านข่าวการแพร่กระจายของโรคไวรัส, จำนวนคนติดเชื้อที่เพิ่มขึ้น ยอดผู้เสียชีวิตที่ยังไม่หยุด ย่อมทำให้เราตกใจและกลัวได้มาก
ก่อนจะคุยกับลูก ขอแนะนำให้เตรียมตนเองดีๆก่อน เพื่อป้องกันการทำให้ลูกกลัวและกังวลมากเกินไป


1.สำรวจอารมณ์และพฤติกรรมตนเอง
การที่พ่อแม่รู้สึกกลัวการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยค่ะ แต่ไม่ได้หมายความว่า ต้องใส่ความน่ากลัวนี้ลงไปในการสื่อสาร เพราะเด็กซึมซับอารมณ์ของพ่อแม่ได้ง่าย และการจัดการอารมณ์ตนเองของเด็กก็ไม่ดีเท่าผู้ใหญ่ด้วย
ถ้าลูกกลัวและกังวลเกินไป แทนที่จะขยันล้างมือแต่พอควร อาจจะขี้กลัว ขี้กังวลมากจนย้ำคิดย้ำทำไปเลย.
พ่อแม่หลายคนหงุดหงิดมากขึ้น เพราะต้องเคี่ยวเข็ญลูกให้ล้างมือๆ ๆ ๆ กลายเป็นว่ามีเรื่องทะเลาะกันเพิ่มขึ้นอีก… ขอให้เท่าทันอารมณ์ตัวเอง เราหงุดหงิดมากขึ้นเพราะกลัวหรือเปล่า สูดหายใจลึกๆ และพยายามจัดการอารมณ์ตนเองนะคะ
………….
2.บอกความจริงกับลูกในอารมณ์ที่ปกติ
พ่อแม่หลายบ้านบอกเรื่องโรคนี้กับลูกไม่หมด เช่น บอกแค่ว่าต้องล้างมือไม่งั้นติดโรคน่ากลัว เป็นแล้วตายได้ ข้อมูลนี้เป็นความจริงที่ไม่หมด อาจทำให้ลูกกลัวมากเกินไปเพราะฟังดูเหมือนติดโรคปุ๊บตายปั๊บ บางคนก็กลายเป็นขี้กลัว ย้ำคิดย้ำทำ ล้างมือไม่หยุด แต่บางคนก็ต่อต้านเพราะไม่รู้สึกว่าเป็นจริง บางวันไม่ล้างมือก็ไม่เห็นตาย เป็นต้น
หรือ บางบ้านก็ไม่บอกอะไรกับลูกเลย ทำให้ลูกไม่เข้าใจว่าทำไมต้องถูกบังคับใส่หน้ากากและล้างมือ เกิดการต่อต้านได้เช่นกัน
แนะนำดังนี้
“ตอนนี้มีโรคหนึ่งเกิดขึ้นทั่วโลก โดยเริ่มที่จีนก่อน เป็นไวรัสที่ชื่อว่าโคโรน่านะจ้ะลูก.. ไวรัสโคโรน่าทำให้คนไม่สบาย มีไข้ ไอ จาม เหมือนตอนเราเป็นหวัดน่ะ แต่ที่น่ากลัวกว่าคือมันทำให้ปอดอักเสบจนหายใจไม่ออกได้ และก็มีหลายๆคนที่ตายเพราะโรคนี้แล้ว”
เว้นจังหวะให้ลูกค่อยๆคิดตามและย่อยข้อมูลด้วยนะคะ
“เราไม่ต้องกลัวโรคนี้นะจ้ะลูก เพราะเราจะไม่ติดมันหรอกถ้าไม่โดนน้ำลาย น้ำมูกของคนอื่นๆ”
“นึกออกมั้ยว่า เราจะโดนน้ำมูก น้ำลายคนอื่นได้ยังไง”
เว้นจังหวะให้ลูกค่อยๆคิดตาม
“มือของหนูที่จับของเล่น จับราวบันได จับโต๊ะ จับดินสอของโรงเรียน จับประตู จับหนังสือห้องสมุด จับมือเพื่อนฯ” ควรถามให้เด็กค่อยๆคิดต่อว่า มือเขาจับอะไรอีกที่โรงเรียน
“ที่หนูจับพวกนั้นอาจมีน้ำลาย,น้ำมูกของคนอื่นติดอยู่… แล้วเชื้อโรคก็ติดมาที่มือหนูได้ค่ะ ทีนี้หนูก็จะเอามือมาจับปาก หรือขยี้ตาแบบที่หนูเผลอทำน่ะค่ะ….. หรือหยิบขนมเข้าปาก เชื้อโรคก็เข้ามาในตัวหนูได้”
เว้นจังหวะให้ลูกค่อยๆคิดตาม
“หรือถ้ามีเพื่อนหรือคนอื่นๆจามใส่หน้า หนูก็โดนน้ำลายเขาตรงๆเลย”
