สุขสันต์วันเกิด 10 ปีเด็กอัลฟ่า เล่มสมมติ

สุขสันต์วันเกิด 10 ปีเด็กอัลฟ่าเล่นสมมติ

ภาษาอังกฤษมีสองคำที่ใช้กันอยู่คือ pretend play และ role play

pretend play น่าจะใช้คำไทยว่า เล่นสมมติ หมายถึงเด็กฉวยวัสดุรอบตัวขึ้นมาสมมติเป็นนั่นนี่

สมัยโบราณนำก้านกล้วยมาขี่เป็นม้า สมัยใหม่มีวัสดุเหลือใช้มากมายรอบตัวทั้งกล่องกระดาษ กล่องโฟม เศษวัสดุมากมายก่ายกองที่รอทิ้งขยะ ล้วนให้เด็กเอามาเล่นสมมติได้ทั้งสิ้น

สมมติอะไรสักอย่างเป็นโทรศัพท์ สมมติอะไรสักอย่างเป็นกะทะ เป็นต้น ลำพังเรื่องนี้เรื่องเดียวคุณพ่อคุณแม่ก็แทบไม่ต้องเสียเงินซื้อของเล่นอีกเลย

มีงานวิจัยมากมายที่ชี้ให้เห็นว่าของเล่นสมมติเหล่านี้มีคุณค่าต่อพัฒนาการของลูกมากกว่าของเล่นสำเร็จรูปมากมาย และมีงานวิจัยยืนยันว่าตัวเป็นๆ ของพ่อแม่ที่ลงไปนั่งเล่นสมมติกับลูกเป็นเรื่องสำคัญมากที่สุดวันยังค่ำ

อีกคำหนึ่งคือ role play น่าจะใช้คำไทยว่า เล่นบทบาทสมมติ หมายถึงเด็กๆ สมมติตนเองเป็นใครบางคนหรือบางอาชีพ เช่น ครู หมอ นางพยาบาล ตำรวจ ผู้ร้าย ทหาร พ่อมด แม่มด ปีศาจ สัตว์ต่างๆ เป็นต้น รวมทั้งตัวละครมากมายในหนัง เช่น ไออ้อนแมน หรือ ซิมบ้า

การเล่นบทบาทสมมติ เด็กๆ จะได้เปลี่ยนตัวเองไปชั่วคราว เป็นคนอื่น ที่ไม่ใช่ลูกของพ่อแม่ ความข้อนี้มีความสำคัญทางจิตวิทยาพัฒนาการ

เขาได้หลุดพ้นจากการอยู่ใต้อำนาจหรือคำสั่งของพ่อแม่ชั่วคราว ไปเป็นคนอื่นภายใต้กติกาใหม่ เช่น กติกาของครูสมมติ หรือกติกาของเอลซ่า

ที่สำคัญคือเป็นกติกาซึ่งเป็นที่ยอมรับได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นที่ยอมรับของพ่อแม่ได้ เช่น ในชีวิตจริงจะสาปสรรพ่อแม่เป็นน้ำแข็งนั้นคงจะยาก หรือปล่อยใยแมงมุมของสไปเดอร์แมนตรึงพ่อแม่ไว้ก็ทำมิได้

แต่เอลซ่าและสไปเดอร์แมนทำได้ พ่อแม่แกล้งทำตัวแข็งหรือถูกมัดดิ้นไม่หลุดกลายเป็นเรื่องสนุกสนานไปเสีย

จะเห็นว่าการเล่นบทบาทสมมติเราไม่เสียเงินอีกแล้ว แต่เราเสียเวลาใช้ตัวเป็นๆ เล่นกับลูกเช่นเดิม

การเล่นบทบาทสมมติไม่จำเป็นต้องใช้ชุดราคาแพง แต่เมื่อเป็นระดับโรงเรียนเล่นละครการลงทุนก็จะสูงขึ้น อย่างไรก็ตามประโยชน์ที่ได้กับเด็กๆ ก็สูงมาก

การแสดงละครประจำปีจึงเป็นเรื่องขาดไม่ได้ในโรงเรียนบางประเทศ

จุดใหญ่ใจความของการเล่นสมมติและเล่นบทบาทสมมติคือเรื่องสัญลักษณ์ (symbol)

เราจึงมีคำศัพท์อีกคำหนึ่งว่า symbolic play คือการเล่นเชิงสัญลักษณ์ อันจะเป็นรากฐานสำคัญของพัฒนาการด้านภาษา (language development)

ความข้อนี้สำคัญสมควรอธิบายให้คุณพ่อคุณแม่ที่ดูเบาการเล่นประเภทนี้เข้าใจ

ภาษาเป็นสัญลักษณ์ มันมิได้เคยมีอยู่จริงๆมาก่อน เราพูดคำคำหนึ่ง เพื่อแทนอะไรสักอย่างหนึ่ง เช่น เราพูดคำว่าไก่ เพื่อแทนสัตว์สองขามีปีกมีจงอยปากคุ้ยเขี่ยอาหารตามพื้นและขันในตอนเช้า

แต่นี่เป็นคนไทยพูด หากเป็นคนอังกฤษ จีน อาหรับ ฮิบรู สเปน ฯลฯ เขาพูดต่างๆ กันไปโดยหมายถึงสัตว์ตัวเดียวกัน

คำพูดเป็นสัญลักษณ์ใช้แทนความคิด จึงมีคำกล่าวว่าภาษาเป็นพาหนะบรรทุกความคิดออกมาจากสมอง

จากภาษาพูดเป็นภาษาเขียน คนไทยขีดเส้นเป็นรูป ก แล้วอ่านว่า กอ ในขณะที่คนอังกฤษขีดเส้นว่า A แล้วอ่านว่าเอ

เส้นสายที่มนุษย์ถ้ำขีดบนผนังถ้ำหรือที่มนุษย์ขีดบนกระดาษเป็นสัญลักษณ์ที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเอง มันมิได้มีอยู่จริงๆ ตั้งแต่แรก

เราอยากให้เด็กๆมีความสามารถสร้างสัญลักษณ์และถอดสัญลักษณ์ได้ดี ซึ่งเมื่อทำได้ดีก็จะมีพัฒนาการทางภาษาดีตามไปด้วย

การเล่นสมมติหรือเล่นบทบาทสมมติจึงเป็นเครื่องมือที่ใช้ส่งเสริมพัฒนาการด้านภาษาได้ดีมาก

ระหว่างที่เด็กๆ เล่นสมมติหรือบทบาทสมมติ หลายครั้งที่เราจะได้ยินเด็กพูดภาษาที่มิได้หมายถึงวัตถุที่มองเห็นหรือจับต้องได้

แต่เป็นคำกริยา วิเศษณ์ สันธาน บุพบท อุทาน ไปจนถึงคำพังเพย วลี หรือสำนวน รวมทั้งศัพท์แสลงและคำหยาบ

เช่น ตะเกียบเป็นวัตถุจับต้องได้มองเห็นได้ เด็กพูดคำว่าตะเกียบไม่ยากเพราะเห็นๆ แต่วันหนึ่งเด็กพูดว่า “โอ๊ะโอ๋ ไม่เข้าคิวสมควรตกนรกหมกไหม้นะ” จะเห็นว่าไม่มีวัตถุที่จับต้องได้เลยในประโยคที่เด็กพูดออกมาก

มิหนำซ้ำยังมีศัพท์สูง เช่น “สมควร” การเล่นระหว่างเด็กๆด้วยกันจะเปิดโอกาสให้เด็กได้ทดสอบภาษาและการใช้ภาษาได้ดีมาก

การเล่นสมมติและการเล่นบทบาทสมมติมักไม่เล่นคนเดียว เด็กบางคนเล่นสมมติคนเดียวได้แต่พอก้าวมาถึงขั้นตอนเล่นบทบาทสมมติเด็กมักจะได้เล่นหลายคน กับพี่น้องหรือกับเพื่อน

ดังนั้นเด็กได้โอกาสฝึกการพูดกับคนอื่น แบ่งปัน แย่งของ ชิงดีชิงเด่น ทะเลาะเบาะแว้ง แล้วคืนดีกันเล่นด้วยกันต่อไป

เด็กอายุน้อยจึงอาจจะปล่อยให้เล่นสมมติอยู่คนเดียวได้ เมื่ออายุเขามากขึ้นลดความเป็นศูนย์กลางของตนเองลงวันละนิดสัปดาห์ละหน่อยเดือนละไม่น้อยปีต่อปี

ในที่สุดเด็กจะแสวงหาการเล่นสมมติกับเพื่อน ตามด้วยการเล่นบทบาทสมมติกับเพื่อนๆ พัฒนาการการเล่นสมมติตามด้วยบทบาทสมมติจึงสอดคล้องกับพัฒนาการอย่างกลมกลืน

พูดง่ายๆว่าเราปล่อยลูกเล่นสมมตินานพอ จนกระทั่งเขาอิ่ม วันหนึ่งเขาจะพร้อมเล่นกับเพื่อนด้วยตัวของเขาเอง

การเล่นสมมติที่คว้าอากาศธาตุมาเป็นอะไรสักอย่างหนึ่งไม่เหมือนของเล่นสำเร็จรูป

ของเล่นสำเร็จรูปมักมีลักษณะตายตัวพลิกแพลงไม่ได้และถ้าทำผิดวิธีก็เสียหายได้ เช่น หุ่นยนตร์ไขลาน หรือ ปืนไฟกระพริบ เด็กๆมักต้องถือเอาไว้เพื่อเล่นคนเดียวใครมาแตะก็จะหวงเพราะกลัวเสีย

ต่างกันมากกับการใช้เศษวัสดุมาเล่นเพราะไม่มีอะไรจะเสีย ลำพังข้อได้เปรียบของเศษวัสดุที่มีเหนือของเล่นสำเร็จรูปข้อนี้ก็สนองความต้องการของคุณพ่อคุณแม่ได้มากแล้ว

นั่นคือเด็กจะผ่อนคลายกับการเล่นมากกว่าและเปิดโอกาสให้เด็กคนอื่นเข้าหามากกว่า ที่คุณพ่อคุณแม่มักใช้คำว่าเข้าสังคมได้ดีทั้งที่พฤติกรรมเหล่านี้ยังมิได้หมายถึงทักษะสังคมจริงๆ

ดังนั้นถ้าให้แบ่งอายุของเด็กอย่างง่ายๆ เด็กเล็กมากควรได้เล่นสมมติ เด็กโตขึ้นควรได้เล่นบทบาทสมมติ

การเล่นครั้งแรกๆ ของชีวิตคุณพ่อคุณแม่ควรสละเวลาลงไปเล่นด้วยเสมอ เมื่อเด็กโตขึ้นเรื่อยๆ การเล่นบทบาทสมมติในบ้านมักเคลื่อนตัวออกไปวิ่งไล่จับผู้ร้ายหรือทำสงครามกันนอกบ้าน แล้วไปลงเอยที่การเล่นละครเต็มรูปแบบที่โรงเรียน

การเล่นสมมติหรือบทบาทสมมติมีประโยชน์อะไรบ้าง

1.ช่วยให้รู้และเข้าใจการกระทำของคนอื่น

เด็กมักเล่นสมมติด้วยการสวมบทบาทของพ่อแม่ก่อน ด้วยวิธีนี้เขาจึงเข้าใจงานที่พ่อแม่ทำหรือพฤติกรรมที่พ่อแม่แสดงออก แล้วเลียนแบบ

มีคำพูดหนึ่งที่พูดเสมอคือเด็กเรียนรู้ด้วยการเลียนแบบ (modeling) มากกว่าที่จะเรียนรู้ด้วยการสั่งสอน

พ่อแม่ที่ชาญฉลาดจะใช้วิธีทำให้ดูเรื่อยๆอย่างสม่ำเสมอมากกว่าที่จะออกคำสั่งตรงๆ การเล่นบทบาทสมมติกับลูกช่วยเรื่องนี้ได้มาก

2.ช่วยให้ล่วงรู้และเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น

นี่คือคำที่เรียกว่า empathy หมายถึงความสามารถที่จะเข้าใจผู้อื่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งเข้าใจความทุกข์หรือความเจ็บปวดของผู้อื่นรวมทั้งสัตว์

ความรู้สึกในใจคนหรือในใจสัตว์เป็นนามธรรมขั้นสูงมิเพียงมองไม่เห็นด้วยตาเปล่าแต่อยู่ที่คนอื่นอีกด้วย การเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้มีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นในการเล่นบทบาทสมมติจะช่วยให้เด็กพัฒนาความสามารถนี้ได้มาก

3.ช่วยเสริมสร้างจินตนาการ

ความข้อนี้เข้าใจได้ไม่ยาก การเล่นสมมติช่วยให้เด็กต้องพัฒนาระบบสัญลักษณ์ให้เก่งกล้ามากขึ้นเรื่อยๆ จากที่ในตอนแรกๆ สัญลักษณ์ที่สร้างขึ้นนั้นใช้แทนของที่มีอยู่จริงบนโลกหรือจักรวาล แต่ความสามารถนี้จะทวีสูงขึ้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเด็กสามารถสร้างสัญลักษณ์แทนสิ่งที่ไม่เคยมีอยู่ นั่นคือจินตนาการ

4.ช่วยพัฒนาความคิดเชิงนามธรรม หรือ abstract thinking

นามธรรมคือส่วนที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า กินความถึงคำอีกหลายคำนอกเหนือจากจินตนาการ เช่น คุณค่า ค่านิยม อุดมการณ์ อุดมคติ รวมทั้งอนาคต ความงาม ความดี ฯลฯ คำเหล่านี้มีความหมายเฉพาะตนเสมอ เป็นของเราเพียงคนเดียวและมีเราคนเดียวที่มองเห็น สิ่งที่เราเห็นไม่เหมือนคนอื่นเห็น

คุณค่า อุดมคติ ความดี สามสิ่งนี้เป็นตัวอย่างสำคัญที่เด็กๆควรรู้ว่าเรื่องเหล่านี้มีแต่เราที่เห็นในมุมมองของเรา ตามความคิดความเชื่อของเรา คุณค่า อุดมคติ ความดีของคนอื่นไม่จำเป็นต้องเหมือนของเรา

คุณค่าเป็นเรื่องสำคัญ เมื่อเด็กๆเห็นคุณค่าเป็นนามธรรม จะนำเอาคุณค่าไปผูกติดกับเรื่องที่เป็นนามธรรมด้วย เช่น พฤติกรรมทำความดี เป็นต้น แต่ถ้าเด็กๆ ไม่มีความสามารถที่จะเห็นว่าคุณค่าเป็นนามธรรม ก็มีแนวโน้มที่จะผูกคุณค่าของตนไว้กับเกรด เงิน วัตถุสิ่งของ หรือชื่อเสียง ซึ่งจะถมเท่าไรไม่รู้จักเต็ม

5.ช่วยให้เด็กเข้าใจตนเอง

การเล่นสมมติและบทบาทสมมติเด็กต้องแทนตนเองว่าตนเองอยู่ตลอดเวลา กล่าวคือตนเองเป็นประธานของประโยคเสมอ

ใช้มือหยิบฉวยวัสดุมาสมมติเป็นนั่นเป็นนี่แล้วใช้สอยวัสดุนั้นต่างของจริง เด็กบางคนพากย์ตนเองด้วยว่าทำอะไรอยู่

ตั้งเตาละนะ ใส่น้ำมันก่อน ใส่ผักละนะ จะผัดข้าวให้คุณแม่กิน ด้วยการเล่นเช่นนี้ตนเองจึงชัดเจนขึ้นทุกขณะ แต่ไม่นานหลังจากนี้เขาจะเริ่มเล่นบทบาทสมมติซึ่งเขาต้องถอดตนเองทิ้งแล้วสวมบทบาท (character) ของผู้อื่น ตนเองจึงกลายเป็นเสมือนเสื้อที่ถอดทิ้งได้ชั่วคราว

เปรียบเสมือนถอดเสื้อวางไว้ก็จะเห็นเสื้อนั้นได้ชัดเจน เท่ากับส่งเสริมการมองเห็นตนเองได้มากขึ้น

6.ช่วยระบายความเครียด ความคับข้องใจ ความก้าวร้าวได้

การเล่นสมมติช่วยให้เด็กระบายความคับแค้นที่มีต่อพ่อแม่ ครู พี่น้อง หรือใครก็ตามได้ง่ายๆ

เด็กบางคนนำตุ๊กตามาเล่นบทบาทสมมติแทนพ่อแม่หรือครู ซึ่งสามารถเล่นได้ทั้งสองแบบ แบบหนึ่งคือให้ตุ๊กตาพ่อแม่พูดเพราะๆ ให้ตุ๊กตาครูพูดเพราะๆ นั่นคือสิ่งที่พวกเขาอยากให้พ่อแม่กับครูเป็น

กับอีกแบบหนึ่งคือให้พ่อแม่ตบตีกับครู หรือเอาพ่อแม่ฝังดินปักไม้กางเขนแล้วสวดศพ หรือเอาครูมาทอดกะทะกิน แรงกดดันในใจของเด็กจะระบายออกไปได้มาก

7.ช่วยให้พ่อแม่มีอยู่จริงอย่างแข็งแรง

ยุคสมัยใหม่คนเป็นพ่อแม่มักไม่มีเวลาว่าง เมื่อว่างก็มักเล่นมือถือ กุศโลบายที่ดีมีประโยชน์สูงและคุ้มค่ามากคือการวางงานและมือถือลงมาเล่นสมมติหรือบทบาทสมมติกับลูกบ้าง

เสาร์อาทิตย์ก็ยังดี เล่นครั้งละนานๆ 1-2 ชั่วโมง จะเป็นวิธีง่ายๆ เหมือนการอ่านหนังสือทุกวัน นั่นคือพ่อแม่ปรากฏตัวอย่างชัดเจนและคลุกคลีด้วยอย่างสม่ำเสมอทุก 7 วัน ความสม่ำเสมอนั้นเองที่จะช่วยสร้างพ่อแม่ที่มีอยู่จริง

อายุเท่าไรควรเล่นอะไร?

นอกเหนือจากเรื่องการเห็นตนเองเป็นศูนย์กลางที่จะค่อยๆลดลงจากการเล่นสมมติหรือบทบาทสมมติแล้ว เราอาจจะใช้หลักการของเพียเจต์ในการทำความเข้าใจเรื่องอายุ

เด็กก่อน 5 ขวบ ยังจะมีความคิดเรื่อง animism ค่อนข้างมาก ตุ๊กตาสัตว์ทุกตัวมีชีวิตทั้งสิ้น ดังนั้นการเล่นที่มีตุ๊กตาสัตว์เป็นส่วนหนึ่งจะดึงความสนใจของเด็กได้มาก

ทั้งนี้เรายังสามารถแบ่งความสามารถของเด็กออกได้ง่ายๆ เป็น 2 ระดับ

ระดับแรกคือเด็กเล่นกับตุ๊กตาสัตว์โดยตรง เด็กเป็นบุรุษที่ 1 คือตนเอง ตุ๊กตาสัตว์เป็นบุรุษที่ 2 คือผู้ถูกกระทำ เด็กเล็กจึงเล่นกอดตุ๊กตาสัตว์ ถือไปด้วย โยนขึ้นฟ้า จับถ่วงน้ำ

ระดับที่สองคือเด็กจับตุ๊กตาสัตว์เล่นกับสิ่งอื่น เช่น จากเดิมที่เด็กเล็กป้อนข้าวตุ๊กตาสัตว์ หรือสมมติตนเองเป็นหมอรักษาสัตว์ จับสัตว์ฉีดยาผ่าตัด เมื่อเด็กโตขึ้นเขาจะเล่นด้วยการสมมติให้ตุ๊กตาแม่หมีป้อนข้าวตุ๊กตาลูกหมี หรือตีตุ๊กตาลูกหมีหัวคะมำ สมมติตุ๊กตาพ่อหมีเป็นคุณหมอ รักษาตุ๊กตาสัตว์ป่าน้อยใหญ่รอบตัว เป็นต้น

เด็กหลัง 5 ขวบความเป็น animism อ่อนกำลังลงบ้าง การใช้ตุ๊กตาสัตว์อาจจะเริ่มไม่น่าสนใจ จึงถึงเวลาของบทบาทที่จริงจังมากขึ้น เช่น ไออ้อนแมน หรือ เอลซ่า ดังที่กล่าวข้างต้น

เด็กจะเริ่มเล่นสมมติได้เมื่ออายุเท่าไร?

เล่นได้เมื่อหยุดอ้อแอ้

อ้อแอ้หรือ babbling เป็นการออกเสียงของทารกเกิดใหม่ คือวันเวลาที่ยังไม่มีแม่ ไม่มีโลก ไม่มีตัวเอง เด็กทำเสียงอ้อแอ้ได้ตั้งแต่แรก

แม้แต่เด็กที่ได้ยินช้าก็สามารถทำเสียงอ้อแอ้ได้ตั้งแต่แรก

นอกจากทำเสียงอ้อแอ้แล้วทารกยังถีบเท้าไปมาและสะบัดมือพร้อมกำมือเป็นจังหวะอีกด้วย มีงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่าเสียงอ้อแอ้ จังหวะของเท้าและมือเหล่านี้มิได้เป็นอิสระจากกันเสียทีเดียว

เด็กค่อยๆสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสรรพสิ่งรอบตัวเริ่มด้วยปฏิกิริยามือเท้าและเสียงอ้อแอ้ของตัวเอง นี่คือคำอธิบายพิสดารของเรื่องที่เพียเจต์ค้นพบนั่นคือระยะ sensorimotor stage

แล้วเด็กก็สร้างแม่ที่มีอยู่จริง มีเสียงแม่เพิ่มขึ้นมานอกเหนือจากเสียงตัวเอง

เสียงอ้อแอ้เริ่มมีวัตกุประสงค์ เป้าหมาย และจุดมุ่งหมายนั่นคือสื่อสารกับแม่

จังหวะของเสียงอ้อแอ้ถูกกำกับด้วยสิ่งแวดล้อมมากขึ้น มิได้เป็นเสียงอิสระไร้ความหมายอย่างที่เข้าใจ แล้ว ณ วันใดวันหนึ่งเมื่อเด็กอายุประมาณ 9 เดือน หรืออย่างช้าประมาณ 12 เดือน เด็กส่วนใหญ่ออกเสียงคำคำแรกได้

คำนั้นเป็นสัญลักษณ์ของอะไรบางอย่าง
ความหมายคือนับตั้งแต่เสียงอ้อแอ้ที่แรกเกิดมาจนถึงขวบปีแรก เด็กได้เรียนรู้จักแม่และโลก รู้จักวัสดุหลายชิ้นรอบตัวผ่านการกำ ถือ ปา ตบ หยิบ จับ ดึง ทึ้ง ถอง รวมทั้งเตะและถีบ

กระบวนการสร้างสัญลักษณ์ค่อยๆ ก่อตัวเรื่อยมา จนกระทั่งถึงวันที่เขาแทนอะไรบางอย่างด้วยคำคำแรก

คำตอบที่ว่าเด็กเริ่มเล่นสมมติได้จริงๆ หลังจากเด็กหยุดอ้อแอ้จึงเป็นคำตอบโดยประมาณการอย่างหยาบ ที่จริงเด็กเริ่มกระบวนการสร้างสัญลักษณ์ก่อนหน้านั้นแล้ว ดังนั้นคำตอบที่ดีกว่าคือเด็กควรได้เล่นสมมติก่อนที่จะหยุดอ้อแอ้สักพัก นั่นคือประมาณเวลาที่เด็กนั่งเล่นคนเดียวได้ อาจจะบนพื้นบ้าน หรือบนพื้นทราย

พื้นบ้านมิใช่ที่สกปรก พื้นทรายมิได้มีแต่เชื้อโรค ที่แท้แล้วพื้นบ้านและพื้นทรายนั้นจะสร้างตัวตนเขาขึ้นมาและสร้างระบบสัญลักษณ์ตามมาในภายหลัง

เวลาได้ยินใครบอกว่าไม่ให้ลูกเล่นทรายเพราะกลัวเอาทรายเข้าปากหรือโปรยทรายเข้าตา ข้อเขียนชิ้นนี้เป็นอีกชิ้นหนึ่งที่บอกว่านั่นเรื่องเล็ก หากเราอยู่ด้วยเราจะจัดการได้เสมอ

สรุป

การเล่นสมมติหรือบทบาทสมมติเป็นการเล่นที่ทำได้ง่าย ราคาถูก ต้องการเพียงวัสดุเหลือใช้และเวลาของคุณพ่อคุณแม่ มีคุณค่ามากกว่าของเล่นทุกชนิด และมีประโยชน์มากกว่าของเล่นสำเร็จรูปมากกว่ามาก

การเล่นสมมติหรือบทบาทสมมติเป็นการเล่นที่เด็กต้องใช้สัญลักษณ์ เด็กจึงได้พัฒนาความสามารถที่จะให้สัญลักษณ์และถอดสัญลักษณ์ อันจะเป็นพื้นฐานของพัฒนาการด้านภาษาซึ่งเป็นระบบสัญลักษณ์ที่ใหญ่โตและซับซ้อนมากที่สุดของชีวิตมนุษย์ ภาษาที่ดีกว่าย่อมช่วยให้เด็กมีความคิดอ่านกว้างไกลกว่า

การเล่นบทบาทสมมติช่วยให้เด็กได้รู้จักตนเอง รู้จักคนอื่น เข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น พัฒนาความคิดเชิงนามธรรม และมีจินตนาการ อันจะนำไปสู่ความสามารถที่จะกำหนดคุณค่าและอุดมคติที่สอดคล้องกับชีวิตของตนเอง

เด็กเล็กชอบเล่นสมมติกับตุ๊กตาสัตว์ ในขณะที่เด็กโตเล่นบทบาทสมมติที่จริงจังมากขึ้น เด็กเล็กชอบเล่นสมมติคนเดียวเพราะตนเองเป็นศูนย์กลางแต่แล้วเขาจะพัฒนาตนเองให้เห็นคนอื่นได้เร็วขึ้นแล้วรู้จักการเล่นร่วมกับผู้อื่นมากขึ้น

เราเริ่มเล่นสมมติกับลูกได้ตั้งแต่อายุหลัง 6 เดือน อย่างช้าเมื่อเด็กนั่งได้ดีและใช้มือได้ดี

Cr. เรื่องโดย นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์

Published by #พ่อลูกเจนอัลฟ่า

ประสบการณ์คุณพ่อลูกเจนอัลฟ่า 2 คน และบริหารโรงเรียนเสริมพัฒนาการเด็กเล็กตั้งแต่ปี 2015

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

%d bloggers like this: