Featured

#พ่อลูกเจนอัลฟ่า

#พ่อลูกเจนอัลฟ่า

เรื่องย่อความเป็นมาของเพจพ่อลูกเจนอัลฟ่า

—พ่อลูกเจนอัลฟ่า

สวัสดีครับ ก่อนอื่นผมต้องแนะนำตัวก่อนว่าผมตั้งใจทำเพจนี้ขึ้นมาเพื่อแนะนำ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคุณพ่อ คุณแม่ ที่มีลูกๆ วัยเจนอัลฟ่า (เกิดหลังปี ค.ศ.2010) ผมเองมีประสบการณ์ในการทำโรงเรียนเสริมพัฒนาการเด็กเล็กมาตั้งแต่ปี 2015 โดยเป็นโรงเรียนที่เน้นการพัฒนาเด็กที่เน้นการเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 และตัวเองก็มีลูกที่อยู่ในวัยเจนอัลฟ่าด้วย และอยากจะแชร์ประสบการณ์ตัวเอง พร้อมกับจากที่ได้ศึกษามา โดยแนวคิดหลักๆ ของผมจะเน้นเป็นแนวเน้นการเรียนรู้ผ่านการเล่น และการให้เวลากับลูกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนที่จะมาตกผลึกเป็นแนวนี้ก็เหมือนกับพ่อแม่หลายๆคน ที่มักจะหาข้อมูลจาก Internet มาก่อนแล้วก็จะมีวิธีการหลายๆ แนว ผมคงไม่ได้บอกว่าแนวไหนดีกว่าแนวไหน เพราะมีหลายปัจจัยสำหรับแต่ละครอบครัวที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเรื่องการเงิน คนช่วยเลี่้ยงดู ฯลฯ แต่จะเล่าถึงแนวที่ตัวเองทำมากกว่า เพราะแต่ละแบบกว่าเราจะรู้ว่าผลลัพธ์เป็นอย่างไรคงต้องรอจนถึงเด็กๆเหล่านี้โตเป็นผู้ใหญ่

อย่างแรกที่ผมจะขอแนะนำคือเราควรหาเวลาอ่านหนังสือให้ลูกฟังทุกวัน เอาเวลาที่เราสะดวก เพราะเวลาที่เราอ่านหนังสือให้ลูกฟัง มันมีประโยชน์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นความใกล้ชิดกับลูก คำศัพท์ที่ลูกจะได้จากหนังสือ จินตนาการของเด็กที่ได้จากภาพ เรื่อง อ่านเข้าไปเลยครับทุกวันจะกี่นาทีก็ได้ อย่างน้อยขอให้อ่าน

ถามลูกอย่างไร เมิ่อสงสัยว่าเด็กอาจจะถูกทำร้าย

โพสนี้จิตแพทยฝากมา เป็นทริคให้พ่อแม่ทุกคนเก็บไว้ใช้ ว่าเราจะถามลูกยังไง เเมื่อเราสงสัยว่า เด็กอาจถูกทำร้ายหรือทารุณกรรม

1.ให้การพูดคุยกับลูกถึงรร.นอกเหนือจากการบ้านเป็นเรื่องปรกติทุกๆวัน เช่น วันนี้ลูกเล่นอะไร เล่นกับใคร คุณครู×××ใจดีไหม(ควรรู้ชื่อครูที่ต้องมาข้องแวะกับลูก ไปดูหน้าค่าตากันบ้าง)
เด็กจะไว้ใจพ่อแม่ว่าเรื่องรร.ก็ไม่ต่างกับในบ้าน ข้อนี้ผลดีนอกจากการ”จับผิด”ยังเพิ่มสัมพันธภาพพ่อแม่ลูกด้วยวันละ10นาทีก็ยังดี

  1. ใช้คำถามปลายเปิด ชอบ/ไม่ชอบ เรียนอะไร ทำไม ชอบ/ไม่ขอบเล่นกับเพื่อนคนไหน เล่นอะไรบ้าง ชอบครูคนไหน ทำไม ครูพูดอะไร แล้วทำไมไม่ชอบครูคนนี้ ให้ลูกrole playคือ แสดงให้ดูไปเลนถ้าเอะใจอะไรแปลกๆ
    โดยเฉพาะถ้าลูกมีพฤติกรรมการไปรร.เปลี่ยนไป ร้องไห้ไม่อยากไป ปวดหัวตัวร้อนบ่อย มีรายงานจากทางโรงเรียนในทางเปลี่ยนไป(อย่าจับผิดแต่ครู รุ่นพี่ เพื่อนก็ทำได้)
    จับประเด็นได้แล้วให้ลองเล่น บทบาทสมมติ เหมือนเล่นขายข้าวขายแกง และถ้าผลมันน่าตกใจ

เล่นอีกรอบกันนะลูก แล้วอัดคลิปไว้

3.สำรวจข้าวของเครื่องใช้ เสื้อผ้า ดูคราบอ้วก ดูแผลในปาก ดูลิ้นลูก ถ้าเป็นเด็กเล็ก วิธีการแกล้งทารุณที่ง่ายสุดคือการป้อนข้าวนี่แหละ
สังเกตด้วยว่าลูกมีฝันร้าย ฉี่รดที่นอนไหม ถ้าอายุเกิน4ขวบยังฉี่รดที่นอน โดยเฉพาะนอนกลางวัน(ประเภทคุณแม่ ลูกฉี่รดที่นอนอีกแล้วนะคะ)ให้หาสาเหตุทันที กรณีอายุเกิน4ขวบ พาพบจิตแพทย์เด็กก็ได้ค่ะ อันนี้ไม่ใช่ไปล่อหลอกอย่างเดียว แต่อาจมีสาเหตุอื่นแทรก อย่าเพิ่งรีบโทษครูแต่ไปหาสาเหตุร่วมกันดีกว่า

จำไว้ว่า เด็กเล็กๆเค้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าถูกทำทารุณ เค้าเล่าไม่ได้ ที่จดจำก็ปะติดปะต่อ ใช้ภาษาไม่ถูก การสอนให้เขาเล่า แบบเปิด( story telling) นอกจากจะช่วยให้เค้าบอกความต้องการ หรือฉอดเป็นแล้ว ยังเพิ่มทักษะให้ลูกด้วย อย่ารอให้มีเรื่องละค่อยมาถาม หัดถามหัดให้ลูกเล่าตั้งแต่ยังไม่มีเรื่อง และหวังว่าจะไม่มีเรื่องเลยจะดีกว่า

ถ้าเปลี่ยนระบบครูไม่ได้

เด็กไทยต้องฉอดเป็น

แม่ๆก็ต้องพร้อมเป็นมิสซิสสร

Cr.เพจDrama-addict

ครูที่มีพฤติกรรมความเสี่ยง หรือ ไม่มีทักษะการบริหารห้องเรียน ควรได้รับการพัฒนาสมรรถนะ

เคยพูดมานานแล้ว ว่า สำหรับระบบการศึกษา ที่มีประสิทธิภาพ นอกจากจะต้องรู้จักเด็กเป็นรายบุคคล เพื่อคัดแยก เด็ก ปกติ เด็กกลุ่มเสี่ยง และเด็กมีปัญหา ทางการเรียน

ด้วยความถี่ของปัญหา ที่มีประเด็นมาตลอด จึงอยากเสนอให้กระทรวงศึกษาธิการ พัฒนาระบบการบริหารจัดการความเสี่ยงครู #รู้จักครูเป็นรายบุคคล เพื่อคัดกรอง #ครูที่มีคุณค่าควรค่าแก่การยกย่องเชิดชู

ครูที่มีพฤติกรรมความเสี่ยง หรือ #ไม่มีทักษะการบริหารห้องเรียน ให้ได้รับการพัฒนาสมรรถนะ

และ #กลุ่มครูที่เป็นปัญหา เพื่อ ให้ ต้นสังกัด สามารถบริหาร จัดการ ความเสี่ยงเหล่านี้ จัดเป็น ระบบเฝ้าระวัง ให้มีแผนในการพัฒนา และจัดการ

Cr.บันทึกหมอเดว

ข้อคิดจากข่าวคุณครูทำรุนแรงกับเด็กอนุบาล

ข้อคิดจากข่าวคุณครูทำรุนแรงกับเด็กอนุบาล

วันนี้มีข่าวที่หมอเห็นแล้วรู้สึกเป็นห่วงและสะเทือนใจ

จะด้วยเหตุผลใดก็ตามที่สิ่งที่เห็นคลิปที่เกิดขึ้นสำหรับเด็กอายุ 3 ขวบ ภาพที่ครูทำเด็กต่อหน้าเพื่อนๆ (ตบหัว จิกหัว ผลักเด็กลงพื้น บิดหู) จนนำมาสู่การแจ้งความของผู้ปกครอง การกระทำของครูคงไม่ใช่เรื่องปกติแน่นอน

ตรงนี้ไม่เพียงแต่เกิดผลกระทบเป็นบาดแผลทางร่างกาย แต่ส่งผลถึงจิตใจเด็ก นอกจากเด็กที่ถูกกระทำโดยตรง เด็กที่อยู่ในเหตุการณ์ก็ได้รับผลกระทบทางจิตใจด้วย

หลายๆครั้งที่หมอเคยตรวจสุขภาพจิตเด็กที่อยู่ในเหตุการณ์ที่เพื่อนถูกครูทำโทษรุนแรง เด็กก็เกิดความเครียดเช่นกัน นับประสาอะไรกับเด็กที่ถูกกระทำโดยตรง

.

จริงๆ แล้วเหตุการณ์ที่เห็นไม่ใช่ครั้งแรกที่เด็กๆ ถูกผู้ใหญ่กระทำรุนแรงอย่างไม่เหมาะสม มีผู้ปกครองพาเด็กมาตรวจด้วยเรื่องนี้เป็นระยะ

บางครั้งผู้ใหญ่บางคนคิดว่าการทำร้าย ทำโทษเด็กรุนแรง เป็นเรื่องที่ทำได้ เพราะต้องการจะสั่งสอนเด็กให้หลาบจำ แต่การทำรุนแรงเกินไป จะทำให้มีผลกระทบทางกายและจิตใจแน่นอน

จากประวัติที่คุณพ่อของเด็กที่ถูกกระทำ เล่าว่าเด็กมีอาการฝันร้าย ไม่อยากไปโรงเรียน เป็นสิ่งที่พบได้ในเด็กที่ผ่านพ้นเหตุการณ์ความรุนแรงที่มีผลต่อจิตใจ

ยิ่งเป็นเด็ก ความพร้อมทางจิตใจก็ยิ่งไม่เหมือนผู้ใหญ่ เด็กเล็กบางครั้งยังเล่าอะไรไม่ได้ชัดเจน ถ้าต้องประสบเหตุการณ์มีลักษณะคุกคามจนทำให้กลัวอย่างมาก ก็ทำให้เกิดปัญหาทางจิตใจตามมาได้

อาการอื่นๆ ที่พบได้คือ เด็กจะรู้สึกเหมือนประสบเหตุการณ์นั้นอยู่เรื่อยๆ เช่น นึกถึง เห็นภาพ ได้ยินเสียง ทำให้ไม่สบายใจอย่างมาก แต่ก็หยุดนึกถึงไม่ได้

เด็กบางคนอาจจะแสดงออกมาในรูปแบบอาการทางกาย เช่น ปวดท้อง ปวดหัว ใจสั่น เวลาที่มีอะไรที่ทำให้คิดถึงเหตุการณ์นั้นๆ

เด็กอาจมีอาการกลัวการแยกจาก ไม่ยอมไปโรงเรียน ติดคนที่ดูแลมากขึ้น ร่วมกับมีพฤติกรรมถดถอยเหมือนกลายเป็นเด็กอีกครั้ง บางคนปัสสาวะรดที่นอน

เด็กมีอาการตื่นกลัว ตกใจง่าย บางคนนอนไม่หลับ มีนอนสะดุ้ง ละเมอ บางคนอาจจะมีพฤติกรรมเปลี่ยน อารมณ์หงุดหงิดง่าย ก้าวร้าวขึ้น หรืออาจจะไม่ค่อยมีสมาธิในการเรียน การเรียนตกลง

หากมีการถูกกระทำบ่อยๆ รุนแรงและเป็นระยะเวลายาวนาน ผลกระทบก็จะยิ่งมากขึ้น ซึ่งอาจพบได้ทั้งผลกระทบระยะต้นและระยะยาว มีผลต่อคุณค่าในตัวตน มุมมองที่มีต่อตัวเองและคนรอบข้าง มีความคิดลบ มีปัญหาสุขภาพจิตเช่น วิตกกังวล ซึมเศร้า ในอนาคตได้

หากพบว่าเด็กมีอาการดังกล่าว เบื้องต้นควรจะทำให้เด็กรู้สึกและมีความปลอดภัยจากการถูกกระทำ ให้ความมั่นใจ และหากไม่ดีขึ้น เป็นมากขึ้นควรพาเด็กไปรับการประเมินจากจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น

.

สำหรับในส่วนของผู้ใหญ่ที่ต้องดูแลเด็กๆ หมออยากให้เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดความตระหนักมากขึ้น เพราะในประสบการณ์ของหมอ หมอพบเด็กที่ถูกผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นครู หรือพ่อแม่ ทำโทษรุนแรงอยู่เรื่อยๆ

มักจะพบว่าผู้ใหญ่เหล่านั้นมักมีปัญหาการควบคุมอารมณ์ไม่ดี มีความเครียดส่วนตัวที่จัดการไม่ได้ อาจมีประสบการณ์ถูกทำรุนแรงมาก่อน อาจมีปัญหาสุขภาพจิตอยู่เดิม วิตกกังวล ซึมเศร้า อาจเครียดมากกับพฤติกรรมเด็กที่จัดการไม่ได้ ทำให้เกิดเป็นการลงมือกับเด็กอย่างรุนแรง เมื่อเด็กทำพฤติกรรมไม่ดี ไม่ถูกใจผู้ใหญ่

หมอคิดว่าในการเป็นผู้ใหญ่ที่ดูแลเด็กๆ มีความจำเป็นต้องมีความพร้อม ตระหนักเข้าใจอารมณ์ ความรู้สึก ของตัวเอง ถ้ามีปัญหาอย่าปล่อยทิ้งไว้ ควรจะจัดการ มิฉะนั้นอาจจะเกิดผลกระทบกับเด็กๆ ที่เราดูแลอยู่ก็ได้ ถ้าแก้เองไม่ได้ ควรหาตัวช่วย หรือไปพบจิตแพทย์เพื่อขอความช่วยเหลือ เพื่อความพร้อมที่จะไปดูแลคนอื่น โดยเฉพาะเด็กๆ ของเรา

.

แต่สิ่งที่สำคัญเช่นกัน ก็คือ ผู้ใหญ่ที่เห็นการกระทำความรุนแรงต่อเด็กไม่ควรเพิกเฉย และควรมีความตระหนัก ไม่ควรคิดว่าเป็นเรื่องเล็กๆ

ในคลิปนั้น หมอเห็นว่ามีผู้ใหญ่อื่นๆ ที่อยู่ในคลิปด้วย แต่ไม่มีใครที่เข้าไปช่วยเหลือเด็กเลย ซึ่งตรงนี้เขาอาจมีเหตุผลที่หมอไม่ทราบ แต่หมอก็รู้สึกสะเทือนใจบอกไม่ถูก

จุดประสงค์ที่เขียนบทความเพราะอยากให้เกิดความตระหนัก ขอให้กรณีนี้เป็นครั้งสุดท้ายที่เด็กๆ จะถูกกระทำรุนแรงอย่างไม่เหมาะสม

Cr.หมอมินบานเย็น เพจเข็นครกขึ้นภูเขา

รักของคุณย่า กระดาษธรรมดาที่เต็มไปด้วยความรัก

#รักของคุณย่า#กระดาษธรรมดาที่เต็มไปด้วยความรัก “พ่อแม่ ไม่มีเงินทอง จะกองให้ จงตั้งใจ พากเพียร เรียนหนังสือหาวิชา ความรู้ เป็นคู่มือ เพื่อยึดถือ เอาไว้ ใช้เลี้ยงกาย พ่อกับแม่ มีแต่ จะแก่เฒ่า จะเลี้ยงเจ้า เรื่อยไป นั้นอย่าหมาย ใช้วิชา ช่วยตน ไปจนตาย เจ้าสบาย แม่กับพ่อ ก็ชื่นใจ”กลอนบทนี้ คุณแม่ของพ่อหมอ พิมพ์แปะไว้ที่เสาหัวนอนในบ้านไม้หลังเก่าสมัยยังเป็นเด็ก เป็นกลอนบทที่จดและจำลงไปในสมองส่วนลึกว่า “วิชาความรู้ และการศึกษา” ที่พ่อแม่ปู่ย่าตายายพยายามส่งเสียให้เราเรียน จะเป็นเกราะคุ้มครองตัวให้เราอยู่รอดได้ต่อไปในอนาคต เพราะพ่อกับแม่ไม่สามารถอยู่เพื่อปกป้องและอุ้มชูเราไปได้จนวันตาย … ตัดภาพมาตอนนี้ แม่นั่งเลี้ยงหลานให้ลูกชายอยู่ที่บ้าน 5555555555555555กราบ … เพราะลูกคนโตไปเรียน แม่ต้องไปส่ง ก็ได้แต่ฝากคุณย่าช่วยเลี้ยงหลานตัวจิ๋วให้ แม่น่าจะคิดนะว่า “ถามชั้นมั้ย” 555 แต่พอเห็นย่าหลานเล่นกันทีไร ไอ้เราก็ได้แต่อดยิ้มไม่ได้ทุกที แล้วสักพักก็ได้ยินเสียงลอยมาบอกว่า “มา … มาเอาลูกเธอไปเลย !!!” 555 … นี่คือ ‘คน’ ที่พ่อหมอไว้ใจและรักที่สุด และเชื่อว่าหลายคนก็คงรู้สึกไม่ต่างกัน คนที่ทำให้เราเติบโตขึ้นมาเป็น ‘เรา’ ในวันนี้ เป็นคนที่เอาถ่าน มีการมีงานทำ เป็น #ลมใต้ปีก ที่พร้อมพยุงเราให้บินต่อไปได้ในวันที่เราเหนื่อยล้า เป็นต้นไม้ใหญ่ให้เราได้นั่งเงียบ ๆ ใต้กิ่งก้านใบที่ร่มเย็น เป็นน้ำเย็นที่คอยชโลมให้เราผ่อนในวันที่เราร้อน เป็นนักข่าวบันเทิง+นักข่าวการเมืองในวันที่เราไม่มีเวลาตามข่าว … คนที่เป็นทุกอย่างให้เราแล้ว … เหมือนที่เราเป็นลูกอย่างให้ลูก … สำหรับปู่ย่าตายาย (ส่วนใหญ่) รักที่มีต่อหลาน ก็ไม่ต่างจากรักที่มีต่อลูกหรอกครับ พวกท่านต่างเอ็นดู เมตตา และหวังดีต่อเรา ต่อหลาน อยากให้หลานเติบโตเป็นเด็กที่แข็งแรง ที่เก่ง ที่ดี ที่มีความสุข ไม่ต่างกับหัวอกของคนที่เป็นพ่อแม่อย่างเรา … เพียงแต่ … พวกท่านใช้ชีวิตและเติบโตมาในสังคม เศรษฐกิจ และวิถีชีวิตในยุคสมัยที่แตกต่างจากพวกเรา ดังนั้นสิ่งที่ท่านคิดว่าดี ว่าถูก และทัศนคติหลายอย่างอาจไม่ตรงกันกับเราในเรื่องการเมือง การใช้ชีวิต การปกครอง หรือแม้กระทั่งวิธีการเลี้ยงหลาน … เหล่านี้คือ #เรื่องปกติ … และเป็นความสวยงามของความแตกต่างของคนแต่ละวัยที่จะช่วยกันฟูมฟักให้เด็กคนหนึ่งเติบโตในครอบครัวของเราอย่างมีเอกลักษณ์ของบ้านนั้น ๆ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ #การสื่อสาร … คุยกันดี ๆ หาจุดตรงกลางที่เหมาะสมสำหรับลูกของเรา หลานของเขาจงเชื่อว่า ปู่ย่าตายายทุกคนหวังดีต่อหลานเสมอในแบบของเขา … ปล. จากภาพ คือ ลายมือของคุณย่าที่เขียนเนื้อเพลงเอาไว้ร้องให้หลานฟัง ลายมือที่คุ้นเคย ลายมือที่สัมผัสได้ถึงมุ่งมั่นตั้งใจเขียน อ่านแล้วทำให้นึกถึงข้อความบนหัวเตียงที่แม่เคยเขียนให้พ่อหมอเห็นทุกวันตอนเด็ก ๆ เลยเนอะ … มันคือ … ลายมือแห่งความรักของคุณย่าคนหนึ่งที่มีต่อหลานสุดแสบของเธอ … ที่เจอ เพราะเจ้าตัวเล็กเอามือไปคุ้ยหัวเตียงย่าจนข้าวของกระจาย มือน้อย ๆ ก็หยิบกระดาษแผ่นนี้มาถือไว้ แล้วเอาเข้าปากอย่างไว 555 พ่อต้องแงะออกมาจากปาก เลยได้เห็นโน้ตน้อยของคุณย่าใบนี้ … 🥰🥰

Cr. #หมอวินเพจเลี้ยงลูกตามใจหมอ

ลูกเป็น LD มีความสามารถพิเศษทางดนตรี แต่ไม่สามารถได้วุฒิ ป6 ถึงเวลาเปลี่ยนแปลงหรือยัง

ถ้าหากท่านมีลูก พาลูกเข้าโรงเรียน
แล้วปรากฎว่าลูกท่านเรียนได้ที่โหล่
ได้คะแนนศูนย์เกือบทุกวิชา

ตลอดเวลาหลายปี ลูกของท่านถูกเข้าใจว่าเป็นเด็กขี้เกียจ เขาก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมเขาไม่เข้าใจในสิ่งที่ครูสอน ซึ่งคนอื่นสามารถเรียนรู้ง่ายๆ

เขาทุกข์ มีปมด้อย เป็นตัวตลกของเพื่อน

จนวันหนึ่งท่านได้รู้ว่า ลูกของท่านเป็น LD การเรียนรู้บกพร่อง หัวใจท่านแทบสลาย ที่ส่งลูกไปให้ทุกข์ทรมานอยู่นานหลายปี โดยไม่มีใครเจตนา

ต่อมาท่านค้นพบว่าลูกของท่านมีความสามารถพิเศษทางด้านดนตรี

ตั้งแต่วันนั้น ท่านก็ไม่ยอมให้ความจำกัดของระบบการศึกษา ทำลายความอัจฉริยะของลูกท่าน

ท่านเอาลูกออกมา จัดการศึกษาด้วยวิธีการที่เหมาะสม สอดคล้อง กับธรรมชาติและความพิเศษของเขา ปรากฎว่าการเรียนรู้ของลูกท่านเป็นไปอย่างมหัศจรรย์

ปัจจุบันลูกของท่านอายุ 16 ปี เล่นเพลงบีโธเฟน โชแปง ที่ว่ายากๆ ได้เหมือนเป็นขนม

สอบเปียโนสูงสุดเกรด 8 ของสถาบัน Trinity College London ในระดับเกียรตินิยม ด้วย Distinction 88 คะแนน

ลูกของท่านเขียนเพลง แต่งเพลง ทั้งเปียโน และออเคสตร้า นับร้อยๆ เพลง สร้างวิธีการเล่นที่ยาก ซับซ้อนกว่าที่ตัวเองเล่น เพื่อฝึกซ้อมให้ดียิ่งขึ้น

นอกจากนี้ยังมีความสนใจในเรื่องธรรมชาติ ดูนก เลี้ยงนก เลี้ยงกว่าง เขียนบันทึกภาษาอังกฤษ อ่านหนังสือภาษาอังกฤษหนาเท่าดิกชันนารี เป็นเล่มๆ

ทุกวันลูกของท่าน เรียน ฝึกซ้อม วาทยากร เป้าหมายคือสร้างมาตรฐานที่สูงกว่าโมซาร์ต บีโธเฟ่น โชแปง ได้เคยทำไว้ และไปให้ไกลที่สุดในระดับโลก

โดยความสามารถลูกของท่านทำได้แล้ว แต่โดยชื่อเสียงยังไปไม่ถึงไหน เพราะวุฒิการศึกษาในระบบการศึกษาให้ได้เพียงแค่ ป.5

ทำให้เวลาที่จะลงแข่ง ต้องแข่งกับเด็กๆ เหมือนเอานักฟุตบอลมืออาชีพลงแข่งกับนักฟุตบอลกีฬาสี เล่นอยู่แต่ในสนามโรงเรียน

ผมทำคลิปนี้ขึ้นมา เพื่อให้ท่านชม แล้วถามใจของท่านว่า เด็กคนนี้พ่อเขาทำทุกอย่างตามกฎกติกา เพื่อให้ลูกได้วุฒิ ป.6 แต่ไม่ได้เพราะติดเรื่องกฎระเบียบของการศึกษา

“น้องเฟียน” กับวุฒิ ป.6 ขอมากไปหรือไม่?

หรือต้องให้เขาไปชูสามนิ้วเพื่อเรียกร้องการปฏิรูปการศึกษา

Cr. เพจ CHECKเล่า

สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ

มีลูกแล้วต้องเลี้ยงให้ดี ….

มัวแต่ทะเลาะกัน
มัวแต่เอาความสุขตัวเอง เรื่องตัวเองเป็นที่ตั้ง
มัวแต่ออกนอกบ้าน
มัวแต่ปลีกตัวออกจากลูก
มัวแต่โยนภาระลูกให้โรงเรียน ให้คนอื่น
ฯลฯ

ด้วยเหตุผลเดียวคือ “ไม่มีเวลา” หรือ “อยากมีเวลาของตัวเอง”

มีคนที่พร้อมจะดูแล จะสอนลูกให้เราอยู่แล้ว
แต่ผลลัพธ์ของมัน เรารับได้ไหม ⁉️

มีลูกแล้วต้องเลี้ยงให้ดี ….

Cr. เพจดีต่อลูก

สอนให้ลูกพูดเพราะได้อย่างไร

สอนให้ลูกพูดเพราะได้อย่างไร

การพูดเพราะหมายถึง การที่ลูกพูดแบบมีหางเสียง ค่ะ /ครับ พ่อแม่บางคนมีความเข้าใจผิดถึงวิธีการสอนให้ลูกพูดเพราะด้วยการพยายามบังคับให้ลูกพูดแบบมีหางเสียงตั้งแต่ลูกเริ่มพูดได้ (ประมาณขวบครึ่ง)

จริงๆแล้ววิธีการสอนให้ลูกพูดเพราะทำได้โดย

เริ่มจากที่พ่อแม่พูดแบบมีหางเสียง ค่ะ /ครับ กับลูกทุกครั้ง(ตามเพศของลูก ไม่ใช่ตามเพศของพ่อแม่ เช่น ลูกผู้หญิง พ่อแม่ก็พูดลงท้ายด้วยค่ะ ทุกครั้ง)

ในช่วง1-3ขวบ อย่าพยายามบอกลูกว่าพูดลงท้าย ค่ะ /ครับ เพราะเมื่อเราพยายามบังคับ ลูกมักจะพยายามต่อต้านและไม่ทำตาม

พยายามสื่อสารกับลูกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน นุ่มนวล เช่น “น้องฟ้าขา หยิบแก้วน้ำให้แม่หน่อยสิคะ” การสื่อสารของพ่อแม่จะเป็นแบบอย่างที่ดีของลูก เด็กก็เหมือนภาพสะท้อน ถ้าเราพูดแบบแข็งกระด้าง ลูกก็จะเลียนแบบเราด้วย

หลังอายุประมาณสามขวบ ลูกจะเริ่มพูดเป็นประโยค หมายถึง มีประธาน กริยา กรรม เมื่อลูกสามารถพูดเป็นประโยคได้ ให้พ่อแม่ใช้วิธีพูดทับประโยคเมื่อลูกพูดไม่มีหางเสียง และรอให้ลูกพูดตาม เช่น

ลูก : แม่เอาน้ำให้หน่อย แม่ :แม่ขา เอาน้ำให้หน่อยค่ะ

อย่าบอกลูกแค่ว่าต้องพูดแบบมีคำลงท้าย แต่ควรแก้ทั้งประโยคว่าลูกควรพูดอย่างไร

เมื่อลูกทำได้ถูกต้อง ให้ชม และแสดงความรักด้วยการกอด หอม ลูบหัวเบาๆ ลูกจะรู้สึกว่าตัวเองได้รับการยอมรับและอยากทำสิ่งนั้นอีก

หากลูกต่อต้าน อย่าบ่น หรือตำหนิ แต่พยายามอดทน ไม่ให้สิ่งที่ลูกต้องการจนกว่าลูกจะแก้ประโยคตามที่เราสอนได้

การพูดเพราะเป็นเสน่ห์ที่จะช่วยให้ลูกเป็นเด็กที่ดูน่ารัก น่าเอ็นดู น่าให้ความช่วยเหลือเมื่อลูกร้องขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น เป็นมารยาททางสังคมเบื้องต้นที่ทำให้คนอื่นชื่นชม และประทับใจในตัวลูก

พ่อแม่เป็นคนที่อยู่กับลูกมากที่สุด จึงเป็นแบบอย่างของลูกในทุกๆด้าน ดังนั้นพ่อแม่จึงควรเลือกเป็นแบบอย่างที่ดี เพื่อช่วยสนับสนุนให้ลูกเติบโตเป็นเด็กที่มีความพร้อมในการเรียนรู้ และอยู่ร่วมในสังคมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข

Cr. เพจจิตวิทยาเด็กและวัยรุ่นโดยนักจิตวิทยาคลินิกเด็กและวัยรุ่น

วัฒนธรรมการเหยียดเริ่มที่หนังสือเรียน (อีกแล้ว)

วัฒนธรรมการเหยียดเริ่มที่หนังสือเรียน (อีกแล้ว)

ประเทศไทยยังคงเดินย่ำอยู่กับที่กับการแบ่งแยก ตีตรา และยัดเยียดสิ่งที่ผู้ใหญ่ (ที่คิดบทเรียนหรือระบบการศึกษา) คิดว่าดี คิดว่าถูก แล้วก็ค่อย ๆ ฝังลงไปในการเรียนการสอนตั้งแต่ยังเล็กยังน้อย ทุกคนอาจจะเคยจำได้ว่าเมื่อสักสองปีก่อน พ่อหมอโพสต์แบบเรียนของเด็กไทยที่จับคู่ภาพที่ตรงข้ามกัน … โยงภาพเด็ก ผญ. รูปร่างท้วมผิวคล้ำที่ใต้ภาพระบุว่า “รูปร่างหน้าตาไม่สวย” กับเด็ก ผญ. ผมสั้นผิวขาวที่ยืนยิ้มแย้มและระบุใต้ภาพว่า “รูปร่างหน้าตาสวย” รวมถึงเด็กรูปร่างผอมที่ตีตราว่า “สุขภาพไม่ดี”

“คนดำ = คนไม่สวย” ???????
“คนผอม = คนสุขภาพไม่ดี” ???????

เอาข้อศอกคิด ? … ไม่รู้ว่าแบบเรียนนี้ถูกถอดออกไปหรือยัง … แต่วันนี้มาใหม่ครับ … เอารูปของ “ขนมจีน” สมัยเดบิวต์เป็นนักร้องวัยรุ่น ใส่เสื้อเชิ้ตขาวรัดรูป แต่งหน้า ทำผมสไตล์ชี้ ๆ กามิกาเซ่ตามแบบนิยมในยุค 2000 ช่วงต้น ตอนนั้น ของพ่อหมอจะเป็น ผูกผ้ารัดหัว ใส่กางเกงยีนส์โคร่ง ๆ เสื้อลายสก็อตแบบเต๋า สมชาย ร้อยแรงม้า แต่พอเราแต่งออกมาจริง ๆ จะได้ “Tud-oil Style” เหมือนกำลังเตรียมตัวไปทำสวนมากกว่าไปสยาม 555 แต่คิดว่าพี่เต๋าน่าจะได้รับสไตล์มาจากชาวสวนนี่แหละ … หล่อ ๆ …

Anyway, ก็ตามภาพ … ที่พยายามยัดเยียดว่า การแต่งตัวนี้ไม่เหมาะสมและได้รับอิทธิพล (ไม่ดี) มาจากตะวันตก ไม่ต้องเป็นหมอเด็กก็พอคิดได้ครับ ว่านี่คือการสอนให้เด็ก “เหยียดคนอื่น” แบ่งแยก ตีตรา และตัดสินคนจากภายนอก ทั้งที่ความจริง คือ เขาเป็นนักร้องไง เขาทำงานไง และเป็นแฟชั่นไง … เขาไม่ได้แต่งมา รร. ไม่ได้แต่งไปงานศพไง …

เราควรสอนเด็กให้ยอมรับในความแตกต่าง ไม่ตัดสินคนตั้งแต่ภายนอก … ทุกคนรู้ แฟนคลับรู้ว่าคนหน้าตาดี ดูสะอาดสะอ้านบางคน แต่จิตใจและพฤติกรรมก็เทาจนเกือบดำก็มี … เลว ๆ เพียบ … รู้หน้าไม่รู้ใจ เห็นหน้าใส ๆ น่ะ จ่ายมาเยอะ 555 เกี่ยวกันที่ไหนกัน …

ไม่แปลกใจที่บ้านเราจะทักทายกันด้วยประโยคเชิงลบ
“อ้วนขึ้นนะ” “ดำขึ้นนะ”
“ไปทำไรมา โทรมเชียว”

ว่าแต่ อะไรคือไม่สวย
อะไรคือ กาลเทศะ และมารยาท
อะไรคือ สิ่งที่ถูกต้องในการมองเด็กคนอื่น

มันไม่มีหรอกครับคำว่า “ไม่ดี” “ไม่สวย” เราก็แค่ “ไม่ชอบ” มันเท่านั้น และคนเราก็ไม่จำเป็นต้องชอบเหมือน ๆ กัน และไม่มีประโยชน์อะไรที่ต้องตีตราใคร หรือเปรียบเทียบกับใคร คนผิวสีแทน สวยจะตาย ทั้งฝรั่งทั้งไทยตามจีบให้วุ่นวาย ….. ใครว่าดำไม่สวยวะ เพื่อนพ่อหมอผู้มีผิวน้ำผึ้งฝากมาถาม….

แต่เดี๋ยวนะ … จากเรื่องขนมจีน ย้อนกลับมาเรื่องรูปร่างหน้าตาได้ยังไงนะ 555 แต่คนที่จัดทำหนังสือเล่มนี้ก็ควรพิจารณาปรับปรุงแก้ไขใหม่ ที่สำคัญ เอารูปคนอื่นไปใช้แบบนี้โดยที่ไม่ขออนุญาต แบบนี้ไม่น่ารัก และละเมิดสิทธิผู้อื่นหรือเปล่านะ ? น่าคิด

Cr. หมอวินเพจเลี้ยงลูกตามใจหมอ

ใครสักคนที่เชื่อใจฉันในวันที่ฉันล้ม

#ใครสักคนที่เชื่อใจฉันในวันที่ฉันล้ม มนุษย์ทุกคนต้องเคยพลาด ต้องเคยล้ม ต้องเคยเสียใจ เป็นเรื่องธรรมดา เพียงแต่ว่าการล้มแต่ละครั้งของแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน บ้างเจ็บน้อย บ้างเจ็บมาก บางคนแทบปางตาย และหลายคนก็ไม่เคยลุกขึ้นมาเข้มแข็งได้ดั่งเดิมอีกเลย … เพราะชีวิตจริง มันก็เจ็บปวดแบบนี้แหละ … คนที่เคยผิดหวังเสียใจและล้มเหลว คงพอจำความรู้สึกตรงนั้นได้ว่ามันทุกข์แค่ไหน แต่สิ่งที่จะเยียวยาบาดแผลที่เกิดขึ้นได้มีอยู่ 3 อย่างก็คือ #สติ#เวลา และ #ใครสักคน … ทุกคนคงเคยได้ยินวลีที่ว่า “เวลา” เวลาจะเยียวยาทุกอย่างเอง ร่วมกับสติ และสมองของแต่ละคนว่ามีความยืดหยุ่นและจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ดีแค่ไหน ซึ่งแต่ละคนนั้นมีมาไม่เท่ากัน … แต่บาดแผลจะสมานได้เร็วขึ้นมากหากมี ‘ใครสักคน’ ที่รับฟัง อยู่ข้าง ๆ อย่างเข้าใจ และ ‘เชื่อ’ ว่าเราจะก้าวผ่านมันไปได้ … และนั่นควรเป็นหน้าที่ที่สำคัญมาก ๆ ของสิ่งที่เรียกว่า #ครอบครัว ครอบครัวควรอยู่ตรงนั้นยามที่ลูกเจ็บ ครอบครัวควรรับฟังและปลอบโยน มากกว่าซ้ำเติมและแดกดัน ครอบครัวต้องเข้าใจและช่วยให้สิ่งที่คนในครอบครัวเผชิญอยู่ผ่านไปได้ จะด้วยการช่วยเหลือโดยตรง หรือแค่รับฟังก็ได้ … เพราะพี่อ้อยเคยบอกเราว่า “เรื่องเศร้า แค่เล่าก็เบาแล้ว” … แต่ถ้าเรื่องเม้า แค่เล่าคงไม่พอ มันต้องมีรูปภาพ-วีดีโอและคอมเม้นต์ร่วมด้วยถึงจะมัน … อย่าห่วงครับ ไม่มีดึงซึ้งมากในเพจพ่อหมออยู่แล้ว 555 Anyway, หากใครติดตามซี่รี่เรื่องหนึ่งในเน็ตฟลิกซ์ที่พ่อหมอเพิ่งถูกป้ายยาจากลูกเพจเมื่อวันก่อนเรื่อง Record of Youth ที่มี โบ-กอม (สามีแห่งชาติ … อีกแล้ว) และ ซอ-ดัม (จากเรื่อง Parasites) เป็นตัวนำเรื่องหลักที่พูดถึง ฮเย-จิน นายแบบอนาคตตันที่หวังจะฝ่าฟันไปเป็นนักแสดงแถวหน้าให้ได้ แต่อุปสรรคก็มากมายเสียเหลือเกิน ประเภททำบุญกับใครก็ไม่ขึ้น เซ็นสัญญากับบริษัทโมเดลลิ่งก็โดนโกง งานแสดงก็แทบไม่เข้ามาเลย จนสุดท้ายเขาตัดสินใจเริ่มก้าวเดินใหม่ด้วยตัวของเขาเอง วันที่ ฮเย-จิน ต้องเงยหน้ามองฟ้าเพื่อไม่ให้น้ำตาแห่งความท้อแท้ไหลออกมา คุณปู่ก็โทรมาหา ถามสารทุกข์สุกดิบ และพูดกับเขาว่า “หลานต้องทำได้ ปู่รับประกันได้ … ปู่ไม่เคยเห็นใครเก่งเท่าหลายเลย … หลานคือ ทองแท้นะ” ปู่ผู้ซึ่งอยู่ตรงนั้นในวันที่เขาอ่อนแอ หลังวางโทรศัพท์ ฮเย-จิน เขาเงยหน้ามองฟ้าแล้วยิ้มให้กับตัวเองเบา ๆ จับกระเป๋าแล้วก้าววิ่งเพื่อสู้ต่อ … แค่คำพูดดี ๆ ที่เชื่อใจและให้กำลังใจกันเพียงไม่กี่ประโยค บางทีก็เพียงพอแล้วที่จะหล่อเลี้ยงชีวิตคนเราให้สู้ต่อไป ต่างจากเสียงด่าจากความเป็นห่วงของผู้เป็นพ่อในเรื่องเป็นไหน ๆ แค่ฟังยังอยากไปเช่าห้องอยู่เองเลย 555 อิน คิดว่าตัวเองเป็น โบ-กอมช่างกล้า … 555

Cr. #หมอวินเพจเลี้ยงลูกตามใจหมอ

อย่าปล่อยให้พ่อแม่รังแกฉัน

#อย่าปล่อยให้พ่อแม่รังแกฉันการศึกษาพบว่า ไม่ว่าลูกจะเกิดออกมาเป็นเด็กเลี้ยงยากหรือง่าย ร้องเยอะหรือสงบเสงี่ยม ท้ายที่สุดแล้วเมื่อเขาเติบโตขึ้นมา เขาจะมีบุคลิกลักษณะ #ละม้ายคล้ายพ่อแม่ของเขา นั่นแหละ ไม่น่าแปลกใจ เพราะเด็กคือ #ฟองน้ำ ที่ซึมซับพฤติกรรมและ #กระจกสะท้อนมาร ชั้นดีนั่นเอง อยากให้ลูกเป็นอย่างไร… จงเป็นแบบนั้นให้ลูกเห็นเพราะ ลูก คือ ‘กระจกสะท้อน’ การกระทำของคุณพ่อคุณแม่ เพราะ ลูก คือ ‘กระจกสะท้อนมาร’ สิ่งใดไม่ดี สิ่งนั้นทำตามง่ายเสมอเด็กที่โมโหร้าย จึงมักอยู่ในครอบครัวที่ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา เด็กที่ทำอะไรไม่เป็น จึงมักมีครอบครัวที่ไม่เปิดโอกาสให้ลูกทำอะไร ทำทุกอย่างให้มาตลอดตั้งแต่เล็ก หากอยากให้ลูกเป็นเด็กอารมณ์ดี เราต้อง อารมณ์ดี ไม่รุนแรง ไม่เกรี้ยวกราดหากอยากให้ลูกเป็นคนที่สุภาพ เราต้องสุภาพ ไม่พูดหยาบคาย หากอยากให้ลูกเป็นคนมีความรับผิดชอบ มีวินัย เราต้อง มีวินัย รับผิดชอบ ขยัน อดทน และตรงต่อเวลาหากอยากให้ลูกเป็นคนมีเหตุผล เราต้องมีเหตุผลกับทุกเรื่องในการดำเนินชีวิตเลี้ยงอย่างไรได้อย่างนั้น หนังสือ “อย่าปล่อยให้พ่อแม่รังแกฉัน” คือ หนังสือเลี้ยงลูกสมัยใหม่สไตล์อารมณ์ดีที่ปูพื้นฐานตั้งแต่พัฒนาการเด็กตามวัย การปรับพฤติกรรมเชิงบวก รวมถึง “วิธี” การเลี้ยงลูกและการปรับพฤติกรรมลูกอย่างมองเห็นภาพ ใช้ได้จริง โดยเน้นการสื่อสารแบบตรงไปตรงมาของพ่อแม่ต่อลูกเพื่อรับรู้ ติดต่อ ต่อติด แก้ไข และจัดการอารมณ์พฤติกรรมของลูกอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านสไตล์การเขียนแบบอารมณ์ดีในแบบของ พ่อหมอ “หมอวิน” เพจเลี้ยงลูกตามใจหมอ แล้วเราจะได้ไม่ต้องเสียเงินไปประกันตัว หรือตามจ่ายค่าเสียหายของลูกเมื่อตอนเราแก่ตัวครับ เลี้ยงดีตั้งแต่วันนี้กันเถอะครับ

Photo by Andrea Piacquadio on Pexels.com

Cr. เพจเลี้ยงลูกตามใจหมอ