Featured

#พ่อลูกเจนอัลฟ่า

#พ่อลูกเจนอัลฟ่า

เรื่องย่อความเป็นมาของเพจพ่อลูกเจนอัลฟ่า

—พ่อลูกเจนอัลฟ่า

สวัสดีครับ ก่อนอื่นผมต้องแนะนำตัวก่อนว่าผมตั้งใจทำเพจนี้ขึ้นมาเพื่อแนะนำ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคุณพ่อ คุณแม่ ที่มีลูกๆ วัยเจนอัลฟ่า (เกิดหลังปี ค.ศ.2010) ผมเองมีประสบการณ์ในการทำโรงเรียนเสริมพัฒนาการเด็กเล็กมาตั้งแต่ปี 2015 โดยเป็นโรงเรียนที่เน้นการพัฒนาเด็กที่เน้นการเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 และตัวเองก็มีลูกที่อยู่ในวัยเจนอัลฟ่าด้วย และอยากจะแชร์ประสบการณ์ตัวเอง พร้อมกับจากที่ได้ศึกษามา โดยแนวคิดหลักๆ ของผมจะเน้นเป็นแนวเน้นการเรียนรู้ผ่านการเล่น และการให้เวลากับลูกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนที่จะมาตกผลึกเป็นแนวนี้ก็เหมือนกับพ่อแม่หลายๆคน ที่มักจะหาข้อมูลจาก Internet มาก่อนแล้วก็จะมีวิธีการหลายๆ แนว ผมคงไม่ได้บอกว่าแนวไหนดีกว่าแนวไหน เพราะมีหลายปัจจัยสำหรับแต่ละครอบครัวที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเรื่องการเงิน คนช่วยเลี่้ยงดู ฯลฯ แต่จะเล่าถึงแนวที่ตัวเองทำมากกว่า เพราะแต่ละแบบกว่าเราจะรู้ว่าผลลัพธ์เป็นอย่างไรคงต้องรอจนถึงเด็กๆเหล่านี้โตเป็นผู้ใหญ่

อย่างแรกที่ผมจะขอแนะนำคือเราควรหาเวลาอ่านหนังสือให้ลูกฟังทุกวัน เอาเวลาที่เราสะดวก เพราะเวลาที่เราอ่านหนังสือให้ลูกฟัง มันมีประโยชน์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นความใกล้ชิดกับลูก คำศัพท์ที่ลูกจะได้จากหนังสือ จินตนาการของเด็กที่ได้จากภาพ เรื่อง อ่านเข้าไปเลยครับทุกวันจะกี่นาทีก็ได้ อย่างน้อยขอให้อ่าน

เด็กคนหนึ่งจะโตมาเป็นผู้ใหญ่แบบไหน ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมที่เขาโตมา

เด็กคนหนึ่งจะโตมาเป็นผู้ใหญ่แบบไหน ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมที่เขาโตมา โดยเฉพาะปัจจัยการเลี้ยงดู เป็นข้อเท็จจริงอย่างแน่นอนว่า หากเขาได้รับการเลี้ยงดูที่อบอุ่น ตอบสนองความต้องการ ได้รับการส่งเสริมพัฒนาการตามวัย เด็กคนนั้นคงโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ไร้ซึ่งบาดแผลกายและจิตใจ

ในทางกลับกัน หากเขาถูกเลี้ยงดูด้วยการควบคุม บังคับ หรือใช้การลงโทษ แน่นอนว่าเด็กคนนั้นอาจโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่เต็มไปด้วยบาดแผล หรืออาจเป็นผู้ใหญ่ที่มีคาแรกเตอร์เผด็จการในตัว (Authoritarian character)

ซึ่งความสัมพันธ์ในครอบครัวที่คอยตอบสนองซึ่งกันและกันตั้งแต่เด็กจนถึงวัยรุ่น (Mutually responsive parent – child relationship) จะช่วยส่งเสริมให้เด็กมีทักษะการเข้าสังคมที่ดี โดยเฉพาะรู้จักวิธีต่อรองและตอบโต้อย่างสร้างสรรค์ รู้จักยืดหยุ่น และมีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น

ส่วนการเลี้ยงดูที่ทำให้เด็กรู้สึกทุกข์และไม่ปลอดภัย จากงานวิจัยของ Snonkoff (2012) ระบุว่า ปัจจัยความเครียดในวัยเด็กส่งผลกระทบต่อพัฒนาการพวกเขา เช่นเดียวกับงานวิจัยของ Lanius (2010) และของ Van Der Kolk (2014) ที่ระบุว่า ประสบการณ์เลวร้ายจะถูกบันทึกไว้ในเซลล์ประสาท ถูกดึงมาใช้เมื่อเจอการกระตุ้น เป็นกลไกป้องกันตัวเอง โดยเกิดในรูปแบบของปม (trauma) และเมื่อต้องเผชิญกับความเครียด ส่วนใหญ่มักตอบสนองด้วยการ freezing คือ ภาวะสมองถูกแช่งแข็ง ไม่สู้ หรือหนี ซึ่งลักษณะเช่นนี้สามารถพบได้ในกลุ่มสิ่งมีชีวิตตระกูล Hominidae (หรือวงศ์ลิงใหญ่ (Great ape) หนึ่งในบรรพบุรุษของมนุษย์)

อย่างไรก็ตามในสายพันธุ์มนุษย์ พวกเรามีการพัฒนาความสัมพันธ์ในครอบครัวให้มีความเท่าเทียม และรู้จักการดูแลตอบสนองอย่างเต็มที่ บุคลิกภาพประชาธิปไตยจะเกิดกับเด็กที่มีสุขภาพดี ได้รับการเลี้ยงดูตามลักษณะธรรมชาติของมนุษย์ ต่างจากเด็กที่มีบุคลิกภาพเผด็จการจะเกิดจากวัยเด็กที่ผ่านการเลี้ยงดูแบบรุนแรง ขัดต่อธรรมชาติมนุษย์

Cr อ่านบทความ https://thepotential.org/knowledge/democracy-vs-dictatorship/

อย่ารักลูกแค่ตอนอารมณ์ดี

อย่ารักลูกแค่ตอนอารมณ์ดี
.
ตอนเราอารมณ์ดี ก็อยากให้ลูกอยู่
.
แต่พอเราอารมณ์ไม่ดีก็เอาแต่ไล่ให้ไปเพราะรำคาญ
.
รำคาญความพูดไม่รู้เรื่อง รำคาญที่ช่วยแก้ปัญหาไม่ได้ รำคาญที่ต้องคอยดูแลทั้งที่เราก็อารมณ์ไม่ปกติ
.
จนบางครั้งพอรู้ตัวก็อยากขอโทษเขา
.
เพราะเราเองก็มานึกได้ว่า
.
ตอนลูกดีใจ เสียใจ ต้องการกำลังใจ เขาเรียกหาแต่เรา มีแต่เรา เพราะเราคือโลกทั้งใบของเขา
.
และทำไมเราถึงเลือกอยู่กับเขาแค่บางเวลาที่เราอยากจะอยู่….
.
จะพยายามให้เวลากันและกันให้มากขึ้นนะ
.

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.parentsone.com/donot-care-yourkid-when-you…/

Cr. http://www.parentsone.com

“การเรียน ออนไลน์ เป็นนรกของ พ่อแม่ลูกไปแล้วหรือ”

“การเรียน ออนไลน์ เป็นนรกของ พ่อแม่ลูกไปแล้วหรือ”
นี่เป็นเสียงสะท้อนบางช่วงบางตอนของพ่อแม่ ที่บางคนแทบนั่งร้องไห้ โดยมีคะแนนของลูกเป็นเดิมพัน แถมมีวิชาเรียนที่ไม่เป็นเรื่อง แต่เอาเรื่อง

นี่คือเหตุผลที่เสนอว่า ควรปรับเปลี่ยนวิธีการโดยเร็ว ก่อนที่ครอบครัวจะเกิดอาการเหนื่อยล้า

ยกเลิกการตัดเกรด โดยเฉพาะชั้นเรียนประถมทั้งหมด

ยกเลิกตัวชี้วัด ที่ในระบบ online แต่ไปยกเอาตัวชี้วัดแบบเดิม มันกำลังจะกดดันทั้งครู พ่อแม่

ยกเลิกระบบแข่งขัน ชิงดีชิงเด่นในชั้นเรียนเด็กเล็ก เด็กโตทั้งหมด

ยกเลิกการมอบการบ้านโดยไม่ประเมินภาพรวมงานค้าง และวิเคราะห์ให้ดีกับสภาพความเป็นจริงของพ่อแม่

ลดละเลิกวิชาบางอย่างในสถานการณ์นี้ที่ไม่สามารถประยุกต์นำไปใช้ได้

สนับสนุนให้โรงเรียนเป็นศูนยกลางชุมชนแห่งการเรียนรู้ ที่ช่วยทั้งเด็ก ทั้งผู้ปดครอง ให้เกิดทักษะแห่งอาชีพ ที่ทันต่อยุคสมัย

สนับสนุนนให้เกิดอาสาสมัครทางการศึกษา เพื่อช่วยพ่อแม่ เด็ก ที่กิดการเรียนรู้แบบ onsite

สนับสนุนให้ต้นสังกัดและกรรมการสถานศึกษา เล่นบท Coaching ไม่ใช่สั่งการ

สนับสนุนให้เกิดการบริหารจัดการความเครียดทุกฝ่าย สปาอารมณ์ เพื่อลดดีกรีความเครียด

สนับสนุนให้ใช้ทรัพยากรท้องถิ่น ในการบูรณาการเข้ากับการเรียนรู้จนเกิดอาชีพ

สนับสนุนการเข้าเรียนแบบ mainstreaming ผสมผสาน กับผู้ทร่ไม่พร้อม ให้ช่วยเหลือเกื้อกูล เพื่อยกระดับคุณภาพพลเมือง

ใช้หลักสูตรสมรรถนะ มากกว่า การแบ่งเป็นรายวิชาตัดเกรด

Cr บันทึกหมอเดว

หลากหลายคำพูดและการกระทำเพื่อจัดการกับ “การร้องไห้” ของลูกที่อาจทำร้ายลูกอย่างไม่รู้ตัว

“หยุดร้องไห้เดี๋ยวนี้นะ” “ไม่เก่งเลยร้องไห้แบบนี้”
“ไปร้องไห้ในห้องให้พอ หยุดร้องแล้วค่อยออกมาคุยกับแม่”
“เป็นเด็กขี้แยไปได้ เรื่องแค่นี้เขาไม่ร้องไห้กันหรอก”
“เด็กผู้ชายเขาไม่ร้องไห้กันหรอก !”

หลากหลายคำพูดและการกระทำเพื่อจัดการกับ “การร้องไห้” ของลูกที่อาจทำร้ายลูกอย่างไม่รู้ตัว … เพราะแค่ #สิทธิในการร้องไห้ ยังไม่มีเลยด้วยซ้ำ … ฤาพ่อแม่ต้องการสร้างเด็กที่ต้อง “เก็บกดอารมณ์ความรู้สึก” ไม่ให้แสดงออกและระบายออกมา โดยหลายคนเชื่อว่า “น้ำตา คือ ความอ่อนแอ” เราต้องเติบโตมาอย่างเข้มแข็ง กล้าแกร่ง ไม่ร้องไห้ให้ใครเห็น … โดยเฉพาะเด็กผู้ชายที่เราอาจได้ยินประโยคเหล่านี้บ่อยครั้งกว่า

ผู้ใหญ่หลายคนจึงเติบโตมาเป็น คนที่แสดงออกอย่างคนเข้มแข็ง แต่ภายในนั้่นแสนจะเปราะบาง … บางคนเติบโตมาแบบร้องไห้ไม่เป็นเสียด้วยซ้ำ (มีจริง ๆ นะ)

มนุษย์เป็นสัตว์เพียงชนิดเดียวที่สามารถแสดงอารมณ์ความรู้สึกด้วย “หยดน้ำตา” (Emotional Tear) … เมื่อเราเศร้า เสียใจ อ้างว้าง ปีติตื้นตันหรือดีใจมาก ๆ จนถึงจุดที่เราสูญเสียการควบคุม มนุษย์อย่างเราจึงร้องไห้ออกมา … น้ำตาจึงเป็นมากกว่าสารคัดหลั่งมาต่อมน้ำตาหลั่งออกมาเพื่อหล่อลื่นดวงตาหรือเมื่อมีสิ่งระคายเคืองตา …

“ถ้ารู้สึก เราก็แค่ร้องไห้ออกมา”
ง่าย ๆ แบบนั้น …

อาจเพราะประโยคที่เราอาจจะเคยได้ยินและอาจเคยได้ฟังยามที่เราเสียใจในวัยเด็กอย่าง “ไม่เก่งเลย ร้องไห้แบบนี้” หรือ “ร้องไห้ให้เสร็จ แล้วค่อยมาคุยกัน” จนทำให้หลายคนเข้าใจว่า #คนเก่งต้องไม่ร้องไห้ และ #ถ้าร้องต้องอย่าให้ใครเห็น … ซึ่งต้องเข้าใจว่ามีพ่อแม่หลายคนที่ตีความ ‘วิธีการดีลกับการร้องไห้’ ของลูกตามวิถีการเลี้ยงลูกเพี้ยนไปจากที่ควรจะเป็น … เพราะตำราบอกว่าอย่าเพิ่งพูดหรือสอนตอนที่ลูกร้องไห้ เขาจะไม่ได้ฟังในสิ่งที่พ่อแม่พูดหรอกเพราะอารมณ์ความรู้สึกที่พุ่งสูงกำลังครอบงำลูกอยู่ โดยให้เริ่มพูดคุยและสอดแทรกการสอนตอนที่ลูกหยุดร้องไห้แล้ว … หลายคนจึงเดินหนีลูกตอนที่ลูกร้องไห้ หรือให้ลูกไปร้องไห้ในห้องให้จบก่อนแล้วเราค่อยมาคุยกัน …

เขาบอกว่า “ยังไม่ต้องพูดคุย” แต่ไม่ได้บอกว่าไม่ให้สื่อสารกับลูก … เพราะ ‘การสื่อสาร’ ไม่จำเป็นต้องมีการพูดคุย … เราสื่อสารและต่อติดอารมณ์กับลูกได้ยามที่ลูกร้องไห้ ด้วยอ้อมกอด ด้วยการสบตา และหลายครั้งด้วย “การอยู่ตรงนั้นไม่ใกล้เกินไปจนอึดอัด และไม่ไกลเกินไปจนรู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง” … ให้ลูกได้รู้ว่า “แม่รู้นะว่าหนูเสียใจ และแม่อยู่ตรงนี้ข้าง ๆ ลูกนะ ร้องไห้เสียให้พอนะลูก แล้วลูกจะเติบโตขึ้นจากทุก ๆ หยดของน้ำตาที่ไหลออกมาจากตาของหนู”

คนเราไม่ต้องเก่งตลอดเวลาก็ได้
ความเสียใจ เก็บไว้อย่างไร เราก็ ‘รู้สึก’ อยู่ดี
ร้องไห้ได้นะ ถ้าเรารู้สึก เพราะเมื่อเราได้ร้องไห้ ใจเราจะพบความว่าง ความสงบ และความโล่งใจขึ้น นั่นแหละ #ข้อดีของการร้องไห้ นั่นแหละครับที่เราเรียกว่า Good cry

ปัจจุบันนี้ยังไม่รู้หรอกว่า “ทำไมน้ำตาจึงเยียวยาจิตใจของคนเราได้” … แต่ทางการแพทย์เราพบว่า ยามเราร้องไห้ พบว่าฮอร์โมนอย่าง Prolactin, ACTH, Leu-enkephalin เพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน โดย ACTH และ Enkephalin นั้นมีฤทธิ์เหมือนยาแก้ปวดตามธรรมชาติยามที่เราเครียดอย่างเหลือแสน เราจึงรู้สึก “ดีขึ้น” หลังจากได้ร้องไห้ออกมา

กับลูกก็เช่นกัน อย่าเสียโอกาสที่ลูกจะ “รู้สึก” และ “เติบโต” ขึ้นจากความรู้สึกเสียใจ ผิดหวัง ผ่านไปให้ได้ด้วยตัวของเขาเอง โดยที่มีเรา อยู่ข้าง ๆ เป็นคนที่คอย รับฟัง ให้กำลังใจ หรืออาจมีไหล่ไว้ให้พัก ตักไว้ให้หนุน แค่นั้นเองที่ลูกต้องการ และเมื่อเขาพร้อมจะลุก ก็ให้เขาค่อย ๆ แก้ปัญหา (หากแก้ได้) โดยที่มีเราเป็นที่ปรึกษาและฝ่ายสนับสนุนก็พอ

อย่าปิดโอกาสลูกแสดงความเป็น ‘คน’ อย่าปิดโอกาสเขาที่จะแสดงความรู้สึกด้วยคำว่า “เด็กดีเขาไม่ร้องไห้กัน”​ เพราะมันไม่มีหรอก ‘ยอดมนุษย์’ ในชีวิตจริงที่ไร้ความรู้สึก แบบนั้นมันแค่แค่หุ่นยนต์ที่ไร้หัวจิตหัวใจตัวหนึ่งเท่านั้นเอง และไม่ว่าเพศไหนทุกคนควรมีสิทธิในการร้องไห้โดยที่ไม่ต้องมีใครมาตัดสินว่า ‘อ่อนแอ’ … ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว … คนที่ซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตนเองนั่นแหละ คือ คนที่เข้มแข็งอย่างแท้จริง

Cr#หมอวินเพจเลี้ยงลูกตามใจหมอ

ทำไมยังไม่มีวัคซีน Covid-19 สำหรับเด็ก

หลังจากบริษัทผลิตวัคซีนต่าง ๆ ได้รายงานถึงผลข้างเคียงที่พบได้ยากในผู้ใหญ่และวัยรุ่น ทางองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ FDA จึงได้ขอให้บริษัทผลิตวัคซีนขยายการทดลองทางคลินิกวิทยาในเด็กอายุ 5 ถึง 11 ปี
.
เนื่องจากไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์เดลต้าไม่ใช่สิ่งที่เรารอได้ มันได้แพร่กระจายทั้วสหรัฐอเมริกาอย่างรวดเร็ว ผู้ปกครองหลายล้านคนทั่วสหรัฐฯ จึงไม่มั่นใจที่จะส่งบุตรหลานของตนไปโรงเรียน
.
ปัจจุบัน สหรัฐฯ มีผู้ป่วยรายใหม่ที่เป็นเด็กกว่า 93,824 คน ซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ การรักษาในโรงพยาบาลของเด็ก ๆ ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน การติดเชื้อเพิ่มขึ้นในกลุ่มประชากรที่ไม่ได้รับวัคซีน ซึ่งรวมถึงเด็กที่อายุต่ำกว่า 12 ปีทุกคนที่ยังไม่มีสิทธิ์ได้รับวัคซีนด้วย นั่นทำให้พ่อแม่หลายคนตั้งคำถามว่าต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไรจึงจะมีวัคซีนสำหรับเด็ก
.
ในความเห็นของผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า การพัฒนาวัคซีนสักชนิดสำหรับเด็กเป็นเรื่องที่ซับซ้อน ซึ่งต้องคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัย และปริมาณที่เหมาะสมสำหรับเด็กดังนั้น FDA คาดว่าจะยังไม่มีวัคซีนสำหรับเด็กไปจนถึงปลายเดือนพฤศจิกายน
.
ความท้าทายในการทดสอบวัคซีนในเด็ก

แม้วัคซีนโควิด-19 สำหรับผู้ใหญ่จะมีหลายประเภท แต่สำหรับเด็ก ๆ แล้ว พวกเขาไม่ใช่ผู้ใหญ่ตัวเล็ พวกเขาจึงมีระบบภูมิกันที่ทำงานต่างไปจากผู้ใหญ่ ทำให้อาจมีการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่แตกต่างไป และอาจมีผลข้างเคียงที่ไม่พบในผู้ใหญ่
.
“พวกเขาอาจตอบสนองดีขึ้นหรือแย่ลง” เจมส์ แคมป์เบลล์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์ ศูนย์การพัฒนาวัคซีนและสุขภาพระดับโลก คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยแมรีแลนด์ กล่าวกับเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก เมื่อต้นปีที่ผ่านมา “คุณไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จนกว่าจะทำการศึกษาวัคซีนสำหรับเด็กอย่างรอบคอบ”
.
ปกติแล้วการทดสอบยาหรือวัคซีนจะเริ่มศึกษาในผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพแข็งแรงก่อน และขยายไปยังกลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยงสูงต่อไป เช่น เด็กและสตรีมีครรภ์ “สำหรับวัยรุ่นแล้ว คุณค่อนข้างมั่นใจกับการใช้ยา” พอล ออฟฟิต ผู้อำนวยการศึกษาวัคซีน โรงพยาบาลเด็กฟิลาเดลเฟีย กล่าวและระบุว่า “มันไม่ง่ายเลยเมื่อคุณอายุน้อยกว่า 5 หรือ 6 ขวบ”
.
การคำนวนปริมาณที่เหมาะสมให้กับเด็กต้องมีการศึกษาอย่างละเอียด ขั้นแรกต้องเริ่มทดสอบในปริมาณต่ำให้กับกลุ่มที่มีอายุมากกว่า 11 ปีเพื่อตรวจสอบความปลอดภัย หลังจากนั้นจะศึกษาในปริมาณสูงขึ้น เพื่อวิเคราะห์ว่ายังคงปลอดภัยหรือไม่ เมื่อได้ผลลัพธ์อยู่ในขั้นที่ปลอดภัยแล้วจึงจะทดสอบในกลุ่มที่มีอายุน้อยลง
.
ผลข้างเคียงทำให้ล่าช้า

“ในตอนแรกดูเหมือนว่า การทดลองวัคซีนในเด็กจะเกิดขึ้นด้วยความเร่งด่วนแบบเดียวกับกลุ่มผู้ใหญ่” ฌอน โอเลร์รี อาจารย์มหาวิทยาลัยโคโรลาโด และรองประธานคณะกรรมการกุมารแพทย์แห่งสถาบันอเมริกา กล่าว บริษัทผลิตวัคซีนพัฒนาอย่างรวดเร็ว เช่น ไฟเซอร์สามารถทดสอบความปลอดภัยของวัคซีนในระดับคลินิกวิทยาในเด็กจำนวน 144 คนเสร็จสิ้นภายในสองเดือน และเริ่มทดสอบทางคลินิกวิทยาระยะที่ 2 กับ 3 พร้อมกันในเด็ก 4,500 คน
.
แต่ในช่วงเวลาเดียวกัน กลับมีรายงานกรณีหัวใจอักเสบในเด็กชายที่มีอายุระหว่าง ง 18 ถึง 24 ปี (ปัญหาเกี่ยวกับหัวใจหลังการฉีดวัคซีนพบได้ยาก และมักได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว) ผู้เชี่ยวชาญจึงต้องพิจารณาการใช้วัคซีนในเด็กเล็กใหม่อีกครั้ง บางคนกล่าวว่า ควรทำการศึกษาเพิ่มเติม แต่บางคนก็กล่าวว่า การได้รับวัคซีนโดยเร็วเป็นสิ่งที่จำเป็นกว่า
.
การพิจารณานี้ส่งผลให้การทดลองหยุดชะงักลงเป็นเวลา 3 หรือ 4 สัปดาห์ จากนั้นในปลายเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา หน่วยงานกำกับดูแลของรัฐบาลกลางได้ขอให้ไฟเซอร์และโมเดอร์นาขยายการทดลองทางคลินิกในเด็กเพิ่มอีกหลายพันคนและใช้เวลาเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 4 ถึง 6 เดือน แทนที่จะเป็น 2 เดือน
.
นิวยอร์กไทม์รายงานว่า มาตรการนี้เกิดขึ้นเพื่อให้นักวิจัยตรวจสอบผลข้างเคียงที่พบได้ยาก เช่น อาการหัวใจอักเสบในเด็ก แต่ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ทุกคนเห็นด้วยกับแนวทางนี้ สถาบันการศึกษาด้านกุมารแพทย์แห่งอเมริกาได้ยื่นหนังสือต่อ FDA ในวันที่ 5 สิงหาคม ที่ผ่านมา เรียกร้องให้ “ดำเนินการอย่างจริงจังต่อไปเพื่อให้เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี ได้รับวัคซีนโควิด-19 ที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพโดยเร็วที่สุด”
.
ในขณะที่ พอล ออฟฟิต กล่าวว่า ข้อมูลด้านความปลอดภัยทั้งหมดสามารถศึกษาได้ภายในเวลาเพียง 6 สัปดาห์หลังได้รับวัคซีน และกลุ่มตัวอย่างที่เพิ่มขึ้นอีกสองถึงสามพันคน เป็นกลุ่มตัวอย่างที่ยังน้อยเกินไป ที่จะตรวจพบผลข้างเคียงที่พบได้ยาก “บางทีพวกเขาอาจเห็นบางอย่างที่ไม่สบายใจ” เขาตั้งข้อสังเกต “หรือพวกเขาอาจต้องการเห็นข้อมูลที่มากพอที่สามารถอธิบายถึงประสิทธิภาพได้อย่างเต็มที่”
.
แต่โจเซฟ โดฟมาชอฟสกี ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก กล่าวว่า นักวิจัยต้องการเวลามากกว่านี้ “เรายังไม่ทราบว่า ปริมาณวัคซีนที่ใหักดกับเด็กๆ เหมาะสมกับอายุของพวกเขาหรือไม่” เขากล่าวและเสริมว่า “เรากำลังเข้าใกล้จุดหมายมาขึ้น แต่การเร่งรีบไม่ใช่การตัดสินใจที่ฉลาด”
.
แล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

“ไฟเซอร์” คาดว่าจะมีข้อมูลมากพอสำหรับการใช้วัคซีนในกรณีฉุกเฉินสำหรับเด็กอายุ 5 ถึง 11 ปีภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ ในขณะที่ทาง “โมเดอร์นา” ระบุว่าอาจเป็นช่วงสิ้นปี 2021 หรือต้นปี 2022
.
“เรากำลังหมายถึงช่วงหลังวันแรงงานแห่งชาติ เพื่อรวบรวมข้อมูลทั้งหมด” (วันแรงงานสหรัฐฯ ตรงกับวันที่ 6 กันยายน) โดฟมาชอฟสกีกล่าวและเสริมว่า ไฟเซอร์ต้องใช้เวลาอย่างน้อยอีกหนึ่งเดือน เพื่อรวบรวมคำขออนุมัติการใช้วัคซีนในกรณีฉุกเฉิน หลังจากนั้นทาง FDA จะต้องใช้เวลาอีกหนึ่งถึงสองเดือนสำหรับการตรวจสอบเอกสารวิจัยทั้งหมด “ซึ่งวัคซีนไม่น่าจะได้รับอนุมัติก่อนวันขอบคุณพระเจ้า” เขากล่าว (วันขอบคุณพระเจ้าตรงกับวันที่ 25 พฤศจิกายน)
.
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า สิ่งที่มีประสิทธิภาพสำหรับการป้องกันสายพันธุ์เดลตาในเด็ก คือการฉีดวัคซีนในประชากรผู้ใหญ่ให้ได้มากที่สุด “ถ้าทุกคนที่มีสิทธิ์ฉีดวัคซีนได้รับวัคซีนแล้ว เราจะไม่กังวลเรื่องวัคซีนในเด็กมากขนาดนี้” โอเลร์รี่กล่าวและเสริมว่า “เป็นเรื่องที่น่าเศร้าแต่ยังไม่สายเกินไป ยิ่งกลุ่มผู้ใหญ่ฉีดวัคซีนกันมากเท่าไร ลูกหลานของเราก็จะยิ่งปลอดภัยขึ้นเท่านั้น”
.
ที่มา
.
https://www.nationalgeographic.com/science/article/why-kids-are-still-waiting-for-their-covid-19-vaccines
.
แปลและเรียบเรียง วิทิต บรมพิชัยชาติกุล
……………………………
Cr.ngthai.com

รู้ทัน ผลกระทบทางจิตใจของเด็ก เมื่อพ่อแม่ทะเลาะกันต่อหน้าลูก

รู้ทัน ผลกระทบทางจิตใจของเด็ก เมื่อพ่อแม่ทะเลาะกันต่อหน้าลูก

การกระทบกระทังกันของพ่อแม่ ไม่เพียงแต่สร้างรอยร้าวในใจของพ่อแม่เองแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อลูกโดยตรงอีกด้วย การที่พ่อแม่ทะเลาะกันรวมไปถึงการใช้ความรุนแรงบ่อยๆ จะส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมของตัวเด็ก เด็กจะซึบซับพฤติกรรมไม่ดีเหล่านั้นที่จะส้งผลกระทบร้ายแรงต่อตัวเด็กในอนาคตอีกด้วย

เป็นเด็กก้าวร้าว

เด็กสามารถซึมซับสิ่งต่างๆ ได้ง่าย การที่เห็นพ่อแม่ทะเลาะกันมากๆ ก็จะทำให้เด็ซึมซับนิสัยก้าวร้าว ชอบใช้กำลัง ชอบรังแกคนอื่น

ขาดความมั่นคงในจิตใจ

การที่เด็กเห็นพ่อแม่ทะเลาะกันบ่อยๆ ส่งผลให้เด้กรู้สึกไม่สบายใจตลอดเวลา เกิดความสับสนกังวล ในระยะยาวจะทำให้เด็กนั้นเติบโตขึ้นมาเป็นที่ไม่มั่นใจในตัวเอง

กลายเป็นคนโทษตัวเอง

เด็กหลายคนจะคิดว่าตัวเองเป็นสาเหตุที่ทำให้พ่อแม่ทะเลาะกัน ทุกอย่างเป็นความผิดของตัวเองและมักคิดว่าตนเองนั้นไม่ดีพอ

เข้าสังคมไม่เป็น

เด็กบางคนกลายเป็นคนที่กลัวการเข้าสังคม เพราะความรู้สึกโดดเดี่ยว ขาดความอบอุ่น จากการที่ครอบครัวนั้นมีปัญหา

แก้ปัญหาไม่เป็น

เพราะเห็นพ่อแม่ใช้อารมณ์ใส่กัน เด็กจึงไม่ได้รับการเรียนรู้เรื่องการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง ทำให้เมื่อโตขึ้นจะกลายเป็นคนแก้ปัญหาไม่เป็นในที่สุด

เมื่อมีปัญหาขัดแย้งกัน พ่อแม่ควรปฏิบัติตัวอย่างไร

  • พูดคุยด้วยเหตุผล ไม่ใช้อารมณ์
  • แยกกันสงบสติอารมณ์
  • แยกไปคุยกันส่วนตัวห้องอีห้องหนึ่ง
  • ส่งข้อความ หรือพิมพ์คุยกัน

อย่าลืม ปลอบใจลูก หากเผลอทะเลาะกันต่อหน้าลูกไปแล้ว

เคล็ดลับรักษาความสัมพันธ์ในครอบครัว

  • เข้าอกเข้าใจกัน
  • แสดงความรัก
  • แก้ปัญหาอย่างมีเหตุผล
  • วิจารณ์เชิงสร้างสรรค์
  • ให้เกียรติซึ่งกันและกัน

อ้างอิง

Developmental Science

Family Court

Livestrong

TheAsianParent

Cr. http://www.parentsone.com

อย่าให้การเรียนแบบยัดเนื้อหาอัดเต็มไปหมดแม้จะเป็นonline ขโมยธรรมชาติพัฒนาการของเด็กและยังขโมยเวลาแห่งครอบครัว

อย่าให้การเรียนแบบยัดเนื้อหาอัดเต็มไปหมดแม้จะเป็นonline #ขโมยธรรมชาติพัฒนาการของเด็กและยังขโมยเวลาแห่งครอบครัว
โดย รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี

ทำไมเราไม่ทำโรงเรียนให้กลายเป็น Center for Home School เพื่อ support ทุกครอบครัว ทุกรูปแบบ เพื่อให้เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ ที่สามารถเกิดอาชีพใหม่ๆ ในสถานการณ์นี้ ผู้ใหญ่ก็ได้ปย. เด็กก็สนุก ทลายแนวคิดเดิมๆเถอะครับ

ต้นสังกัด #เลิกสั่งการแต่ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง !!!

ถ้ายิ่งกระจายอำนาจลงท้องถิ่นได้ยิ่งดี อย่าหวงไว้ที่ส่วนกลาง #ทลายกฎกรอบที่หยุมหยิมในยามนี้

เพราะ #โปรดตระหนักด้วยว่าตอนนี้ทุกคนเครียดได้ง่ายมากในสถานการณ์เช่นนี้ (COVID19)

“ต้นสังกัดมีหน้าที่ปลด lock ความตึงและกฎกรอบของ ตัวเองที่แข็งกระด้างมากและยาวนาน
อย่าให้การเรียนรู้ เป็นการเรียนรู้บนความทุกข์และความตึงเครียด เพราะไม่ว่าผู้สอน ผู้เรียน หรือแม้พ่อแม่เครียด การเรียนรู้นั้นจะเปล่าประโยชน์ อยากที่จะเกิดศรัทธา และ ใจรักที่จะเรียนรู้ได้เลย อีกอย่าง มนุษย์ไม่ใช่หุ่นยนต์เดินได้ อย่าเข้าใจผิดนะครับ #เหลือเวลาให้อยู่ในครอบครัว #อยู่กับตัวเองที่ได้ฝึกสติสมาธิฝึกความเป็นคนที่มีความเอื้ออาทรมากกว่าสนใจแต่เกรดและวิชาการ “
(สุริยเดว 2564)

Cr#บันทึกหมอเดว

12/8/64

ผลร้ายจากการเป็นคุณแม่ที่จู้จี้จุกจิกมากเกินไป

▶︎ 5 ผลร้ายจากการเป็นคุณแม่ที่จู้จี้จุกจิกมากเกินไป

คุณพ่อคุณแม่เคยคิดว่าตัวเองกำลังเป็นพ่อแม่ที่จู้จี้จุกจิกกับลูกมากเกินไปไหมคะ หรือเคยสังเกตไหมว่า เวลาบอกหรือคอยเตือนให้ลูกทำอะไรแต่ละครั้ง เจ้าตัวเล็กของเรามีท่าทีตอบรับกลับมาแบบไหน ถ้าเคยเห็นลูกทำหน้าบึ้งตึงหรือถอนใจด้วยความเหนื่อยหน่ายเวลาที่คุณพ่อคุณแม่บอกให้ทำอะไรแล้วละก็… เป็นไปได้ว่าลูกกำลังรู้สึกว่าคุณพ่อคุณแม่กำลังจู้จี้จุกจิกกับเขามากเกินไปแล้วล่ะค่ะ

ความจู้จี้ของคุณพ่อคุณแม่จะมีผลกับลูกเมื่อลูกเติบโตถึงช่วงวัยที่เริ่มอยากเรียนรู้ คิด และตัดสินใจอะไรด้วยตัวเอง การที่คุณพ่อคุณแม่คอยบอกคอยเตือนให้ลูกทำทุกอย่างตามใจตัวเองมากเกินไป อาจจะไปขัดขวางพัฒนาการด้านต่างๆ ของลูก และอาจส่งผลต่อพฤติกรรมของลูกได้จู้จี้ขี้บ่นทุกเรื่อง อาจกลายเป็นการสร้างผลลัพธ์ที่ไม่ดีแทนได้

  1. ทำให้ลูกไม่ฟัง
    .
    ถ้าคุณพ่อคุณแม่เอาความจู้จี้จุกจิกมาใช้กับลูกมากเกินไป ผลเสียที่จะตามมาก็คือลูกจะรู้สึกรำคาญ ไม่สนใจ และไม่ให้ความสำคัญกับคำพูดหรือการตักเตือนของคุณพ่อคุณแม่ และยังกลายเป็นการไม่อยากนำปัญหามาปรึกษาหรือบอกเล่าให้คุณพ่อคุณแม่ฟัง เพราะไม่ต้องการให้คุณพ่อคุณแม่บ่นหรือจู้จี้มากเกินไปอีกด้วย
    .
  2. ทำให้ลูกไม่มีความมั่นใจในตนเอง
    .
    ลูกที่มีคุณพ่อคุณแม่คอยจู้จี้จุกจิกมากเกินไป จะส่งผลให้กลายเป็นเด็กขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง ไม่กล้าริเริ่มทำอะไรใหม่ๆ หวาดกลัว ขี้กังวล และไม่สามารถตัดสินใจอะไรด้วยตัวเองได้ เพราะไม่มั่นใจว่าความคิดหรือการตัดสินใจของตัวเองจะถูกต้อง และยังกลัวว่าจะต้องโดนคุณพ่อคุณแม่คอยจู้จี้ต่อไปอีกด้วย
    .
  3. ทำให้ลูกมีพฤติกรรมต่อต้านมากขึ้น
    .
    เมื่อถึงวัยหนึ่งลูกอาจจะเริ่มมีความคิดและพฤติกรรมต่อต้านบ้างเป็นปกติ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่อาจจะคิดว่าการคอยบอกคอยเตือนบ่อยๆ จะทำให้ลูกเข้าใจและเชื่อฟังมากขึ้น แต่ความจริงแล้ว หากคุณพ่อคุณแม่จู้จี้จุกจิกกับลูกมากเกินไป นอกจากจะไม่ทำให้ลูกเชื่อฟังแล้ว ยังทำให้ลูกรู้สึกอึดอัด เก็บกด และอาจทำให้ความไม่พอใจของลูกปะทุขึ้นมา กลายเป็นพฤติกรรมต่อต้านคุณพ่อคุณแม่ได้
    .
  4. ทำลายความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูก
    .
    เมื่อทำอะไรก็ไม่เป็นที่พอใจไปเสียทุกอย่าง เป็นไปได้ว่าลูกจะเริ่มมีความรู้สึกไม่อยากใช้เวลาร่วมกับคุณพ่อคุณแม่ เพราะอยู่แล้วอึดอัดและไม่เป็นตัวของตัวเอง
    ซึ่งความรู้สึกนี้ กลายเป็นชนวนที่ทำลายความสัมพันธ์ในครอบครัวและอาจส่งผลไปถึงอนาคตได้
    .
  5. ลูกเลียนแบบพฤติกรรม
    .
    โดยทั่วไปแล้วหากพ่อแม่มีพฤติกรรมอย่างไร ลูกย่อมมีโอกาสที่จะเลียนแบบพฤติกรรมเหล่านั้น
    ดังนั้น หากคุณพ่อคุณแม่มีนิสัยจู้จี้จุกจิกให้ลูกเห็นบ่อยครั้ง ถึงแม่ลูกจะไม่ชอบพฤติกรรมนั้น แต่ก็มีแนวโน้มที่ลูกจะซึมซับพฤติกรรมเหล่านั้นและนำไปใช้กับคนอื่นต่อไป ซึ่งอาจทำให้มีผลกระทบต่อการเข้าสังคม หรือโต้ตอบพ่อแม่ในลักษณะเดียวกัน รวมถึงการมีความเข้าอกเข้าใจคนอื่นน้อยลงอีกด้วย

อ้างอิง
https://afineparent.com/positive-parenting-faq/how-to-stop-nagging.html
https://www.parentmap.com/article/nagging-parenting-advice-sarina-behar-natkin

shortbrief

คำสอน หลวงปู่มั่น

คำสอน หลวงปู่มั่น

1.) “เมื่อใดที่โมโห” ลองนั่งนิ่งๆ ทบทวนดูว่า… เวลาที่เหลืออยู่ในชีวิตนี้มีอยู่อีกสักกี่วัน ทำไมต้องไปเสียเวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่อง…..

2.) “ไม่มีใครถูก ไม่มีใครผิด” ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นหากลองดูดีๆ จะพบว่า มีแต่ ถูกใจ หรือ ไม่ถูกใจ

3.) “เมื่อใดที่กลัดกลุ้มใจ” ลองสูดลมหายใจลึกๆ แล้วคิดดูว่า… ทุกวินาทีที่ผ่านไป กำลังบอกเราว่า… ” เวลาของเราน้อยลงไปอีก 1 วินาทีแล้ว “

4.) “การได้พบหน้ากันในวันนี้” หมายความว่า หมดโอกาสได้เจอกันไปอีกครั้งหนึ่งแล้วแล้ว… ” เราจะมัวมาทะเลาะกัน ในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องไปทำไม…? “ …

5.) “เมื่อใดที่ถูกเอาเปรียบ” ลองปล่อยวางดูบ้าง พูดมากจะเสียมิตร

6.) “เรื่องหลายๆ เรื่องที่ผ่านเข้ามา” มันก็แค่กระทบเรา ชั่วครู่ ชั่วคราว เดี๋ยวเดียวก็ผ่านไป

7.) “เมื่อใดที่ใครบางคนทำให้เราเสียใจ” ลองปล่อยให้มันเป็นไปตามที่ควรจะเป็น ทบทวนดูสิว่า ชีวิตนี้… ไม่มีใครอยู่ยงคงกระพัน

8.) “เมื่อใดที่เรารู้สึกโดนแย่งอะไรไป” ให้ลองไตร่ตรองดู ไม่มีใครครอบครองสิ่งใดในโลกนี้ได้ตลอดไป

9.) “อาจไม่รวยล้นฟ้าเหมือนเศรษฐีมีเงิน”….แค่สุขภาพแข็งแรงมากกว่าคนที่นอนอยู่ตามโรงพยาบาล ก็นับว่าโชคดีกว่าคนอื่นๆ อีกมากเพียงใด …

10). “ความสุขง่ายๆ ที่เรามองข้าม” วันนี้ยังกินข้าวได้ ยังนอนหลับสบาย แค่นี้คุณก็ถือว่า โชคดีกว่าใครๆ อีกหลายๆ แล้ว
#กราบคติธรรมพระอาจารย์ใหญ่ 🙇
พระครูวินัยธรรม (หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต) #ดินแดนพุทธะ

‘เมื่อลูกเรียนออนไลน์..แม่ก็ต้องเรียนรู้ที่จะปล่อยวาง’

‘เมื่อลูกเรียนออนไลน์..แม่ก็ต้องเรียนรู้ที่จะปล่อยวาง’
.
.
เมื่อเราทั้ง4ชีวิตต้องเรียน/ทำงานอยู่ด้วยกันในบ้านตลอด24ชม. ทั้งปุ้มและบอลได้เห็นวิธีการเรียนออนไลน์ของลูกชายทั้งสอง ในสถานการณ์เดียวกัน แต่เราสองคนกลับมองในมุมที่ต่างกัน…

ปุ้ม : ป๊าดูดิ่ จอมทัพไม่มานั่งเรียนที่โต๊ะให้ดีๆ..ไปนั่งเลื้อยเรียนอยู่บนโซฟา..เฮ้อ!
บอล : จะเรียนตรงไหน ถ้าเข้าใจก็โอเคป่ะ

ปุ้ม : ป๊าดูดิพรุ่งนี้เช้าต้องส่งงานแล้ว แต่จอมทัพบอกจะทำเย็นนี้ ทำไมไม่รู้จักเตรียมล่วงหน้า
บอล : แต่ก็ยังส่งตรงเวลานะ

ปุ้ม : ป๊าดูดิเพื่อนๆแย่งกันตอบคำถามครู ทำไมลูกเราไม่ยกมือตอบบ้าง
บอล : ไม่เป็นไรม๊างง ก็เห็นพอครูเรียกถามรายตัว จอมก็ตอบได้หนิ

ปุ้ม : ป๊าดูดิขุนพลเขียนคำตอบในใบงานสั้นมากเลยทำไมไม่เขียนอธิบายยาวๆ
บอล : แต่เวลาเค้าพูดอธิบายครูก็ชัดเจนเข้าใจดีนะ

ปุ้ม : ป๊าดูดิ่ เด็กเล่นเกมส์อีกละ
บอล : เล่นบ้างก็ด้ายยย ทำงานเสร็จหมดแล้วไม่ใช่เหรอ
.
.
.
บอล : ปล่อยวางบ้างม๊า บางอย่างลูกเราอาจจะทำไม่ถูกใจเรา แต่ลูกเราก็เข้าใจในสิ่งที่เรียน ส่งงานตรงตามเวลา ถึงจะหลุดหลงไปบ้าง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอะไร..อย่าเครียดมากๆ ตีนกามาอีกแล้ว
ปุ้ม : 😤
.
.
.
ตั้งแต่ LFH แม่ลูกต้องอยู่ด้วยกันตลอด ยิ่งทำให้ปุ้มเห็นพฤติกรรมของเด็กๆที่ทำไม่ถูกใจหลายอย่าง…แต่ก็ถือว่าโชคดีที่มีบอลคอยเบรคความเยอะของปุ้มไว้ ไม่งั้นเส้นเลือดในสมองคงระเบิดไปแล้ว

บอลทำให้ปุ้มเห็นว่า บางทีเราก็ควรปล่อยวาง..เซฟความรู้สึกและอารมณ์ของตัวเองไว้บ้าง แบกความหงุดหงิดไม่พอใจไว้มากๆ จะเป็นเราเองที่แย่

อยู่บ้านด้วยกันตลอด24ชม.แบบนี้ จริงๆต่างคนต่างก็มีความเครียดอยู่ลึกๆแหล่ะ แล้วเราจะไปสร้างความรู้สึกแย่ๆเพิ่มขึ้นทำไม

หลายสิ่งระหว่างทางที่ลูก ‘ไม่ได้ดั่งใจเรา’ อาจต้องลองปิดตาข้างนึง แล้วดูผลที่ปลายทางแทน
ถ้ามันแย่ ไม่ไหวจริงๆ เราค่อยมาปรับแก้กัน

แนวโน้ม LFH/WFH ดูท่าจะอีกยาว นอกจากลูกๆเรียนรู้ที่จะต้องปรับตัวกับการเรียนแบบใหม่ คนเป็นแม่(ที่มีความเยอะแบบปุ้ม) ก็ต้องเรียนรู้ที่จะปรับมุมมอง…เพื่อความผาสุขของครอบครัว🤣

โควิดยังอีกยาวไกล
ประคับประครอง
เรียนรู้
ปรับตัว..กันไปเนอะ

Cr#แม่ปุ้ม

พาลูกเที่ยวดะ #เพราะลูกเป็นเด็กได้ครั้งเดียว