Featured

#พ่อลูกเจนอัลฟ่า

#พ่อลูกเจนอัลฟ่า

เรื่องย่อความเป็นมาของเพจพ่อลูกเจนอัลฟ่า

—พ่อลูกเจนอัลฟ่า

สวัสดีครับ ก่อนอื่นผมต้องแนะนำตัวก่อนว่าผมตั้งใจทำเพจนี้ขึ้นมาเพื่อแนะนำ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคุณพ่อ คุณแม่ ที่มีลูกๆ วัยเจนอัลฟ่า (เกิดหลังปี ค.ศ.2010) ผมเองมีประสบการณ์ในการทำโรงเรียนเสริมพัฒนาการเด็กเล็กมาตั้งแต่ปี 2015 โดยเป็นโรงเรียนที่เน้นการพัฒนาเด็กที่เน้นการเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 และตัวเองก็มีลูกที่อยู่ในวัยเจนอัลฟ่าด้วย และอยากจะแชร์ประสบการณ์ตัวเอง พร้อมกับจากที่ได้ศึกษามา โดยแนวคิดหลักๆ ของผมจะเน้นเป็นแนวเน้นการเรียนรู้ผ่านการเล่น และการให้เวลากับลูกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนที่จะมาตกผลึกเป็นแนวนี้ก็เหมือนกับพ่อแม่หลายๆคน ที่มักจะหาข้อมูลจาก Internet มาก่อนแล้วก็จะมีวิธีการหลายๆ แนว ผมคงไม่ได้บอกว่าแนวไหนดีกว่าแนวไหน เพราะมีหลายปัจจัยสำหรับแต่ละครอบครัวที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเรื่องการเงิน คนช่วยเลี่้ยงดู ฯลฯ แต่จะเล่าถึงแนวที่ตัวเองทำมากกว่า เพราะแต่ละแบบกว่าเราจะรู้ว่าผลลัพธ์เป็นอย่างไรคงต้องรอจนถึงเด็กๆเหล่านี้โตเป็นผู้ใหญ่

อย่างแรกที่ผมจะขอแนะนำคือเราควรหาเวลาอ่านหนังสือให้ลูกฟังทุกวัน เอาเวลาที่เราสะดวก เพราะเวลาที่เราอ่านหนังสือให้ลูกฟัง มันมีประโยชน์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นความใกล้ชิดกับลูก คำศัพท์ที่ลูกจะได้จากหนังสือ จินตนาการของเด็กที่ได้จากภาพ เรื่อง อ่านเข้าไปเลยครับทุกวันจะกี่นาทีก็ได้ อย่างน้อยขอให้อ่าน

พ่อแม่ควรเปิดพื้นที่ที่ลูกสามารถแสดงความสามารถแบบของเขาและช่วยให้เขามีเซลฟ์เอสตีม มีที่ยืนให้แก่เซลฟ์คือตัวตน

“หน้าที่ของวัยรุ่นอีกข้อหนึ่งคือไปหาแก๊ง ตอนเรียนประถมอายุ 7-12 ปีเด็กๆไปหาเพื่อนเพื่อทำงานเป็นทีม เป็นวัยรุ่นชั้นมัธยมอายุ 13-18 ปีเด็กๆไปหาเพื่อนมิได้เพื่อไปทำงานเป็นทีม แต่ไปหาแก๊งเข้าสังกัดเพื่อสวามิภักดิ์หัวหน้าแก๊ง เหตุที่เขาไปเพราะเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างอัตลักษณ์ ใช้อัตลักษณ์ของหัวหน้าแก๊งที่เขาชื่นชอบมาผสมผสานกับพ่อแม่แล้วผลิตบุคคลใหม่อัตลักษณ์ใหม่ ความรู้นี้บอกเราว่าแก๊งเป็นเรื่องชั่วคราวและหัวหน้าแก๊งเป็นนมกล่อง เมื่อเขาดูดอัตลักษณ์ของหัวหน้าแก๊งหมดแล้วก็ทิ้ง หัวหน้าแก๊งมีวันเอ๊กซไปร์หมดอายุ พ่อแม่ที่ชาญฉลาดจึงไม่ทำตัวเป็นศัตรูกับหัวหน้าแก๊งโดยเปิดเผย รับฟังลูกและรอเวลา

เด็กจะเข้าแก๊งไหน เราอยากให้ลูกเข้าแก๊งเด็กเรียนเรียนเก่ง แต่มิใช่ทุกคนจะมีปัญญาทำได้ เด็กจะเลือกแก๊งที่เปิดพื้นที่ให้เขาแสดงความสามารถและมีเซลฟ์เอสตีม หากเขาเรียนไม่เก่งไปไหนไม่ได้ขยับตัวมีแต่ถูกดุด่าว่าโง่ไม่เอาไหน เขาจะไปเข้าแก๊งที่ยินดีต้อนรับเขาให้โอกาสเขาสำแดงฝีมือ อาจจะสูบบุหรี่พ่นควันสวยหรือมากกว่านั้น พ่อแม่ที่รู้ทันจึงควรเปิดพื้นที่ที่ลูกสามารถแสดงความสามารถแบบของเขาและช่วยให้เขามีเซลฟ์เอสตีม มีที่ยืนให้แก่เซลฟ์คือตัวตน

Cr. นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์

การบังคับเด็กให้ทำกิจกรรมที่ไม่ชอบบ้าง จริงๆมันก็ไม่ได้แย่ไปทั้งหมด

ครั้งหนึ่งเคยดูสัมภาษณ์ แดน ดีทูบี

แดนพูดประมาณว่า
“ตอนเด็กๆพ่อ แม่ชอบให้ไปเป็นตัวแทน แข่งขันและอ่านทำนองเสนาะ ส่วนตัว ไม่ชอบ ไม่อยากไป พยายามจะหนี และครูที่สอนก็ดุมาก ต้องอ่านชัด ฝึกออกเสียง คำหนักเบา เสียงสั้นยาว รายละเอียดเยอะ แต่ต้องไปเพราะโดนพ่อแม่บังคับ พยายามจะหนี แต่สุดท้ายก็ต้องยอม
ซึ่งสุดท้ายแล้วสิ่งเหล่านั้นคือสิ่งที่พาแดนมาถึงวันนี้”

“คืออยากจะบอกว่า การบังคับไม่ได้แย่เสมอไป คนทุกคนควรได้รับการโดนบังคับ และให้ยอมรับบ้าง เพราะเรามักมองไม่เห็นตัวเรา แต่พ่อแม่หรือคนอื่นอาจจะเห็นว่าเราทำแบบนี้ได้ เมื่อเราลองทำดู เราอาจจะเจอสิ่งใหม่ๆ สิ่งที่เบื้องบนให้เรามาก็ได้ อย่าปฎิเสธโอกาส “เราว่าแดนพูดได้ดี

เราก็เลยได้ความคิดหนึ่งว่า
ลูกไม่จำเป็นต้องได้ทำแต่ในสิ่งที่ชอบหรอก บางอย่างลูกอาจจะไม่รู้เลยว่าเค้าจะทำอะไรได้ดี มีพรสรรค์ด้านไหน ไม่เข้าใจว่า ทำเพื่อตัวเองไปทำไม ทำยังไง เพราะเค้ายังเด็ก เค้ายังรักตัวเองไม่เป็นไง
—————————————————————-
เรามีเพื่อน ที่เล่าเรื่องเพื่อนอีกคนให้ฟังว่า เค้าอยากให้ลูกสอบติดสาธิตฯ เค้าพาลูกติวอย่างมีวินัย
แล้วบอกลูกว่า
“รักแม่ไหม” แน่นอนลูกตอบว่ารัก
“ถ้ารักแม่ ตั้งใจนะลูก ตั้งใจติว ตั้งใจทำข้อสอบ แล้วสอบได้เป็นรางวัลให้แม่ แม่อยากให้หนูสอบได้ ทำเพื่อแม่นะ”

เราก็ถามเพื่อนกลับไป ตามบทความหนึ่งที่เคยอ่านมาว่า “อย่าเอาความหวังของตัวเองไปผูกติดไว้ที่ลูก” ซึ่งเราก็เห็นด้วยกับบทความนี้
“นี่มันความหวัง ความสุขของแม่ ทำไมไปโยนภาระให้ลูกเป็นคนทำ มันถูกต้องเหรอ”

คำตอบของเพื่อนทำให้เราต้องหยุดคิด และยอมรับในเหตุผลอีกแง่มุม

“มันเป็นการสร้างเป้าหมายให้เด็ก เด็กยังรักตัวเองไม่เป็นหรอก แต่เค้ารู้ว่าเค้ารักแม่ เราต้องใช้ความรักที่เค้ามีให้เรา ให้เกิดประโยชน์ต่อตัวเขา ให้เค้ามีที่ยึดเหนี่ยวว่าเค้ากำลังทำสิ่งนี้เพื่ออะไร สุดท้ายจะทำได้หรือไม่ ความรักที่แม่มีต่อลูกก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลง ไม่ได้ขู่เข็ญว่าต้องได้”

เราได้ฟัง เราก็เหมือนได้ปรับทัศนคติบางอย่าง
ก็จริงในสิ่งที่เพื่อนพูด อย่างน้อยเด็กก็ได้ลองทำอะไรที่มีเป้าหมาย
บางคนสอบไม่ติด ความรักก็ยังอยู่ ชีวิตก็ยังดำเนินต่อไปได้ อันนี้แม่ก็ต้องบริหารความคาดหวังตัวเองได้ด้วย ดูความไหวของลูกด้วย ไม่ให้ข้ามเส้นไปแตะคำว่ากดดัน

เพราะการบังคับที่เกินพอดี จะเป็นมุม darkของชีวิตที่ฝังลึก และมีผลต่อทัศนคติระยะยาวทันที

ลูกเราก็ไม่ได้ติว ไม่ได้เรียนสาธิตค่ะ เป็นสายกิจกรรม สายเที่ยว แต่ก็ชื่นชมในความมีเป้าหมายและมีวินัยของเด็กที่ไปติวรวมถึงพ่อแม่ด้วย เพราะแค่ทำงานก็เหนื่อยแล้ว แต่การมีวินัยแบ่งเวลาในเรื่องแบบนี้ก็น่าชื่นชม (อันนี้ไม่ร่วมเคสกดดันที่เกินพอดีนะคะ เพราะครอบครัวที่หาตรงกลางเจอก็มีเยอะแยะค่ะ)
บางอย่างเราไม่ได้เลือกก็ไม่ใช่ ว่าสิ่งนั้นไม่ดี แต่อาจไม่เหมาะกับเรา ซึ่งในบางแง่ก็น่าเรียนรู้และชื่นชม และเหมาะกับแต่ละบ้านต่างกันไป

คำว่ายังรักตัวเองไม่เป็นในที่นี้
ไม่ใช่ว่าเด็กไม่มีสัญชาตญาณการรักตัวเองนะคะ ตรงนี้แล้วแต่คนจะตีความมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ในการเลี้ยงลูก
เราตีความว่า เดียงสาเค้ายังไม่เพียงพอต่อการมองถึงอนาคต ความชอบ หรือพรสวรรค์ในตัวเอง อะไรที่จะมีผลดีต่อเค้าในภายภาคหน้า
เราในฐานะพ่อแม่จึงควรค่อยๆศึกษา แล้ววางเป้าหมายอย่างละเอียดอ่อน
อย่าไปตีความว่าต้องบังคับให้ลูกเรียนอย่างเดียวนะคะ เลือกบังคับบ้างในบางเรื่องตามดุลพินิจของพ่อแม่ค่ะ อย่างน้อยเรื่องมารยาททางสังคมต้องฝึกต้องบังคับกันบ้างค่ะ
ทุกอย่างปรับใช้ตามความเหมาะสมของแต่ละครอบครัวกันไป ทุกบ้านมีทางของตัวเอง
———————————————————————
โลกนั้นอยู่ยากขึ้นทุกวัน
การเลี้ยงลูกแบบให้มีความสุขทุกวันอาจไม่ใช่การเรียนรู้ที่ดีที่สุด การต้องเผชิญกับความไม่มีความสุขบ้าง เหมือนวัคซีนพื้นฐานตัวหนึ่งที่จะสร้างให้ลูกได้

การบังคับโดยพ่อแม่ คือ การสร้างภูมิที่ปลอดภัยที่สุด เพราะมันแฝงไว้ด้วยความปรารถนาดีแน่นอน แต่เราต้องคิดให้ดี ว่าเราจะเลือกเอาสิ่งไหนมาบังคับลูก ย้ำนะคะ ว่าเราต้องชั่งน้ำหนักความคิดให้ดี อย่างเราจะเลือกในสิ่งที่มองแล้วว่าจำเป็น เช่นการเรียนว่ายน้ำ สำคัญมากต่อฃีวิต เป็นทักษะพื้นฐานที่ต้องบังคับให้เรียน

ดูจากความชอบถนัด อย่างการตีกลอง รู้สึกว่าลูกเราชอบจังหวะ พอพาไปเรียนก็เปิดใจอยากเรียน สนุก ได้ฝึกสมาธิ แต่นานไปพอเรียนแล้วขาดวินัยการซ้อม ก็ต้องบังคับให้รับผิดชอบต่อหน้าที่และค่าเรียน จะตีต่อเมื่ออยากตีไม่ได้ เพราะครูก็ต้องแบ่งเวลาไปสอนคนอื่นเช่นกัน

และที่สำคัญ มารยาททางสังคม ต้องบังคับให้เรียนรู้กฎ กติกาสังคม ไม่ใฃ่จะทำอะไรก็ได้ เพราะบางทีคนอื่นอาจเดือดร้อน และ เป็นผลกระทบย้อนกลับที่ไม่ดีกับตัวลูกเองได้
อันนี้เราเห็นเด็กที่มีอิสระมากๆ สร้างความเดือดร้อน ให้คนอื่น เราก็เรียนรู้ว่า ลูกเราจะต้องไม่อิสระพอจะไปทำความเดือนร้อน รำคาญใจให้คนอื่นแบบนี้

เราไม่ได้สนับสนุนให้หันมาบังคับลูก แต่เราเองอยากฝึกลูกให้มีภูมิต้านทาน และมองหาโอกาสให้เค้า หาพรสวรรค์ที่อยู่ในตัวเค้า ที่เค้าไม่ได้รู้จักมัน
ทุกอย่างที่เราเลือกทำ เราจะได้อย่างหนึ่ง และ เสียอย่างหนึ่งไปเสมอ มันจึงเป็นโจทย์ที่น่าคิด
ถ้าเราไม่ฃ่วยลูกคิดเลย วันหนึ่งที่ลูกเจอพรสวรรค์นั้นก็อาจจะช้าเกินกว่าจะต่อยอด หรือใช้ประโยชน์จากพรสวรรค์นั้น
—————————————————————-
การเลี้ยงลูกมีหลายแนวทางมาก และ เราเชื่อว่าทุกแนวทางดี ถ้ามีความพอดีตรงจุดนั้น
ให้อิสระแบบพอดี และบังคับแบบพอดี น่าจะเป็นทางที่ดีที่สุดของลูก

พอดีคือแค่ไหน อันนี้ตัวชี้วัดน่าจะอยู่ที่แต่ละบ้านพูดแทนกันไม่ได้ เราก็มีมาตรวัดในแบบของเรา
———————————————————————
การพาลูกเรียนพิเศษทำกิจกรรม ทุก ส อา อาจจะดีต่อลูก และเป็นการวางเป้าหมายในแบบหนึ่ง
เด็กที่มีน้ำตาในการที่พ่อแม่บังคับให้ทำอะไรบางอย่าง อาจซ่อนไว้ซึ่งเหตุผลที่เราไม่รู้ทั้งหมด หลังจากนั้นเด็กคนหนึ่งอาจจะยิ้มและค้นพบตัวเองก็ได้ มันอาจเป็นการบังคับให้เปิดใจ ไม่ใช่การบังคับให้ชอบในสิ่งที่ไม่ชอบ
อย่ามองเหตุการณ์ แค่ไม่กี่นาทีแล้วตัดสินการเลี้ยงลูกของคนอื่น
การเปิดใจ เป็นแง่มุมที่น่าสนใจมากสำหรับเราเลยทีเดียวในการเติบโตทั้งแม่และลูก

การพาลูกเที่ยวทุก เสาร์ อาทิตย์ แบบเรา
เราก็มองทิศทางการเรียนรู้ และ มีเป้าหมายในแบบเรา เราก็เรียนรู้กันและกันในทุกเส้นทางที่เราไป
ถึงเราไม่ใช่สายวิชาการ แต่เราก็ไม่เคยคิดว่าสายวิชาการไม่ดี กลับชื่นชมในความมีวินัยของเด็กกลุ่มนี้เสมอ

ทุกแนวทางดีในแบบของตัวเอง เราไม่อาจไปตัดสินว่าอะไรดีที่สุด แต่การเปิดใจให้กว้าง มองรอบข้าง เราก็มักจะได้แนวคิดดีๆในการเลี้ยงลูกมาผสมผสานเสมอ
———————————————————————-
“เพราะลูกยังรักตัวเองไม่เป็นไง เราถึงต้องใช้ความรักที่เขามีต่อแม่ ให้เกิดประโยชน์ต่อตัวเขา” เราชอบคำนี้

ทั้งหมดที่เราเล่ามา ไม่ใช่ How to หรือหลักการ การเลี้ยงลูกนะคะ เป็นเพียงการแบ่งปันประสบการณ์และมุมมองที่เราได้รับรู้มาและน่าสนใจค่ะ

ส่วนตัวเราคิดว่าการให้แต่อิสระ ไร้กรอบโดยสิ้นเชิง
ได้ทำแต่สิ่งที่ชอบ ไม่รู้จักปรับตัวและความรู้สึกเลย อาจไม่ใช่ภูมิคุ้มกันสมบูรณ์แบบสำหรับลูกเราค่ะ

ขอบคุณที่อ่านจนจบนะคะ และดีใจที่มีคนเช้าใจในสิ่งที่เราพยายามจะสื่อมากๆนะคะ
ขอเน้นว่า ไม่ได้สนับสนุนให้บังคับลูกแบบกดดัน หรือ ริดรอนอิสระในวัยเด็ก แต่บอกว่าทุกอย่างจะดี ถ้าพอดีค่ะ การบังคับไม่ได้แย่ไปทุกกรณี การอิสระทั้งหมดก็ไม่ได้ดีซะทีเดียว
คำว่า รักตัวเองไม่เป็น ตีความตามที่อธิบายในบทความ ไม่ได้กล่าวถึงสัญชาตญาณการรักตัวเองแบบตรงๆของมนุษย์
ทุกบ้านมีแนวคิดของตัวเองแล้วแต่จะนำประสบการณ์ที่เจอมาปรับใช้
การตีความก็ขึ้นอยู่กับทัศนคติด้วยค่ะ ทุกประสบการณ์ที่ผ่านมาให้ได้เรียนรู้มีมุมมอง ขอบคุณทัศนคติดีๆที่มีให้กับเรื่องเล่านี้นะคะ

เลี้ยงลูกสุดเหวี่ยง

พาลูกเที่ยว

aroundwegrow

รักลูก

เพราะลูกยังรักตัวเองไม่เป็น

เลี้ยงลูกแบบฉลาด

เลี้ยงลูกแบบฉลาด

“ตอนนี้ไม่ค่อยซ้อมดนตรีเลย
บอกว่ายาก บังคับให้เล่นก็ร้องไห้
ต้องทำยังไงดี”😢

“ตอนสอบต้องติวให้รึเปล่า..เดี๋ยวลูกจะเข้าใจผิดคิดว่าเรากดดันเรื่องเรียน”

“เข้มงวดแค่ไหน ถึงจะไม่ทำให้ลูกเครียด
.
เป็นคำถามที่ไม่มีใครตอบให้ใครได้เลยจริงๆ
เพราะโลกนี้ ไม่มีเครื่องวัดความกดดัน, ความเครียด, ความเข้มงวด
เป็นหน้าจอดิจิตอลให้เราเห็น
.
แต่หมออยากแชร์
เนื้อหาส่วนหนึ่งในหนังสือเรื่อง GRIT
ว่าด้วยเรื่องการเลี้ยงลูกแบบฉลาด
.
หลังจากความรู้เรื่องการเลี้ยงลูกเชิงบวกแพร่หลาย
พ่อแม่ส่วนใหญ่เข้าใจว่า
การเลี้ยงลูก ด้วยเหตุผลเป็นเรื่องดี
และการทำโทษ หรือการกระทำใดๆที่กดดัน เคร่งเครียด เป็นเรื่องไม่ดี
บางคน
ถึงขั้นวิจารณ์การเลี้ยงดูลูกของครอบครัวอื่น
.
ความจริงก็คือ
ความเครียดที่พอเหมาะ (positive stress)
ไม่ได้ทำร้ายสมองเด็ก
ยังเป็นสารตั้งต้นชั้นดี ของคำว่า ศักยภาพ

ความเครียดที่พอเหมาะ
เป็นความเครียดที่เกิดจาก การได้เผชิญอุปสรรค
และต้องดึงความสามารถของตัวเองมาแก้ปัญหา
เป็นความเครียดที่คาดเดาได้
(ไม่ใช่การทำร้ายร่างกาย ทารุณกรรมทางเพศ ทำร้ายจิตใจจนทำให้เสียคุณค่าในตัวเอง ทอดทิ้งละเลยโดยสิ้นเชิง….พวกนี้คือ major stress ที่ส่งผลร้ายต่อสมอง)

งานบ้านที่ไม่อยากทำ แต่ก็ต้องทำ
นี่ก็เกิด positive stress

พ่อแม่ เข้มงวด กับลูก มีการวางกติกากันก่อน
ทำไม่ได้ก็ต้องรับผลของการกระทำ….นี่ก็ positive stress

การซ้อมดนตรี กีฬา การทำสิ่งที่ยากกว่าความสามารถปัจจุบันของตัวเอง
ก็เป็นความเครียด
แต่ถ้าผ่านมันไปได้ ก็เก่งนี่ก็ positive stress

เรื่องที่ควรรู้ถัดมาคือ
เด็กที่ไม่มีใครคาดหวังอะไรกับเค้าเลย
ไม่ใช่เด็กที่คนอื่นต้องอิจฉา
จะทำหรือไม่ทำก็ได้
จะซ้อมหรือไม่ซ้อมก็ได้
จะสอบตก หรือสอบได้ ก็ไม่ต่างกัน
จะได้คะแนนเท่าไหร่ก็ได้

เค้ามิใช่เด็กที่จะภาคภูมิใจในตัวเอง
เพราะเด็กอยากให้คนที่เค้ารัก ชื่นชมเค้าเสมอ
การชื่นชมที่มีแต่เปลือก
ใช้ได้แค่พักเดียว
อีกไม่นานเค้าจะตั้งคำถามว่า
เค้ามีอะไรควรค่ากับการชมนั้นรึเปล่า
หลังจากนั้น เค้าจะรู้ว่า คำชมนั้น ไม่มีค่าอะไร
เพราะ ดี ไม่ดี ทำหรือไม่ทำ…ก็ได้มาอยู่ดี

ดังนััน การเลี้ยงลูกอย่างฉลาด
ไม่ได้หมายถึง ไม่เข้มงวด
ไม่ได้หมายถึง ไม่กดดัน
ไม่ได้หมายถึง ไม่ต้องไปคาดหวังเดี๋ยวลูกจะเครียด

แต่ต้องเหมือนโค้ช
ที่ต้องรู้จักนิสัยใจคอ
และมองสภาวะปัจจุบันของนักกีฬาให้ขาด
รู้จุดแข็งที่ต้องรักษาไว้ รู้จุดด้อยที่ต้องเสริม
วันนี้ เหนื่อยเลยงอแง ต้องให้พัก แล้วค่อยไปต่อ
วันนี้ topform ต้องชื่นชมให้เห็นว่าเรารู้ว่าเส้นทางจะมาถึงวันนี้ไม่ง่าย รู้ว่าพยายามแค่ไหน…บอกให้เค้ารู้ว่าเรามองเห็น และภูมิใจในความทุ่มเทนั้น

วันนี้ ทำอะไรมีแต่ผิดไปหมด นักกีฬาอาจจะท้อ บอกว่าขอเลิก แต่เราต้องรู้ว่าคำว่าเลิก ออกมาจากปากขณะที่เจ้าตัวใช้สมองส่วนอารมณ์ มากกว่า EF
รอให้สมองส่วนเหตุผลกลับมา function ค่อยให้ตัดสินใจใหม่

.
ความยาก มิใช่ตอบว่าต้องทำหรือไม่
การส่งเสริมมันต้องมาพร้อมกับเคี่ยวเข็ญ
ผลักลงสนามแล้ว แต่ต้องคอยอยู่ข้างสนาม
ช่วยแก้เกมส์ให้ คอยให้กำลังใจ

แต่ความยากของการเลี้ยงลูกอย่างฉลาดอยู่ที่
เด็กแต่ละคน กับพ่อแม่ของเค้า
จุดไหนคือความพอดี ในพื้นที่
ระหว่าง ส่งเสริม-เคี่ยวเข็ญ ต่างหาก
😅😅😅
.
ต้องเรียนรู้ทั้งตัวลูก และตัวเองค่ะ
ข้อดีของเราคือ การทดลองของเรามีวันพรุ่งนี้เสมอค่ะ
.
Cr.เพจหมอแพมชวนอ่าน

7 Characters ที่ #มนุษย์จะมีเหนือหุ่นยนต์ตลอดไป


โดย รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี

  1. #Creativity จินตนาการเหนือวิชาความรู้ ไม่ว่า จะเป็น Growth mindset, Out of box, Lateral thinking หรือแม้แต่การไม่ยึดติดกรอบเดิมๆ
    2.#Curiousity ความใฝ่ฝัน อยากรู้ อยากเห็น อยากเรียนรู้ กระตือรือร้น ทะเยอทะยาน
    3.#LovewithBondingAttachment สายใยรักและความผูกพัน ที่พร้อมจะร่วมทุกข์สุขไปด้วยกัน
    4.#Morality กตัญญูรู้คุณ มีวินัย รับผิดชอบ ทักษะควบคุมตนเอง หรือยับยั้งชั่งใจ น้ำใจแบ่งปันเอื้ออาทร
    5.#Consciousness ใช้สติจัดการอารมณ์ และความเครียดที่มีได้
    6.#Inspiration แรงบันดาลใจ ศรัทธา พลังบวก
    7.#ResiliencyandAdversarialGrowth พลังอึดอดทนฮึด สู้ และเสริมพลังจากลบเป็นบวก จากวิกฤติเป็นโอกาสแห่งการพัฒนา

Cr.การประชุมนานาชาติจิตวิทยาทั่วโลก ในครั้งที่ หมอเดว ได้รับเชิญไปพูดในหัวข้อ ต้นทุนชีวิตเด็กและเยาวชน (#LifeAssests #PositiveDevelopment)

#บันทึกหมอเดว

รู้จักโรงเรียนแนวการสอนแบบมอนเตสซอรี่ Montessori

รู้จักโรงเรียนแนวการสอนแบบมอนเตสซอรี่ Montessori

โรงเรียนแนวการสอนแบบมอนเตสซอรี่ Montessori เป็นโรงเรียนทางเลือก ที่กำลังได้รับความนิยม และผู้ปกครองที่กำลังมองหาโรงเรียนให้ลูกให้ความสนใจ มาทำความรู้จักกับหลักสูตรของโรงเรียนแนวการสอนแบบมอนเตสซอรี่ Montessori ว่าเป็นอย่างไร มีรูปแบบการเรียนการสอนเป็นแบบไหน และลูกจะได้อะไรจากการเรียนโรงเรียนแนวการสอนแบบมอนเตสซอรี่ Montessori บ้าง

ที่มาของโรงเรียนแนวการสอนแบบมอนเตสซอรี่

โรงเรียนแนวการสอนแบบมอนเตสซอรี่ (Montessori Method) คิดค้นและจัดตั้งขึ้นโดย แพทย์หญิงมาเรีย มอนเตสซอรี่ (Dr.Maria Montessori) ซึ่งมีปรัชญาว่าจิตที่เกิดมาพร้อมกับเด็กได้กำหนดลักษณะนิสัยของเด็กมาก่อน แต่สภาพแวดล้อมที่ดีที่เหมาะกับการเรียนสำหรับเด็ก จะช่วยส่งเสริมสิ่งที่เด็กมีอยู่ในตัว ดังนั้นการศึกษาในระยะเริ่มต้นของเด็กควรได้รับปลูกฝังให้เจริญเติบโตไปตามธรรมชาติและความต้องการของเขา ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ใหญ่ต้องการให้เด็กเป็น
 

โรงเรียนแนวการสอนแบบมอนเตสซอรี่ Montessori, โรงเรียนมอนเตสซอรี่,  โรงเรียนทางเลือก, โรงเรียนอนุบาลยุวมิตร, โรงเรียนอนุบาลกรแก้ว, โรงเรียนอนุบาลบ้านสานฝัน, โรงเรียนอนุบาลบ้านพลอยเพลิน, โรงเรียนอนุบาลวรพิม, หาโรงเรียน, เลือกโรงเรียน, โรงเรียนอนุบาล, โรงเรียนประถม, แนะนำโรงเรียน, ข้อมูลโรงเรียน, ประเภทโรงเรียน, หลักสูตรการเรียน, หลักสูตรการศึกษา, school zone, โรงเรียนใกล้บ้าน, โรงเรียนดี, โรงเรียนเด็กเก่ง, สมัครเข้าเรียน, นักเรียน, วัยเรียน, เด็กอนุบาล, การศึกษา, การเรียน

หลักการของการสอนแบบมอนเตสซอรี่

  1. พัฒนาการสอนให้สัมพันธ์กับพัฒนาการความต้องการ ตามธรรมชาติของเด็กแต่ละคน
  2. ในช่วงอายุตั้งแต่แรกเกิดถึง 3 ขวบ เป็นช่วงที่จิตซึมซับสิ่งแวดล้อมโดยไร้ความรู้สึก ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 การมองเห็น การได้ยิน การลิ้มรส การดมกลิ่น และการสัมผัส เด็กใช้จิตในการหาความรู้
  3. การเรียนรู้ในระยะแรกของชีวิต เป็นช่วงพัฒนาสติปัญญา เด็กสามารถเรียนทักษะเฉพาะอย่างได้ดี ครูต้องช่างสังเกต และใช้ประโยชน์จากช่วงเวลานี้ในการจัดการเรียนการสอนให้สมบูรณ์ที่สุด
  4. การเตรียมสิ่งแวดล้อม เด็กจะเรียนได้ดีที่สุดในสภาพการจัดสิ่งแวดล้อมที่ได้ตระเตรียมเอาไว้อย่าง มีจุดหมาย มีอิสระจากการควบคุมของผู้ใหญ่ ได้ทำกิจกรรมต่างๆ ตามความคิดของตนเอง
  5. เด็กสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง เรียนรู้ระเบียบวินัยของชีวิต มีอิสระภาพในการทำงานและแก้ไขข้อบกพร่องเด็กสามารถเรียนได้ด้วยตนเอง ลดวิธีการให้ครูเป็นศูนย์กลาง แต่เน้นเด็กเป็นศูนย์กลางในการเรียนเพิ่มขึ้น

หลักสูตรของโรงเรียนแนวการสอนแบบมอนเตสซอรี่

การเรียนการสอนแบบมอนเตสซอรี่คำนึงถึงความต้องการของเด็กในการเรียน โรงเรียนจัดเตรียมสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมกับวัยให้เด็กได้ลงมือทำด้วยตนเอง วิธีนี้เด็กจะได้พัฒนาตนเองจากสิ่งแวดล้อม และเครื่องมืออุปกรณ์ที่จัดระบบไว้ให้ และสิ่งแวดล้อมที่จัดเอาไว้ให้นี้เองเป็นตัวที่ทำให้เด็กมีอิสระ การที่เด็กได้เรียนรู้อย่างอิสระ จะทำให้เด็กได้ในสิ่งที่ต้องการจากการค้นหาการเรียนรู้ ได้รับเสรีภาพในขอบเขตที่จำกัด จากสิ่งแวดล้อมที่ได้ตระเตรียมเอาไว้ให้ และจะทำให้เด็กได้รับผลสำเร็จตามความต้องการของเขา

โรงเรียนแนวการสอนแบบมอนเตสซอรี่

อุปกรณ์การเรียนการสอนแบบมอนเตสซอรี่ทั่วโลกจะใช้อุปกรณ์การสอนแบบเดียวกันทั้งหมด แต่สามารถให้ใช้อุปกรณ์บางอย่างที่ทำขึ้นจากวัสดุท้องถิ่นได้ ในห้องเรียนจะไม่มีโต๊ะและเก้าอี้ครู ภายในห้องมีชั้นวางของ ซึ่งอยู่ในระดับสายตาเด็กบนชั้นมีอุปกรณ์แบบมอนเตสซอรี่จัดวางไว้ เป็นหมวดหมู่ มีตำแหน่งการวางที่แน่นอน มีเพียงหนึ่งชิ้นต่อหนึ่งอุปกรณ์เพื่อฝึกให้เด็กรู้จักรอคอย
 

ครูผู้สอนจะต้องเข้ารับการฝึกอบรมเกี่ยวกับวิธีการสอนจากศูนย์ฝึกอบรมครูระบบมอนเตสซอรี่ การประเมินผลระบบมอนเตสซอรี่จะใช้การสังเกต ความสามารถในการทำกิจกรรม ของเด็กในแต่ละกลุ่มวิชา การใช้อุปกรณ์การเรียนในแต่ละชิ้น
 

จุดเด่นและกิจกรรมแนวการสอนแบบมอนเตสซอรี่

ในโรงเรียนมอนเตสซอรี่กิจกรรมถือเป็นส่วนสำคัญ ที่เด็กเล็กจะเรียนด้วยร่างกายทั้งหมด โดยเน้นทางด้านการฝึกฝนทางประสาทสัมผัส กิจกรรม หรืองานที่เด็กทำจะต้องมีความหมาย อุปกรณ์การเรียนได้วางรูปแบบเอาไว้ให้เด็กได้ทำงานต่างๆ เป็นไปตามขั้นตอนงานจะกระตุ้นทำให้เด็กทำงานต่อไป

กิจกรรมแนวการสอนแบบมอนเตสซอรี่ เด็กจะได้เรียนรู้ด้วยตัวเอง จากการใช้สื่อและอุปกรณ์ต่างๆ ที่ช่วยให้เด็กเข้าใจง่าย สิ่งสำคัญของเรียนแนวมอนเตสซอรี่ คือ มือ เพราะเด็กจะสามารถเรียนรู้ทุกอย่างผ่านมือของตัวเอง โดยมีคุณพ่อคุณแม่และครูเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้และทำทุกอย่างด้วยตัวเอง เด็กจะรู้สึกมีอิสระในการหยิบจับอุปกรณ์ที่เขาสนใจมาทำ หากทำไม่ได้ เด็กจะนำไปเก็บและหยิบอุปกรณ์ชิ้นอื่นมาแทน ทั้งนี้การฝึกฝนจากอุปกรณ์ที่ง่ายไปสู่อุปกรณ์ที่ยากเป็นไปตามพัฒนาการการเรียนรู้ของเด็ก

โรงเรียนแนวการสอนแบบมอนเตสซอรี่ Montessori, โรงเรียนมอนเตสซอรี่,  โรงเรียนทางเลือก, โรงเรียนอนุบาลยุวมิตร, โรงเรียนอนุบาลกรแก้ว, โรงเรียนอนุบาลบ้านสานฝัน, โรงเรียนอนุบาลบ้านพลอยเพลิน, โรงเรียนอนุบาลวรพิม, หาโรงเรียน, เลือกโรงเรียน, โรงเรียนอนุบาล, โรงเรียนประถม, แนะนำโรงเรียน, ข้อมูลโรงเรียน, ประเภทโรงเรียน, หลักสูตรการเรียน, หลักสูตรการศึกษา, school zone, โรงเรียนใกล้บ้าน, โรงเรียนดี, โรงเรียนเด็กเก่ง, สมัครเข้าเรียน, นักเรียน, วัยเรียน, เด็กอนุบาล, การศึกษา, การเรียน
โรงเรียนแนวการสอนแบบมอนเตสซอรี่ Montessori, โรงเรียนมอนเตสซอรี่,  โรงเรียนทางเลือก, โรงเรียนอนุบาลยุวมิตร, โรงเรียนอนุบาลกรแก้ว, โรงเรียนอนุบาลบ้านสานฝัน, โรงเรียนอนุบาลบ้านพลอยเพลิน, โรงเรียนอนุบาลวรพิม, หาโรงเรียน, เลือกโรงเรียน, โรงเรียนอนุบาล, โรงเรียนประถม, แนะนำโรงเรียน, ข้อมูลโรงเรียน, ประเภทโรงเรียน, หลักสูตรการเรียน, หลักสูตรการศึกษา, school zone, โรงเรียนใกล้บ้าน, โรงเรียนดี, โรงเรียนเด็กเก่ง, สมัครเข้าเรียน, นักเรียน, วัยเรียน, เด็กอนุบาล, การศึกษา, การเรียน
โรงเรียนแนวการสอนแบบมอนเตสซอรี่ Montessori, โรงเรียนมอนเตสซอรี่,  โรงเรียนทางเลือก, โรงเรียนอนุบาลยุวมิตร, โรงเรียนอนุบาลกรแก้ว, โรงเรียนอนุบาลบ้านสานฝัน, โรงเรียนอนุบาลบ้านพลอยเพลิน, โรงเรียนอนุบาลวรพิม, หาโรงเรียน, เลือกโรงเรียน, โรงเรียนอนุบาล, โรงเรียนประถม, แนะนำโรงเรียน, ข้อมูลโรงเรียน, ประเภทโรงเรียน, หลักสูตรการเรียน, หลักสูตรการศึกษา, school zone, โรงเรียนใกล้บ้าน, โรงเรียนดี, โรงเรียนเด็กเก่ง, สมัครเข้าเรียน, นักเรียน, วัยเรียน, เด็กอนุบาล, การศึกษา, การเรียน

กิจกรรมมอนเตสซอรี่ มี 3 กลุ่ม

  • กลุ่มประสบการณ์ชีวิต ฝึกให้เด็กมีระเบียบวินัย มีสมาธิ เป็นตัวของตัวเอง และได้พัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่ กล้ามเนื้อมัดเล็ก
  • กลุ่มประสาทสัมผัส ฝึกให้เด็กใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ให้สัมพันธ์กันอย่างเหมาะสม
  • กลุ่มวิชาการ (คณิตศาสตร์และภาษา) ปูพื้นฐานความรู้เรื่องจำนวนตัวเลขการอ่านและการเขียน เด็กจะได้เรียนรู้อย่าเป็นขั้นตอนจากรูปธรรมสู่นามธรรม โดยใช้อุปกรณ์ของมอนเตสซอรี่ เป็นสื่อ

การเรียนแบบมอนเตสซอรี่จะเน้นแบบคละอายุ ให้ช่วงอายุห่างกันประมาณ 3 ปี มีทั้งเด็กที่อายุมากกว่า เท่ากัน และน้อยกว่า เรียนอยู่ในกลุ่มเดียวกัน จุดประสงค์ ก็เพื่อให้เด็กช่วยเหลือกัน ไม่มีการแข่งขันกันในห้องเรียน

 

สิ่งที่เด็กจะได้จากการสอนของโรงเรียนแนวการสอนแบบมอนเตสซอรี่

ในโรงเรียนมอนเตสซอรี่ เด็กจะก้าวหน้าไปตามธรรมชาติของพัฒนาการแห่งวัย มีอิสรภาพในการเลือกสิ่งต่างๆ จากสิ่งแวดล้อมซึ่งสนองความพอใจ และความต้องการในความรู้สึกของเขา เป็นการจัดระบบของตนเอง เพื่อเด็กจะได้ปรับตัวเข้ากับสภาพของชีวิต
 

เด็กมีสิทธิในการพัฒนาบุคลิกภาพของเขาในการเรียนมีอิสระในการทำกิจกรรม สำรวจโลกสำหรับตัวของเขาเองเด็กจะพัฒนาการเรียนรู้ในการทำงานด้วยตนเอง และความรู้สึกของความรับผิดชอบเด็กจะมีวิธีการควบคุมตนเองและเรียนรู้ในการรับผิดชอบต่อตนเองเป็นเบื้องแรก แล้วก็ต่อสภาพการณ์ต่างๆ ที่ทำให้เขาได้พบตัวของเขาเอง
 

ในการพัฒนาการทางด้านสังคมของเด็กในโรงเรียนมอนเตสซอรี่ เด็กเรียนรู้ที่จะทำหน้าที่ของแต่ละคน ในสภาพการเป็นสมาชิกของกลุ่ม มีส่วนร่วมในความรับผิดชอบ และรู้จักที่จะรอคอยความสำเร็จบุคลิกภาพทั้งหมดของเด็กจะได้รับการพัฒนาการปรับตัวต่อสังคม เด็กได้รับการฝึกให้มีคุณภาพพื้นฐานทางสังคม ซึ่งจะนำไปสู่การเป็นพลเมืองดี มีสติปัญญา ความสามารถในการแยกแยะ ความคิดริเริ่ม และการเลือกอย่างอิสระ มีอารมณ์ที่เหมาะสม

Cr. https://www.rakluke.com/

เคล็ดลับการเลือกโรงเรียนให้ลูก

เคล็ดลับการ เลือกโรงเรียนให้ลูก ให้เหมาะสมตามวัย โดย พญ.มัณฑนา ชลานันต์ กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการและพฤติกรรม รพ.กรุงเทพ และ นพ.นิธิ หล่อเลิศรัตน์ กุมารแพทย์ รพ.กรุงเทพ

หมอชี้! หลักการ เลือกโรงเรียนให้ลูก โรงเรียนที่ดีต้องมี 3 ข้อนี้

สำหรับคุณพ่อคุณแม่แล้วการ เลือกโรงเรียนให้ลูก ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลย เพราะลูกจะต้องห่างอกคุณพ่อคุณแม่ไปใช้เวลาอยู่ที่โรงเรียนแทบทั้งวัน และยังต้องไปปรับตัวในการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นอีกหลายคน แถมสมัยนี้ ยังมีโรงเรียนในหลาย ๆ แนวให้เลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นแนวบูรณาการ หรือ แนววิชาการ แล้วโรงเรียนแนวไหนล่ะที่เหมาะกับลูกเรา? และจะดูได้อย่างไรว่าโรงเรียนที่จะให้ลูกเข้าไปเรียนนั้นเป็นโรงเรียนที่ดี ลูกเรียนแล้วจะมีความสุข มีสังคมที่มีคุณภาพ?  ทีมงาน Amarin Baby & Kids จึงขอนำบทสัมภาษณ์จาก พญ.มัณฑนา ชลานันต์ กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการและพฤติกรรม รพ.กรุงเทพ และ นพ.นิธิ หล่อเลิศรัตน์ กุมารแพทย์ รพ.กรุงเทพ ถึงวิธีการเลือกโรงเรียนให้เหมาะสมกับลูก ดังนี้

โรงเรียนเด็กเล็ก
หลักในการเลือกโรงเรียนเด็กเล็ก มี 3 ข้อ ได้แก่ ครู ความสะอาด และ หลักสูตรการเรียน

หลักในการเลือกโรงเรียนเด็กเล็ก มี 3 ข้อ ได้แก่ ครู ความสะอาด และ หลักสูตรการเรียน

การเลือกโรงเรียนอย่างเหมาะสมตามวัยของลูกนั้น ควรพิจารณาตามช่วงอายุ โดยแบ่งเด็กออกเป็น 2 ช่วงด้วยกัน ช่วงแรก คือ กลุ่มอายุก่อนเข้าวัยเรียนหรือวัยอนุบาล (Pre-School Age) และช่วงที่สอง คือกลุ่มที่อยู่ในวัยเรียน (School Age) ซึ่งหมายถึงเด็กที่เรียนชั้นป.1 ขึ้นไป สำหรับเด็กที่อยู่ในวัยอนุบาลนั้นจะเรียนรู้ได้ดีผ่านกิจกรรมการเล่นที่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น นอกจากนี้งานวิจัยพบว่า หากเด็กกลุ่มนี้ได้รับประสบการณ์เข้าเรียนในโรงเรียนหรือสถาบันที่มีคุณภาพ (High Quality Day Care) จะทำให้เด็กมีทักษะทางด้านความคิด ภาษา และสังคมดีกว่าเด็กที่ไม่ได้รับประสบการณ์ดังกล่าว ซึ่งการพิจารณาว่าโรงเรียนหรือสถาบันใดมีคุณภาพนั้นมีหลักการอยู่ 3 ข้อ คือ

  1. ครูผู้สอน
    • โดยพิจารณาได้จากสัดส่วนของครู 1 คน ต่อเด็กกี่คน ในเด็กอายุประมาณ 2-3 ขวบ สัดส่วนคุณครู 1 คน ควรดูแลเด็ก 4-5 คน โดยขนาดกลุ่มไม่ควรเกิน 10 คน เด็กวัย 3-4 ขวบ ควรมีคุณครู 1 คนต่อเด็ก 6-7 คน และเด็กในกลุ่มไม่ควรเกิน 14 คน เป็นต้น การดูแลเด็กในสัดส่วนที่พอเหมาะ จะทำให้ครูสามารถดูแลเด็กได้อย่างมีคุณภาพและทั่วถึง
    • วุฒิการศึกษาของคุณครู การที่ครูผู้สอนเรียนจบด้านเด็กปฐมวัยมาโดยตรง และหากมีการอัพเดทความรู้เกี่ยวกับการสอนเด็กอย่างต่อเนื่อง ก็จะเพิ่มคุณภาพในการสอนมากยิ่งขึ้น
    • ทัศนคติเชิงบวกต่อเด็กของคุณครู และการไม่เปลี่ยนครูผู้สอนบ่อย ๆ ก็จะทำให้คุณครูคุ้นเคยและเข้าใจเด็กแต่ละคนได้เป็นอย่างดี ทำให้เด็กแต่ละคนได้รับการพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง
  2. ความสะอาดในโรงเรียน

ความสะอาดในโรงเรียน การป้องกันการติดเชื้อ และการป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับเด็ก นั้นมีความสำคัญ หากโรงเรียนเอาใจใส่กับสิ่งเหล่านี้ ก็จะทำให้เด็กที่อยู่ในโรงเรียนมีสุขภาพร่างกายที่ดี มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้น้อย หลักในการดูว่าโรงเรียนมีนโยบายเหล่านี้หรือไม่ ดูได้ดังนี้

  • มีการทำความสะอาดของเล่นอยู่เป็นประจำ
  • สอนให้เด็กล้างมือก่อน/หลังการรับประทานอาหาร หรือหลังจากเข้าห้องน้ำเสร็จทุกครั้ง
  • มีการพิจารณาเรื่องความปลอดภัยของของเล่นที่นำมาให้เด็กเล่น
  • บริเวณที่เด็กเล่นควรมีความอ่อนนุ่มเหมาะสมต่อการรองรับหากเกิดการพลัดตกหกล้มระหว่างที่เด็กเล่น
  • ควรมีแผนรองรับหากเกิดอุบัติเหตุขึ้น เช่น มีเจ้าหน้าที่สามารถให้การปฐมพยาบาลเบื้องต้นและมีขั้นตอนในการนำส่งโรงพยาบาลอย่างเป็นระบบ
  • มีการฉีดวัคซีนให้กับคุณครูอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันการติดเชื้อจากเด็กที่ป่วยไปสู่เด็กอื่น ๆ
เลือกโรงเรียนลูก
ความสะอาดและความปลอดภัยในเด็กเล็กนั้นมีความสำคัญกับเด็กเป็นอย่างมาก

3.กิจกรรมหรือหลักสูตรของโรงเรียน

ควรมีความเหมาะสมต่อการส่งเสริมพัฒนาการด้านต่าง ๆ ตามช่วงวัย ซึ่งประกอบด้วย

  • ด้านที่ 1 คือ ทักษะความสมบูรณ์ของร่างกาย ควรมีกิจกรรมให้เด็กได้ออกกำลังกายเพื่อเสริมให้กล้ามเนื้อแข็งแรง มีความยืดหยุ่นและฝึกการทรงตัว รวมทั้งมีการจัดการด้านโภชนาการที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเด็กควบคู่กันไปด้วย
  • ด้านที่ 2 คือ การเสริมสร้างพัฒนาการ ควรมีกิจกรรมที่ส่งเสริมทักษะด้านภาษา กล้ามเนื้อมัดเล็ก กล้ามเนื้อมัดใหญ่ และทักษะด้านสังคม เช่น การวางแผน การทำตามกฎ การแบ่งปัน รวมทั้งการเล่นหรือมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน

เลือกโรงเรียนให้ลูก ให้ลูกเรียนแนวไหนดี?

นพ.นิธิ หล่อเลิศรัตน์ กุมารแพทย์ รพ.กรุงเทพ กล่าวว่า การศึกษาปฐมวัยในไทยจะมีแนวทางใหญ่ ๆ อยู่ 2 แนว ได้แก่ แนววิชาการ และ แนวบูรณาการ โดยแนววิชาการจะมุ่งเน้นเนื้อหาสาระต่างๆ เพื่อเตรียมเด็กสำหรับสอบเข้าในร.ร.ที่มีชื่อเสียงในชั้นประถม 1 ที่พ่อแม่ต้องการได้ แต่สำหรับโรงเรียนแนวบูรณาการนั้นจะมีแนวทางการเรียนการสอนหลายรูปแบบ ดังนี้

  1. แนวมอนเตสซอรี่(Montessori)

เป็นโรงเรียนที่จัดสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็ก ทั้งในเรื่องสถานที่และอุปกรณ์ จะได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะ มอสเตสซอรี่จะเชื่อมั่นในศักยภาพของเด็ก และเห็นว่าการเรียนรู้ของเด็กเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ ครูไม่ได้เป็นผู้ที่สร้างให้เกิดการเรียนรู้ แต่ครูเป็นผู้เกื้อหนุนและสร้างโอกาสในการเรียนรู้ของเด็ก คอนเซ็ปต์ของการจัดการเรียนแบบมอนเตสซอรี่เป็นแบบ Organized life คือ การจัดวางระบบระเบียบในชีวิต มอนเตสซอรี่ไม่เน้นเรื่องการฝึกเล่นมากนัก แต่ว่าจะมีการใช้อุปกรณ์ที่ทำให้การเรียนรู้ของเด็กไม่เบี่ยงเบนไปทางอื่น เหมือนจิ๊กซอว์ที่ต้องใส่ตามร่องตามมุมให้ถูกที่ ถ้าใส่ไม่ถูกที่ก็จะไม่ออกมาเป็นจิ๊กซอว์ที่สมบูรณ์ได้ นอกจากนี้ยังเน้นการสอนในรูปแบบที่ให้เด็กพึ่งพาช่วยเหลือตนเองได้ในชีวิตจริง เช่น การล้างมือ การรับประทานอาหาร ฯลฯ โดยโรงเรียนในแนวนี้จะจัดสิ่งแวดล้อมให้เอื้อต่อการพึ่งพาตนเองของเด็ก ไม่ว่าจะเป็นอ่างล้างมือหรือโต๊ะอาหารที่มีขนาดและความสูงพอเหมาะกับเด็กเล็ก

มอนเตสซอรี่ที่แท้จริงจะมีการจัดคลาสให้เด็กหลายช่วงอายุอยู่ในห้องเรียนเดียวกันเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ เด็กโตจะมีความเป็นผู้นำคอยช่วยเหลือน้อง เด็กเล็กเองก็จะมีการเรียนรู้และเลียนแบบพฤติกรรมจากพี่ที่โตกว่า ซึ่งพบว่าบ่อยครั้งที่เด็กจะเรียนรู้จากเด็กด้วยกันเองได้ดีกว่าเรียนรู้จากผู้ใหญ่ด้วยซ้ำ

โรงเรียนแนวบูรณาการ
โรงเรียนแนวบูรณาการ มีแนวทางการเรียนการสอนที่เน้นการเรียนรู้ด้วยตนเอง ผ่านการเล่น การลงมือทำ

2. แนววอลดอร์ฟ (Waldorf)

โรงเรียนแนวนี้มีแนวคิดมาจากมนุษย์ปรัชญา วิธีการจัดการศึกษาจะเน้นในเรื่องความเป็นมนุษย์ของตัวเอง และความเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม ผู้คน สังคม เพื่อให้รู้จักจุดยืนที่สมดุลของตนในโลกนี้ และเน้นเรื่องการค้นหาศักยภาพที่แท้จริงในตัวตน โดยจะไม่อ้างอิงค่านิยมของสังคมหรือการตลาดมากนัก เด็กในระดับก่อนประถมวัยจะเน้นกิจกรรมเกี่ยวกับการเล่นโดยมีคุณครูเป็นผู้ดูแล ส่วนการศึกษาด้านวิชาการจะเริ่มในเด็กระดับประถมศึกษาขึ้นไป

3. แนวเรกจิโอ เอมิเลีย (Reggio Emilia)

เป็นแนวทางการเรียนรู้แบบ Co-constructivism ที่เชื่อว่าเด็กเรียนรู้โดยผ่านการลงมือทำ ได้ลองผิดลองถูกด้วยตนเอง ภายใต้การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในกลุ่ม จนนำไปสู่ความรู้ความเข้าใจในเรื่องราวที่สนใจ แล้วมีการนำเสนอความคิดและสิ่งที่ได้เรียนรู้ผ่านทางสื่อที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการวาด ปั้น ดัดลวด ระบายสี ภาพถ่าย แม้กระทั่งดนตรี เพลง และการเคลื่อนไหวร่างกายต่างๆ จุดเด่นคือ แนวการเรียนจะไม่มีการวางหลักสูตรเนื้อหาที่ตายตัว แต่ขึ้นกับว่าเด็กมีความสนใจในเรื่องใด แล้วครูจะเป็นผู้ร่วมค้นหาคำตอบด้วยกันกับเด็ก เสมือนหนึ่งเป็นผู้ร่วมทดลองทางวิทยาศาสตร์ด้วยกัน เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ระหว่างกัน ให้ศูนย์กลางการเรียนรู้อยู่ที่ผู้เรียนนั่นเอง

การเลือกโรงเรียนให้ลูก นั้น เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่ทุกท่านคงจะตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลือกไม่ถูก เพราะโรงเรียนนี้ก็ดีในจุดนี้ อีกโรงเรียนก็ดีในอีกจุดหนึ่ง เคล็ดลับเล็ก ๆ คือให้คุณพ่อคุณแม่ลองพาลูกไปดูที่โรงเรียนด้วยตัวเองอีกครั้ง ให้ลูกได้สัมผัสบรรยากาศของโรงเรียน ได้พูดคุยกับครูผู้สอน และพบเจอเพื่อน ๆ ด้วยตนเอง แล้วลองฟังลูกตัดสินใจดู เมื่อลูกได้เลือกโรงเรียนที่ตัวเองชอบแล้ว เชื่อได้ว่าลูกจะมีความสุขกับการเรียนแน่นอน

Cr. http://www.manageronline.com

“เลี้ยงลูกอย่างไรให้ได้ EF” โดย นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์

โลกทุกวันนี้หมุนไปเร็ว ด้วยข้อมูลข่าวสารใหม่ๆ ด้วยเครื่องมือสื่อสารใหม่ๆ แล้วเราจะเลี้ยงลูกอย่างไรกันดี ให้เขาเติบโตขึ้นมาอย่างพร้อมเผชิญกับโลกที่เราเองก็ไม่ได้รู้จักดีนัก EF หรือ Executive Function คือความสามารถของสมองและจิตใจที่จะควบคุมความคิด อารมณ์ และการกระทำเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายได้ ซึ่งสิ่งนี้เองเป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับชีวิตในศตวรรษที่ 21 ที่จะช่วยยึดเหนี่ยวเด็กๆ ของเราไว้ท่ามกลางความเชี่ยวกรากของโลกในวันนี้และวันข้างหน้า

Cr. Amarinbooks

6 โรคที่มากับฤดูหนาว

6 โรคที่มากับฤดูหนาว

1.โรคไข้หวัด และไข้หวัดใหญ่ อาการจะเริ่มด้วยการมีไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ ไอ เมื่อเริ่มมีอาการควรนอนพักผ่อนให้มาก ๆ ดื่มน้ำบ่อย ๆ ถ้าตัวร้อนมากควรใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ดตัว หรือกินยาลดไข้ อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นภายใน 2-7 วัน แต่หากมีอาการไอมากขึ้น หรือมีไข้สูงนานเกิน 2 วัน ควรไปพบแพทย์

2.โรคปอดบวม จะมีอาการโดยทั่วไปได้แก่ ไอ เจ็บหน้าอก มีไข้สูง และหายใจหอบ การวินิจฉัยจะกระทำโดยการฉายรังสีเอกซ์และการตรวจเสมหะ ซึ่งหากมีความรุนแรง ต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที เนื่องจากเป็นสาเหตุการเสียชีวิตมากที่สุดในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี รวมทั้งเด็กที่มีน้ำหนักตัวน้อย เด็กขาดสารอาหาร เด็กที่มีความพิการแต่กำเนิด เช่น โรคหัวใจ เป็นต้น

3.โรคหัด มักเกิดในเด็กโตและวัยรุ่น อาการจะเริ่มจากมีไข้ น้ำมูกไหล ไอ ตาแดง และจะมีผื่นขึ้นภายหลังมีไข้ประมาณ 4 วัน จากนั้น ผื่นจะกระจายทั่วตัว โดยผื่นจะจางหายไปภายใน 2 สัปดาห์ เด็กที่ป่วยเป็นหัด ให้แยกออกจากเด็กอื่น ๆ ประมาณ 1 สัปดาห์

4.โรคหัดเยอรมัน เป็นได้ทั้งผู้ใหญ่ และเด็กเล็ก มีอาการไข้ ออกผื่นคล้ายโรคหัด บางรายอาจไม่มีผื่นขึ้น หากเป็นหัดเยอรมันระหว่างตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนแรก อาจทำให้ทารกในครรภ์พิการได้ ดังนั้น ควรพบแพทย์ และหยุดงาน หรือหยุดเรียนประมาณ 1 สัปดาห์

5.โรคอีสุกอีใส มักจะเกิดในเด็ก เมื่อเป็นโรคนี้แล้ว จะมีภูมิต้านทานโรคตลอดชีวิต อาการจะเริ่มด้วยไข้ต่ำ ๆ ต่อมา จะมีผื่นขึ้นที่หนังศีรษะ หน้า ตามตัว โดยเริ่มเป็นผื่นแดง ตุ่มนูน แล้วเปลี่ยนเป็นตุ่มพองใสหลังมีไข้ 2-3 วัน จากนั้น ตุ่มจะเป็นหนอง และแห้งตกสะเก็ดหลุดออกเองประมาณ 5-20 วัน เด็กนักเรียนที่ป่วยควรหยุดเรียนประมาณ 1 สัปดาห์ เด็กเล็กที่ป่วยควรตัดเล็บให้สั้น เพื่อป้องกันการอักเสบจากการเกาที่ผื่น

6.โรคอุจจาระร่วง ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า โรต้าไวรัส มักจะเกิดขึ้นกับเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ติดต่อโดยการดื่มน้ำ หรือกินอาหารที่มีเชื้อไวรัสปนเปื้อนเข้าไป โดยเด็กจะถ่ายอุจจาระเป็นน้ำ หรือถ่ายเหลวบ่อยครั้ง โดยทั่วไปอาการไม่รุนแรง แต่เด็กบางคนอาจขาดน้ำรุนแรง หากมีเด็กในบ้านถ่ายเหลว ควรให้กินอาหารเหลวบ่อย ๆ เช่น น้ำข้าวต้ม น้ำแกงจืด ให้ดื่มนมแม่ สำหรับเด็กที่ดื่มนมผสม ควรผสมนมให้เจือจางลงครึ่งหนึ่งจนกว่าอาการจะดีขึ้น หากยังถ่ายบ่อยให้ผสมสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ให้ดื่มบ่อย ๆ อาการจะกลับเป็นปกติได้ภายใน 8-12 ชั่วโมง หากอาการไม่ดีขึ้นต้องรีบพาไปพบแพทย์ทันที

Source: http://www.hfocus.org

“เมื่อเด็กใกล้ 7 ขวบ เขาลดความเป็นศูนย์กลางของตนเองลง ก่อนหน้านี้โลกไม่มีใครมีแต่เขา เด็กแต่ละคนลดความเป็นศูนย์กลางของตนเองนี้ลงเร็วช้าต่างๆกัน การไป รร หรือการเข้าสังคมมิใช่เรื่องเร่งด่วน เรารอได้

“เมื่อเด็กใกล้ 7 ขวบ เขาลดความเป็นศูนย์กลางของตนเองลง ก่อนหน้านี้โลกไม่มีใครมีแต่เขา เด็กแต่ละคนลดความเป็นศูนย์กลางของตนเองนี้ลงเร็วช้าต่างๆกัน การไป รร หรือการเข้าสังคมมิใช่เรื่องเร่งด่วน เรารอได้

ทุกท่านทดลองยืนตรงแล้วก้มคอดูเท้าของตัวเอง จะเห็นพุงและเท้าไม่เห็นอะไรอีก คือเห็นแต่ศูนย์กลาง มีมือหนึ่งเข้ามาแย่งตุ๊กตา ไม่เห็นหน้าเห็นแต่มือกัดมันเลย นี่คือเห็นตนเองเท่านั้น ข้างเด็กที่อยากได้ตุ๊กตาก็เห็นแต่ตุ๊กตาไม่เห็นหน้าเจ้าของ อยากได้ก็แย่งเลย ไม่ต้องขอ

เราไม่รีบต่อว่าเด็กเล็กสองสามขวบเรื่องต้องขอแบ่งปัน เราสอนเสมอจะเอาของใครต้องขอ เพื่อนขอลูกจะให้หรือไม่ให้ก็ได้อยู่ที่ความพร้อม คนขอมิได้เห็นแก่ตัว คนไม่ให้ไม่ใช่ไม่แบ่งปัน เด็กสองคนมิได้ก้าวร้าวและมิใช่ผู้ร้าย เด็กสองคนแค่ลดความเป็นศูนย์กลางยังมิได้เท่านั้นเอง เขากำลังพัฒนา

เราไม่รีบกล่าวหา เราสอน ถ้าเด็กตีกันในสนามเด็กเล่น เราเพียงแยกออกให้เล่นคนเดียวแล้วรอเขาพร้อม เมื่อเขาพร้อมเขาจะเข้าหาเด็กคนอื่นได้เอง เขาจะเรียนรู้ได้ว่ากติกาสนามเด็กเล่นคืออะไร ถ้าอยากเข้าไปก็ต้องทำตามกติกา เบื่อเล่นคนเดียวแล้ว โอ๊ะโอ๋ คนอื่นเล่นสนุกเต็มสนาม อยากเข้าไปก็แค่ทำตามกติกา

Cr. นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์

นักจิตวิทยาไขปริศนาคาใจ ทำไมคนเราจำเรื่องในวัยเด็กไม่ได้ โดยเฉพาะ 3-4 ปีแรกของชีวิต!?

นักจิตวิทยาไขปริศนาคาใจ ทำไมคนเราจำเรื่องในวัยเด็กไม่ได้ โดยเฉพาะ 3-4 ปีแรกของชีวิต!?

By เหมียวศรัทธา 

สำหรับผู้คนส่วนใหญ่ เรามักจะไม่มีความทรงจำใดๆ ในช่วง 3-4 ปีแรกของชีวิต ในขณะที่ความทรงจำของชีวิตก่อนจะอายุ 7 ปีเอง โดยมากแล้วก็มักจะเป็นอะไรที่ขุ่นมัว และบอกได้ยากว่าจริงหรือไม่

ปรากฏการณ์ในรูปแบบนี้ เป็นสิ่งที่เรารู้จักกันในชื่อ “ภาวะเสียความจำในวัยเด็ก” (Childhood amnesia) ปรากฏการณ์ที่แม้แต่นักจิตวิทยาก็ยังคงพยายามหาคำตอบกันเรื่อยมาว่ามันเกิดขึ้นเพราะอะไร

อ้างอิงจากคุณ Jeanne Shinskey อาจารย์อาวุโสและผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการภาควิชาจิตวิทยาหากเรามองกันโดยเผินๆ การที่เราจำอะไรในวัยเด็กไม่ได้เลยนั้นก็คงมีความเป็นไปได้สูง

ที่จะมาจากการที่ในตอนเด็กสมองของเรานั้น จะยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่

แนวคิดนี้เกิดขึ้นจากการที่สมองส่วนฮิปโปแคมปัส (Hippocampus) ที่มีความสำคัญต่อการจัดเก็บความทรงจำระยะสั้นไปไว้ในความทรงจำระยะยาว โดยมากจะใช้เวลาพัฒนาตัวจนเราอายุได้ราวๆ 7 ขวบ

อย่างไรก็ตามจากการทดลองในอดีต นักวิทยาศาสตร์กลับพบว่าแม้แต่เด็กอายุ 6เดือนเอง ส่วนมากก็จะมีความสามารถในการจดจำการเล่นของเล่น ในระยะยาวแล้ว

ดังนั้นปัญหาความคงจำของเราจึงไม่น่าจะมาจากการที่เราจำอะไรไม่ได้ตั้งแต่ต้น แต่เป็นเพราะเราลืมมันไปมากกว่า

นั่นนำมาซึ่งความเป็นไปได้ที่สองนั่นคือ ในวัยเด็กเราน่าจะยังมีความรู้ด้านภาษาไม่มากพอที่จะจดจำอะไรเป็นเวลานาน

นี่อาจจะเป็นอะไรที่ฟังดูแปลกสำหรับหลายๆ คน แต่เชื่อหรือไม่ว่านักวิทยาศาสตร์นั้น ได้พิสูจน์มาแล้วว่ามนุษย์จะจำอะไรได้ดีขึ้นหากเราเปลี่ยนความทรงจำของตัวเองเป็นภาษา

ด้วยเหตุนี้ มันจึงอาจจะไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะลืมความทรงจำส่วนใหญ่ในวัยเด็กไปเพราะสมองของเรานั้นยังไม่มีคําศัพท์มากพอที่จะใช้เปลี่ยนความทรงจำ

ซึ่งทำให้ในวัยเด็กเราจะแทบจำอะไรไม่ได้เลย และยิ่งเราเรียนภาษาเท่าไหร่ความทรงจำของเราก็จะยิ่งชัดเจนขึ้นตามไปตามกาลเวลา

แต่แม้ว่าแนวคิดเรื่องภาษาจะดูน่าเชื่อก็ตาม มันก็ไม่ใช่แนวคิดเดียวที่พยายามจะอธิบายการหลงลืมความคงจำตอนเด็กของเราเช่นกัน เพราะวัฒนธรรมและสังคมเอง จริงๆ แล้วก็อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับความทรงจำของเราได้ด้วย

นั่นเพราะ นักวิทยาศาสตร์นั้นได้พบว่า ผู้ใหญ่ของชาวเมารีส่วนใหญ่นั้น จะสามารถจำความได้ดังแต่อายุแค่ 2.5 ปี ซึ่งถือว่าเร็วที่สุดในบรรดาผู้ใหญ่จากทั่วโลกเลย

อะไรที่ทำให้ผู้ใหญ่ของชาวเมารีเป็นเช่นนี้ในปัจจุบันดูเหมือนจะยังไม่กระจ่างชัดนัก

อย่างไรก็ตามนักวิจัยชื่อว่ามันอาจจะเกี่ยวกับการที่พ่อแม่ชาวเมารี มักจะมีการเล่าเรื่องราวของครอบครัวที่ซับซ้อน ซึ่งรวมไปถึงเรื่องราวของตัวเด็กๆ เอง ให้แก่ลูกของตัวเองฟังอยู่บ่อยๆ ก็ได้

ในท้ายที่สุดแล้วแม้ว่านักวิทยาศาสตร์จะยังคงหาคำตอบที่แน่ชัดว่าทำไมเราถึงจำเรื่องราวในวัยเด็กไม่ค่อยได้ แต่พวกเขาก็กำลังค่อยๆ เข้าใกล้ความจริงปัญหานี้เข้าไปเรื่อยๆ

และหากมองว่าตามปกติมนุษย์เราก็หลงลืมเรื่องราวส่วนใหย่ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว มันก็ไม่แน่เหมือนกันว่าการจำชีวิตในวัยเด็กไม่ได้ มันก็คงจะไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายนักเป็นแน่

ที่มา iflscience และ the conversation