พ่อแม่ควรพูดคุยด้วยอารมณ์สงบผ่อนคลาย และตอบคำถามต่างๆของลูกเพื่อให้ลูกเข้าใจ
………….
3.สอนให้ลูกป้องกันการติดโรคโคโรน่า
“หนูเข้าใจแล้วเนอะ.. แม่จะสอนหนูไม่ให้ติดโรคนี้ค่ะ
-อย่างแรก หนูต้องใส่หน้ากากตลอดเวลาที่โรงเรียน จนกว่ามาเจอแม่ตอนรับ เพราะถ้ามีคนไอหรือจาม น้ำลายก็กระเด็นเข้าปากและจมูกหนูไม่ได้.. และถ้าหนูจะเผลอเอามือแตะปากหรือจมูก มือหนูก็เข้าไม่ได้เหมือนกัน”
-อย่างที่สอง หนูต้องขยันล้างมือ หนูล้างมือตอนไหนบ้าง…. ลูกควรตอบว่าก่อนออกจากห้องน้ำ ก่อนกินข้าว ก่อนกินขนม หลังเล่นเสร็จ ก่อนเข้าห้องเรียน ถ้าลูกตอบไม่ได้ก็บอกลูกค่ะ
-อย่างที่สาม (เด็กโต)ให้พกอัลกอฮอล์เจล และถูมือบ่อยๆเช่น หมด 2 คาบเรียนก็ใช้ทีนึง และแบ่งเพื่อนใช้ด้วย จะได้ลดการแพร่เชื้อ แต่ให้เน้นล้างมือก่อน ถ้าได้ล้างมือแล้วก็ไม่ต้องใช้เจล
(หมอกะให้เองค่ะว่า ประมาณ 2 คาบเรียน เพราะเราไม่รู้ว่าที่โรงเรียนมีใครเป็นมั้ย และเด็กๆอาจไม่ตระหนักเองว่าควรใช้ตอนไหน… ทำให้เป็นนิสัยไปก่อน หากการระบาดลดลงก็ลดความถี่ลง ส่วนใครจะบอกลูกให้ใช้ห่างกว่านี้หรือถี่กว่านี้ก็ได้ เพราะตรงนี้ไม่ได้มีงานวิจัยอะไร หมอประเมินเอง)
-อย่างที่สี่ ไม่กินขนมหรืออาหารร่วมกับใคร ตอนนี้ลูกไม่ต้องแบ่งใครกินอะไรเลยนะ ยกเว้นขนมที่แยกแพคแบ่งได้ บอกเพื่อนว่ากำลังทำตามคุณหมอสอนคือ “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ ป้องกันโรคโคโรน่า” และไม่ต้องขอเพื่อนกินขนมด้วยนะคะ
………….
4.บอกความจริงที่มีความหวัง ปิดท้าย
“โรคนี้มีคนตายเป็นร้อย แต่คนป่วยทั้งหมดก็เกือบสองหมื่น แปลว่า มี“คนหายป่วย”มากกว่าตายนะ และตอนนี้ก็มีคุณหมอไทยที่รักษาคนป่วยโรคนี้หายได้ด้วย!
หมอเก่งๆมีนะลูก.. หมอทั่วโลกก็เก่ง เขากำลังหาวิธีรักษาโรคนี้อยู่เหมือนกัน แม่คิดว่า อีกหน่อยโรคนี้ก็จะกลายเป็นโรคที่รักษาได้… ตอนนี้ เราเน้นป้องกันตัวเองดีที่สุด ทำอย่างที่คุยกันนะได้ใช่มั้ยลูก”
………….
คนเราต้องการความจริงและความหวัง(ที่เป็นจริง) ไม่ได้ต้องการเสพข่าวเพื่อความกลัวอย่างเดียว…
เด็กก็เช่นกัน เมื่อลูกเข้าใจเหตุการณ์ตามจริง และรู้วิธีดูแลตนเองจริงๆ เด็กก็ย่อมร่วมมือ ไม่จำเป็นต้องขู่ให้กลัวเกินไป เพราะใครๆก็ย่อมเลือกสิ่งดีๆให้ตนเอง ถ้าได้เข้าใจจริงๆ 🥰
#เป็นกำลังใจให้พ่อแม่และทุกๆท่าน#กลัวได้แต่ต้องตั้งสติ
Cr: หมอเสาวภาเลี้ยงลูกเชิงบวก

Published by #พ่อลูกเจนอัลฟ่า

ประสบการณ์คุณพ่อลูกเจนอัลฟ่า 2 คน และบริหารโรงเรียนเสริมพัฒนาการเด็กเล็กตั้งแต่ปี 2015

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

%d bloggers like this: