เด็กสมัยนี้เจอปัญหาอะไรบ้าง ?

บทความนี้สัมภาษณ์ Arai Noriko
ศาสตราจารย์ด้านคณิตตรรกศาสตร์
และผู้แต่งหนังสือ เลี้ยงลูกยังไงไม่ให้แพ้ AI

เล่าสาเหตุที่ความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กสมัยนี้ลดถอยลง
เพราะแลกกับการพัฒนาของเทคโนโลยี


10 ปีที่ผ่านมานี้ อันดับคะแนน PISA ของเด็กญี่ปุ่น
ตกลงมาแบบก้าวกระโดด

แล้วบทความทั้งหลายก็มาเขียนกันว่า
“ใครเป็นอาชญากรที่ทำให้เกิดเรื่องแบบนี้”
แล้วก็มีไม่น้อยที่บอกว่า
เราต้องมอบ Tablet ให้เด็ก 1 เครื่องต่อคน
พวกเขาจะได้เพิ่มความสามารถในการอ่าน
ซึ่งเป็นเรื่องที่พูดกันแบบไม่มีมูลมาส่งเสริมเลย

และมีคนไม่น้อยที่บอกว่า เป็นเพราะให้การศึกษาด้าน ICT ไม่พอ

แต่ถ้าเราไปดูตัวเลขตั้งแต่ปี 2015 มา
เราจะเห็นว่ามันไม่ใช่เรื่องการเรียน ICT
และแม้แต่ฟินแลนด์ที่มอบ Tablet ให้เด็ก
ก็มีผลการเรียนที่ตกลงด้วยซ้ำ

และสาเหตุที่เขามาโทษการศึกษา ICT
ก็เป็นเพราะมีการพยายามจะไว้หน้า
พวกคนที่ไปดูงานในฟินแลนด์
แล้วมาบอกว่าฉันจะทำให้ผลการเรียนดีขึ้น
โดยให้การประเมินว่าผลงานของพวกเขามีผลในระดับหนึ่ง
เลยต้องมาหาอาชญากรตรงส่วนอื่นกันแทน


ปัญหาที่เกิดขึ้นตอนนี้คือ
เด็ก มัธยมต้นอยู่ในสภาพที่เขียนอักษรกันไม่ได้

โลกของเรามีภาษาพูดกว่า 8000 ภาษา
แต่ในนั้นที่มีภาษาเขียนด้วย กลับมีแค่ส่วนเดียวอันน้อยนิด

[การเขียน]นั้นเป็นการกระทำที่ไม่ใช่ธรรมชาติของมนุษย์
เช่นเดียวกันกับการเขียนโปรแกรม
ถ้าคุณอยากให้เขาเขียนได้
คุณต้องจัดหลักสูตรที่เหมาะสมกับเขาในสมัยและสิ่งแวดล้อมนั้นๆ

ตอนที่เราเป็นเด็ก เราอ่านเขียนกันได้เป็นธรรมชาติ
เพราะสภาพแวดล้อมมันทำให้เราทำได้
เลยมีคนรุ่นเราที่เข้าใจผิดกันไปเอง
ว่าปล่อยไปก็ไม่เห็นเป็นอะไร เดี๋ยวเขาก็ทำกันได้เอง

แต่มันก็เหมือนกับการปั่นจักรยาน
คือคุณจะทำไม่ได้ถ้าคุณไม่ฝึกเขียน
และมันเป็นเรื่องที่ต้องใช้สมาธิอย่างมาก


เด็ก ม.ต้นจำนวนมากสมัยนี้จดโน้ตกันไม่เป็น
ไม่ใช่กับเด็กกลุ่มล่างด้วย
เด็กกลุ่มกลางตอนบนก็เป็นกัน

นั่นเพราะเขาต้องใช้สมาธิกับการเขียนเป็นอย่างมาก
ทำให้ไม่มีสมาธิมากพอจะมาฟังและจดไปพร้อมกันได้

ถ้าเป็นเมื่อก่อน
เด็กป.3 ป.4 ก็สามารถฟังและจดไปพร้อมกันได้
แต่สภาพแวดล้อมสมัยนี้ทำให้มันเป็นเรื่องยากไปแล้ว

เด็กป.5 โรงเรียนธรรมดาๆแห่งหนึ่งเกินครึ่ง
เขียนชื่อตัวเองไม่ได้กันด้วยซ้ำ

สาเหตุมันมาจากการที่พวกเขาไม่ได้ฝึกการใช้มือกัน

พวกเขาไม่ได้ต้องมาทำงานบ้านเหมือนเด็กรุ่นก่อน
พอเข้าประถมมาก็บีบผ้าขี้ริ้วไม่เป็นบ้าง
เช็ดก้นเองไม่เป็นบ้าง
แล้วลามมาถึงการเขียนอักษรกับตัวเลขลงช่องไม่ได้

พอจะให้ใช้ไม้บรรทัดเขียนเส้น
ก็ทำไม่ได้ เพราะวางไม้บรรทัดให้ตรงไม่เป็น

ฉนั้น พอเราสั่งให้เขาขีดเส้นใต้ในโน้ต
เขาเลยต้องใช้เวลาเป็นนาทีขึ้นมา

พวกเขาเลยไม่มีสมาธิมากพอที่จะฟังการสอนได้


ผลที่ได้ต่อมาคือ

เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา
คุณครูก็เลยใช้วิธีแจกโจทย์พิมพ์แล้วกันแทน

แค่เขียนเติมช่องว่างให้เต็มก็พอแล้ว
เลยกลายเป็นว่ายิ่งเขียนไม่ได้กันไปใหญ่


การอ่านวิเคราะห์นั้นเป็นการดูข้อมูลที่หลากหลาย
แล้วหาคำตอบออกมาจากข้อมูลที่จำเป็นในกลุ่มข้อมูลนั้นๆ

แต่มันไม่ใช่ของที่อยู่ๆก็จะทำกันได้
การจะทำอย่างนั้นได้ คุณจะต้องมีพื้นฐานการอ่านเขียนก่อน

เช่นการฝึก Group Discussion
ให้เขียนกันว่าทุกคนพูดอะไรลงไปกันมั่ง
แล้วฝึกให้อ่านที่เขียนไปอีกที
ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆจนเริ่มเข้าใจรูปประโยคและคำศัพท์

ซึ่งการจะอ่านหนังสือเรียนได้
เด็กจะต้องเข้าใจคำศัพท์ 95-98%
ในหนังสือเรียนนั้นๆ

ยกตัวอย่างสมมุติว่า
เขาเจอคำว่า โทคุคาว่าอิเอยาซึ เป็นครั้งแรก
ถ้าเขารู้คำศัพท์อื่นด้วย เขาจะเข้าใจว่า
เป็นผู้ก่อตั้งรัฐบาลโทคุคาว่า
และคำว่า โทคุคาว่าอิเอยาซึ ก็จะกลายเป็นศัพท์ที่เขาเข้าใจขึ้นมา

แต่ถ้าเขาไม่รู้คำศัพท์อื่น
เขาจะแยกไม่ออกตั้งแต่แรกแล้วว่า
โทคุคาว่าอิเอยาซึ นี่เป็นชื่อคนหรือชื่อสิ่งของอะไร

การที่เขาจะแยกประเภทจากชื่อได้นั้น
เขาจะต้องเขียนเป็น และใช้หูฟังแยกคำศัพท์ได้
ตั้งแต่ตอนเล็กๆแล้ว


คนรุ่นเราอายุ40กว่า ฝึกการฟังจากวิทยุและโทรทัศน์กัน
จนได้คำศัพท์ติดตัวมาด้วย

อย่างตอนดู มิโตะโคมอน หรือละครนิทานสมัยก่อน

เราก็ได้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆมา
จนมันกลายเป็นความรู้ที่เด็กกลุ่มหนึ่งมีร่วมกัน
เพราะเราดูและฟังสิ่งเดียวกัน

ตอนที่ดูพยากรณ์อากาศ
เขาจะเตือนให้เราถือร่ม หรือใส่เสื้อกันหนาวไปด้วย
ทุกคนเลยทำสิ่งเดียวกันเป็นธรรมชาติ

แต่ในตอนนี้ เราอยู่ในสภาพแวดล้อม
ที่ต่างคนก็ต่างดูของที่ตัวเองชอบแบบหลากหลาย

บรรดาคุณแม่อาจจะดูพยากรณ์ในมือถือแทน
เสร็จแล้วก็ไม่ได้บอกต่อถึงลูก
ทำให้ความรู้สามัญสำนึก
มันไม่ใช่ของที่เรามีร่วมกันได้เหมือนแต่ก่อนแล้ว

ทำให้แต่ละคนได้รับคำศัพท์มาไม่เท่าเทียมกัน
ในขณะที่หลักสูตรการสอนของเรา
ยังตั้งอยู่บนพื้นฐานว่าทุกคนมีความรู้เหมือนๆกันอยู่


ปัญหานี้เราเห็นได้จากการทำงาน
ที่ทุกคนไม่ได้มีความรู้ร่วมอย่างเดียวกัน
ทำให้การสั่งงานจากเจ้านายไปไม่ถึง
คนเป็นลูกน้องที่มีความรู้ในรูปแบบของตัวเอง

เช่นเดียวกันกับในโรงเรียน
ที่เด็กแต่ละคนมีความรู้หลากหลายกัน
จนไม่สามารถชี้นำด้วยกฏระเบียบแบบเดียวกันได้

จนกว่าจะสอนให้เขาอ่านเขียนได้
ก็ต้องใช้เวลาช้าไปเกินครึ่งปีจากกำหนดการเดิม

และถ้าเราจะเอา Tablet ให้เขาด้วย
ปัญหานี้มันก็จะยิ่งพอกพูนขึ้นไปอีก


ครอบครัวสมัยนี้ไม่ได้หันหน้าพูดกันเหมือนแต่ก่อน

หนังสือพิมพ์ก็ไม่ได้ซื้ออ่าน
ปฏิทินกับนาฬิกาก็ไม่ได้มีแขวนไว้

เลยทำให้มีเด็กที่ไม่เคยอ่านตัวเลข
จนถึงตอนเข้าประถมด้วย

เขาไม่รู้ว่าหนึ่งสัปดาห์มีกี่วัน

และยิ่งเราเข้าสู่วัฒนธรรม Cashless
เขาก็จะคำนวนตัวเลขไม่ได้ และไม่รู้ค่าของเงินด้วย

ความสะดวกที่มีมากเกินไป
ทำให้เป็นสิ่งริดรอนโอกาสในการเรียนรู้ของเด็กๆแทน


อย่างบ้านที่เอา Tablet มาใช้สอนเด็กก็จะเห็นปัญหากันได้
คือไม่สามารถกลับไปใช้กระดาษสอนได้แล้ว

เด็กจะขาดความสามารถในการอ่านบทความยาวๆกัน
และแม้แต่คนที่ Search หาอะไรเองไม่เป็น
ก็เริ่มโผล่มามากขึ้นเรื่อยๆด้วย

มันทำให้การเรียนรู้เป็นเรื่อง”การบริโภค”ให้หมดๆไปทีละอย่าง
ทั้งๆที่สิ่งที่เราต้องการคือการเรียนรู้ให้เกิด”การสร้างผลผลิต”

และเด็กที่เรียนรู้มาด้วยวิธีนี้
อาจจะไม่มีโอกาสฟื้นตัวในอนาคตด้วย


เรามีผลงานให้เห็นในเขตการศึกษาที่เราดูแลอยู่
เขตนั้นๆยังใช้หนังสือพิมพ์สอนเด็กเหมือนในสมัยโชวะ
แต่ผลการสอบความสามารถในการอ่านตีความกลับสูงขึ้นกว่าที่อื่น

มันจะมีโรงเรียนที่ใช้ Tablet สอนแล้วเห็นผลพัฒนาอยู่
อย่างโรงเรียนมัธยมโคจิมาจิ
ที่เขาให้ใช้เวลาเรียน 2 ชั่วโมงจากเดิม 7 ชั่วโมง
แล้วเอาเวลาที่เหลือไปทบทวนกัน

แต่โรงเรียนแห่งนั้นทำอย่างนั้นได้
เพราะมี”สภาพแวดล้อมพิเศษ” ที่เอื้ออำนวยต่อการนั้น

อย่างครอบครัวมีฐานะการเงินดี
และโรงเรียนที่ได้รับการบริจาคปริมาณมาก

แต่พวกเขากลับไม่มองในปัจจัยนั้น
แล้วคิดกันเอาเองว่า Tablet จะใช้สอนเด็กๆในชนบทก็ได้

แล้วกว่าเราจะสอนอักษรอังกฤษ
ก็ปกเข้าไป ป.5-6 แล้ว
ในระหว่างนั้นเขาพิมพ์คีย์บอร์ดไม่ได้ด้วยซ้ำ
แล้วจะให้เขาเอาเวลาไปทำอะไร?


ทีนี้ เรามีความจำเป็นจะต้องใช้คน
ที่มีความสามารถอ่านวิเคราะห์กันในยุค AI

เพราะมันเป็นความสามารถพื้นฐาน
ที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ต่ออย่างไม่หยุดยั้ง

แต่เนื่องจากมันไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์จะมีติดตัวได้ตามธรรมชาติ
คุณถึงต้องฝึกมันติดตัว
และมันจะเป็นสิ่งที่ชี้ชะตาชีวิตของคุณในอนาคต

ถ้าคุณอ่านวิเคราะห์ได้
คุณจะสามารถเรียนรู้เองได้
และคุณจะสามารถก้าวข้ามพ้น
ขีดจำกัดของฐานะทางการเงินของพ่อแม่
และความเหลื่อมล้ำทางเศรฐกิจของในตัวเมืองและท้องถิ่นได้

และวิธีการจะลดความเหลื่อมล้ำได้นั้นมีอยู่สองวิธีที่ได้ผลสุด
คือถ้าไม่ก่อสงคราม
คุณก็ต้องทำให้การศึกษาสาธารณะนั้นเข้มแข็ง


แต่มาถึงตอนนี้ ความเหลื่อมล้ำมันกลับยิ่งพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ
เพราะคุณไม่สามารถสู้กับสภาพแวดล้อมที่ต่างกันของเด็กแต่ละคนได้

มันจะมีคนที่มาละเมอบอกว่า
เราต้องเปลี่ยนการเรียนการสอนให้เป็น Group Discussion ให้หมด

แต่ถ้าคุณทำอย่างนั้น
สิ่งที่จะตามมาคือเด็กคนอื่นๆจะแค่เออออตามเด็กเก่งอย่างเดียว

แล้วคนที่มาละเมอพูดนั้น
คือพวกข้าราชการชั้นสูง
ที่ส่วนใหญ่เคยเป็นเด็กในโรงเรียนชั้นนำ
ที่มีแต่เด็กพ่อแม่มีเงิน
ไม่เคยไปเห็นการเรียนการสอนของโรงเรียนในระดับอื่น
หรือยุ่งเกี่ยวกับเด็กที่มีฐานะทางครอบครัวในระดับอื่น


เรามีเด็กผู้หญิงเข้าเรียนในสายวิทยาศาสตร์น้อยมาก
เป็นเพราะข้อบกพร่องในระบบประเมินผล

ไม่ว่าคุณจะเรียนสายศิลป์หรือสายวิทย์
ความสามารถในการอ่านวิเคราะห์มันก็สำคัญทั้งคู่
และเด็กผู้หญิงจะมีความสามารถในการอ่านวิเคราะห์สูงมากด้วยซ้ำ

แต่การประเมินสายวิทย์
จะให้ค่ากับเรื่องจำพวก “คุณรู้เรื่องงานวิจัยนี้ดีแค่ไหน”
“คุณเคยคำนวนเรื่องยากๆพวกนี้มาเท่าไหร่”
ทำให้มันไม่มีเสน่ห์ความน่าสนใจที่จะให้ผู้หญิงมาสน

เพราะที่เขาสนกันคือเรื่องจำพวก
“คุณทำประโยชน์อะไรให้สังคม”
แบบเป็นชิ้นเป็นอันเห็นผลทันทีมากกว่า

อย่างตัวฉันเองก็ทำงานสายวิทย์อยู่
แต่ก็มารู้สึกกระอักกระอ่วนกับวิธีการประเมิน
ที่พวกผู้ชายเขากำหนดมา
และมันไม่ได้เป็นอะไรที่ทำให้เราอยากจะสนเลย

อย่างผลงานที่เราเคยทำนั้น
เรากล้าพูดว่ามันสร้างผลประโยชน์ให้สังคมได้
แต่พอเขาถามมาว่า “มันเป็นงานวิจัยหัวข้อสาขาไหน”
เราก็กระอึกที่จะตอบ
เพราะมันเป็นเรื่องที่ข้ามปนหลากหลายสาขาวิชามาก

แล้วต่อให้เด็กเขาอยากจะทำเพื่อสังคม
แต่พอเขามีคะแนนเลขไม่ดีแล้ว
เขาก็จะถูกปฏิเสธก่อนเลย


เมื่อวันก่อน เราได้ลองไปสอนที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง
แล้วเราสอนให้เขาอ่านโจทย์เลข
แบบที่เขาอ่านโจทย์เนื้อเรื่องแทน
ซึ่งถ้าเขาทำได้ มันก็จะเป็นการเพิ่มทางเลือกให้เขาในอนาคต

และจริงๆแล้วในทางกลับกัน
เด็กผู้ชายที่เก่งเลขจะมีปัญหากับวิธีที่ฉันใช้สอน
เพราะเขาจะเห็นเลขเป็นการแก้โจทย์บริสุทธิ์
แทนการอ่านเป็นเนื้อเรื่องมากกว่า

เราเลยอยากจะแนะวิธีการเปลี่ยนการอ่านให้เข้ากับเด็กแต่ละคนแทน

ซึ่งคุณครูวิชาภาษาก็มาตกใจ
กับการที่เราสอนวิชาอ่านในวิชาเลขด้วย
เพราะที่แล้วมามันเป็นเรื่องที่วิชาภาษามาแบกไว้วิชาเดียว
ทั้งๆที่ถ้าเราเอามาปรับใช้กับทุกวิชา
มันจะทำให้พวกเขาฝึกความสามารถอ่านวิเคราะห์กันได้


ตัวเราเองเรียนโรงเรียนรัฐมาตลอด
และไม่เคยไปเข้าโรงเรียนติวเลย

ซึ่งเราก็เชื่อว่า ที่เราทำมาได้จนถึงตอนนี้
เพราะเรามีความสามารถในการอ่านวิเคราะห์ติดตัว

แต่คนที่มาดูถูกเหยียดหยามคนที่อ่านวิเคราะห์ไม่เป็นนั้น
มันเป็นเพราะเขาหลงตัวกันไปเองว่า
ตัวเองพยายามถึงได้มีความสามารถนี้ได้

พวกเขาถึงได้ไม่ยอมเสียเงินลงไป
ให้กับพวกคนที่เขานึกว่าไม่ได้มีความพยายาม

ทั้งๆที่ถ้าพวกเขาลงทุนไปตรงนี้
มันจะเป็นการลดความเหลื่อมล้ำ
และสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้ผู้อื่นสามารถพยายามได้


มีคนจำนวนมากถือว่าการมี Innovation คือการมีเทคโนโลยีที่ล้ำหน้า
แต่ Innovation ที่แท้จริง
คือการออกความคิดที่จะให้สังคมเดินหน้าไปในทางที่ดีขึ้น

เมื่อเรามองมันในด้านนี้แล้ว
เราจะไม่มองเทคโนโลยีแต่เฉพาะในเรื่องของความล้ำหน้า
แต่เราจะมองมันในแง่ของการวิจัยและพัฒนาเพื่อสังคมด้วย

เด็กๆเขาอยู่ในจุดยืนที่ไม่สามารถเพิ่มทรัพย์ของตัวเอง
หรือออกความเห็นได้
และเมื่อพวกเขาไม่รู้ว่าตัวเองยืนอยู่ในจุดไหน
ก็ไม่สามารถจะเอาตัวเองไปเทียบกับคนรุ่นก่อนได้

แต่ก็ไม่มีนักการเมืองคนไหนที่จะมาออกเสียงเพื่อเด็กๆ

เพราะอะไรรู้ไหม?

ก็เพราะเด็กๆลงคะแนนให้เขาไม่ได้กันไงละ


และพอจำนวนเด็กๆลดลง
ทั้งสื่อและกิจการในปัจจุบัน
ก็ไม่ได้ลงทุนกันเพื่ออนาคตของเด็กๆด้วย

ทั้งๆที่ปัญหาเรื่องความสามารถในการอ่านวิเคราะห์นั้น
มันจะทำให้เกิดผลตามมาในอนาคตในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

เหล่ากิจการจะต้องเสียทุนเพื่อฝึกเด็กมากขึ้น
หรือไม่ก็จะเก็บภาษีได้น้อยลงด้วย

และเมื่อถึงตอนนั้น
มันก็จะสายเกินจะมาเสียใจแล้ว

คุณต้องลงไปดูด้วยตัวเอง
ถึงจะเข้าใจว่าเด็กๆสมัยนี้เขาเจอปัญหาอะไรกันมั่ง
Cr. เพจโอตาคุบริโภคมาม่า

Published by #พ่อลูกเจนอัลฟ่า

ประสบการณ์คุณพ่อลูกเจนอัลฟ่า 2 คน และบริหารโรงเรียนเสริมพัฒนาการเด็กเล็กตั้งแต่ปี 2015

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

%d bloggers like this: