Featured

#พ่อลูกเจนอัลฟ่า

#พ่อลูกเจนอัลฟ่า

เรื่องย่อความเป็นมาของเพจพ่อลูกเจนอัลฟ่า

—พ่อลูกเจนอัลฟ่า

สวัสดีครับ ก่อนอื่นผมต้องแนะนำตัวก่อนว่าผมตั้งใจทำเพจนี้ขึ้นมาเพื่อแนะนำ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคุณพ่อ คุณแม่ ที่มีลูกๆ วัยเจนอัลฟ่า (เกิดหลังปี ค.ศ.2010) ผมเองมีประสบการณ์ในการทำโรงเรียนเสริมพัฒนาการเด็กเล็กมาตั้งแต่ปี 2015 โดยเป็นโรงเรียนที่เน้นการพัฒนาเด็กที่เน้นการเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 และตัวเองก็มีลูกที่อยู่ในวัยเจนอัลฟ่าด้วย และอยากจะแชร์ประสบการณ์ตัวเอง พร้อมกับจากที่ได้ศึกษามา โดยแนวคิดหลักๆ ของผมจะเน้นเป็นแนวเน้นการเรียนรู้ผ่านการเล่น และการให้เวลากับลูกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนที่จะมาตกผลึกเป็นแนวนี้ก็เหมือนกับพ่อแม่หลายๆคน ที่มักจะหาข้อมูลจาก Internet มาก่อนแล้วก็จะมีวิธีการหลายๆ แนว ผมคงไม่ได้บอกว่าแนวไหนดีกว่าแนวไหน เพราะมีหลายปัจจัยสำหรับแต่ละครอบครัวที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเรื่องการเงิน คนช่วยเลี่้ยงดู ฯลฯ แต่จะเล่าถึงแนวที่ตัวเองทำมากกว่า เพราะแต่ละแบบกว่าเราจะรู้ว่าผลลัพธ์เป็นอย่างไรคงต้องรอจนถึงเด็กๆเหล่านี้โตเป็นผู้ใหญ่

อย่างแรกที่ผมจะขอแนะนำคือเราควรหาเวลาอ่านหนังสือให้ลูกฟังทุกวัน เอาเวลาที่เราสะดวก เพราะเวลาที่เราอ่านหนังสือให้ลูกฟัง มันมีประโยชน์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นความใกล้ชิดกับลูก คำศัพท์ที่ลูกจะได้จากหนังสือ จินตนาการของเด็กที่ได้จากภาพ เรื่อง อ่านเข้าไปเลยครับทุกวันจะกี่นาทีก็ได้ อย่างน้อยขอให้อ่าน

เด็กๆก็เครียดเพราะโควิดได้

เด็กๆก็เครียดเพราะโควิดได้

จากคอมเมนท์ของคุณแม่ หมอจึงนำมาเขียนเป็นบทความเย็นนี้ค่ะ

ช่วงนี้เด็กๆ ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ทั้งในแง่ของการใช้ชีวิตประจำวันที่เปลี่ยนไป เด็กไม่ได้ไปโรงเรียนตามปกติ มีทั้งช่วงที่ต้องหยุดเรียน ช่วงที่เรียนออนไลน์ ไม่ได้ออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน ไม่ได้เล่นกับเพื่อนๆ เหมือนเดิม หรืออาจจะเป็นเพราะความเครียดของคนในบ้านที่มากขึ้น เช่น พ่อแม่เครียดเรื่องรายได้ที่ลดลง พ่อแม่ต้องเวิร์คฟรอมโฮม ฯลฯ คนในบ้านเครียด และแม้จะไม่ได้บอกเด็กๆ ว่าเราเครียดนะ แต่เด็กก็อาจจะรับรู้ได้ถึงหน้าตาเคร่งเครียด หรือ ความเครียดจากการดูข่าวโควิดที่น่ากลัวต่างๆ เป็นต้น

เราคงเปลี่ยนแปลงการระบาดไม่ได้ง่ายดายนัก ตัวเลขคนติดเชื้อยังค่อนข้างสูง และไม่แน่ใจว่าจะเป็นเช่นนี้ไปอีกนานเท่าไหร่ สิ่งที่เราทำได้คือ ช่วยให้เด็กๆ (รวมถึงตัวเราด้วย) จัดการกับความเครียดที่เกิดได้ดีขึ้น

.

  1. ก่อนอื่นต้องรู้ก่อนว่า เมื่อเด็กเกิดความเครียดแล้ว เด็กจะเป็นอย่างไร ?

เด็กมีความเครียดได้ ความเครียดของผู้ใหญ่กับเด็กอาจแตกต่างกัน เพราะผู้ใหญ่จะสามารถบรรยายความรู้สึกความคิดของตัวเองได้ เนื่องจากมีความเข้าใจในเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ

แต่ในเด็กโดยเฉพาะเด็กเล็กที่ยังมีพัฒนาการทางภาษาไม่ดีเพียงพอ ยังไม่มีความเข้าใจและยังไม่สามารถสื่อสารอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองได้ เวลาที่เด็กเครียด เด็กก็อาจจะแสดงออกด้วยพฤติกรรม เช่น ดื้อ ต่อต้าน ก้าวร้าวมากขึ้น ขาดสมาธิ นอนไม่หลับ ฝันร้าย มีปัญหาการการกิน ปัสสาวะราด พัฒนาการถดถอย อะไรที่เคยทำได้ก็กลับทำไม่ได้ ติดและไม่ยอมแยกจากผู้ดูแลใกล้ชิด ความเครียดอาจจะแสดงออกด้วยอาการทางกาย เช่น ปวดท้อง ปวดหัว คลื่นไส้อาเจียน โดยไม่พบสาเหตุชัดเจน

เด็กที่โตขึ้นมาหน่อย จะเล่าถึงความเครียดที่มีได้มากขึ้น เพราะความเข้าใจภาษา การแสดงออกความคิดความรู้สึกดีขึ้น แต่ก็อาจมีทั้งอาการทางกายที่กล่าวมา ในเด็กวัยรุ่น ความเครียดอาจส่งผลให้การเรียนตกลง มีปัญหาสัมพันธภาพกับเพื่อน วัยรุ่นอาจจะติดเพื่อน มีปัญหากับพ่อแม่ทะเลาะเบาะแว้งกันมากขึ้น เด็กบางคนติดเกม ติดอินเทอร์เน็ต เนื่องจากต้องการหลีกหนีจากความเครียดในใจ

เรียกได้ว่า ความเครียดในใจเด็กทำให้เกิดการแสดงออกได้หลากหลาย ขึ้นอยู่กับวัย พื้นอารมณ์ ธรรมชาติของเด็กค่ะ

  1. ถ้ารู้สึกว่าลูกเครียดเพราะโควิด พ่อแม่ควรทำอย่างไร ?

1) พ่อแม่เองควรมีความตระหนักถึงความเครียดของตัวเอง (ซึ่งมีได้เป็นธรรมดา ในช่วงเวลาเช่นนี้) มีวิธีจัดการที่เหมาะสม (หมอเคยเขียนในบทความก่อนหน้านี้มาแล้ว) หากมีความเครียด กังวลมาก การไปช่วยเด็กๆ ก็คงทำได้ยาก และอาจจะทำให้เด็กมีผลกระทบทางจิตใจมากขึ้น

2) จำกัดการดูข่าวเกี่ยวกับโควิด ไม่ต้องดูมากไป เอาเฉพาะที่จำเป็น

3) จัดการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิตประจำวันให้น้อยเท่าที่พอทำได้ ถ้าจำเป็นจะต้องเปลี่ยน ก็คงจะต้องอธิบาย และสร้างความคุ้นเคยกับเด็กในการทำอะไรใหม่ๆ เช่น การต้องเปลี่ยนมาเรียนออนไลน์ ออกไปเล่นนอกบ้านกับเพื่อนๆ ทำไม่ได้แล้ว เป็นต้น

4) เวลาที่เด็กมีพฤติกรรมอารมณ์ที่เปลี่ยนไป (เช่นที่คุณแม่ถามมาในคอมเมนท์) ต้องเข้าใจว่า เป็นการแสดงออกทางความรู้สึกไม่สบายใจของเด็ก การตอบสนองต่อปฏิกิริยาของเด็กที่เกิดควรจะใช้ความเข้าใจ ไม่ใช่การดุ ตำหนิ ขู่ หรือไปโมโหเด็ก (และก็ไม่ใช่จะไปตามใจเกินไป)

5) มีเวลาให้เด็ก เช่น เล่น อ่านนิทาน วาดรูป ระบายสี ต่อเลโก้ เล่นบอร์ดเกม ทำกิจกรรมผ่อนคลายกับเด็กมากขึ้น

6) เด็กที่โตและพอเล่าความรู้สึกได้ ให้รับฟังความไม่สบายใจของเขา เปิดโอกาสให้เขาพูด หรือถามคำถามที่สงสัยในเรื่องที่เกิดขึ้น

7) ให้ความรักเอาใจใส่เด็กอย่างเหมาะสม อย่าคิดว่าที่เด็กมีความเครียดหรือพฤติกรรมถดถอย เป็นการเรียกร้องความสนใจ เพราะเป็นธรรมดาที่เด็กๆ จะต้องการความรักความสนใจมากขึ้น (แนวๆ อ้อนผู้ใหญ่มากขึ้น)

8)ควรจะให้ความรู้ความเข้าใจในเรื่องของโรคโควิดกับเด็ก ว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้น จะต้องทำอย่างไรเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ เช่น ใส่หน้ากาก ล้างมือ รักษาระยะห่าง โดยใช้คำพูดที่เด็กเข้าใจง่าย ตามอายุของเขา

หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์นะคะ ขอให้ทุกคนปลอดภัยจากโควิด ถ้าถึงคิว รีบไปรับวัคซีนกันนะคะ

Cr#หมอมินบานเย็น

เข้าใจวัยรุ่น

‘เบลล่า’ เด็กวัยรุ่นคนหนึ่ง สนิทกับแม่ของเธอมาก แต่ก็มักจะเถียงกันกับแม่เสมอ ล่าสุดคือเรื่อง .. เวลาในการอาบน้ำ

จริงๆ ก่อนหน้านี้แม่และเบลล่าก็มีเรื่องเถียงกันหลายเรื่อง ส่วนใหญ่เป็นเรื่องจิปาถะในชีวิตประจำวัน เช่น กินข้าว พับผ้าห่ม สระผม แปรงฟัน ฯลฯ

เรื่องอาบน้ำก็เช่นกัน

.

หมอเปิดโอกาสให้แต่ละคนอธิบายเหตุผลของตัวเอง

แม่บอกว่าเบลล่าอาบน้ำนานเกินไป คือ อาบนานกว่าครึ่งชั่วโมง ทำให้คนอื่นไม่ได้ใช้ห้องน้ำ และแม่อยากให้หนูเอาเวลามาทำอย่างอื่นที่มีประโยชน์กว่า ส่วนเบลล่าบอกว่า ก็ห้องน้ำมีตั้งหลายห้องอ่ะแม่ ตอนนี้หนูปิดเทอมนะ จะอาบน้ำนานๆ มันจะเสียเวลาอะไรมากมาย และหนูอาบให้สะอาดน่ะแม่ มันมีโควิดนะ เมื่อถามในรายละเอียด จริงๆ คือ ครึ่งชั่วโมงนั้นแค่เวลาอาบน้ำ แต่บวกเวลาที่เด็กไปนั่งเล่นมือถือในห้องน้ำด้วยประมาณชั่วโมงหนึ่ง

แม่ลูกให้หมอตัดสิน ตกลง 30 นาทีมันนานไปไหม

ก่อนอื่นหมอก็หาข้อมูลประกอบการพิจารณาก่อน ด้วยการหาใน กูเกิล พิมพ์คีย์เวิร์ดว่า “appropriate shower length”

ข้อมูลในกูเกิลมีหลากหลายค่ะ ก็หาจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ทำให้ได้คำตอบว่าเวลาในการอาบน้ำที่เหมาะสมควรจะเป็น 5-15 นาที ถ้านานกว่านั้นจะผิวแห้ง ถ้าอาบนานๆ ผิวจะไม่สวย แห้งและเหี่ยวเร็ว อีกอย่างคือ เปลืองน้ำ มีผลกระทบสิ่งแวดล้อม

เบลล่าและแม่จึงตกลงว่าลดเวลาไม่เกิน 15 นาที เพราะหนูอยากผิวสวยๆ และหนูรักษ์โลก

เรื่องราวจึงจบด้วยดีพอควร ขอบคุณกูเกิล

หมอมักได้รับคำปรึกษาในเรื่องความเป็นห่วงของพ่อแม่ในเรื่องการใช้ชีวิตของลูกคล้ายๆ กับแม่เบลล่า พบบ่อยๆ ว่าความขัดแย้งแบบนี้มักเกิดในช่วงลูกเข้าวัยรุ่น

พ่อแม่ที่มีลูกวัยรุ่น ควรทำความเข้าใจพัฒนาการวัยรุ่น เด็กจะมีความคิดของตัวเอง อยากเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น บางทีอยากบอกความเห็นตัวเอง อยากให้พ่อแม่ฟังเขา

ถ้าพ่อแม่มองว่า ลูกไม่เชื่อฟัง ลูกเถียง แล้วไปโกรธ โมโห โวยวายใส่ลูก ตรงนั้นยิ่งทำให้พ่อแม่คุยกับลูกๆไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ

กลายเป็นสัมพันธภาพที่ไม่ดีต่อกัน แบบนี้ลูกก็จะยิ่งไม่อยากพูดคุยกับพ่อแม่ในเรื่องอื่นๆ โดยที่พ่อแม่ก็ไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น

ทำความเข้าใจลักษณะวัยรุ่น รับฟังเขา คุยกันด้วยเหตุผล จะทำให้พ่อแม่คุยกับลูกเข้าใจมากกว่า

จริงๆ วัยรุ่นเป็นวัยที่เข้าใจเหตุผลดีกว่าเด็กๆ แต่ความใจร้อน หุนหัน ทำให้เราคิดว่าเขาไม่มีเหตุผล ทั้งที่จริงๆ ที่เขาใจร้อนก็เป็นเพราะผู้ใหญ่เองด้วยที่ใจร้อน แสดงอารมณ์กับเขาตอนที่คุยกัน ทุกอย่างเหมือนกระจกที่สะท้อนไปมา

ในกรณีความเห็นห่วงเรื่องกิจวัตรประจำวัน การใช้ชีวิต เราอาจจะต้องตั้งสติว่าเรื่องแบบไหนที่สำคัญ ถึงกับต้องบังคับ บางเรื่องที่เราสามารถให้เขาเรียนรู้และรับผิดชอบเอง

ถ้าเป็นเรื่องอันตราย กระทบคนอื่น ต้องห้ามปราม เริ่มด้วยอธิบายให้เหตุผล แต่บางเรื่องที่กระทบตัวเขาเองบ้างเล็กๆน้อยๆ ถ้าเขาไม่ทำตาม ให้ลูกเรียนรู้เอง

เช่น แม่ห่วงลูกวัยรุ่นที่ลูกไม่กินผักผลไม้ เดี๋ยวจะท้องผูก ตรงนี้ก็คงต้องให้เราเรียนรู้ว่าถ้าท้องผูกจะเป็นอย่างไร หรือ ห่วงว่าถ้าลูกสระผมไม่สะอาด จะคันมีรังแค ก็คงต้องให้เรียนรู้ที่จะคันและมีรังแคไปบ้าง

หมอทราบดีว่าพ่อแม่ทุกคนรักและเป็นห่วงลูก ที่ทำไปก็เพราะรักและเป็นห่วง แต่ความรักก็ต้องอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจ

วัยรุ่นเป็นวัยที่เป็นตัวของตัวเองสูง เราแนะนำเขาได้ จนในที่สุดเขาจะมีความคิดของเขาเอง

ในวันที่จะต้องเป็นผู้ใหญ่ขึ้น เขาต้องมีทางเดินชีวิตของเรา ที่เราเดินไปเป็นเพื่อนได้ระยะหนึ่ง วันหนึ่งเขาต้องเดินคนเดียวอย่างมั่นคง

หมายเหตุ: เรื่องของเบลล่าเป็นเรื่องที่หมอดัดแปลงมาจากกรณีที่เกิดขึ้นจริง เพื่อไม่ให้มีผลกระทบกับบุคคลที่สาม

Cr#หมอมินบานเย็น

ความสุข จะไม่มีใครหามันพบเมื่อเรามองหาแต่ความสุขของเรา แต่ถ้าทุกๆคนใส่ใจซึ่งกันและกัน เราจะพบความสุขได้เร็วขึ้น

คุณครูนำลูกโป่งไปโรงเรียน และขอให้เด็กๆเป่า ให้มันขยายเต็มใบ หลังจากนั้นให้แต่ละคนเขียนชื่อของพวกเขาบนลูกโป่งของตัวเอง
ต่อจากนั้นให้เด็กๆ โยนลูกโป่งทั้งหมดลงในห้องโถง คุณครูก็กระจายลูกโป่งไปทั่วบริเวณห้อง และบอกเด็กๆว่า
ให้เวลา 5 นาที เพื่อหาลูกโป่งที่มีชื่อของตัวเอง เด็กๆ วิ่งไปรอบๆ มองไปเรื่อยๆ จนกระะทั่งเวลาหมดไป
ไม่มีใครเจอลูกโป่งของตัวเอง…
คุณครูเลยบอกให้พวกเขาหยิบลูกโป่งใบที่ใกล้ตัวเองที่สุด และนำไปให้คนที่มีชื่อบนลูกโป่ง ภายในเวลาไม่ถึง 2 นาที ทุกคนก็มีลูกโป่งที่มีชื่อตัวเอง
หลังจากจบการเล่นเกมคุณครูก็บอกเด็กๆว่า
” ลูกโป่งก็เหมือนความสุข จะไม่มีใครหามันพบเมื่อเรามองหาแต่ความสุขของเรา แต่ถ้าทุกๆคนใส่ใจซึ่งกันและกัน เราจะพบความสุขได้เร็วขึ้น “

Cr.Mongkhonrata Sukhasvasdi

พ่อแม่ควรเข้าใจกรอบความคิดที่แตกต่างกัน อย่าด่วนตัดสินว่ากรอบความคิดของเราโอเคและดีกว่าของลูก

‘ไอริน’ เด็กหญิงวัยรุ่นอายุ 13 ปี พ่อแม่พามาหาหมอเพราะรู้สึกว่า ลูกไม่ค่อยมีเพื่อน และเป็นเด็กเงียบๆ ไม่ชอบคุยกับคนอื่น “ลูกชอบอยู่บ้าน ไม่ชอบออกไปเจอคนเยอะ บางทีไปเจอคนมากๆ เขาบอกว่าเหนื่อย เสียงดัง ชอบอ่านหนังสือ ทำอะไรเงียบๆ ที่บ้าน”

ด้วยความรักและเป็นห่วงที่พ่อแม่มีให้ลูก หลายครั้งที่พ่อแม่พาลูกมาหาจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น เมื่อพ่อแม่บอกปัญหาของลูกที่พ่อแม่เป็นกังวล บางครั้งหมอก็พบว่า ตรงนั้นมันไม่ได้เป็นปัญหา แต่มันเป็นความแตกต่างที่ลูกๆ ไม่ได้เป็นอย่างที่พ่อแม่คิดว่ามันโอเคเท่านั้น

คุณแม่ของไอรินบอกว่า พยายามจะบอกให้ลูกออกไปเที่ยวกับเพื่อน และบางทีก็พาไปคุยกับญาติๆ คนอื่น แต่เด็กก็ไม่ค่อยชอบไป แม่พยายามบอกให้ลูกมีเพื่อนเยอะๆ หน่อย คุณแม่คิดว่าการมีเพื่อนมากๆ จะดีกับตัวลูกเมื่อเป็นผู้ใหญ่ ส่วนตัวของคุณแม่นั้น เป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ดี มีเพื่อนหลายคน ชอบการเข้าสังคมมาก แต่ลูกสาวจะมีบุคลิกแตกต่างสักหน่อยเมื่อคุยกับไอริน หมอพบว่าเธอเป็นเด็กที่มีบุคลิก Introvert คือชอบความสงบมากกว่าการไปเข้าสังคม สนุกกับการทำอะไรคนเดียว หรือกับคนที่คุ้นเคย เธอมีเพื่อนสนิทสองคน ที่คุยด้วยได้ทุกเรื่อง ก็รู้สึกว่าตัวเองมีความสุขดี

พ่อแม่ส่วนใหญ่ ด้วยความรักและเป็นห่วงลูกอย่างมาก บางที่ก็มักจะมีกรอบความคิดของตัวเองว่า แบบนี้แหละคือความปกติ แบบนั้นต้องไม่ปกติ ลูกต้องเปลี่ยนต้องปรับให้เป็นอย่างที่แม่คิดว่ามันดี ไม่งั้นน่าจะไม่ดีกับลูกแน่ๆไม่ว่าจะเป็นบุคลิกภาพ นิสัย ความคิด การใช้ชีวิต ฯลฯ บางทีลืมไปว่า ดีของพ่อแม่ กับ ดีของลูก บางทีก็ไม่เหมือนกัน แต่ละคนก็มีธรรมชาติ ความชอบแตกต่างกันไป คงไม่ได้หมายความว่า การมีเพื่อนมากๆ การที่เป็นคนที่ชอบเข้าสังคมมากๆ มันคือความปกติ แล้วถ้าไม่ใช่คือผิด เขาแค่มีกรอบความคิดคนละกรอบกับพ่อแม่แค่นั้นแหละหมอบอกคุณแม่ไปว่า ลูกสาวคุณแม่นั้นปกติดี เขาก็มีความสุขอย่างที่เขาเป็น เขามีเพื่อน 2 คน แต่ก็เป็นเพื่อนที่ดี ไว้วางใจ และใช้เวลาด้วยได้ เขาไม่ชอบอยู่บ้านเพราะเขาชอบความสงบ และเล่าให้ฟังถึงลักษณะของเด็ก Introvert

พ่อแม่ควรมีสติกับความรักและความเป็นห่วงที่มีให้ลูก เข้าใจกรอบความคิดที่แตกต่างกัน อย่าด่วนตัดสินว่ากรอบความคิดของเราโอเคและดีกว่าของลูก มองที่ความรู้สึกของลูกว่าเขามีความสุขดีกับสิ่งที่เขาเป็นหรือไม่ และลองถามและรับฟัง ว่าตัวลูกเองนั้นอยากปรับเปลี่ยนสิ่งที่เขาเป็นไหม ถ้าอยากปรับเปลี่ยน เราสามารถแนะนำ แต่อย่าคาดหวังหรือบังคับ ถ้าลูกรู้สึกว่าสิ่งที่ลูกเป็นอยู่ก็มีความสุขดีอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องไปบังคับหรือคาดหวังให้เขาเป็นตามที่เราคิดว่าดี การไปเปลี่ยนหรือใส่กรอบความคิดของพ่อแม่ในตัวลูก ยิ่งเป็นการทำให้เขาอึดอัด กดดัน และบางทีทำให้ต่อต้านพ่อแม่มากขึ้นด้วย บางกรณีที่ปัญหาที่เกิด อาจเป็นเพราะพ่อแม่ไม่เข้าใจกรอบแนวคิด บุคลิกภาพของลูก และพยายามใส่กรอบความคิดที่พ่อแม่คิดว่าดีกว่า และน่าจะทำให้ลูกมีชีวิตที่ดีและมีความสุข แต่หมออยากให้ใจเย็นสักนิด เพราะบางครั้งสิ่งที่เราคิดว่าดีกว่า อาจจะไม่ได้เหมาะกับลูก และทำให้เขามีความสุขก็ได้ การคิดถึงใจเขาใจเรา เห็นอกเห็นใจลูก รับฟังความคิดความรู้สึกของเขาควบคู่กันไปกับการแนะนำ เป็นเรื่องที่ควรทำให้เกิดความสมดุล

หมายเหตุ: เรื่องของไอรินเป็นเรื่องที่หมอดัดแปลงมาจากกรณีที่เกิดขึ้นจริงๆ เพื่อไม่ให้มีผลกระทบกับบุคคลที่สาม

Cr.#หมอมินบานเย็น #ข้อคิดจากห้องตรวจจิตเวชเด็ก

แบ่งปันปลูกประชาธิปไตยในใจเด็ก

บทความ แบ่งปันปลูกประชาธิปไตยในใจเด็ก

ปลูกประชาธิปไตยในใจเด็ก ปัจจุบันสังคมไทยกำลังตื่นตัวและให้ความสำคัญในเรื่องของประชาธิปไตยกันอย่างมากทีเดียว ไม่เว้นแม้แต่เด็กๆที่ควรจะต้องมีความเข้าใจในเรื่องของประชาธิปไตยให้มาก ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อคุณแม่หรือคุณครูก็ตามที่ต้องสร้างความเข้าใจเรื่องประชาธิปไตยอย่างถูกต้องให้แก่เด็กๆ เพราะสิ่งนี้ถือเป็นพื้นฐานที่สำคัญสิ่งหนึ่งที่จะทำให้เราทุกคนสามารถดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างเหมาะสมและเกิดความสงบสุขนั่นเอง

การจะปลูกฝังประชาธิปไตยให้แก่เด็กนั้น เริ่มแรกควรจะต้องสอนให้เด็กได้เข้าใจว่า “ประชาธิปไตย” นั้นมีพื้นฐานมาจาก3สิ่งนี้ คือ

1.“หน้าที่” หมายถึง ความรับผิดชอบหรือภาระของบุคคลในการปฏิบัติตามกฎหมายหรือกฎเกณฑ์ของสังคมหรือของประเทศชาตินั้นๆ

การฝึกให้เด็กเข้าใจเรื่อง “หน้าที่” สามารถทำได้ง่ายๆ ดังนี้

– ฝึกให้เด็กรู้จักหน้าที่ของตนเอง สามารถเริ่มต้นฝึกได้กับเด็กอายุตั้งแต่3-4ขวบขึ้นไป เช่น การฝึกให้เด็กทำงานบ้าน โดยคุณพ่อคุณแม่หรือคุณครูควรฝึกให้เด็กได้ทำหน้าที่ง่ายๆก่อนแล้วค่อยฝึกในหน้าที่ซึ่งต้องรับผิดชอบมากขึ้นตามลำดับ เป็นต้นว่า คุณพ่อคุณแม่ฝึกให้ลูกเก็บของเล่นที่เล่นเสร็จแล้วใส่กล่องให้เรียบร้อย หรือให้เก็บจานของลูกเองเมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้ว เมื่อเห็นว่าลูกทำได้เรียบร้อยดี ต่อไปก็อาจมอบหมายให้ลูกช่วยเก็บจานของคุณพ่อคุณแม่ด้วย

หากเป็นเด็กอายุ5-6ขวบขึ้นไป สามารถฝึกให้ทำงานที่ยากขึ้น เช่น ให้ช่วยรดน้ำต้นไม้ ช่วยเก็บผ้าที่ซักแล้ว หรือช่วยงานในครัวได้ การฝึกให้เด็กช่วยงานบ้านต่างๆนี้ นอกจากจะเป็นการปลูกฝังให้เด็กเข้าใจว่าคนเราทุกคนต่างก็มีบทบาทหน้าที่ในการรับผิดชอบการงานของตนเองแล้ว การฝึกให้เขาได้ช่วยเหลือในงานของผู้อื่นยังเป็นการปลูกความมีน้ำใจให้กับเขาอีกด้วย

– ฝึกให้เด็กรู้จักหน้าที่ของผู้อื่น การฝึกให้เด็กรู้หน้าที่ของผู้อื่นคุณพ่อแม่คุณแม่สามารถฝึกได้ตั้งแต่เด็กอายุ5-7ขวบเป็นต้นไปเพราะลูกอยู่ในวัยที่กำลังเรียนรู้ในเรื่องของสิ่งแวดล้อมและผู้คนแล้ว โดยอาจเริ่มต้นจากการพูดคุยให้ลูกฟังว่า คุณพ่อคุณแม่มีหน้าที่อย่างไรที่ต้องรับผิดชอบบ้าง เช่นพูดคุยกับลูกว่าคุณพ่อเป็นคุณหมอมีหน้าที่ต้องรักษาคนเจ็บป่วยให้หายดี คุณแม่เป็นคุณครูมีหน้าที่สอนหนังสือให้ความรู้แก่นักเรียนนักศึกษา ส่วนคุณลุงเป็นตำรวจมีหน้าที่ต้องดูแลความสงบเรียบร้อยให้กับประชาชน

การพูดคุยกับลูกเช่นนี้ทำให้ลูกได้รู้และเข้าใจว่าแต่ละคนต่างมีภาระหน้าที่ในสังคมที่ต้องรับผิดชอบต่างกันออกไปและจะเป็นตัวกระตุ้นให้เขาเกิดความรู้สึกเคารพในหน้าที่ของผู้อื่นด้วย เช่นเมื่อเขาเข้าใจแล้วว่าคุณหมอมีหน้าที่รักษาคนป่วยให้หาย ดังนั้นเมื่อเขาป่วยเขาก็จะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของคุณหมอเพื่อที่เขาจะหายป่วย หรือเมื่อเขาเข้าใจว่าคุณครูมีหน้าที่ให้ความรู้เขาก็จะต้องตั้งใจเรียนเพื่อเขาจะได้รับความรู้นั่นเอง

– ฝึกให้เด็กรู้หน้าที่ของการเป็นพลเมืองที่ดี คุณพ่อคุณแม่ควรสอนให้เด็กรู้หน้าที่ของการเป็นพลเมืองดีในการเคารพต่อกฎหมายของบ้านเมืองคือปฏิบัติตามกฎหมาย สอนให้เขามีความรักชาติและพระมหากษัตริย์ เช่น เมื่อ
ได้ยินเพลงชาติหรือเพลงสรรเสริญพระบารมีต้องยืนตรงเพื่อแสดงความเคารพ สอนให้เขาเคารพในศาสนา โดยไม่ลบหลู่ความเชื่อและหลักคำสอนของศาสนาใดๆ

2.“ความเสมอภาค” หมายถึง ความเท่าเทียมกันของคน ซึ่งคนทุกคนย่อมมีสิทธิในความเป็นคนโดยเท่าเทียมกัน ไม่ว่าคนนั้นๆจะเป็นใครก็ตาม

การฝึกให้เด็กเข้าใจเรื่อง “ความเสมอภาค” สามารถทำได้ง่ายๆดังนี้

– ฝึกให้เด็กเข้าใจความเสมอภาคในครอบครัว ในครอบครัวที่มีลูกหลายคนคุณพ่อคุณแม่ควรปฏิบัติต่อลูกทุกคนด้วยความเสมอภาคและเท่าเทียมกัน ทั้งการแสดงออกถึงความรักและความห่วงใย อย่าทำให้ลูกรู้สึกว่าพ่อแม่ลำเอียงรักและเอาใจใส่ลูกไม่เท่ากัน เช่นทำให้พี่เข้าใจว่าพ่อแม่เป็นห่วงเป็นใยน้องมากกว่าตน หรือทำให้น้องเข้าใจว่าพ่อแม่รักพี่มากกว่า เพราะนั่นจะเป็นสาเหตุสำคัญให้เด็กเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ เกิดมีปมด้อย เกิดการอิจฉาเปรียบเทียบ ซึ่งจะส่งผลให้เด็กไม่ยอมรับเรื่องความเสมอภาคและการเท่าเทียมกัน เพราะเขาจะคิดว่าขนาดพ่อแม่ยังรักลูกไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้นในสังคมก็ยิ่งต้องไม่มีความเท่าเทียมกันและความคิดเช่นนี้ก็จะกลายเป็นสิ่งที่เขาจะใช้ปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างผิดๆต่อไปด้วย

– ฝึกให้เด็กเข้าใจความเสมอภาคของเพศชายและเพศหญิง ในบางสังคมมีค่านิยมว่าผู้หญิงเป็นประชากรชั้นสอง หรือมองว่าผู้หญิงเป็นช้างเท้าหลังไม่มีบทบาทหน้าที่ๆสำคัญอย่างไรในสังคม แต่ในความเป็นคนนั้นไม่ว่าจะเป็นคนเพศใดก็แล้วแต่ทุกคนมีศักดิ์และศรีแห่งความเป็นคนอย่างเท่าเทียมกันโดยสมบูรณ์ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรละเลยที่จะต้องสอนเด็กๆให้เข้าใจในเรื่องนี้ด้วยว่าคนทุกคนมีสิทธิโดยเท่าเทียมกัน ทั้งในเรื่องหน้าที่การงาน ความรับผิดชอบ การแสดงความคิดเห็น การศึกษาและสถานภาพทางสังคม

แต่ขณะเดียวกันคุณพ่อคุณแม่ต้องไม่ลืมที่จะสอนให้ลูกเข้าใจถึงลักษณะนิสัยที่แตกต่างกันของผู้ชายและผู้หญิงด้วยเพื่อที่ลูกจะได้มีความเข้าใจและปฏิบัติตัวกับคนแต่ละเพศได้อย่างถูกต้องเหมาะสมด้วย เช่น สอนให้ลูกชายเข้าใจว่าผู้หญิงเป็นเพศที่มีความอ่อนโยน นุ่มนวล ดังนั้นควรปฏิบัติต่อผู้หญิงด้วยความสุภาพ ละมุนละไมและสอนให้ลูกสาวเข้าใจว่าผู้ชายเป็นเพศที่มีความเข้มแข็ง อดทน ดังนั้นควรปฏิบัติต่อผู้ชายด้วยการแสดงความห่วงใย เอาใจใส่

3.“เสรีภาพ” หมายถึง การที่บุคคลมีอิสระในการกระทำต่างๆที่ไม่ขัดต่อกฎหมายบ้านเมืองและอยู่ในขอบเขตของขนบธรรมเนียมประเพณี ทั้งนี้โดยไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น เช่นเสรีภาพในการนับถือศาสนา การพูด การแสดงความคิดเห็น การสร้างสรรค์ผลงาน

การฝึกให้เด็กเข้าใจเรื่อง “เสรีภาพ” สามารถทำได้ง่ายๆ คือ

– เปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงความคิดเห็น คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดโอกาสให้ลูกได้แสดงความคิดเห็นกับเรื่องต่างๆภายในบ้าน เช่นเวลาไปซื้อต้นไม้หรือเฟอร์นิเจอร์เข้าบ้านก็ควรให้ลูกมีส่วนในการช่วยเลือกด้วย ทั้งนี้คุณพ่อคุณแม่สามารถฝึกในเรื่องของการเคารพเสียงข้างมากให้แก่ลูกได้ด้วย เป็นต้นว่าในการตัดสินใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งร่วมกัน หากมีความเห็นที่แตกต่างควรให้มีการลงคะแนนเสียงกันและทุกคนต้องเคารพและปฏิบัติตามเสียงข้างมาก

นอกจากนี้คุณพ่อคุณแม่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูกในเรื่องการให้เสรีภาพแก่ผู้อื่น เช่น คุณพ่อคุณแม่ต้องรับฟังความคิดเห็นของกันและกัน ไม่ทะเลาะกันหากอีกฝ่ายหนึ่งมีความคิดเห็นไม่ตรงกับอีกฝ่ายหนึ่ง หรือคุณพ่อคุณแม่ไม่บีบบังคับให้ลูกทำตามความคิดเห็นของตน ไม่ล้อมกรอบความคิดของลูกและไม่ควรใช้อำนาจข่มขู่ลูกให้ต้องทำสิ่งนั่นสิ่งนี้ตามใจพ่อแม่ เพราะการกระทำเช่นนี้จะทำให้เด็กไม่เข้าใจความหมายของการมีเสรีภาพที่แท้จริง อีกทั้งจะเป็นการปลูกฝังความก้าวร้าวและความคิดเผด็จการให้กับเด็กอีกด้วย

การปลูกฝังประชาธิปไตยให้แก่เด็กไม่ใช่เรื่องยากเลยเพราะสามารถเริ่มต้นง่ายๆจากที่ครอบครัว โดยคุณพ่อคุณแม่มีบทบาทสำคัญที่ต้องสอนให้ลูกได้เข้าใจถึงคำว่า “หน้าที่” “ความเสมอภาค”และ“เสรีภาพ” เพราะ 3 สิ่งนี้เป็นพื้นฐานสำคัญของประชาธิปไตย นั่นก็คือการสอนให้ลูกรู้จักหน้าที่และสิทธิขั้นพื้นฐานของตนเองควบคู่ไปกับการเคารพสิทธิของผู้อื่น ซึ่งการสอนให้ลูกเข้าใจเรื่องประชาธิปไตยตั้งแต่เขายังเด็กนั้นเท่ากับว่าคุณพ่อคุณแม่ได้ช่วยส่งเสริมและสนับสนุนประชาธิปไตยให้กับประเทศชาติของเรานั่นเอง

Cr.http://www.manager.co.th/Family/ViewNews.aspx?NewsID=9530000036375

พี่น้องทะเลาะกัน เป็นเรื่องปกติ เพราะลูกกำลังเรียนรู้ที่จะอยู่ด้วยกัน

พี่น้องทะเลาะกัน เป็นเรื่องปกติ เพราะลูกกำลังเรียนรู้ที่จะอยู่ด้วยกัน

หลายบ้านที่มีพี่น้อง การทะเลาะเป็นเรื่องปกติ ยิ่งห้าม ยิ่งทะเลาะกัน

การปล่อยให้พี่น้องทะเลาะกัน บางครั้ง คือ การปล่อยให้ลูกได้เรียนรู้ที่จะอยู่ด้วยกัน ปรับตัวเข้าหากัน

พ่อแม่รับห้าม รีบเข้าไปจับแยก อาจจะจบเร็ว แต่พี่น้องไม่ได้เรียนรู้ที่จะปรับตัวเข้าหากัน หาจุดตรงกลางที่โอเคทั้งพี่ทั้งน้อง

ลองปล่อยให้ลูกทะเลาะกันให้สุด (ถ้าไม่ได้รุนแรง หรือ อันตราย)

ปล่อยให้ตีกันจนเหนื่อย แล้วลองให้ลูกรู้จักหยุด รู้จักคิด รู้จักขอโทษกันและกัน

พี่น้อง ไม่มีทางตีกันจนตาย ยังไงก็รักกันอยู่ดี ลูกจะได้เรียนรู้ที่จะหาข้อตกลง รู้จักยอม รู้จักแพ้ รู้จักขอโทษ รู้จักการให้อภัย

Cr. FB/Basicskill TH

เคล็ดลับการเรียนออนไลน์ สำหรับเด็กๆ

การระบาดของโรคโควิด 19 ยังคงรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ไปทั่วโลกและในประเทศไทยเองก็ด้วยเช่นกัน ดังนั้นระบบการศึกษาจึงต้องปรับตัวกลับไปใช้การเรียนรู้ออนไลน์อีกครั้ง ปัญหาส่วนใหญ่นั้นไม่เกิดจากระบบการศึกษามหาวิทยาลัย แต่มักจะเป็นระบบการศึกษาโรงเรียนสำหรับเด็กเล็ก ที่ต้องปรับตัวยากอยู่บ้างในเรื่องของการเรียนรู้สอนออนไลน์ทางไกลแบบนี้ ดังนั้นผู้ปกครองจึงต้องให้ความร่วมมือกับการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่สำหรับลูก ๆ ของคุณอย่างเต็มที่ด้วยเช่นกัน

แน่นอนว่าหน้าที่ในการให้ความรู้แก่นักเรียนต้องในคอร์สออนไลน์ผ่านแอพพลิเคชั่น เช่น Zoom หรือ Google Meet จะมีครูเป็นผู้สอน แต่การทำกิจกรรมเหล่านี้ให้เสร็จสมบูรณ์ได้นั้น จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือและคำแนะนำจากผู้ปกครองด้วยเช่นกัน ที่ไม่ว่าจะเป็นการสร้างบรรยากาศในห้องเรียน การนำเข้าสู่บทเรียน การมีกิจกรรมออนไลน์สอดแทรกระหว่างการเรียน  แม้ว่าสถานการณ์โควิดอาจจะทำให้เป็นช่วงเวลาที่ตึงเครียดสำหรับทุกคน แต่สิ่งสำคัญคือต้องวางแผนและไม่ตื่นตระหนก

นอกจากการสร้างกิจกรรมที่ทำร่วมกับเด็ก ๆ ในบ้านในช่วงสถานการณ์โควิดแล้ว เมื่อใกล้ถึงเวลาเปิดเทอมนี่อาจจะเป็นช่วงเวลาที่เครียดและคาดเดาไม่ได้สำหรับทุกคน ที่ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวผู้ปกครองหรือแม้กระทั้งตัวเด็ก ๆ เองก็ตาม แต่คุณสามารถช่วยลูกของคุณได้ ด้วยการจัดโครงสร้างและกิจวัตรประจำวันให้กับพวกเขา มันจะเป็นพลังบวกที่ดีในสร้างความกระตือรือร้นสำหรับการศึกษาของเด็ก ๆ ให้พวกเขาอยากมีส่วนร่วม และนี่คือคำแนะนำสำหรับการศึกษาออนไลน์กับลูก ๆ ของคุณ

1. จำกัดสิ่งที่ทำให้เด็ก ๆ ไขว้เขว

เพื่อให้ความสนใจของเด็ก ๆ จดจ่อกับการเรียนรู้ในคลาสออนไลน์ คุณควร เก็บพวกอุปกรณ์ของเล่นหรือสิ่งของต่าง ๆ ของเด็ก ๆ ที่พวกเชาชอบใช้ดวลาไปกับพวกมันอย่างเปล่าประโยชน์ อาทเช่น หุ่นยนต์ รถบังคับ ตุ๊กตาบาร์บี้ตัวโปรด หรือรายการโทรศัพท์ต่าง ๆ เป็นต้น โดยเก็บจนกว่าพวกเขาจะทำการบ้านเสร็จ ซึ่งคุณอาจจะมีเวลาพักเบรกให้เด็ก ๆ สำหรับคลายเครียดเป็นระยะเวลาสั้น ๆ ให้พวกเขาได้อุปกรณ์ต่าง ๆ เหล่านั้นตามเวลาที่กำหนด และข้อสำคัญคือต้องทำให้พวกเขาทราบว่าพวกเขามีเวลาจำกัดในการเล่น เพื่อที่จะต้องกลับไปทำหน้าของตัวเองต่อ

ของเล่นที่ทำให้เด็ก ๆ ไขว้เขว

2. สร้างพื้นที่สำหรับการเรียนรู้

หลาย ๆ คน สร้างห้องทำงานในบ้านไว้สำหรับใช้เป็นที่ทำงานของตัวเองโดยเฉพาะ ทุกคนทราบดีว่าพื้นการมีที่ส่วนตัวนั้นมันเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับการจดจ่อกับใดสิ่งหนึ่งเป็นเวลานาน เพื่อให้คุณทำงานได้อย่างประสบความสำเร็จ แน่นอนค่ะว่า เด็ก ๆ เองก็ต้องการพื้นที่เหล่านั้นสำหรับการเรียนรู้ออนไลน์เช่นกัน พื้นที่ที่เงียบสงบและมีสะดวกสบายจะทำให้เด็ก ๆ และโต๊ะเรียนหนังสือ ไม่มีเสียงดังรบกวน จัดข้าวของต่าง ๆ อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย จะทำให้เด็ก ๆ มีความมุ่งมั่นทุ่มเท เพื่อการเรียนรู้อย่างเคร่งครัด ซึ่งจะต้องเป็นพื้นที่ที่แตกต่างจากที่เคยเล่นเกมหรือดูโทรทัศน์ด้วยนะคะ

สร้างพื้นที่สำหรับการเรียนรู้

3. มีการแบ่งเวลาที่ชัดเจน

กิจวัตรและตารางเรียนมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับเด็กที่โรงเรียน และสำหรับการเรียนรู้จากที่บ้านก็ไม่ได้แตกต่างกันค่ะ เด็ก ๆ จะเรียนรู้ได้ดีที่สุด หากคุณรักษากิจวัตรประจำวันให้ใกล้เคียงกับกับตอนที่พวกเขาอยู่ที่โรงเรียนตามปกติ ไม่ว่าจะเป็น ชั่วโมงการเรียนรู้ในตอนเช้าอย่างการนอกสถานที่สำหรับให้เด็กออกไปรับวิตามินจากแสงแดดบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการออกเดินเล่นหรือขี่จักรยานรอบ ๆ หมู่บ้าน หรือการพักทานเวลาอาหารกลางวันที่ดูน่าทาน โดยอาจจะให้พวกเขามีส่วนร่วนในการปรุงอาหารเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อเป็นการฝึกทักษะการทำอาหารไปด้วยในตัว หรือจะเป็นการทานของขนมขบเคี้ยวหรือชวนออกกำลังกายบ้างเล็กน้อยในช่วงเวลาพักเบรก เพื่อที่จะช่วยทำให้พวกเขาไม่เบื่อจนเกินไปที่ต้องเรียนรู้ตลอดทั้งวัน

ขี่จักรยานรอบ ๆ หมู่บ้าน

4. อนุญาตให้พวกเขาโต้ตอบกับเพื่อน ๆ ผ่านวิดีโอแชท

มนุษย์เป็นสัตว์สังคมทุกคนต่างก็ทราบดี สำหรับตัวเด็ก ๆ เองนั้น พวกเขาก็คุ้นเคยกับการติดต่อพูดคุยหรือเล่นกับเพื่อน ๆ ที่โรงเรียนเป็นประจำ ดังนั้นเพื่อไม่ให้พวกเขารู้สึกถึงความเหินห่างจากเพื่อน ๆ (ซึ่งอาจจส่งผลกระทบให้ลูก ๆ คุณซึมเศร้าได้) คุณควรอนุญาตให้พวกเขามีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน ๆ ตามปกติ ผ่านโซเชียลมีเดียโดยการส่งข้อความหรือวิดีโอแชทเป็นต้น มันเป็นวิธีที่ดีในการเข้าสังคมโดยไม่ทำอันตรายตัวเองหรือผู้อื่นในสถานการณ์ที่ไวรัสกำลังระบาดเช่นนี้ หากลูก ๆ ของคุณไม่ได้แชทกับเพื่อนเป็นประจำ หรือไม่ได้มีเพื่อนสนิทที่เป็นชัดเจน คุณสามารถพูดคุยกับผู้ปกครองคนอื่น ๆ แลกเปลี่ยนประสบการณ์การมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน ๆ คนอื่นในชั้นเรียนได้นะคะ

อนุญาตให้พวกเขาโต้ตอบกับเพื่อน ๆ ผ่านวิดีโอแชท

5. ปรับเลี่ยนการเรียนรู้ผ้านหน้าจออย่างเดียวเป็นอย่างอื่นบ้าง

การใช้เวลากับหน้าจอนานเกินไปสำหรับการเรียนรู้นั้น ไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีหนักสำหรับเด็กเล็กนะคะ มันอาจส่งผลเสียต่อสมองและสายตาของเด็กได้ ดังนั้นคุณควรมีการปรับเปลี่ยนการเรียนรู้ให้เข้ากับช่วงเวลาเช่นนี้ เพราะในบ้างครั้งคุณก็ต้องให้เวลาสำหรับการพักผ่อนแก่เด็ก ๆ ด้วยการให้พวกเขาเล่นเกมในโทรศัพท์ หรือดูรายการทีวีผ่านหน้าจอด้วยเช่นกัน ดังนั้นสิ่งที่คุณทำได้สำหรับการจำกัดเวลาใช้งานสำหรับหน้าจอก็คือ หลีกเลี่ยงการพิมพ์งานหรือทำการบ้านส่งคุณครูผ่านการพิมพ์ แต่ให้ขอใช้เป็นหนังสือเรียนจากโรงเรียนแทน แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นคุณก็ควรให้เด็กได้เรียนรู้ทักษะการพิมพ์งานด้วยเช่นกันนะคะ โดยอาจจะแบ่งเป็นครั้งคราวไปตามความเหมาะสม เพื่อสร้างความสมดุลในการเรียนรู้แก่เด็ก ๆ ให้มากที่สุด

ขอใช้เป็นหนังสือเรียนจากโรงเรียนแทนพิมพ์งานจากหน้าจอบ้าง

6. ติดต่อกับผู้ปกครองคนอื่น ๆ

การสังสรรค์ทางสังคมมีความสำคัญในช่วงเวลานี้ แต่การติดต่อกับผู้ปกครองท่านอื่นก็เป็นสิ่งสำคัญมากเช่นกัน เพื่อขอคำแนะนำและเคล็ดลับในการช่วยให้เด็ก ๆ เข้าถึงการเรียนออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะว่าผู้ปกครองแต่ละคนจะมีประสบการณ์ใหม่ ๆ สำหรับเด็ก ๆ ที่ต่างกันออกไป การพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน เพื่อดูว่าใครมีวิธีที่มีประสิทธิภาพในการเรียนรู้ทางออนไลน์มากที่สุด เพื่อที่ได้จะช่วยให้ลูกของคุณมีพัฒนาการที่ดีขึ้น หรือบางทีก็เพื่อที่ได้ถามว่ามีผู้ปกครองคนไหนที่ต้องการความช่วยเหลือหรือไม่ มันเป็นเรื่องที่ดีถ้าเราจะมีน้ำใจให้แก่กันในยามวิกฤตเช่นนี้ 🙂

7. ตารางเรียน ตารางเวลา สำคัญเสมอ

การเรียนจากที่บ้านอาจจะเป็นประสบการณ์ครั้งแรกของผู้ปกครองหลาย ๆ คน ดังนั้นการกำหนดตารางที่ชัดเจนจึงเป็นเรื่องสำหรับ โดยเป็นตารางที่ไม่เพียงแต่ใช้ในเวลาเรียนรู้เท่านั้นแต่รวมไปถึงเวลานอนหลับด้วย โดยพยายามทำให้ตารางเวลานนั้นมีความคล้ายกับตัวที่พวกเขาไปโรงเรียนตามปกติมากที่สุด การจัดตารางเวลาต่าง ๆ ให้ชัดเจน อาทิเช่น ตารางเรียน วันกำหนดส่งการบ้าน รายการที่ต้องทำให้ช่วงเวลานี้ และรายที่ห้ามทำในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง โดยกำหนดเป็นสีให้ชัดเจน วิธีเหล่านี้จะช่วยทำให้เด็ก ไม่รู้สึกว่าตัวอยู่บ้านไปวัน ๆ แบบไร้ความหมาย เพราะพวกเขามีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าคุณควรจะสร้างเป้าหมาย และกำหนดเวลาเหมือนผู้ใหญ่ เพื่อที่เวลาเด็ก ๆ บรรลุเป้าหมายพวกเขาจะได้มีความภูมิใจตัวเอง

จัดตารางเวลาให้ชัดเจน

8. อย่าปล่อยให้ลูก ๆ ของคุณ คิดว่านี่เป็นวันหยุดพักผ่อน

เวลานี้ที่บ้านอาจรู้สึกเหมือนเป็นวันหยุดพักผ่อนสำหรับลูกของคุณ แต่สิ่งสำคัญคือต้องเตือนพวกเขาว่าการศึกษาของพวกเขายังคงต้องมาก่อนเสมอ พวกเขามีหน้าที่ต้องรับผิดชอบเช่นเดิมนั้นคือการเรียน และเกรดการทดสอบต่าง ๆ จะไม่ได้หายไปเพียงเพราะเราปรับมาเรียนแบบออนไลน์ ทุกอย่างจะยังคงอยู่เช่นเดิม และอย่าลืมให้ความช่วยเหลือในยามที่เด็กต้องการ หรือในยามที่เด็ก ๆ ไม่เข้าใจเนื้อหาการเรียน การปล่อยให้เด็ก ๆ ต้องเรียนรู้เพียงลำพัง เพราะไม่เช่นนั้นจะมใหเพวกเขาเบื่อที่จะเรียนในที่สุดนะคะ

สร้างความเข้าใจ อย่าปล่อยให้ลูก ๆ ของคุณ คิดว่านี่เป็นวันหยุดพักผ่อน

9. อย่าลืมกำหนดเวลาเพื่อความสนุกสนาน

แม้ว่านี่จะไม่ใช่วันหยุดพักผ่อน แต่ก็เป็นเรื่องสำคัญที่คุณจะต้องสนุกกับลูก ๆ ของคุณบ้าง ขณะที่พวกเขาอยู่ที่บ้าน มันจะเป็นเรื่องยากที่คุณจะมีเวลาอยู่กับลูก ๆ ของคุณ ดังนั้นใช้โอกาสนี้ในการสร้างความสัมพันธ์ของคุณกับลูก ๆ อาทิเช่นการเกมที่ไม่ใช่แค่เกมในโทรศัทพ์ อย่าง การต่อจิ๊กซอว์, ต่อ Legos, เล่นเกมล่าสมบัติ, เล่น Bubble Bath หรือเล่นลูกโป่ง เป็นต้น

“ทำไมลูกไม่พูดเลย””ทำไมหลานฉันโมโหร้าย””ทำไมลูกฉันถึงพูดภาษาต่างดาว เรียกก็ไม่หัน”

“ดูมือถือฉลาดนะ”
“เนี่ย ให้ดูยูทูปตลอดเลย พูดตามเป็นภาษาอังกฤษได้แล้วนะ”
“ให้ดูมือถือไปเถอะ ลูกมันจะได้ไม่ดื้อ ไม่กวน”
“ดูนิดหน่อยจะเป็นอะไรไป มันไม่เป็นอะไรหรอก”

และสุดท้าย …

“ทำไมลูกไม่พูดเลย”
“ทำไมหลานฉันโมโหร้าย”
“ทำไมลูกฉันถึงพูดภาษาต่างดาว เรียกก็ไม่หัน”

อ่านข้อความของเรานะคะ เป็นเรื่องจริงที่ไม่ได้แต่งแม้แต่น้อย ข้างบ้านฝากลูกไว้กับยาย ให้ยายเลี้ยง ยายก็ยื่นแต่มือถือให้ ยายบอกว่ามันอยู่นิ่งดี ไม่ดื้อ ไม่ซน ไม่ร้องไห้ ทั้งเปิดทีวีและมือถือ อยู่แบบนั้นทั้งวัน แบตหมดก็เอาอีกเครื่องมาให้ไม่เคยขาด

จนป้าของเด็กมาหา เขาก็สังเกตทำไมเวลาเรียกเด็กไม่ขานตอบเลย ก็เลยเอามือถือออกมา ปรากฎว่าเด็กโมโห หงุดหงิด วิ่งเข้ามาเตะ มาตีป้าตัวเอง ไม่เท่านัั้น ยังไปเตะตียายอีก พูดตะคอกเสียงดังเอามือถือมา ถามไปถามมายายเลยยอมรับว่าให้มือถือจริง และเด็กไม่ยอมพูด ใครถามอะไรไม่พูด จะพูดเฉพาะความต้องการของตัวเองเท่านั้น

เราก็แนะนำไปแล้วตั้งแต่แรกๆ แต่แกก็ยังว่ามันนิ่งดีไม่กวนเราเวลาทำงาน สุดท้ายตอนนี้ 3 ขวบแล้วก็ยังต้องไปหาหมอพัฒนาการทุกอาทิตย์ เพราะเด็กยังไม่ยอมคุยกับใคร และจะมีท่าทางอาการเหมือนคนลงแดง (ถ้านึกไม่ออกลองเปิดคลิปคนติดยาลงแดงดูค่ะ) ร้องครวญครางแบบนั้นเลย เอามาๆๆๆ

เรื่องที่สองของพี่ที่ทำงานเราค่ะ เขาให้มือถือลูกเหมือนกันทั้งวัน วันนั้นเอาลูกมาที่ทำงาน ลูกก็นั่งดูมือถือไป จนพ่อเด็กโทรมาให้เอาลูกไปส่ง พี่เขาก็เอามือถือเก็บ แต่ลูกกลับลุกขึ้นเตะแม่ ตีแม่ ร้องไห้จะเอามือถือ ไม่ให้ก็ลงไปนอนชักดิ้นชักงอที่พื้น จนเราเข้าไปดุลูกเขา เด็กถึงหยุด

อีกเรื่อง เพื่อนเราเล่าให้ฟังว่าเด็กแถวบ้านเอามือถือให้ลูกดูทั้งวัน จนไม่ยอมคุยกับใครเลย ทุกวันนี้เหมือนเด็กออทิสติกมาก ใครถามไม่ตอบ ใครเรียกไม่หัน แต่ถ้าเอามือถือออกไปเมื่อไหร่จะอาละวาดบ้านแตกทันที

ถ้าไม่อยากให้ลูกเป็นแบบนั้น ก็หยุดมือถือและทีวีค่ะ

Credit : Nawara Suwannawang


เรียนออนไลน์ แม่ไม่ไหวในวันที่ลูกเรียนออนไลน์ กล้าที่จะบอกโรงเรียน

เรียนออนไลน์ #แม่ไม่ไหวในวันที่ลูกเรียนออนไลน์ #กล้าที่จะบอกโรงเรียน

เชื่อว่าตอนนี้พ่อแม่หลายๆคนกำลังประสบปัญหาเมื่อลูกต้องเรียนออนไลน์กันอยู่นะคะ ในฐานะที่เป็นทั้งครู เจ้าของ โรงเรียนและแม่ วันนี้ครูจึงรวบรวมตัวช่วยจากประสบการณ์การทำโรงเรียน การเป็นครูและการเป็นแม่มาให้พ่อแม่ทุกคน หวังว่าจะช่วยทุกคนที่กำลังเหนื่อยอยู่ตอนนี้ได้บ้างนะคะ

🙋‍♀️เปิดใจและยอมรับ

เปิดใจและยอมรับว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ทุกคนในโลกนี้ต้องเผชิญกับเหตุการณ์นี้ด้วยกันทั้งหมด ต่างกันที่สถานะของแต่ละคน เช่น เจ้าของธุรกิจก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนแนวทางและรับได้กับยอดขายที่อาจลดลง พนักงานอาจต้องทำงานหนักมากขึ้น หรือบางคนโดนปลดออกจากงาน นักเรียนเองก็เช่นกันวิธีการเรียนอาจต้องเปลี่ยนไป ไม่สะดวกสบายเหมือนเมื่อก่อน อย่ามัวแต่พร่ำบ่น หงุดหงิด ต่อว่า สู้หาทางยอมรับ เปิดใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นจะช่วยให้ลดความเครียดอีกทั้งยังสามารถมีวิธีแก้ไขและจัดการกับเรื่องต่างๆได้ดีขึ้นค่ะ

🙋‍♀️คุยกับโรงเรียนถึงข้อจำกัดของครอบครัว

ครอบครัวแต่ละบ้านมีข้อจำกัดที่ไม่เหมือนกัน บางบ้านพ่อแม่ต้องไปทำงานทั้งวันหรือบางบ้านแม่ต้องเลี้ยงน้องอีกคนไปด้วยอาจมาทำการบ้านส่งได้ตอนดึกหรืออาจไม่สามาถช่วยลูกเรียนในวันธรรมดาได้เลย การคุยกับโรงเรียนถึงข้อจำกัดไม่ใช่เรื่องน่าอายแต่เป็นสิ่งที่โรงเรียนควรได้รับรู้และทำความเข้าใจ พ่อแม่มีสิทธิที่จะคุยกับทางโรงเรียนและให้ทางโรงเรียนทำความเข้าใจกับความจำเป็นที่เกิดขึ้นและช่วยพ่อแม่หาทางแก้ไขที่เหมาะสมไม่ต้องเขินอายเลยค่ะ เชื่อครู บอกได้ เป็นเรื่องที่ทางโรงเรียนต้องหาทางปรับให้เราค่ะ

🙋‍♀️สร้างบรรยากาศในการเรียนให้น่าเรียน

การจัดโต๊ะเรียนให้อยู่ในที่ๆเงียบพอจะให้ลูกมีสมาธิก็สำคัญ แต่การตกแต่งโต๊ะเรียนด้วยเครื่องเขียนที่ลูกชอบ หรือการวางรูปที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ลูกก็อาจมีส่วนช่วยให้การเรียนออนไลน์ง่ายขึ้นได้นะคะ พ่อแม่อาจวางโคมไฟแสงวอร์มไวท์เพิ่มบนโต๊ะเพื่อสร้างบรรยากาศสบายๆ แสงอ่อนๆให้ดูน่าเรียนมากขึ้นได้อีกด้วยค่ะ

🙋‍♀️ หาเวลาผ่อนคลาย

แน่นอนว่าการอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆสำหรับเด็กวัยนี้ไม่ใช่เรื่องที่สมควรเท่าไหร่นัก พ่อแม่จึงควรหาทางให้ลูกได้ผ่อนคลายละสายตาจากจอแล้วหากิจกรรมอื่นๆที่ลูกชอบเพื่อผ่อนคลายบ้าง เช่นฟังเพลง เล่นดนตรี ออกไปเดินเล่นที่สนาม เล่นกีฬา เหล่านี้ถือเป็นการเติมพลัง รีชารจ์พลังใหม่ให้เด็กพร้อมที่จะกลับมาสู้หน้าจอคอมพิวเตอร์อีกครั้ง

🙋‍♀️ประเมินวิธีการสอนของครูให้ทางโรงเรียนทราบ

เชื่อเถอะค่ะว่าครูทุกคนมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือความตั้งใจอยากให้นักเรียนเข้าใจกับบทเรียนและมีความสุขกับการเรียนของครูทุกคน เพียงแต่การสอนของครูแต่ละคนไม่เหมือนกันและยิ่งกับสถานการณ์แบบนี้เป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ครูและทางโรงเรียนพร้อมที่จะเรียนรู้และปรับปรุงวิธีการสอนอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้นักเรียนได้เรียนอย่างมีความสุขและเข้าใจในเนื้อหาที่เรียน ดังนั้นการที่พ่อแม่แนะนำหรือประเมินวิธีการสอนถือเป็นทางที่จะช่วยครูและโรงเรียนให้ได้แก้ปัญหาให้ตรงจุด ดังนั้นพ่อแม่อย่าลังเลที่จะแนะนำทางโรงเรียนให้แก้ไขค่ะ โรงเรียนจะต้องขอบคุณเสียอีกค่ะที่ทำให้โรงเรียนได้มีการปรับปรุงและพัฒนา

🙋‍♀️ไม่แสดงอารมณ์หงุดหงิดให้ลูกเห็น

การแสดงอารมณ์หงุดหงิด เบื่อหน่าย กับการที่ลูกต้องเรียนออนไลน์ถือเป็นการชักจูงความคิดและความรู้สึกให้ลูกคิดไปในทิศทางเดียวกันกับพ่อแม่ แม้ในเด็กบางคนอาจไม่ได้รู้สึกอคติกับการเรียนออนไลน์แต่เมื่อเห็นพ่อแม่หงุดหงิดหรือบ่น เป็นการปลูกฝังความคิดความรู้สึกทางด้านลบในการเรียนออนไลน์ให้กับลูก หรือแม้กระทั่งการแสดงสีหน้าเบื่อ หงุดหงิด ก็อาจทำให้ลูกรู้สึกได้ว่าเป็นภาระของพ่อแม่

🙋‍♀️มองหาข้อดีของการเรียนออนไลน์

ถึงแม้เราจะยอมรับว่าการเรียนออนไลน์ยังไงก็คงไม่ดีเท่าการเรียนสดแต่เอาล่ะ! อย่างน้อยมันต้องมีข้อดีอยู่บ้างเช่น การทำให้เราได้มีเวลาอยู่กับลูกมากขึ้น ลูกได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆวิธีการทางด้านIT มากขึ้น มีความเข้าใจและรู้ปัญหาในการเรียนของลูกเราได้มากขึ้น ดีไม่ดีเราอาจได้รู้ว่าจุดเด่น จุดด้อย หรือวิชาที่ลูกเราถนัดจริงๆแล้วคืออะไร เราอาจปลดล๊อคปัญหาของลูกบางอย่างที่ครูซึ่งไม่ใกล้ชิดกับลูกเท่าเราอาจจะแก้ไขปัญหาไม่ได้ก็ได้ ดีไม่ดีเราอาจได้ช่วยแนะนำให้ลูกเราไปต่อยอดบางเรื่องในอนาคตได้อีกด้วย เค้าว่าในวิกฤตย่อมมีโอกาสเสมอค่ะ 🙂

🙋‍♀️พูดและแสดงความชมเชย ชื่นชม ภูมิใจในลูก

เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เด็กมีกำลังใจและมีความพยายามในการเรียนขึ้นมากค่ะ พ่อแม่ควรชมลูกว่าสามารถปรับตัวและทำได้ดี ถึงแม้บางครั้งอาจยังไม่ดีตามที่ใจพ่อแม่ต้องการแต่เชื่อครูเถอะค่ะ ลองมองหาสักนิดว่าลูกทำส่วนไหนได้ดีแล้วดึงจุดนั้นมาพูดชื่นชมลูกจะมีพลังในการทำให้ดียิ่งๆขึ้นไปอีกเยอะเลยค่ะ

🙋‍♀️ลดความคาดหวังกับลูก

พ่อแม่ส่วนมากมักไม่เคยอยู่กับลูกในระยะเวลาเรียนทั้งวันจึงมักมีความคาดหวังว่าลูกว่าในการเรียนออนไลน์ผลการเรียนต้องออกมาดีพร้อมครบถ้วนลามไปจนถึงสร้างความคาดหวังมากจนเกินไปทำให้เกิดความกดดันทั้งพ่อ แม่ และลูกได้ค่ะ ดังนั้น ลดความคาดหวังลงนะคะ จะช่วยให้การเรียนสนุกขึ้นอีกเยอะเลยค่ะ

🙋‍♀️พ่อแม่ต้องไม่กดดันตัวเอง
พ่อแม่หลายคนไม่เคยสอนลูกเรียนหนังสือจริงจังทั้งวันแบบนี้มาก่อน เมื่อทำไม่ได้หรือรู้สึกมีอุปสรรค ไม่เป็นไปตามที่คาดหวังจะเริ่มหงุดหงิดและโทษตัวเองว่าทำได้ไม่ดี เป็นพ่อแม่ที่ไม่ดี ไม่เก่ง และสร้างความเครียดให้กับตนเอง การคิดแบบนี้นอกจากจะบั่นทอนความรู้สึกตนเองยังทำให้ขีดความสามารถในการสอนลูกของเราลดลงอีกด้วย พ่อแม่ควรทำความเข้าใจว่าพ่อแม่เองก็อยู่ในช่วงปรับตัวเช่นกันและพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนเรียนรู้ไปด้วยกันกับลูก

เป็นกำลังใจให้ทุกคนนะคะ ยินดีรับฟังคำบ่นและแลกเปลี่ยนประสบการณ์นะคะ 🙂

Cr#เลี้ยงลูกด้วยเสียงเพลงโดย ดร.ฟ้าใส

เอาผู้ติดเชื้อโควิด19 ไปอยู่ด้วยกันในรพ.สนาม จะแลกเปลี่ยนเชื้อกันไปมาหรือไม่

เอาผู้ติดเชื้อโควิด19 ไปอยู่ด้วยกันในรพ.สนาม จะแลกเปลี่ยนเชื้อกันไปมาหรือไม่

คำตอบสั้นๆ คือ ไม่ครับ

คำตอบยาวๆ คือ

ถ้าเรากำลังติดเชื้อไวรัสตัวหนึ่งแล้ว จะเกิดปรากฏการณ์เรียกว่า viral interference คือ ร่างกายจะต้านทานไม่ให้ไวรัสตัวที่สองเข้าสู่เซลล์ได้ ทั้งนี้เกิดจากการที่ร่างกายสร้างสารที่เรียกว่า interferon ซึ่งทำงานอย่างไม่จำเพาะหมายความว่า ถึงเป็นไวรัสคนละชนิดก็ต้านทานได้

Viral interference มักจะเกิดอย่างรวดเร็ว แต่อยู่ไม่นานเกินเดือน คือพอทิ้งช่วงห่างออกไป เราก็ติดเชื้อใหม่ได้อีก

นั่นเป็นเหตุที่ตารางการฉีดวัคซีนส่วนมาก จะเว้นเวลาระหว่างเข็มแรกและเข็มที่สองไว้สักเดือน เพื่อให้ interference จากเข็มแรกหมดไปก่อน

Viral interference จะเกิดได้ต้องมีช่วงห่างระหว่างเวลาที่เจอเชื้อไวรัสสองตัว หากเชื้อสองชนิดเข้ามาพร้อมกันก็อาจติดได้ทั้งคู่

ดังนั้นเราจึงฉีดวัคซีนหลายชนิดได้พร้อมกัน แต่ควรฉีดวันเดียวกัน หากทิ้งช่วงห่างแล้วควรรอไปสักเดือนเลย เพื่อให้ viral interference หมดไปก่อน

แม้กระนั้น หากฉีดวัคซีนเชื้อเป็นหลายชนิดพร้อมกัน เชื้อตัวที่เจ้าสู่เซลล์ได้ก่อน ก็อาจก่อกวนไม่ให้ตัวที่เข้าช้าเข้าไม่ได้อยู่ดี เช่น

วัคซีนโปลิโอ เราให้เชื้อพร้อมกันสามชนิดในหลอดเดียว โดยทั่วไปจะเกิดภูมิต้านทานสำหรับเชื้อเพียง 1-2 ชนิดในการให้แต่ละครั้ง เราจึงนิยมให้สามครั้งในเด็กเล็ก

การพัฒนาวัคซีนไข้เลือดออกก็ยุ่งยากมาก เพราะมีเชื้อถึงสี่ชนิดที่ต้องให้ได้ผลพร้อมกัน

กลับมาที่รพ.สนาม คนไข้ทุกคนติดเขื้อโควิด19แล้ว หากมีเชื้อโควิด 19 อีกตัว พยายามจะเข้าก็จะเจอ viral interference เข้าไม่ได้ เมื่อเชื้อหายไปก็เป็นเพราะมีภูมิคุ้มกันแล้ว ก็ไม่ติดอีก

ไม่ต้องห่วงครับ

Cr. ประสิทธิ์ ผลิตผลการพิมพ์