Featured

#พ่อลูกเจนอัลฟ่า

#พ่อลูกเจนอัลฟ่า

เรื่องย่อความเป็นมาของเพจพ่อลูกเจนอัลฟ่า

—พ่อลูกเจนอัลฟ่า

สวัสดีครับ ก่อนอื่นผมต้องแนะนำตัวก่อนว่าผมตั้งใจทำเพจนี้ขึ้นมาเพื่อแนะนำ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคุณพ่อ คุณแม่ ที่มีลูกๆ วัยเจนอัลฟ่า (เกิดหลังปี ค.ศ.2010) ผมเองมีประสบการณ์ในการทำโรงเรียนเสริมพัฒนาการเด็กเล็กมาตั้งแต่ปี 2015 โดยเป็นโรงเรียนที่เน้นการพัฒนาเด็กที่เน้นการเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 และตัวเองก็มีลูกที่อยู่ในวัยเจนอัลฟ่าด้วย และอยากจะแชร์ประสบการณ์ตัวเอง พร้อมกับจากที่ได้ศึกษามา โดยแนวคิดหลักๆ ของผมจะเน้นเป็นแนวเน้นการเรียนรู้ผ่านการเล่น และการให้เวลากับลูกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนที่จะมาตกผลึกเป็นแนวนี้ก็เหมือนกับพ่อแม่หลายๆคน ที่มักจะหาข้อมูลจาก Internet มาก่อนแล้วก็จะมีวิธีการหลายๆ แนว ผมคงไม่ได้บอกว่าแนวไหนดีกว่าแนวไหน เพราะมีหลายปัจจัยสำหรับแต่ละครอบครัวที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเรื่องการเงิน คนช่วยเลี่้ยงดู ฯลฯ แต่จะเล่าถึงแนวที่ตัวเองทำมากกว่า เพราะแต่ละแบบกว่าเราจะรู้ว่าผลลัพธ์เป็นอย่างไรคงต้องรอจนถึงเด็กๆเหล่านี้โตเป็นผู้ใหญ่

อย่างแรกที่ผมจะขอแนะนำคือเราควรหาเวลาอ่านหนังสือให้ลูกฟังทุกวัน เอาเวลาที่เราสะดวก เพราะเวลาที่เราอ่านหนังสือให้ลูกฟัง มันมีประโยชน์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นความใกล้ชิดกับลูก คำศัพท์ที่ลูกจะได้จากหนังสือ จินตนาการของเด็กที่ได้จากภาพ เรื่อง อ่านเข้าไปเลยครับทุกวันจะกี่นาทีก็ได้ อย่างน้อยขอให้อ่าน

เด็กๆทานพริกได้ตอนกี่ขวบ?

ความจริงแล้ว เด็กๆ มักจะเลียนแบบพฤติกรรมการกินตามพ่อแม่ตัวเองอยู่แล้ว เขาเห็นเรากินอะไร ก็อยากกินตามเป็นธรรมดา แต่ก่อนจะไปเรื่องพริก ขอแวะคุยเรื่องความเผ็ดในอาหารกันก่อนนะ

ความจริงอาหารที่มีรสเผ็ดเนี่ย ในแต่ละประเทศก็มีวัฒนธรรมการกินที่ต่างกันไป อย่างเราไทย รสเผ็ดก็มักจะแฝงมากับผักที่อยู่อาหารอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น ต้นหอม ผักชี ขึ้นฉ่าย กุยช่าย หอมแดง หอมใหญ่ กระเทียม ขิง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด โหระพา ฯลฯ หรือในเครื่องเทศฝรั่งก็จะมี วานิลลา อบเชย จันทน์เทศน์ หรือ ยี่หร่า เป็นต้น

ถ้าถามว่าเด็กสามารถเริ่มทานรสเผ็ดได้ตั้งแต่ตอนไหน ตามตำราฝรั่งบอกไว้ว่า สามารถเริ่มหัดได้ตั้งแต่อายุประมาณ 6 เดือนเลย โดยแนะนำให้เริ่มจากเครื่องเทศที่ไม่เผ็ดก่อน

แต่สำหรับรสเผ็ดที่มาจาก “พริก” เนี่ย ถือเป็นความเผ็ดหนักหนาสำหรับเด็กเลยทีเดียว เพราะขนาดผู้ใหญ่บางคนยังส่ายหน้าขอบายเลย นับประสาอะไรกับเด็กจริงไหม

แต่คำตอบสำหรับเด็กที่สามารถเริ่มหัดให้เด็กทานพริกได้ก็คือ ตั้งแต่อายุ 1 ขวบขึ้นไปนี่แหละ

ถ้าจะเริ่มก็หัดจากพริกชี้ฟ้าเขียวก่อนก็ได้ แล้วค่อยลองไต่ระดับไปสู่พริกอื่นๆที่มีรสร้อนแรงมากยิ่งขึ้น

แต่ทว่าไม่ใช่ยัดพริกทั้งเม็ดเข้าปากลูก หรือเอาพริกมาปั่นเพื่อให้ลูกทานนะ อันนั้นทรมาณเกิ๊น แนะนำให้ใส่เป็นวัตถุดิบของเมนูอาหารก่อนดีกว่า โดยถ้าเมนูนั้นมีพริกแล้ว ให้ตัดเครื่องเทศ และสมุนไพรที่มีรสเผ็ดอย่างอื่นออกไป ให้ลูกเรียนรู้รสชาติพริกไปทีละนิด เพื่อที่ว่าหากลูกรับประทานแล้วมีอาการผิดปกติ เช่นปวดท้อง จะได้รู้ต้นตอว่าเกิดจากวัตถุดิบอย่างใดอย่างหนึ่งนี่แหละ พอใส่เครื่องเทศหรือสมุนไพรรสเผ็ดอื่นๆมาด้วย พ่อแม่ก็งงอีก ว่าลูกปวดท้องจากอะไรกันแน่

ข้อดีของการฝึกลูกทานเผ็ดที่หลายบ้านอาจมองข้ามไป คือช่วยเจริญอาหาร และเป็นการฝึกให้ลูกไม่เลือกรับประทานในอนาคตได้ด้วย แต่ก็นะ อย่าฝืนใจลูกขณะให้ทานเกินไปล่ะ ถ้าเห็นท่าทีว่าลูกไม่ชอบก็อย่าไปบังคับน้อนล่ะ

หรืออีกกรณีในทางตรงกันข้าม หากลูกชื่นชอบการกินรสเผ็ด ก็ไม่ควรให้รับประทานมากเกินไป เนื่องจากมีผลกระทบต่อร่างกาย เช่นระคายเคืองในปาก ลำไส้ ท้องอืด ปวดท้อง หรือเสี่ยงให้เกิดกรดไหลย้อนได้ด้วยนะ

ซึ่งวิธีรับมือหากลูกชื่นชอบการทานเผ็ดมากจนเกินไป พ่อแม่ต้องพยายามหลีกเลี่ยงการกินของเผ็ดให้ลูกเห็น หรือไม่ก็ทำเมนูที่มีระดับความเผ็ดลดลงมา และเป็นตัวอย่างให้ลูกเห็นว่า พ่อแม่เองก็สามารถทานอาหารรสชาติอื่นได้โดยไม่ต้องทานแค่เผ็ดเท่านั้นนะจ้ะ


อ้างอิง
https://www.babycenter.com/baby/solids-finger-foods/when-can-my-baby-eat-spicy-foods_1368539

Cr. เพจหมอเด็ก

ถึงเวลายกเลิก “ห้องคิง” หมอออกปากเตือน ยิ่งแข่งขัน-ยิ่งกดดัน-เด็กยิ่งเสี่ยงฆ่าตัวตาย!!

ถึงเวลายกเลิก “ห้องคิง” หมอออกปากเตือน ยิ่งแข่งขัน-ยิ่งกดดัน-เด็กยิ่งเสี่ยงฆ่าตัวตาย!!

ยกเลิกห้องคิง-ควีน จะดีต่อเด็ก!!? เปิดใจ “หมอเดว” เด็กเครียด-ฆ่าตัวตาย เป็นการส่งสัญญาณเตือนสังคม นี่คือปัญหาความกดดันจากเรื่องการเรียน พร้อมสับเละระบบการศึกษาไทย เด็กเรียนเพื่อมุ่งหวังเอาชนะ!!?

ยกเลิกห้องคิง ลดแรงกดดัน!!

“ทัศนคติของหมอ หมออยากจะให้ยกเลิกห้องคิง-ควีนให้หมดเลย”หมอเดว-รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กและวัยรุ่น เปิดใจกับ ทีมข่าว MGR Live หลังพบนักเรียนชั้น ม.5 คว้าปืนยาวพ่อ ลั่นไกคิดสั้นกรอกปากตัวเอง

โดยตำรวจคาดคิดมากเรื่องการเรียน กลัวเรียนไม่ทันเพื่อน จนเป็นสาเหตุปลิดชีพลาโลกใบนี้ ล่าสุด พบว่า กระสุนฝังคอ บาดเจ็บสาหัส อาการโคม่า

เพื่อความชัดเจนถึงประเด็นที่กำลังได้รับความสนใจจากสังคมอย่างมาก ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ เขาช่วยสะท้อนปัญหาการศึกษา จนเด็กมีภาวะความกดดันเรื่องการเรียน เพราะระบบที่มีการแข่งขัน ให้ความสำคัญกับการเป็นคนเก่ง ส่งให้เด็กเกิดภาวะซึมเศร้า

“หมอเคยเจอหลายเคส โรงเรียนแต่ละโรงเรียนดังทั้งนั้น และเด็กเรียนระดับมัธยม และประเด็นสำคัญอย่างยิ่งที่แย่มาก

กรณีที่ 1 คือ ครูชอบหาช้างเผือก โดยใช้วิธีการประกาศเกรดต่อหน้าชั้นเรียน การประกาศเกรดต่อหน้าชั้นเรียน มันเป็นแรงกดดันให้แก่เด็กที่จะต้องพยายามเอาชนะซึ่งกันและกัน แพ้กันไม่ได้

เพราะอย่าลืมว่าระดับวัยรุ่นเขาไม่เข้าใจหรอก เขาอาจจะบูลลี่กัน ล้อเลียนกัน เหน็บแนมกัน อย่างหมอเคยมีเคสที่เด็กคนหนึ่งถูกสบประมาทจากเพื่อนกันเองว่า อีอ้วน โง่ ทั้งๆ ที่เด็กในเกรด 3.7 แต่มันกลายเป็นที่โหล่ของห้องคิง ของโรงเรียนที่ว่า

คำถามคือเด็กรู้ เพื่อนกันเองรู้ได้ เพราะคุณครูประกาศหน้าชั้น และเด็กก็เกิดภาวะซึมเศร้า เกิดแรงกดดัน อันนี้คือคราวเคราะห์ที่ 1

[หมอเดว-รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี]
[หมอเดว-รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี]

ถ้ามาประจวบเหมาะกับครูไปสะท้อนให้แก่พ่อแม่ด้วยว่า ลูกยังขาดความรับผิดชอบ ชอบเหม่อลอย และอยากจะให้เร่งกว่านี้ ในเวลาที่ครูพบผู้ปกครอง แล้วผู้ปกครองก็จะพยายามบากหน้ากัน แข่งขันกันระหว่างผู้ปกครองกันเอง ซึ่งผู้ปกครองไปกดดันเด็กด้วย

ถ้าเจอ 2 เด้งอย่างนี้ ก็คงเป็นคราวเคราะห์กรรมของเด็กจริงๆ ว่ามันไม่มีที่พึ่ง เขาก็พึ่งไม่ได้ เพื่อนที่อยู่ข้างในห้องเดียวกัน ก็เกทับ คือ เป็นการสู้กันระหว่างระบบแพ้คัดออก เพื่อนกับเพื่อนเองไม่ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน

คนที่เรียนเก่งกว่าถ้าไปเจอเด้งที่ 3 ด้วย คือ เพื่อนที่เห็นแก่ตัว คือ กั๊ก ไม่บอกเทคนิค ไม่บอกทักษะ ไม่บอกการบ้าน ไม่ติวให้ ไม่มีการเอื้อเฟื้อ เอื้ออาทรซึ่งกันและกัน อันนี้กรณีที่ 3 คือ ระบบนิเวศของเด็กถ้ามีปัญหา เด็กมีปัญหาแน่นอน”

ไม่เพียงเท่านี้ หมอเดว ยังสะท้อนต่ออีกว่า หากยกเลิกคำว่าห้องคิง แรงกดดันสำหรับเด็กจะมีอัตราที่ลดลง และควรเพิ่มเวลาชีวิตของเด็ก ให้มีปฏิสัมพันธ์ รู้จัก การช่วยเหลือแบ่งปันซึ่งกันและกัน

“ณ ขณะนี้ ในระบบการศึกษาที่เป็นระบบแพ้คัดออก ของระบบปัจจุบัน มันเป็นระบบทารุณกรรมเด็กอยู่แล้ว ตอนนี้คนที่อยู่ในแวดวงการศึกษา ไปเปิดใจตัวเองหน่อยเถอะ ข้อสอบของท่านออกข้ามชั้นปีทั้งนั้น หรือไม่อย่างนั้น คือ ไปออกให้มันยากๆ เพื่อให้เกิดผู้แพ้ เพื่อให้เกิดการตัดข้อสอบกันได้ หมายถึงว่าจะได้ตัดเกรดอะไรต่างๆ เหล่านี้ได้ มันก็ต้องออกให้ยาก เด็กก็พยายามปีนป่าย เพื่อที่จะไปสู่

มันกลายเป็นระบบอุตสาหกรรมการศึกษา ที่หมอใช้คำว่ามันเข้าวนลูบแบบเดิมๆ ทั้งๆ ที่เกิดน้อยลง ความจริงเด็กเกิดน้อยลง ถ้าบริหารจัดการกันดีๆ และเข้าสู่ New normal ให้เกิดการเรียนรู้ว่า วิชาชีพทุกวิชาชีพมันมีทักษะอาชีพ

คือ ถ้าระบบมันยังเป็นอยู่แบบนี้ หมอใช้คำว่าระบบนี้มันกำลังทารุณกรรมเด็กและมันก็จะเห็นวิถีชีวิตอยู่อย่างหนึ่ง ตัวอย่าง หมอมีเคสเยอะครับ ตื่นตี 5 ล้อหมุน 6 โมง กินข้าวเช้าบนรถ แล้วก็มาหลับนอน ก่อนที่จะเข้าโรงเรียนเช้า

มีการบ้านเช้า พอเริ่มต้นเรียน ก็เรียนหนักต่อเนื่อง บางโรงเรียนถ้าห้องคิง ห้องควีนแบบนี้ สอนข้ามชั้น การบ้านเป็นของข้ามชั้น เสร็จแล้วเด็กตอนเย็นก็ต้องลงไปกรวดวิชากันต่อ แล้วก็ไปทำการบ้าน เสร็จเกือบเที่ยงคืน การบ้านครูที่ให้ก็ให้นึกว่าเรียนวิชาแกวิชาเดียว คือ แต่ละคนเทกระจาดการบ้าน แล้วไปทบกันวันศุกร์ หนักเข้าไปอีก”

ลดค่านิยม เชิดชูคนเรียนเก่ง!!

เมื่อถามผู้เชี่ยวชาญถึงการเรียนออนไลน์ และความไม่พร้อมของการศึกษาไทยช่วงโควิด-19 เป็นหนึ่งปัญหาทำให้เด็กเครียด และกดดันเรื่องกาเรียนมากขึ้นหรือไม่ เขาให้คำตอบไว้ว่า ระบบการเรียนออนไลน์ในไทยมีส่วนทำให้เด็กตึงเครียด

“ระบบการศึกษาบ้านเรามันแปลกมาก นอกจากจะเรียนในระบบออนไลน์ไม่พอ Hard copy (สำเนาถาวร) paper work ก็ต้องมาเยอะพอกัน กับที่เรียนระบบออนไลน์ด้วย คือ พูดง่ายๆ คือ ดูโอ้

หนักทั้งที่ไปนั่งเรียนในห้องเรียน แล้วก็ผ่านการบ้าน ผ่านระบบดิจิทัลมา เสาร์อาทิตย์อาจจะสั่งงานข้ามเสาร์อาทิตย์เลยก็มี อันนี้มันหนัก แล้วตึงเครียด

หมอเห็นแล้วเข้าใจได้เลยว่า เวลาที่เด็กโดนบูลลี่ แล้วเพื่อนกันเองบูลลี่ บวกกับอินเนอร์ของเขาเอง ก็อาจจะเป็นคนที่เก็บกด เป็นประเภทมนุษย์ introvert (เก็บตัว) คือ ไม่ได้คบค้าสมาคมกับเพื่อน ความเสี่ยงจะยิ่งเพิ่มมากขึ้น แล้วยิ่งจัดการกับความเครียดไม่เป็น บวกกับความคาดหวังของพ่อแม่

Xบวกกับแรงกดดันจากโรงเรียน แล้วระบบแพ้คัดออกทุกอย่างจะสุกงอม พอมันรั่วแต่ละที่เยอะมาก หนักๆ เข้า เด็กพึ่งใครไม่ได้เลย
อย่างไรก็ดี หมอเดวยังให้คำแนะนำ ที่อยากสะท้อนให้ดังไปถึงพ่อแม่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อยากให้ทุกฝ่ายเปลี่ยนแปลงค่านิยม โดยการไม่เชิดชูคนเรียนเก่ง หันมาเยียวยาใส่ใจลูกหลานของตัวเองให้มากขึ้น

โดยสิ่งที่จะทำได้ คือ 1.ระบบต้องกลับไปทบทวนระบบแพ้คัดออกของระบบของตนเอง 2.เรื่องของห้องคิง ควีน ต้องกลับไปทบทวนใหม่ 3.การเชิดชู ควรเชิดชูคนดี มีพฤติกรรมที่ดีกลับ 4.แม้แต่เรื่องเกรดนิยมอันดับ 1 ในระดับมหาวิทยาลัย ไม่ให้ดูกันเฉพาะที่เกรด ที่ต้องเป็นคนที่มีกิจกรรมสู่ส่วนรวม

5.ในระดับของครู เลิกประกาศเกรดกันหน้าชั้น ให้กลายเป็นความลับส่วนตัว 6.ไปเคลียร์พฤติกรรมของเพื่อนกันเองว่าคนที่รู้จัก ในการแบ่งปัน คือ คนดี 7.ปรับสมาคมผู้ปกครองและครู ให้รู้จักในการแบ่งปัน ซึ่งกันและกัน และให้เวลาแก่ลูกๆ สำหรับวิชาชีวิต

“จะเห็นเลยว่าระบบจะต้องไม่ทำให้กลายเป็นห้องคิง ควีน ที่มาแบ่ง แก่งแย่งชิงดีชิงเด่น ครูต้องส่งสัญญาณให้ชัดเลยว่า ทุกคนต้องรู้จักในการเอื้ออาทร แล้วเราจะไม่มาพูดถึงเรื่องเกรดกัน

แต่เราจะมาพูดถึงเรื่องของการแบ่งปัน ซึ่งมีน้ำใจในการช่วยเหลือ เกื้อกูลซึ่งกันและกัน ไม่มีการว่าเด็กหลังห้อง เด็กหน้าห้อง ยิ่งถ้าไม่มีห้องคิงควีนได้ เป็น Main streaming ได้อันนี้สุดยอด

แล้วก็ ยกเลิกของการขึ้นป้ายคัตเอาต์เหรียญทอง คว้าเหรียญกันเป็นว่าเล่นทั้งหลาย อันนี้ไม่ใช่หมายถึงว่าคนดี แล้วไม่ต้องทำ ทำดีมันคนละเรื่องกับเรียนเก่ง โรงเรียนไม่ต้องมาเชิดชูเพียงแค่ว่า เป็นเพราะโรงเรียนได้เหรียญทองสารพัดอย่าง

อันนี้ต้องลดค่านิยมไป สุดท้ายสมาคมผู้ปกครองและครู ควรจำเป็นจะต้องลุกขึ้นมาช่วยกันปรับ mindset ระหว่างพ่อแม่ เพื่อลดแรงเสียดทาน จะไม่มีการแบ่งเป็นก๊วน”

สุดท้ายหมอเดว ได้ทิ้งท้ายเอาไว้ถึงระบบการศึกษาไทย เป็นเหตุทำให้อัตราการฆ่าตัวตายของเด็กมีเพิ่มสูงเช่นกัน โดยเน้นย้ำหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรนำระบบการศึกษาที่เกิดขึ้นไปทบทวน

“ทุกวันนี้กลับไปทบทวนดู ที่เด็กทั้งหมดกับการมุ่งเรียนกันอยู่นั้น บนสนามแพ้คัดออก ตกลงกำลังเรียนกันด้วยศรัทธา หรือกำลังเรียนเพียงเพื่อมุ่งหวังเอาชนะกัน”

cr. บันทึกหมอเดว

http://www.manager.co.th

เรื่องเล่าของโรคภูมิแพ้ หรือเราเองที่ทำให้ลูกแพ้

เรื่องเล่าของโรคภูมิแพ้

คุณพ่อคุณแม่เคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมเด็กสมัยนี้ดูจะเป็นโรคภูมิแพ้เยอะจัง ไม่ว่าจะเป็น โรคหอบหืด โรคภูมิแพ้ผิวหนัง โรคภูมิแพ้จมูก ขึ้นตา หรือกระทั่งการแพ้อาหาร

แน่นอนว่า สาเหตุหนึ่งก็คือ สิ่งแวดล้อมในวันนี้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากโดยเฉพาะเรื่องของโลกร้อน และมลพิษทางอากาศที่มีการศึกษาออกมาชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยมี ‘พันธุกรรม’ ของโรคภูมิแพ้ในครอบครัว (Atopy) เป็นปัจจัยเสี่ยงหลักที่เพิ่มโอกาสการเกิดโรคภูมิแพ้ของเด็กคนหนึ่งอย่างชัดเจน โดยเฉพาะหากพ่อแม่เป็นโรคหอบหืด ลูกก็เสี่ยงเพิ่มขึ้นชัด

แต่รู้หรือไม่ว่า พ่อแม่เองก็มีส่วนที่ทำให้ลูกเป็นโรคภูมิแพ้มากขึ้น โดยเฉพะอย่างยิ่งหากไปปฏิบัติตาม ‘ความเชื่อ’ บางอย่างรวมถึงความนอยด์มากเกินไปของพ่อแม่ก็อาจจะยิ่งทำให้ลูกป่วยง่ายขึ้นได้ ว่าซั่น ! มีอะไรบ้างเดี๋ยววันนี้พ่อหมอจะมาเล่าให้ฟัง

หนึ่ง #ไม่ได้กินนมแม่ อันนี้ข้อมูลชี้ไปในทางเดียวกันว่าเด็กที่ได้รับนมแม่อย่างเดียวในช่วง 4-6 เดือนแรกของชีวิตจะช่วยลดโอกาสการเกิดโรคภูมิแพ้ได้อย่างชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบกับเด็กที่ได้นมผง จากสารอาหารและภูมิคุ้มกันชั้นเลิศของนมแม่ รวมถึงจุลินทรีย์ดี (โพรไบโอติกส์) รวมถึงพรีไบโอติกส์ที่ได้จากนมแม่ ทำให้ภูมิคุ้มกันเราแข็งแรงขึ้น นั่นจึงลิงก์ไปสู่เรื่องที่สอง ก็คือ ‘สะอาดเกินไป’

สอง #สะอาดเกินไป … นี่ไม่ได้หมายความให้เราดูแลลูกแบบสกปรกซกมกนะจ๊ะ 555 อันนั้นก็เกินไป แต่หากสะอาดเวอร์เกินไป ข้อมูลพบว่าเด็กจะยิ่งป่วยง่ายขึ้น ทั้งการติดเชื้อและโรคภูมิแพ้ … ยิ่งสะอาดเกินไป ทำให้ร่างกายไม่ได้ทำความรู้จักกับเชื้อโรค ภูมิคุ้มกันไม่ได้ถูกฝึกให้แกร่งขึ้น จึงติดเชื้อได้ง่าย เป็นภูมิแพ้ได้ง่าย … ตามข้อมูลพบว่า การเลี้ยงสัตว์เลี้ยงในบ้าน หรือได้สัมผัสฟาร์ม จะช่วยลดโอกาสการเกิดโรคภูมิแพ้ได้ … เริ่ด … (Me เก็บกระเป๋าไปเที่ยวฟาร์ม stat 555)

สกปรกไปก็เยิน
สะอาดไปก็ป่วยบ่อย
ทางสายกลางจึงเป็นคำตอบครับ

และอันสุดท้ายที่จะพูดถึงวันนี้ก็คือ #ความเชื่อ … โดยเฉพาะ #การงดอาหารกลุ่มเสี่ยง (Food Elimination/Diet Exclusion) ที่มีคนหรือกระทั่งหมอบางท่านพยายามกล่อมให้แม่ให้นมงดอาหารกลุ่มเสี่ยง TOP5 TOP8 หรือกระทั่งพยายามให้เด็ก #เริ่มอาหารบางอย่างช้า ไม่ว่าจะเป็น #การเทสต์อาหาร การเริ่มเนื้อสัตว์หลัง 7-8 เดือน หรืออาหารทะเล/ไข่ขาวเริ่มหลังขวบ ฯลฯ … โดยกล่าวว่า เพื่อจะได้รู้ว่าลูก #แพ้อาหาร หรือเปล่า และจะได้ลดโอกาสการแพ้อาหาร ไม่กินจะได้ไม่แพ้สะสม …

อารมณ์ประมาณ ไม่กินก็ไม่แพ้
เหมือนการเล่นหุ้นแบบ ไม่ขายไม่ขาดทุน
(Me // ปาดน้ำทาร์ แบบประดกลิ้น 555)
บอกเลยว่าคุณแม่กำลังถูกแกง … แกงหม้อใหญ่

เพราะตามข้อมูลในปัจจุบันพบว่า #ไม่จริง … แถม #ยิ่งเริ่มช้า_ยิ่งแพ้ หนักกว่าเดิม … ไปหาการศึกษาขนาดใหญ่ที่ชื่อ EAT study และ LEAP study อ่านได้เลยครับ มันชัดเจนว่ายิ่งเริ่มอาหารช้า ยิ่งเพิ่มโอกาสการแพ้อาหารมากขึ้น เพราะระบบภูมิคุ้มกันของเราต้องการการเรียนรู้กับอาหาร ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเสี่ยงหรือกลุ่มไม่เสี่ยง เพื่อให้เกิด Food Tolerance หรือการเรียนรู้ที่จะไม่แพ้นั่นเอง และที่สำคัญ คำว่า “แพ้สะสม” ไม่มีในสารบบการแพทย์เสียด้วยซ้ำ นะจ๊ะ

จึงไม่ต้องแปลกใจว่า ยิ่งพ่อแม่กังวลมาก ไม่ยอมให้ลูกกินอาหารที่เหมาะสมตามวัย เริ่มอาหารหลายอย่างช้า กลับยิ่งทำให้ลูกของเขาเหล่านั้นเพิ่มโอกาสการแพ้อาหารเข้าไปอีก … และยิ่งตอกย้ำให้พวกเขา ‘เชื่อ’ มากกว่าเดิมด้วยประโยคที่ว่า “นี่ไง … ขนาดเริ่มช้าขนาดนี้แล้วยังแพ้เลย” ดีนะที่เริ่มช้า ดีนะที่เทสต์อาหาร ซึ่งหากตามข้อมูลก็จะพบว่า จริงแหละ ก็เพราะเริ่มช้าก็เลยแพ้ง่ายไงล่ะครับ แต่ความจริงนี้เขาฟังแล้วก็อาจระคายหูพอสมควรแหละครับ

ดังนั้นกลับมาที่ความจริงข้อเดิมก็คือ #เลี้ยงลูกทางสายกลาง ดีที่สุด กินนมแม่ให้ได้มากที่สุดและนานที่สุด เริ่มอาหารตามวัยให้หลากหลาย ครบถ้วน เริ่มกินได้ทุกชนิด ยกเว้นการปรุงอาหาร ของไม่สะอาด และน้ำผึ้งในขวบปีแรก สะอาดแบบสมเหตุสมผล ไม่สะอาดเวอร์ ไม่สกปรกเวอร์เพื่อให้ Gut Microbiota ที่ดี และระบบภูมิคุ้มที่ดี

Cr หมอวินเพจเลี้ยงลูกตามใจหมอ

ปล. ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจที่มีกระทั่งหมอหลายคนจะยังยืนยันให้แม่ให้นมงดอาหารกลุ่มเสี่ยง หรือให้เด็กเทสต์อาหารทั้งที่ยังไม่มีอาการของการแพ้ในระบบต่าง ๆ ชัดเจน … ประเภท ผื่นนิด ครืดคราดหน่อย อึปนมูกน้อย ๆ ก็สั่งงดอาหารไปหมด … เพราะเขาเจอคนไข้เป็นโรคภูมิแพ้ชนิดต่าง ๆ รวมถึงแพ้อาหาร เยอะไงครับ … แต่น่าคิดนะครับว่า ที่เจอเยอะ ประสบการณ์เยอะ เป็นเพราะอะไร หรือเพราะงดง่าย งดเยอะ ก็เลยเจอเยอะ หรือคิดว่าเป็นเพราะความบังเอิญ ? ที่สำคัญมีข้อมูลชุดใหม่ ๆ ออกมาว่า Diet Elimination ส่งผลเสียต่อพฤติกรรมการกินในระยะยาว รวมถึงลิงก์ไปยังภาวะทุพโภชนาการในเด็กอีกด้วยนะจ๊ะ #อย่าหาทำ

เด็กๆควรอดทนและมุ่งมั่นเป็น_ไม่ใช่เอาแต่สนุกตลอดเวลา

เด็กๆควรอดทนและมุ่งมั่นเป็น_ไม่ใช่เอาแต่สนุกตลอดเวลา

เด็กๆควรได้เล่นสนุกเต็มที่ตามวัย แต่ก็ต้องเรียนรู้เรื่องความมานะอดทนด้วยนะคะ เนื่องจากความอดทนไม่มีรสชาติของความสนุก ในระหว่างที่เด็กต้องฝึกฝนกิจกรรมต่างๆ เช่น เรียนเปียโน ทำการบ้าน ความไม่สนุกจะบั่นทอนความตั้งใจที่มีตอนแรก แต่หากพ่อแม่ช่วยลูกให้มุมานะผ่านไปได้ ลูกจะได้ความภาคภูมิใจเป็นรางวัล และความสำเร็จที่ได้จากการฝึกฝนนั้น จะกลายเป็นความเชื่อมั่น ขับเคลื่อนให้เด็กมีความพยายามกับเรื่องอื่นๆต่อไป

(บทความจากท้ายเล่ม #นิทานรันขี้เบื่อไม่อดทน)
………

ถ้าเราสังเกตดีๆ จะเห็นว่าเด็กที่ชอบเล่นสนุกอย่างเดียว มักปฏิเสธกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิเพื่อแก้ปัญหาหรือทำให้ดีขึ้น หรืออาจจะเริ่มทำได้ แต่ก็อยู่ไม่นานพอ จึงไม่ค่อยทำจนสำเร็จ เช่น ทำการบ้านที่น่าเบื่อไม่ได้นาน.. อยากเรียนเปียโน แต่พอต้องซ้อมก็ไม่เอา… ซึ่งหมอพบว่า บางทีลูกก็อาจเข้าใจผิดว่า ชีวิตของเด็กต้องมีแต่ความสนุกเท่านั้น😅

พ่อแม่ไม่ควรเห็นด้วยกับวิธีมองโลกแบบนี้ซะทีเดียว นอกจากสนุกแล้ว ลูกควรรู้จัก #อดทนและมุ่งมั่นด้วย เด็กๆจะต้องฝึกความอดทน, ฝึกตนเองให้มีสมาธิในการทำงานที่ต้องคิดหรือที่ไม่สนุกสนานจนสำเร็จได้ด้วย

(แต่ควรตามวัยด้วยนะคะ เช่น 2-3 ปีควรอดทนช่วยเหลือตนเองจนสำเร็จ ไม่ใช่ทำการบ้านคัดลายมือจนเสร็จ หรือ 6 ปีควรอดทนทำการบ้านง่ายๆ ซ้อมเปียโนง่ายๆจนสำเร็จ ไม่ใช่บอกว่าเบื่อๆแล้วไม่ต้องทำ )

พ่อแม่ควรท่องไว้ในใจว่า เด็กๆควรเรียนรู้แบบสนุกๆ แต่อย่าให้ถึงขั้นมองสิ่งไม่สนุกเป็นของต้องห้าม เพราะสติปัญญาที่ดี จินตนาการที่เยี่ยม จะไม่สามารถไปถึงฝั่งฝันได้ ถ้าลูกไม่รู้จักคำว่าอดทน ไม่รู้จักคำว่ามุ่งมั่นที่เต็มไปด้วยความน่าเบื่อ และไม่สนุกสนานเท่าไรเลย

บ่อยครั้งที่หมอจะบอกลูกว่า “เราไม่ได้มีแต่เล่นสนุกอย่างเดียวนะ สิ่งที่น่าเบื่ออย่างการบ้านหรือซ้อมเปียโน เราก็ต้องทำ เราต้องฝึกฝน และลูกรู้มั้ย ถึงมันจะไม่สนุก แต่หากทำสำเร็จหรือพยายามทำเต็มที่ เราจะได้รางวัลจากการทำสิ่งนั้น นั่นก็คือ ความภาคภูมิใจ”

อยู่กับลูก ทำกับลูก จนกว่าจะสำเร็จนะคะ เพื่อให้ลูกได้ความภาคภูมิใจเป็นรางวัลกลับมา☺️ … และความภาคภูมิใจก็จะเริ่มทำงาน มันจะกระตุ้นให้ลูกอยากฝึกฝนอีก ๆ ไปเรื่อยๆ เพราะใครๆก็อยากภาคภูมิใจในตนเองค่ะ 🥰

ปล. เด็กสมาธิสั้น มักทำงานไม่เสร็จ จะต้องได้รับการช่วยเหลือที่ถูกต้อง และมีรายละเอียดมากกว่านี้ หากสงสัยควรพบแพทย์นะคะ
…….

Cr หมอเสาวภาเลี้ยงลูกเชิงบวก

เหมาะหรือไม่ ผิดคนเดียว_ทำโทษทั้งห้อง

Photo by Andrea Piacquadio on Pexels.com

ผิดคนเดียว_ทำโทษทั้งห้อง

วันนี้หมอได้คุยกับเด็กผู้ชาย 8 ขวบคนนึง ที่แม่เพิ่งพามารักษาอาการสมาธิสั้น ระหว่างการคุยถึงเพื่อนที่โรงเรียน เด็กบอกว่าเพื่อนๆ ที่โรงเรียนไม่มีใครยอมเล่นด้วย ตั้งฉายาเด็กว่าเป็น Devil Boy ตอนแรกหมอคิดในใจว่าอาจเป็นเพราะเด็กไปแกล้งเพื่อน หรือรังแกเพื่อนจนเพื่อนกลัว แต่ก็ดูขัดแย้งกับบุคลิกลักษณะของเด็กที่ดูสุภาพ นุ่มนวล อ่อนโยน
.
หมอเลยลองให้เด็กเล่าว่าฉายา Devil Boy มาได้ยังไง

เด็ก: “เพื่อนบอกว่า ผมเป็นตัวซวยประจำห้อง มีผมอยู่ในห้องแล้วทุกคนเดือดร้อน”
หมอ: “เดือดร้อนยังไงครับ”
เด็ก: “ผมทำให้ทุกคนในห้องถูกครูหวาน (นามสมมุติ) ทำโทษบ่อยๆ”
หมอ: “ยังไงเหรอครับ”
เด็ก: “ก็เวลาผมคุยกับเพื่อน ครูหวานก็จะให้ทุกคนยืนขึ้น เวลาที่ผมทำงานเสร็จช้า ครูหวานก็จะให้ทุกคนในห้องทำงานเพิ่มขึ้น เวลาที่ผมลืมเอาของอะไรมา ครูหวานก็จะหักคะแนนทุกคน….ตอนเปิดเทอมใหม่ๆ ผมมีเพื่อนหลายคน แต่ตอนนี้ผมไม่เหลือใครแล้ว ไม่มีใครกล้ามาคุยกับผมแล้ว”
…………เด็กพูดด้วยน้ำเสียงที่เศร้าและหมดหวังมาก……….
.
บทสนทนานี้ทำให้หมอนึกไปถึงอีก case นึง เป็นเด็กผู้หญิงอายุ 6 ขวบ เรียนอยู่ชั้น ป.1 แม่พามาปรึกษาเพราะเด็กร้องไห้งอแงไม่ยอมไปโรงเรียนหลังจากเปิดเทอมไปได้ 1 เดือน ทั้งๆ ที่ตอนเปิดเทอมใหม่ๆ เด็กก็กระตือรือร้นและอยากไปโรงเรียนดี แต่พักหลังเด็กมักจะบ่นปวดขาเวลาแม่ไปรับที่โรงเรียน กลางคืนเด็กมีละเมอพูดว่า “พอแล้ว…พอได้แล้ว…เหนื่อยแล้ว,,,ไม่ไหวแล้ว” เมื่อแม่คุยกับเด็กไปเรื่อยๆ ก็ได้ความว่า เด็กทั้งห้องถูกครูทำโทษโดยให้วิ่งขึ้นลงบันไดระหว่างชั้น 1 ถึงชั้น 3 ทุกครั้งที่มีเด็กคนใดคนหนึ่งในห้องเรียนทำผิดกฎ
.
สอง case นี้เป็นตัวอย่างบางส่วนของการทำโทษที่ไม่เหมาะสมในโรงเรียน ที่หมอได้ยินมาตลอด 20 กว่าปีของการเป็นจิตแพทย์เด็ก โดยที่แนวโน้มดูเหมือนว่าจะเกิดถี่ขึ้น รุนแรงขึ้น และวิธีการที่ใช้ทำโทษก็แปลกแบบคาดไม่ถึง
.
เหตุผลจากครูที่ชอบใช้วิธีทำโทษทั้งห้องแบบนี้ ก็จะพูดเป็น pattern เดียวกันคือ ต้องการสร้างให้เด็กเกิดความสามัคคี คอยสอดส่องดูแลเพื่อน เตือนเพื่อนไม่ให้ทำผิด เป็นการใช้พลังกลุ่มกดดันเด็กไม่ให้ทำผิด ไม่งั้นทุกคนจะเดือดร้อน
.
การทำโทษทุกคนยกห้อง เมื่อมีใครคนใดคนหนึ่งทำผิด มีกำเนิดจากโรงเรียนทหาร จากการฝึกหน่วย SEAL ซึ่งเหตุผลข้างต้น make sense เพราะทหารต้องออกรบ ต้องระแวดระวัง เวลาลาดตระเวนต้องไม่ไปเหยียบกับระเบิด หรือส่งเสียงให้ศัตรูรู้ตัว มิฉะนั้นจะตายกันทั้งหมู่ จึงต้องฝึกแบบเข้มงวด ลงโทษทั้งกองร้อย เพราะในสนามรบทุกคนอาจตายได้ ถ้ามีใครคนใดคนหนึ่งทำผิดกฏหรือไม่ระวังตัว
.
แต่ #โรงเรียนไม่ใช่สนามรบ เด็กไม่ใช่หน่วย SEAL เด็กๆ ไม่ได้ต้องไปสู้รบกับใคร เด็กควรจะมีความสุข รู้สึกปลอดภัยเวลาอยู่ในโรงเรียน ไม่ใช่ต้องคอยระแวงว่าจะถูกทำโทษทั้งๆ ที่ตัวเองไม่ใช่คนที่ทำผิด
.
หมอเชื่อว่าพ่อแม่หลายคนตอนเป็นเด็กต้องเคยผ่านประสบการณ์แบบเดียวกันนี้ หมอขอถามหน่อยว่า ตอนที่ถูกทำโทษโดยที่ตัวเองไม่ได้เป็นคนทำผิด ตอนนั้นเกิดความรู้สึกอะไรบ้าง เกิดความรู้สึกอยากสามัคคีมั้ย ได้อะไรที่เป็นบวก ได้อะไรที่เป็นลบ จากการถูกทำโทษแบบนั้นบ้าง
.
หมออยากเห็นการทำโทษแบบนี้หมดไปจากโรงเรียนไทยเสียที ขอให้ปาฏิหารย์มีจริง

Cr.หมอชาญวิทย์

“ทำไมเด็กเล็ก … ถึงชอบร้องไห้ตอนเย็นและหัวค่ำ”

“ทำไมเด็กเล็ก … ถึงชอบร้องไห้ตอนเย็นและหัวค่ำ”คำถามนี้สามารถตอบได้ด้วยเพลงของ พี่เป๊ก ของนุช และนุชาว่า “ไม่มีใครรู้ว่า ร้อง จะจบลงช่วงใด ไม่มีใครรู้ว่า ร้อง หัวค่ำเพื่ออะไร แต่ที่รู้ก็คือ ตอนนี้ร้องอยู่ อยากจะทำให้เธอได้หยุด ได้เงียบไป … ไม่มีใครรู้ว่าพรุ่งนี้จะเป็นเช่นไร ไม่มีใครรู๊ (เสียงสูง อิมโพลไวซ์) ว่าลูกจะเปลี่ยนไปเมื่อใด ร้องไห้เหมือนเจ็บปวด เหมือนโดนหยิกไข่ ก็อยู่ที่เราสองคนจะอุ้มกัน … ต่อไป …”ตอบอย่างไรให้เป็นทำนอง 555พี่เป๊ก เห็นคนเครียดหนัก และที่สำคัญ … กล้าเรียกว่า “พี่” ได้อี๊ก มั่นโหนกและเบ้าหน้าอะไรเบอร์นั้น 555Anyway, ที่เขียนมาถึงตรงนี้ ตอบได้สั้น ๆ ก็คือ #ไม่รู้ 555 แล้วจะเขียนให้ยาวทำไม กร๊าก … สำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่หลายคนที่มีลูกอยู่ในวัย 0-3 เดือนคงอินกับเสียงกรีดร้องแบบไปต่อไม่ได้ยามเย็น ๆ ของลูก ซึ่งบางคนก็ทำทุกวิถีทางแล้วเธอก็ยังร้อง จนบางทีอยากจะยัด email address ใส่มือลูกแล้วบอกว่า “ถ้าไม่พูดว่าอยากได้อะไรก็อีเมลมาแล้วกัน” เดี๋ยวจะหามาถวายหัวให้ อย่ามาร้องไปเรื่อย ๆ แบบนี้ 555มีคุณพ่อคนหนึ่งเคยบอกพ่อหมอว่า ผมนี่ประสาทจะเสีย มีครั้งนึงอุ้มเธอแล้วพูดกับลูกว่า “มีอะไรก็พูดสิลูก จะร้องไห้ทำไม” คุยแบบซีเรียสมากหมอ จนมาคิดได้ว่า ลูกเพิ่งอายุเดือนเดียว 555 เท่าที่อ่านมาจนถึงตอนนี้เกิดประโยชน์อะไรไหม พูด ! 555 แต่ที่รู้ก็คือ #มันคือความจริง เด็กเล็กมักร้องไห้เยอะในช่วงเย็น ๆ โพล้เพล้ ๆ ในต่างประเทศเรียกช่วงเวลานี้ว่า “Arsenic hour” หรือ “Witching hour” หรือช่วงผีตากผ้าอ้อม เรียกว่าเครียดทั้งบ้าน … ในปัจจุบันยังไม่มีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ชัด ๆ บ้างก็ว่าเกี่ยวกับ ฮอร์โมนความเครียดที่ชื่อ ‘คอร์ติซอล’ ที่จะสูงเช้า-ต่ำเย็นเป็น cycle ชัดเจนตั้งแต่อายุ 2 เดือน (งานวิจัยเรื่อง circadian rhythm ของ cortisol ในเด็กเล็กนี่ตีพิมพ์ลงวารสาร Nature ชัดเจน) ซึ่งเป็นช่วงที่เด็กจะเริ่มร้องไห้เยอะที่สุดในชีวิต เพราะฮอร์โมนต่ำในช่วงเย็น เลยอาจหงุดหงิด ไม่สบายตัว สรุปคือ ทำอะไรไม่ได้ทำใจและอุ้มวนไปจ้ะ เดี๋ยวพอเด็กโตขึ้นก็ดีเอง … แต่หลายอย่างที่ทำให้เด็กหงุดหงิดอย่างหิว ง่วง อิ่มเกิน ท้องอืด ผ้าอ้อมเปียก อึเปรอะก้น โดนมดกัด ร้อนไป เย็นไป ฯลฯ อันที่แก้ไขได้ก็แก้ไขไปครับ หากทำแล้วยังร้อง และอื่น ๆ ลูกยังโอเค กินได้ ไม่อ้วก ไม่มีไข้ ยังร่าเริงได้ในช่วงอื่น เราก็ #อุ้มวนไปค่ะ และใช้เทคนิกการปลอบเด็กต่าง ๆ ได้ครับ ส่วนจะสวดมนต์ บนศาล ทำพิธีเรียกขวัญ หรือเอาดินใต้ศาลหมู่บ้านมาบูชาบนหิ้งพระในบ้าน เพิ่มเติม ก็สามารถทำได้เลยครับ เพื่อเพิ่มพลังแห่งความเชื่อลงไปอีกนิดก็ดี แต่ #การงดกลุ่มเสี่ยงในแม่ให้นม ที่อาจมีคนเชื่อและแนะนำให้แม่ให้นม ก็ต้องบอกเลยว่า #อย่าหาทำ เพราะขนาดเด็กที่เป็นโคลิก เขายังโยงสรุปไม่ได้เลยว่าเกี่ยวข้องกับการแพ้อาหารผ่านนมแม่เลยจ้ะ อย่าโดนแกง … อ้อ … แล้วมันจะดีขึ้นครับแตะไหล่ให้กำลังใจพ่อแม่มือใหม่ทุกคน

Photo by Helena Lopes on Pexels.com

Cr. #หมอวินเพจเลี้ยงลูกตามใจหมอ

เมื่อชัก..!! ที่ถูกต้อง..ห้ามเอาอะไรยัดปาก ทั้ง มือ ช้อน ผ้า

เมื่อชัก..!! ที่ถูกต้อง..
ห้ามเอาอะไรยัดปาก ทั้ง มือ ช้อน ผ้า

เพราะ คนไข้ชักไม่มีใครแลปลิ้น กัดลิ้นตัวเอง

การเอาสิ่งของยัดปาก มีแต่โทษ ทำให้ขวางการหายใจ และฟันอาจหลุดได้

🤭 เมื่อชัก อย่าหาทำ เอาอะไรยัดปาก

6 ขั้นตอนง่าย ๆ สำหรับการปฐมพยาบาล เมื่อพบผู้ป่วยเด็กมีอาการชัก
และสามารถนำไปใช้ปฐมพยาบาลผู้ป่วยโรคลมชักได้ทุกกลุ่มอายุครับ

Cr infectious ง่ายนิดเดียว

เหนื่อยครับแต่หยุดไม่ได้กลัวครับ

” #เหนื่อยครับแต่หยุดไม่ได้กลัวครับ”
เสียงสะท้อนจากนักเรียน ห้อง gifted
#โรงเรียนดังมาก แห่งหนึ่ง
(จาก เพจ#บันทึกหมอเดว)

@งานคลินิคพฤติกรรมเด็กวัยรุ่น
นามสมมติ คือ ตั้ม !!ย้ำว่า เป็นนามสมมติ!!

ตั้มเป็นเด็กนักเรียนระดับมัธยมสายวิทย์-คณิต ชั้น มัธยมปลาย โรงเรียนดัง ห้อง gifted บ้านอยู่ไกล ต้องตื่นตีห้า เพื่อ #ล้อหมุนก่อนหกโมงเช้า กินข้าวเช้าบนรถ เรียนทุกวันก็หนักอยู่แล้ว การบ้านก็เยอะมากและยาก
กว่าจะทั้งเรียนทั้งติวทั้งการบ้านในวันธรรมดา กินข้าวเย็นในรถ เข้านอนห้าทุ่ม !!!

แต่ตั้มจำเป็นต้องไปเรียนพิเศษที่สถาบันกวดวิชาแห่งหนึ่งที่สร้างเงื่อนไขไว้ค่อนข้างหนักและเครียด กล่าวคือ ต้องเรียนทั้งเสารและอาทิตย์เป็น package หากเรียนครึ่งบ่าย ต้องมาทำแบบฝึกหัด รอตั้งแต่เช้า หากเรียนรอบเช้าก็ต้องห้ามกลับก่อน ต้องทำแบบฝึกหัดให้เสร็จ แถมมีเงื่อนไขว่าพ่อหรือแม่ต้องอยู่ standby ทั้งวัน ที่นั่น เพื่อรับรู้ร่วมกันไป หากจะหยุดใดๆ ต้องมีใบรับรองการหยุดเข้าตามระบบ
#ฟังดูเหมือนว่าดี ฝึกวินัย ฝึกความรับผิดชอบ
หากเด็กเรียนแค่ที่กวดวิชา ไม่ต้องเรียนหนัก จันทร์ถึงศุกร์ เป็นทุนเดิม ก็คงไม่มีปัญหา !!

แต่นี่ ตั้มเรียนหนักจันทร์ถึง ศุกร์อยู่แล้วนอนดึก ตื่นเช้าทุกวันเป็นเดือน เป็นปี ยังต้องมาเรียนหนักเหมือนวันธรรมดาเลย ทั้งเสารและอาทิตย์
เป็นอย่างนี้ตลอด และยังต้องเรียนอย่างนี้ตลอด ทั้งช่วงมัธยมปลาย

ชวดเวลาพักผ่อน ชวดเวลาวิชาชีวิต ชสดเวลาเรียนรู้อยู่ร่วมกันตามประสาครอบครัว สังคม ธรรมชาติ ดนตรี กีฬา ศิลปะ
ชวดทุกโอกาส
ดูสีหน้า เด็กเหนื่อยๆ ล้าๆ มาก

ถามว่าเหนื่อย ไหม ตั้ม พยักหน้า แต่ยืนยันว่ายังจะต้องเรียนแบบนี้ สู้กันไป !!! เพื่อ…

โชคยังดีที่พ่อแม่คู่นี้ก็ไม่ได้กดดันเด็ก

พยายาม ให้กำลังใจเสมอ

แต่ด้วยตั้ม เรียนห้อง gifted โรงเรียนดัง!!!

เรียน หนักขึ้น หนักขึ้นเรื่อยๆ ยากขึ้น
เข้าวังวน วัฏจักร ที่สลัดไม่ออก จริงๆ
เกิดอะไรขึ้น !!!! @@@

หมอลองถามเด็ก ว่า ทำไมไม่เปลี่ยนสถาบันกวดวิชาที่อื่น โดยให้เลือกที่ไม่มีเงื่อนไขหนักแบบนี้ จะได้หยุดพัก วันอาทิตย์ นอนชดเชย และ ออกกำลังกายพักผ่อน เพื่อ ชาร์แบต ชีวิต เสริมพลังใจให้ตนเอง

ตั้ม บอกว่า จำเป็นต้องเรียนที่นี่ เพราะเรียนแบบนี้ เกรด ดี ขึ้น !!!
@@@
และกลัวว่า ถ้าไม่เรียนที่นี่ เกรดจะสู้เขาไม่ได้

เด็กกังวลเกรดสู้เพื่อนไม่ได้

โรงเรียนนี้ ครู ประจำชั้น บอกเกรด บอกผลคะแนน หน้าชั้นเรียน ตลอด !!!

เด็กๆห้องเก่ง ถูกกดดัน แถมมีคำเปรียบจากครูให้เร่งทำเกรด ให้สมกับห้อง gifted ของโรงเรียนดัง

อึดอัด เหนื่อย แต่ต้องสู้

โชคดีที่พ่อแม่ของตั้มยังเข้าใจและไม่กดดัน
แต่อนิจจา!!
กลุ่มไลน์ ห้องนี้ สร้างแรงกดดันกันเองได้ เรียนเร่งรัดเปรียบเทียบกันได้เช่นกัน เพราะมีพ่อแม่อีกหลายคนที่เร่งเด็กๆ ต่างเข้าแข่งกันอย่างห้ำหั่น กลัวแพ้ เพราะ มีการบอกเกรด บอกคะแนนในชั้นเรียนให้เห็นๆ ไปเลย

สร้างแรงกดดัน ไปเพื่อ….
หมอเห็นสีหน้า แววตา แล้วสงสารเด็กจับใจ
จะย้าย ห้อง ย้าย โรงเรียน เลิกเรียนกวดวิชา เปลี่ยนที่เรียน ล้วนมีเงื่อนไขไปหมด !!!
ทำไม่ได้
แม้พ่อแม่จะไม่สร้างแรงกดดัน
แต่

เด็กอยู่ในเงื่อนไขที่สร้างแรงกดดันตัวเอง

Inner Stress

นี่ใช่ไหมครับ ที่

ระบบการศึกษาขโมยเวลาชีวิตของเด็ก

นี่ใช่ไหมที่

ระบบการศึกษาที่ออกแบบมาเพื่อแพ้คัดออก สร้างแรงกดดันเครียด เรียนยาก ข้อสอบยาก อัดกันเข้าไป เร่งรัดเรียนกันเข้าไป

ระบบการศึกษาห้องgiftedเด็ก เพื่อ…

เร่งเรียนเร่งรัดเกรดจนเด็กเหนื่อยและล้า

ติดหนี้การนอน

ครูประกาศเกรดให้เพื่อนรู้กันเพื่อ…

เรียนกวดวิชาบนเงื่อนที่ไม่ต้องคำนึงการพักผ่อน

วิบากกรรมการเรียนในยุคปัจจุบัน!!

ได้แต่ให้กำลังใจ และให้พ่อแม่เสริมพลังบวกให้ลูก ก้าวข้ามเส้นทางวิบากนี้ แล้วกลับมาสู่วิถีแห่งชีวิต ที่ พอจะเจียดเวลาเรียนรู้ วิชาชีวิต การเรียนรู้อยู่ร่วมในสังคม

Cr. บันทึกหมอเดว

ยิ่งทัก_ยิ่งทำ

ยิ่งทัก_ยิ่งทำ

พฤติกรรมหลายอย่างของเด็กเล็กและเด็กโตมีความยียวนกวนประสาทพ่อแม่ในหลายสิ่ง และเราก็ถูกยั่วโมโหได้ง่ายเสียด้วยซิ เอาจริง ๆ 555 … ประเด็นคือ สิ่งไหนของลูกที่ดูขัดหูขัดตาพ่อแม่ หรือไม่อยากให้ลูกทำ พ่อแม่จะใช้วิธีการ “ทัก” และ “ห้าม” แต่ลองสังเกตลูกดูดีๆ นะครับ เมื่อทักและห้ามปราม ลูกก็จะยิ่งทำ … เหมือนทำเพื่อกวนเรานั่นแหละ 555 ดังนั้นเหตุการณ์มันก็วนลูปแบบงง ๆ ในรูปแบบของการ “ยิ่งทัก” ก็ “ยิ่งทำ” ในที่สุด …

อย่าวิ่งนะ … ไปโน่นละ
อย่าทิ้งค่ะ … ทิ้ง stat
อย่าดูดนิ้ว … ดูดอย่างไว
อย่าดึงผม … ก็ดึงอย่างเมามัน
อย่ากระพริบตา … คราวนี้กระพริบรัว ๆ เลยจ้า

หลายคนบอกว่า พ่อหมอเวอร์น่ะ จะมีใครสั่งห้ามลูกกระพริบตา … บอกเลยว่า เยอะกว่าที่คิดมากกกกก (เสียงสูง) เพราะพ่อแม่อย่างเรา เป็นสิ่งมีชีวิตที่ #ห้ามเก่ง #ขึ้นเสียงเก่ง #ดุเก่ง และที่สำคัญ #ขึ้นเก่งและลงยาก ประหนึ่งน้ำท่วมรอระบาย 555 ตกปุ๊บ ท่วมล้อปั๊บ รอระบายอีก 1 อสงไขย 555 นี่ก็เวอร์มาก …

เหมือนที่พ่อหมอเขียนในหนังสือ ‘อย่าปล่อยให้พ่อแม่รังแกฉัน’ ถึงทฤษฎี ‘อย่าคิดถึงช้างสีชมพู’ นั่นแหละ … เป็นไงครับ ตอนนี้คิดถึง ‘ช้างสีชมพู’ กันแล้วใช่ไหมครับ … แบบเดียวกันเลย … ยิ่งห้าม เราจะยิ่งคิดถึง ยิ่งทำ ยิ่งหมกหมุ่น ยิ่งทักก็ยิ่งทำ ตรงไปตรงมา …

ซึ่งหลายพฤติกรรมดีขึ้นได้เอง เพียงแค่ใช้เทคนิก #ไม่ทักและพักไปทำเรื่องอื่น แค่นั้นเอง เช่น ดูดนิ้ว ก็แค่จับมือออกแล้วพาไปทำอย่างอื่น … ไม่อยากให้ลูกปาอาหาร ก็ไม่ต้องไปเก็บทันทีเวลาอาหารตก ไม่ทัก ทำเฉย ๆ อาหารหมดก็ใช้วิธีเติมอาหารเข้าไป โฟกัสที่การกินเป็นหลัก … และ #อยากให้ทำอะไรบอกตรงไม่อ้อมค้อม อยากไม่ให้วิ่ง ก็แค่บอกว่า “เดินช้า ๆ นะครับ” จบ แค่นั้น …

ข้อดีคือ นอกจากพ่อแม่จะเป็นสิ่งมีชีวิตที่ดูเกรี้ยวกราดบางเวลา แต่พวกเขาเหล่านั้น (รวมทั้งพ่อหมอเอง) ก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่เรียนรู้และพัฒนาให้ไม่เกรี้ยวกราด และสั่งสมตบะ สมาธิได้นะครับ พ่อหมอเชื่ออย่างนั้น

เพราะทุกวันคือบททดสอบจิต
แต่ถ้าทดสอบหนักขนาดนี้
ชั้นจะถึงนิพพานในไม่ช้านี้แล้วล่ะ
555

Cr. หมอวินเพจเลี้ยงลูกตามใจหมอ

อย่ากลัวลูกลำบากเพราะทำงาน แต่จงกลัวว่าลูกจะลำบากเพราะทำอะไรไม่เป็น

อย่ากลัวลูกลำบากเพราะทำงาน แต่จงกลัวว่าลูกจะลำบากเพราะทำอะไรไม่เป็น

เพราะรัก เพราะกลัวลูกลำบาก พ่อแม่หลายคนจึงยอมทำทุกอย่างให้ลูก เพราะอยากให้ลูกมีความสุขที่สุด

ลูกอยากได้อะไรก็หามาให้ ลูกไม่เคยรู้จักความผิดหวัง
ไม่เคยรู้จักความลำบาก แม้แต่งานเล็ก ๆ น้อย ๆ ยังไม่เคยต้องทำ
ลูกมีหน้าที่แค่เรียนกับเล่นก็พอ ที่เหลือพ่อกับแม่จัดการให้

แต่รู้ตัวหรือไม่ว่าการทำแบบนี้คุณกำลังปลูกฝังให้ลูก ทำอะไรเองไม่เป็น ไม่รู้จักอดทน ซึ่งจะส่งผลร้ายต่อลูกในอนาคต

ลูกอาจสบาย มีความสุขในตอนเด็ก
แต่เมื่อวันหนึ่งที่เค้าต้องเผชิญโลกกว้างด้วยตัวเองโดยไม่มีคุณคอยดูแลอีกต่อไป เค้าจะ #ลำบากกว่าคนอื่น นั่นเพราะเค้าไม่เคยต้องทำอะไรเลย เมื่อถึงเวลาเค้าจึงทำไม่ได้

อย่าให้ลูกรู้แต่หนังสือแต่ไม่รู้จักทักษะการใช้ชีวิต

Cr. basicskillth