Featured

#พ่อลูกเจนอัลฟ่า

#พ่อลูกเจนอัลฟ่า

เรื่องย่อความเป็นมาของเพจพ่อลูกเจนอัลฟ่า

—พ่อลูกเจนอัลฟ่า

สวัสดีครับ ก่อนอื่นผมต้องแนะนำตัวก่อนว่าผมตั้งใจทำเพจนี้ขึ้นมาเพื่อแนะนำ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคุณพ่อ คุณแม่ ที่มีลูกๆ วัยเจนอัลฟ่า (เกิดหลังปี ค.ศ.2010) ผมเองมีประสบการณ์ในการทำโรงเรียนเสริมพัฒนาการเด็กเล็กมาตั้งแต่ปี 2015 โดยเป็นโรงเรียนที่เน้นการพัฒนาเด็กที่เน้นการเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 และตัวเองก็มีลูกที่อยู่ในวัยเจนอัลฟ่าด้วย และอยากจะแชร์ประสบการณ์ตัวเอง พร้อมกับจากที่ได้ศึกษามา โดยแนวคิดหลักๆ ของผมจะเน้นเป็นแนวเน้นการเรียนรู้ผ่านการเล่น และการให้เวลากับลูกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนที่จะมาตกผลึกเป็นแนวนี้ก็เหมือนกับพ่อแม่หลายๆคน ที่มักจะหาข้อมูลจาก Internet มาก่อนแล้วก็จะมีวิธีการหลายๆ แนว ผมคงไม่ได้บอกว่าแนวไหนดีกว่าแนวไหน เพราะมีหลายปัจจัยสำหรับแต่ละครอบครัวที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเรื่องการเงิน คนช่วยเลี่้ยงดู ฯลฯ แต่จะเล่าถึงแนวที่ตัวเองทำมากกว่า เพราะแต่ละแบบกว่าเราจะรู้ว่าผลลัพธ์เป็นอย่างไรคงต้องรอจนถึงเด็กๆเหล่านี้โตเป็นผู้ใหญ่

อย่างแรกที่ผมจะขอแนะนำคือเราควรหาเวลาอ่านหนังสือให้ลูกฟังทุกวัน เอาเวลาที่เราสะดวก เพราะเวลาที่เราอ่านหนังสือให้ลูกฟัง มันมีประโยชน์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นความใกล้ชิดกับลูก คำศัพท์ที่ลูกจะได้จากหนังสือ จินตนาการของเด็กที่ได้จากภาพ เรื่อง อ่านเข้าไปเลยครับทุกวันจะกี่นาทีก็ได้ อย่างน้อยขอให้อ่าน

ระบบโรงเรียนให้ความสำคัญมุ่งเน้นผลการเรียนของเด็กมากๆๆ แต่กลับขาดกลไก supportเพื่อช่วยเด็ก อย่างแท้จริง

ขอวิงวอนโรงเรียนดังระดับประเทศสร้างระบบLearningSupportทางจิตใจแก่เด็กนักเรียนที่มีคุณภาพ ไม่มัวหลงงมงายกับคว้าโล่คว้าเหรียญ คว้าคณะดัง ทั้งที่ไม่ขาดแคลนทรัพยากร

(สุริยเดว 2564)

เป็นสามสัปดาห์ติดกันแล้วครับ
ที่มีคนไข้นักเรียนวัยรุ่นระดับมัธยม ที่มีภาวะเครียดหนัก ซึมเศร้า จากการเรียนหนัก แม้เป็น online จากโรงเรียนดังมากๆ (ย้ำว่าดังมาก) ทั้งหลาย

ที่น่าเสียใจที่ระบบโรงเรียนให้ความสำคัญมุ่งเน้นผลการเรียนของเด็กมากๆๆ แต่กลับขาดกลไก supportเพื่อช่วยเด็ก อย่างแท้จริง

ขอวิงวอนโรงเรียนดังๆ top ten ทั้งหลาย ว่า ไม่อยากดูผลงานแค่การได้เหรียญโอลิมปิค หรือผลสัมฤทธ์ การเรียน รวมทั้งผลการไขว่คว้า เข้าคณะดังๆ ระดับประเทศ ได้มากน้อย แค่ไหน พอใจเพียงแค่นั้น

แต่สิ่งที่อยากฝากผู้บริหารโรงเรียนดังมากๆๆเหล่านี้ รวมทั้งต้นสังกัด กระทรวงศธ.คือ
กลไก Learning support โดยเฉพาะ สุขภาพจิตใจของเด็กๆ

แปลกมากที่โรงเรียนดังสนใจแต่เรื่องผลการเรียน

แต่ขาดความจริงใจจริงจัง และการ set เป็นระบบเชิงรุกและมีคุณภาพแท้จริงในการดูแลสุขภาพจิตใจของเด็กๆ ปล่อยให้มีการ bullyกัน ทางจิตใจ ทั้ง ระดับผู้ปกครอง ระดับครู และระดับเด็ก กันเอง เพราะแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น อวดสรรพคุณ แถม โรงเรียนบางแห่งที่ดังมาก ยังสร้างเงื่อนไขการโชว์ ผลการเรียนให้เห็นระดับว่า อยู่ผลการเรียนการสอบอยู่ ranking ที่เท่าใด

“เรียนก็หนัก การบ้านเยอะ แข่งขันกันหนัก สอบก็ยาก งานก็เยอะ แถมพ่อแม่ เก ทับบรั๊ฟแหลก อวดลูกกันเอง คาดหวังสร้างแรงกดดันต่อลูกๆ ขาดกลไก learning support จากโรงเรียน ขาดการใช้โฮมรูมเพื่อดูแลจิตใจของเด็ก ที่แท้จริง”
(สุริยเดว : จากคำบอกเล่าใน งานคลินิควัยรุ่น)

โรงเรียนที่ยิ่งดังมากจากผลการเรียน กลับใช้วิธีง่ายๆ ในการสอบคัดเอาเด็กเก่งๆ เข้ามารวมกันไว้(จัดห้องคิง ควีน gifted inter) ยิ่งต้อง มุ่งเน้น วิชาชีวิต จิตใจ การยกระดับสุขภาวะจิตใจ มีระบบการช่วยเหลือเด็ก ที่เข้าถึงเด็กได้ทุกคน (ย้ำว่าทุกคน) โดยไม่สร้างบรรยากาศให้เกิดแรงกดดันมากๆต่อเด็ก ไม่มีอคติ ต่อให้เป็นเด็กหลังห้องในสายตา

ขอพูดแทนเด็กๆ ครับ

!!!!! ยิ่งเร็วๆนี้ บรรดาผู้ใหญ่ด้านนโยบายบางท่าน มีแนวคิดว่า
โรงเรียนดังๆทั้งหลายไม่ต้องไปประเมินคุณภาพภายนอก หรอก

ขอฝากผู้ใหญ่ที่กำลังผลักดันนโยบาย เหล่านี้ว่า
อย่าใช้ตรรกะแบบนี้เลยครับ
Cr. PFB บันทึกหมอเดว

“7 สัญญาณ” ที่แสดงว่าเรากำลังเลี้ยงลูกมาถูกทางแล้ว 😊

เราพ่อแม่หลายครั้งสงสัยว่า เอ๊ะ!!! เราเลี้ยงลูกถูกไหม ใช่ไหม ลองสังเกตุสัญญาณต่อไปนี้นะครับ ….

“7 สัญญาณ” ที่แสดงว่าเรากำลังเลี้ยงลูกมาถูกทางแล้ว 😊

1.ลูกแสดงออกทางอารมณ์กับเราได้ ทั้งโกรธ เศร้าเสียใจ หรือ กลัว นั่นแสดงว่าลูกรู้สึกปลอดภัยที่จะเป็นตัวเองต่อหน้าเรา

2.ลูกมาหาเราเมื่อเค้าเจ็บหรือมีปัญหาไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ นั่นแสดงว่าเราเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับลูก ที่ลูกจะเข้ามาพักทั้งกายและใจได้เสมอ ตลอดชีวิตของเค้า

3.ลูกสามารถพูดคุยกับเราได้ในทุกปัญหา โดยที่ไม่กลัว มันเป็นสัญญาณที่บอกว่า เราและลูกยอมรับซึ่งกันและกัน หลายครั้งลูกไม่กล้าบอก ไม่กล้าเล่าเพราะกลัวพ่อแม่โกรธ กลัวพ่อแม่เสียใจ และกลัวพ่อแม่รับไม่ได้

4.สิ่งที่เรา Feeedback กลับไปในสิ่งที่ลูกทำลูกเป็น ไม่ใช่การบ่นต่อว่า หรือตีตรา ไม่ว่าจะเป็น “เด็กไม่ดี ขี้เกียจ โง่ งี่เง่า ฯลฯ” แต่เป็นการสอน แนะนำ เพื่อให้ลูกมีพฤติกรรมที่ดีขึ้น

5.ให้กำลังใจลูกเสมอที่จะไปให้ถึงสิ่งที่ลูกฝัน หรือไปให้สุดศักยภาพของเค้า หลายครั้งพ่อแม่จะชี้นำลูกตลอดให้ไปในทางที่พ่อแม่ต้องการ แม้จะไปถึงเป้าหมายของพ่อแม่ แต่ลูกจะรู้สึกล้มเหลว กดดันและถูกควบคุมชีวิต

6.สามารถกำหนดขอบเขตในพฤติกรรมของลูก เพื่อให้ลูกปลอดภัยได้ ลูกทำได้แค่ไหน อะไรที่ทำได้ และอะไรที่ทำไม่ได้ เพราะอะไร ทำไม เด็กจะรู้สึกปลอดภัยเพราะรู้ว่าพ่อแม่ใส่ใจ “ใจดีแต่ไม่ตามใจ”

7.สามารถซ่อมแซมความสัมพันธ์กลับมาคืนดีกับลูกได้เสมอ เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ความสำเร็จของลูกแต่เป็นความสัมพันธ์ที่ดีกับลูก

สรุปคร่าวๆ มาจาก บทความนี้ อ่านเพิ่มเติมได้ครับ
https://www.mother.ly/life/7-signs-youre-parenting-right-according-to-a-clinical-psychologist

Cr#ดีต่อลูก

เด็กแต่ละคน วิธีการเรียนรู้ไม่เหมือนกัน

บางทีลูกไม่ได้ไม่เชื่อฟัง
บางทีลูกไม่ได้เรียนรู้ช้า
บางทีลูกไม่ได้โง่
และไม่ได้อยากทำให้พ่อแม่เหนื่อยพูด เหนื่อยสอน จนต้องหงุดหงิดอารมณ์เสีย

แต่แค่เด็กแต่ละคน วิธีการเรียนรู้ไม่เหมือนกัน
และในเด็กคนเดิม ในแต่ละช่วงอายุก็ยังไม่เหมือนกันอีก ใช้วิธีซ้ำๆ เดิมๆ ไม่ได้ หรือใช้วิธีของคนอื่นก็อาจจะไม่ได้

รู้ตัวไว ก็ปรับวิธีการได้ไว ✔
อย่ามัวแต่ชนกำแพง ….
จะเจ็บทั้งเรา เจ็บทั้งลูกนะครับ 😷

Cr#ดีต่อลูก

เราพ่อแม่เก่งมากในการพูดให้ลูก “เจ็บใจ”😥

เราพ่อแม่เก่งมากในการพูดให้ลูก “เจ็บใจ”😥
เพราะสมองเราเติบโตกว่า รู้ว่าพูดแบบไหนเจ็บสุดๆ
พูดเพราะอยากให้ลูกดี อยากสอน อยากให้สำนึก อยากให้ลูกทำตาม ไม่อยากให้ทำ ผิดหวัง เสียใจ หรือ โกรธ ทนไม่ไหวแล้ว …..

แต่จะดีกว่าไหมถ้าเราจะใช้มันในการคุมสติตัวเอง สรรหาคำพูดที่พูดแล้วช่วยให้ลูกได้คิด ให้ลูกได้รู้ว่าเรากำลังเป็นห่วงเค้านะ 😊

Cr#ดีต่อลูก

“ลูกอายุเกือบสองขวบ กินข้าวยากมาก ไม่ยอมนั่งกินดี ๆ กินข้าวทีนึงเป็นชั่วโมง ไม่ต้องพูดถึงการกินข้าวเองเลยค่ะ ดูเค้าไม่มีความอยากในการกินข้าวเลย ทำทุกวิธีแล้วก็ไม่ยอมกินเลยค่ะ ต้องเปิดทีวีหรือการ์ตูนให้ดูและต้องเดินตามป้อน เล่นไปกินไปถึงจะยอมกินบ้าง ทำอย่างไรดีคะ” – คุณแม่ท่านหนึ่งตั้งกระทู้ถามในบอร์ดพันทิป

แนวทางของคำถามนี้คุณแม่น่าจะพอตอบได้นะครับว่า #สิ่งที่ทำมามันไม่เวิร์ก แล้วถ้าสิ่งที่ทำอยู่นั้น ‘ผลลัพธ์’ ก็อยู่ตรงหน้าอยู่แล้วว่า ‘ทำไปลูกก็ไม่กินอาหาร’ ถามตัวเองก่อนว่า “แล้วยังจะทำต่อไปทำไม ?” … และถ้ายังยืนยันที่จะไล่ตามป้อนต่อไป #จะไล่ป้อนไปถึงเมื่อไร แล้ว “คุณแม่เหนื่อยและเครียดใช่ไหมครับที่ต้องมานั่งไล่ป้อนลูกแล้วลูกก็หันหัวหนี ไม่กิน อมข้าว หรือบางครั้งถุยข้าวใส่เสียด้วยซ้ำ” … คุณแม่ท่านนี้คงเหนื่อยและเครียดแหละเนอะ ไม่เครียดคงไม่มาโพสต์ถาม ..

ลองตัดภาพไปมองในมุมของลูกดูสิครับ คนจะเล่นก็มีคนมาไล่ยัดอาหารใส่ปาก คนไล่ป้อนก็ทำหน้าเหนื่อยและเครียดใส่ หลายครั้งถูกดุ ถูกบังคับ บางทีบางบ้านอาจจะโดนฟาดเสียด้วยซ้ำ … หากเราเป็นลูก … เราจะอยากกินไหมล่ะครับ ถามใจตัวเองก่อน … หิวก็ไม่หิวเพราะกินไปเรื่อย ๆ ข้าวมื้อนึงกิน ๆ หยุด ๆ เป็นชั่วโมง สักพักมีนม มีผลไม้ มีโน่นนี่ตามมาอีก เพราะกลัวลูกกลัวหลานหิว กลัวไม่โต …

ปัญหาเด็กกินยากนั้นมีรายละเอียดปลีกย่อยมากครับ ทั้งเรื่องของพฤติกรรม โภชนาการ และอื่น ๆ แต่หากจะตอบคำถามให้เห็นภาพแบบกำปั้นทุบดินตรง ๆ ก็มีคุณแม่ท่านหนึ่งตอบกระทู้นี้ได้เห็นภาพว่า “ทำไมต้องตามป้อนคะ ไม่เข้าใจ หิว กินเอง ไม่หิว ไม่ต้องกิน ไม่ป้อน อยากกิน กิน ถ้าเลยเวลา อยากกินไม่มีให้กิน” มีให้กินนะคะ แต่กินเป็นเวลา กินพร้อมคนในครอบครัว ภายใต้พื้นฐานที่ว่า ไม่มีเด็กที่สุขภาพดีคนใดปล่อยให้ตัวเองหิวตายแน่นอน เพราะนั่นคือสัญชาตญาณแห่งการอยู่รอดของมนุษย์ที่มีติดตัวมาตั้งแต่แรกเกิด

ถ้าพ่อหมอจะตอบเอง … ขอตอบด้วยเสียงของแม่ลีน่า ด้วยอินเนอร์ของประโยคว่า “คุณพี่อยู่จังหวัดอะไรคะ ?” ว่า #คุณพี่จะไล่ป้อนไปลูกอายุเท่าไรคะ !!!!!! 5555555 ถ้าคิดว่าวันนี้ “เลิกสิคะ” จะรออะไรอยู่ … ปรับวิธีคิดและวิธีดีลกับลูกใหม่ครับ

Cr#หมอวินเพจเลี้ยงลูกตามใจหมอ

โปรโมชั่นสุดคุ้ม 6.6

โปรโมชั่นสุดคุ้ม 6.6 ซื้อสินค้า 6 ชิ้นจ่ายเพียง 3 ชิ้นเท่านั้น รีบๆมาช็อบกันนะคะ สามารถสั่งซื้อได้ตั้งแต่ 1-6 มิถุนายนนี้ เท่านั้น

Line MyShop https://shop.line.me/@masx.thailand

MASX หน้ากากผ้า3ชั้น
กันละอองที่เป็นที่มาของเชื้อโรค
กรองฝุ่น PM2.5
สวมใส่สบาย
ลดอาการแพ้หน้ากาก
ซักได้

#แพ้หน้ากาก
#หน้ากากผ้า
#หน้ากากแฟชั่น
www.masx.co

*advertising*

ลูกโตแล้วไม่เล่าอะไรให้เราฟัง เพราะอะไรกันนะ?

ลูกโตแล้วไม่เล่าอะไรให้เราฟัง เพราะอะไรกันนะ?

ขอขอบคุณข้อคิดดีๆจาก ครูก้า อาจารย์กรองทอง บุญประคอง
ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารโรงเรียนจิตตเมตต์ (ปฐมวัย) ค่ะ 🥰

เมื่อแม่วัย40บวกต้องเผชิญ สภาวะ #Midlifecrisis !!!

เมื่อแม่วัย40บวกต้องเผชิญ สภาวะ #Midlifecrisis !!!

โดย หมอเดว

นี่เป็นอีกช่วงชีวิตหนึ่งของวิบากกรรม

ที่แม่หลายคนต้องเผชิญ เมื่อแม่อายุตัวเลข40ขึ้น ตา ยาย แก่ตัวลง เจ็บอิดอิด ออด ออด บ้างก็หนัก นอนเตียง ขณะที่แม่ที่มีลูก ก็ก้าวเข้าสู่วัยรุ่น ที่พร้อมจะทะเลาะกับแม่ได้ตลอดเวลา แถม ถ้าเจอลูก ที่ เลี้ยงยาก บ้าพลัง ติดเกม คุมอารมณ์ไม่ได้
ขณะที่แม่เตรียมตัวเข้าวัย ใกล้หมดประจำเดือน ร้อนวูบวาบ หงุดหงิด ง่าย
แต่ลูกสาวที่กำลังเข้าวัยรุ่น ก็กำลังจะเพิ่งเริ่มมีประจำเดือน ออกอาการคล้ายๆแม่ ร้อนวูวาบ หงุดหงิดง่าย
สภาพที่เล่านี้ยังไม่นับหากครอบครัว หย่าร้าง สภาวะยากลำบาก หรือ ต้องออกไปทำมาหากินร่วมไปด้วย

ฉะนั้น ช่วงชีวิต 40บวก ๆ จึงเป็นวัยที่วิกฤติ ในช่วงหนึ่งที่ต้องประคับประคองผ่านไปให้ได้
หากผ่านช่วงนี้ไปได้ อาการ ม้าพยศ ของลูก ความไม่เข้าใจหรือเอาแต่อารมณ์ ของ อากง อาม่า ตา ยาย จะค่อยๆผ่านไปได้

5 คุณลักษณะของพ่อแม่ ที่จะประคับประคองผ่านวิกฤติ ช่วง Mid Life Crisis
1.#รักอบอุ่นและไว้วางใจ แต่เป็นรักที่สามารถดึงลูกร่วมทุกข์สุขไปด้วยกัน ไม่ใช่ปรนเปรอ บำรุงสุขให้ลูกอย่างเดียว

  1. #สื่อสารที่ดีต่อกัน โดยผู้ใหญ่ต้องแปลงกายเป็นนักฟังมากกว่านักพูด ไม่ได้ยากครับ ใช้เทคนิคคำถามปลายเปิด เช่น คิดยังไง ทำยังไง เป็นต้น
  2. #พยายามคุมอารมณ์ตนเองให้ได้ หากไม่ไหว ก็พักเบรค ออกจากสถานการณ์ เพื่อลดแรงตึงเครียด กลับมาเมื่อสติดี พร้อมรับรู้ และร่วมแก้ไข
  3. #เปิดทัศนคติใจเปิด ที่ไม่ตัดสิน ด้วยอำนาจ แต่ใช้เหตุผล ร่วมกันหาทางออก เกิดข้อตกลงร่วมกัน
  4. #ให้เกียรติกันและกัน อย่างไม่มีอคติ ยอมรับความแตกต่างที่หลากหลาย ไม่เปรียบเทียบ กดดัน

เด็กทุกคนที่เกิดมาไม่ใช่ผ้าขาวครับ #อย่าเข้าใจผิด

เป็นกำลังใจให้ แม่วัย40บวกนะครับ สู้ สู้ ด้วย คุณความดี คุณธรรม

คุณธรรมคุณทำได้

เด็กไม่ใช่ผ้าขาว

Cr#บันทึกหมอเดว

เด็กๆก็เครียดเพราะโควิดได้

เด็กๆก็เครียดเพราะโควิดได้

จากคอมเมนท์ของคุณแม่ หมอจึงนำมาเขียนเป็นบทความเย็นนี้ค่ะ

ช่วงนี้เด็กๆ ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ทั้งในแง่ของการใช้ชีวิตประจำวันที่เปลี่ยนไป เด็กไม่ได้ไปโรงเรียนตามปกติ มีทั้งช่วงที่ต้องหยุดเรียน ช่วงที่เรียนออนไลน์ ไม่ได้ออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน ไม่ได้เล่นกับเพื่อนๆ เหมือนเดิม หรืออาจจะเป็นเพราะความเครียดของคนในบ้านที่มากขึ้น เช่น พ่อแม่เครียดเรื่องรายได้ที่ลดลง พ่อแม่ต้องเวิร์คฟรอมโฮม ฯลฯ คนในบ้านเครียด และแม้จะไม่ได้บอกเด็กๆ ว่าเราเครียดนะ แต่เด็กก็อาจจะรับรู้ได้ถึงหน้าตาเคร่งเครียด หรือ ความเครียดจากการดูข่าวโควิดที่น่ากลัวต่างๆ เป็นต้น

เราคงเปลี่ยนแปลงการระบาดไม่ได้ง่ายดายนัก ตัวเลขคนติดเชื้อยังค่อนข้างสูง และไม่แน่ใจว่าจะเป็นเช่นนี้ไปอีกนานเท่าไหร่ สิ่งที่เราทำได้คือ ช่วยให้เด็กๆ (รวมถึงตัวเราด้วย) จัดการกับความเครียดที่เกิดได้ดีขึ้น

.

  1. ก่อนอื่นต้องรู้ก่อนว่า เมื่อเด็กเกิดความเครียดแล้ว เด็กจะเป็นอย่างไร ?

เด็กมีความเครียดได้ ความเครียดของผู้ใหญ่กับเด็กอาจแตกต่างกัน เพราะผู้ใหญ่จะสามารถบรรยายความรู้สึกความคิดของตัวเองได้ เนื่องจากมีความเข้าใจในเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ

แต่ในเด็กโดยเฉพาะเด็กเล็กที่ยังมีพัฒนาการทางภาษาไม่ดีเพียงพอ ยังไม่มีความเข้าใจและยังไม่สามารถสื่อสารอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองได้ เวลาที่เด็กเครียด เด็กก็อาจจะแสดงออกด้วยพฤติกรรม เช่น ดื้อ ต่อต้าน ก้าวร้าวมากขึ้น ขาดสมาธิ นอนไม่หลับ ฝันร้าย มีปัญหาการการกิน ปัสสาวะราด พัฒนาการถดถอย อะไรที่เคยทำได้ก็กลับทำไม่ได้ ติดและไม่ยอมแยกจากผู้ดูแลใกล้ชิด ความเครียดอาจจะแสดงออกด้วยอาการทางกาย เช่น ปวดท้อง ปวดหัว คลื่นไส้อาเจียน โดยไม่พบสาเหตุชัดเจน

เด็กที่โตขึ้นมาหน่อย จะเล่าถึงความเครียดที่มีได้มากขึ้น เพราะความเข้าใจภาษา การแสดงออกความคิดความรู้สึกดีขึ้น แต่ก็อาจมีทั้งอาการทางกายที่กล่าวมา ในเด็กวัยรุ่น ความเครียดอาจส่งผลให้การเรียนตกลง มีปัญหาสัมพันธภาพกับเพื่อน วัยรุ่นอาจจะติดเพื่อน มีปัญหากับพ่อแม่ทะเลาะเบาะแว้งกันมากขึ้น เด็กบางคนติดเกม ติดอินเทอร์เน็ต เนื่องจากต้องการหลีกหนีจากความเครียดในใจ

เรียกได้ว่า ความเครียดในใจเด็กทำให้เกิดการแสดงออกได้หลากหลาย ขึ้นอยู่กับวัย พื้นอารมณ์ ธรรมชาติของเด็กค่ะ

  1. ถ้ารู้สึกว่าลูกเครียดเพราะโควิด พ่อแม่ควรทำอย่างไร ?

1) พ่อแม่เองควรมีความตระหนักถึงความเครียดของตัวเอง (ซึ่งมีได้เป็นธรรมดา ในช่วงเวลาเช่นนี้) มีวิธีจัดการที่เหมาะสม (หมอเคยเขียนในบทความก่อนหน้านี้มาแล้ว) หากมีความเครียด กังวลมาก การไปช่วยเด็กๆ ก็คงทำได้ยาก และอาจจะทำให้เด็กมีผลกระทบทางจิตใจมากขึ้น

2) จำกัดการดูข่าวเกี่ยวกับโควิด ไม่ต้องดูมากไป เอาเฉพาะที่จำเป็น

3) จัดการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิตประจำวันให้น้อยเท่าที่พอทำได้ ถ้าจำเป็นจะต้องเปลี่ยน ก็คงจะต้องอธิบาย และสร้างความคุ้นเคยกับเด็กในการทำอะไรใหม่ๆ เช่น การต้องเปลี่ยนมาเรียนออนไลน์ ออกไปเล่นนอกบ้านกับเพื่อนๆ ทำไม่ได้แล้ว เป็นต้น

4) เวลาที่เด็กมีพฤติกรรมอารมณ์ที่เปลี่ยนไป (เช่นที่คุณแม่ถามมาในคอมเมนท์) ต้องเข้าใจว่า เป็นการแสดงออกทางความรู้สึกไม่สบายใจของเด็ก การตอบสนองต่อปฏิกิริยาของเด็กที่เกิดควรจะใช้ความเข้าใจ ไม่ใช่การดุ ตำหนิ ขู่ หรือไปโมโหเด็ก (และก็ไม่ใช่จะไปตามใจเกินไป)

5) มีเวลาให้เด็ก เช่น เล่น อ่านนิทาน วาดรูป ระบายสี ต่อเลโก้ เล่นบอร์ดเกม ทำกิจกรรมผ่อนคลายกับเด็กมากขึ้น

6) เด็กที่โตและพอเล่าความรู้สึกได้ ให้รับฟังความไม่สบายใจของเขา เปิดโอกาสให้เขาพูด หรือถามคำถามที่สงสัยในเรื่องที่เกิดขึ้น

7) ให้ความรักเอาใจใส่เด็กอย่างเหมาะสม อย่าคิดว่าที่เด็กมีความเครียดหรือพฤติกรรมถดถอย เป็นการเรียกร้องความสนใจ เพราะเป็นธรรมดาที่เด็กๆ จะต้องการความรักความสนใจมากขึ้น (แนวๆ อ้อนผู้ใหญ่มากขึ้น)

8)ควรจะให้ความรู้ความเข้าใจในเรื่องของโรคโควิดกับเด็ก ว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้น จะต้องทำอย่างไรเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ เช่น ใส่หน้ากาก ล้างมือ รักษาระยะห่าง โดยใช้คำพูดที่เด็กเข้าใจง่าย ตามอายุของเขา

หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์นะคะ ขอให้ทุกคนปลอดภัยจากโควิด ถ้าถึงคิว รีบไปรับวัคซีนกันนะคะ

Cr#หมอมินบานเย็น

เข้าใจวัยรุ่น

‘เบลล่า’ เด็กวัยรุ่นคนหนึ่ง สนิทกับแม่ของเธอมาก แต่ก็มักจะเถียงกันกับแม่เสมอ ล่าสุดคือเรื่อง .. เวลาในการอาบน้ำ

จริงๆ ก่อนหน้านี้แม่และเบลล่าก็มีเรื่องเถียงกันหลายเรื่อง ส่วนใหญ่เป็นเรื่องจิปาถะในชีวิตประจำวัน เช่น กินข้าว พับผ้าห่ม สระผม แปรงฟัน ฯลฯ

เรื่องอาบน้ำก็เช่นกัน

.

หมอเปิดโอกาสให้แต่ละคนอธิบายเหตุผลของตัวเอง

แม่บอกว่าเบลล่าอาบน้ำนานเกินไป คือ อาบนานกว่าครึ่งชั่วโมง ทำให้คนอื่นไม่ได้ใช้ห้องน้ำ และแม่อยากให้หนูเอาเวลามาทำอย่างอื่นที่มีประโยชน์กว่า ส่วนเบลล่าบอกว่า ก็ห้องน้ำมีตั้งหลายห้องอ่ะแม่ ตอนนี้หนูปิดเทอมนะ จะอาบน้ำนานๆ มันจะเสียเวลาอะไรมากมาย และหนูอาบให้สะอาดน่ะแม่ มันมีโควิดนะ เมื่อถามในรายละเอียด จริงๆ คือ ครึ่งชั่วโมงนั้นแค่เวลาอาบน้ำ แต่บวกเวลาที่เด็กไปนั่งเล่นมือถือในห้องน้ำด้วยประมาณชั่วโมงหนึ่ง

แม่ลูกให้หมอตัดสิน ตกลง 30 นาทีมันนานไปไหม

ก่อนอื่นหมอก็หาข้อมูลประกอบการพิจารณาก่อน ด้วยการหาใน กูเกิล พิมพ์คีย์เวิร์ดว่า “appropriate shower length”

ข้อมูลในกูเกิลมีหลากหลายค่ะ ก็หาจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ทำให้ได้คำตอบว่าเวลาในการอาบน้ำที่เหมาะสมควรจะเป็น 5-15 นาที ถ้านานกว่านั้นจะผิวแห้ง ถ้าอาบนานๆ ผิวจะไม่สวย แห้งและเหี่ยวเร็ว อีกอย่างคือ เปลืองน้ำ มีผลกระทบสิ่งแวดล้อม

เบลล่าและแม่จึงตกลงว่าลดเวลาไม่เกิน 15 นาที เพราะหนูอยากผิวสวยๆ และหนูรักษ์โลก

เรื่องราวจึงจบด้วยดีพอควร ขอบคุณกูเกิล

หมอมักได้รับคำปรึกษาในเรื่องความเป็นห่วงของพ่อแม่ในเรื่องการใช้ชีวิตของลูกคล้ายๆ กับแม่เบลล่า พบบ่อยๆ ว่าความขัดแย้งแบบนี้มักเกิดในช่วงลูกเข้าวัยรุ่น

พ่อแม่ที่มีลูกวัยรุ่น ควรทำความเข้าใจพัฒนาการวัยรุ่น เด็กจะมีความคิดของตัวเอง อยากเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น บางทีอยากบอกความเห็นตัวเอง อยากให้พ่อแม่ฟังเขา

ถ้าพ่อแม่มองว่า ลูกไม่เชื่อฟัง ลูกเถียง แล้วไปโกรธ โมโห โวยวายใส่ลูก ตรงนั้นยิ่งทำให้พ่อแม่คุยกับลูกๆไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ

กลายเป็นสัมพันธภาพที่ไม่ดีต่อกัน แบบนี้ลูกก็จะยิ่งไม่อยากพูดคุยกับพ่อแม่ในเรื่องอื่นๆ โดยที่พ่อแม่ก็ไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น

ทำความเข้าใจลักษณะวัยรุ่น รับฟังเขา คุยกันด้วยเหตุผล จะทำให้พ่อแม่คุยกับลูกเข้าใจมากกว่า

จริงๆ วัยรุ่นเป็นวัยที่เข้าใจเหตุผลดีกว่าเด็กๆ แต่ความใจร้อน หุนหัน ทำให้เราคิดว่าเขาไม่มีเหตุผล ทั้งที่จริงๆ ที่เขาใจร้อนก็เป็นเพราะผู้ใหญ่เองด้วยที่ใจร้อน แสดงอารมณ์กับเขาตอนที่คุยกัน ทุกอย่างเหมือนกระจกที่สะท้อนไปมา

ในกรณีความเห็นห่วงเรื่องกิจวัตรประจำวัน การใช้ชีวิต เราอาจจะต้องตั้งสติว่าเรื่องแบบไหนที่สำคัญ ถึงกับต้องบังคับ บางเรื่องที่เราสามารถให้เขาเรียนรู้และรับผิดชอบเอง

ถ้าเป็นเรื่องอันตราย กระทบคนอื่น ต้องห้ามปราม เริ่มด้วยอธิบายให้เหตุผล แต่บางเรื่องที่กระทบตัวเขาเองบ้างเล็กๆน้อยๆ ถ้าเขาไม่ทำตาม ให้ลูกเรียนรู้เอง

เช่น แม่ห่วงลูกวัยรุ่นที่ลูกไม่กินผักผลไม้ เดี๋ยวจะท้องผูก ตรงนี้ก็คงต้องให้เราเรียนรู้ว่าถ้าท้องผูกจะเป็นอย่างไร หรือ ห่วงว่าถ้าลูกสระผมไม่สะอาด จะคันมีรังแค ก็คงต้องให้เรียนรู้ที่จะคันและมีรังแคไปบ้าง

หมอทราบดีว่าพ่อแม่ทุกคนรักและเป็นห่วงลูก ที่ทำไปก็เพราะรักและเป็นห่วง แต่ความรักก็ต้องอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจ

วัยรุ่นเป็นวัยที่เป็นตัวของตัวเองสูง เราแนะนำเขาได้ จนในที่สุดเขาจะมีความคิดของเขาเอง

ในวันที่จะต้องเป็นผู้ใหญ่ขึ้น เขาต้องมีทางเดินชีวิตของเรา ที่เราเดินไปเป็นเพื่อนได้ระยะหนึ่ง วันหนึ่งเขาต้องเดินคนเดียวอย่างมั่นคง

หมายเหตุ: เรื่องของเบลล่าเป็นเรื่องที่หมอดัดแปลงมาจากกรณีที่เกิดขึ้นจริง เพื่อไม่ให้มีผลกระทบกับบุคคลที่สาม

Cr#หมอมินบานเย็น