Featured

#พ่อลูกเจนอัลฟ่า

#พ่อลูกเจนอัลฟ่า

เรื่องย่อความเป็นมาของเพจพ่อลูกเจนอัลฟ่า

—พ่อลูกเจนอัลฟ่า

สวัสดีครับ ก่อนอื่นผมต้องแนะนำตัวก่อนว่าผมตั้งใจทำเพจนี้ขึ้นมาเพื่อแนะนำ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคุณพ่อ คุณแม่ ที่มีลูกๆ วัยเจนอัลฟ่า (เกิดหลังปี ค.ศ.2010) ผมเองมีประสบการณ์ในการทำโรงเรียนเสริมพัฒนาการเด็กเล็กมาตั้งแต่ปี 2015 โดยเป็นโรงเรียนที่เน้นการพัฒนาเด็กที่เน้นการเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 และตัวเองก็มีลูกที่อยู่ในวัยเจนอัลฟ่าด้วย และอยากจะแชร์ประสบการณ์ตัวเอง พร้อมกับจากที่ได้ศึกษามา โดยแนวคิดหลักๆ ของผมจะเน้นเป็นแนวเน้นการเรียนรู้ผ่านการเล่น และการให้เวลากับลูกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนที่จะมาตกผลึกเป็นแนวนี้ก็เหมือนกับพ่อแม่หลายๆคน ที่มักจะหาข้อมูลจาก Internet มาก่อนแล้วก็จะมีวิธีการหลายๆ แนว ผมคงไม่ได้บอกว่าแนวไหนดีกว่าแนวไหน เพราะมีหลายปัจจัยสำหรับแต่ละครอบครัวที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเรื่องการเงิน คนช่วยเลี่้ยงดู ฯลฯ แต่จะเล่าถึงแนวที่ตัวเองทำมากกว่า เพราะแต่ละแบบกว่าเราจะรู้ว่าผลลัพธ์เป็นอย่างไรคงต้องรอจนถึงเด็กๆเหล่านี้โตเป็นผู้ใหญ่

อย่างแรกที่ผมจะขอแนะนำคือเราควรหาเวลาอ่านหนังสือให้ลูกฟังทุกวัน เอาเวลาที่เราสะดวก เพราะเวลาที่เราอ่านหนังสือให้ลูกฟัง มันมีประโยชน์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นความใกล้ชิดกับลูก คำศัพท์ที่ลูกจะได้จากหนังสือ จินตนาการของเด็กที่ได้จากภาพ เรื่อง อ่านเข้าไปเลยครับทุกวันจะกี่นาทีก็ได้ อย่างน้อยขอให้อ่าน

เรียนออนไลน์ แม่ไม่ไหวในวันที่ลูกเรียนออนไลน์ กล้าที่จะบอกโรงเรียน

เรียนออนไลน์ #แม่ไม่ไหวในวันที่ลูกเรียนออนไลน์ #กล้าที่จะบอกโรงเรียน

เชื่อว่าตอนนี้พ่อแม่หลายๆคนกำลังประสบปัญหาเมื่อลูกต้องเรียนออนไลน์กันอยู่นะคะ ในฐานะที่เป็นทั้งครู เจ้าของ โรงเรียนและแม่ วันนี้ครูจึงรวบรวมตัวช่วยจากประสบการณ์การทำโรงเรียน การเป็นครูและการเป็นแม่มาให้พ่อแม่ทุกคน หวังว่าจะช่วยทุกคนที่กำลังเหนื่อยอยู่ตอนนี้ได้บ้างนะคะ

🙋‍♀️เปิดใจและยอมรับ

เปิดใจและยอมรับว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ทุกคนในโลกนี้ต้องเผชิญกับเหตุการณ์นี้ด้วยกันทั้งหมด ต่างกันที่สถานะของแต่ละคน เช่น เจ้าของธุรกิจก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนแนวทางและรับได้กับยอดขายที่อาจลดลง พนักงานอาจต้องทำงานหนักมากขึ้น หรือบางคนโดนปลดออกจากงาน นักเรียนเองก็เช่นกันวิธีการเรียนอาจต้องเปลี่ยนไป ไม่สะดวกสบายเหมือนเมื่อก่อน อย่ามัวแต่พร่ำบ่น หงุดหงิด ต่อว่า สู้หาทางยอมรับ เปิดใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นจะช่วยให้ลดความเครียดอีกทั้งยังสามารถมีวิธีแก้ไขและจัดการกับเรื่องต่างๆได้ดีขึ้นค่ะ

🙋‍♀️คุยกับโรงเรียนถึงข้อจำกัดของครอบครัว

ครอบครัวแต่ละบ้านมีข้อจำกัดที่ไม่เหมือนกัน บางบ้านพ่อแม่ต้องไปทำงานทั้งวันหรือบางบ้านแม่ต้องเลี้ยงน้องอีกคนไปด้วยอาจมาทำการบ้านส่งได้ตอนดึกหรืออาจไม่สามาถช่วยลูกเรียนในวันธรรมดาได้เลย การคุยกับโรงเรียนถึงข้อจำกัดไม่ใช่เรื่องน่าอายแต่เป็นสิ่งที่โรงเรียนควรได้รับรู้และทำความเข้าใจ พ่อแม่มีสิทธิที่จะคุยกับทางโรงเรียนและให้ทางโรงเรียนทำความเข้าใจกับความจำเป็นที่เกิดขึ้นและช่วยพ่อแม่หาทางแก้ไขที่เหมาะสมไม่ต้องเขินอายเลยค่ะ เชื่อครู บอกได้ เป็นเรื่องที่ทางโรงเรียนต้องหาทางปรับให้เราค่ะ

🙋‍♀️สร้างบรรยากาศในการเรียนให้น่าเรียน

การจัดโต๊ะเรียนให้อยู่ในที่ๆเงียบพอจะให้ลูกมีสมาธิก็สำคัญ แต่การตกแต่งโต๊ะเรียนด้วยเครื่องเขียนที่ลูกชอบ หรือการวางรูปที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ลูกก็อาจมีส่วนช่วยให้การเรียนออนไลน์ง่ายขึ้นได้นะคะ พ่อแม่อาจวางโคมไฟแสงวอร์มไวท์เพิ่มบนโต๊ะเพื่อสร้างบรรยากาศสบายๆ แสงอ่อนๆให้ดูน่าเรียนมากขึ้นได้อีกด้วยค่ะ

🙋‍♀️ หาเวลาผ่อนคลาย

แน่นอนว่าการอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆสำหรับเด็กวัยนี้ไม่ใช่เรื่องที่สมควรเท่าไหร่นัก พ่อแม่จึงควรหาทางให้ลูกได้ผ่อนคลายละสายตาจากจอแล้วหากิจกรรมอื่นๆที่ลูกชอบเพื่อผ่อนคลายบ้าง เช่นฟังเพลง เล่นดนตรี ออกไปเดินเล่นที่สนาม เล่นกีฬา เหล่านี้ถือเป็นการเติมพลัง รีชารจ์พลังใหม่ให้เด็กพร้อมที่จะกลับมาสู้หน้าจอคอมพิวเตอร์อีกครั้ง

🙋‍♀️ประเมินวิธีการสอนของครูให้ทางโรงเรียนทราบ

เชื่อเถอะค่ะว่าครูทุกคนมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือความตั้งใจอยากให้นักเรียนเข้าใจกับบทเรียนและมีความสุขกับการเรียนของครูทุกคน เพียงแต่การสอนของครูแต่ละคนไม่เหมือนกันและยิ่งกับสถานการณ์แบบนี้เป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ครูและทางโรงเรียนพร้อมที่จะเรียนรู้และปรับปรุงวิธีการสอนอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้นักเรียนได้เรียนอย่างมีความสุขและเข้าใจในเนื้อหาที่เรียน ดังนั้นการที่พ่อแม่แนะนำหรือประเมินวิธีการสอนถือเป็นทางที่จะช่วยครูและโรงเรียนให้ได้แก้ปัญหาให้ตรงจุด ดังนั้นพ่อแม่อย่าลังเลที่จะแนะนำทางโรงเรียนให้แก้ไขค่ะ โรงเรียนจะต้องขอบคุณเสียอีกค่ะที่ทำให้โรงเรียนได้มีการปรับปรุงและพัฒนา

🙋‍♀️ไม่แสดงอารมณ์หงุดหงิดให้ลูกเห็น

การแสดงอารมณ์หงุดหงิด เบื่อหน่าย กับการที่ลูกต้องเรียนออนไลน์ถือเป็นการชักจูงความคิดและความรู้สึกให้ลูกคิดไปในทิศทางเดียวกันกับพ่อแม่ แม้ในเด็กบางคนอาจไม่ได้รู้สึกอคติกับการเรียนออนไลน์แต่เมื่อเห็นพ่อแม่หงุดหงิดหรือบ่น เป็นการปลูกฝังความคิดความรู้สึกทางด้านลบในการเรียนออนไลน์ให้กับลูก หรือแม้กระทั่งการแสดงสีหน้าเบื่อ หงุดหงิด ก็อาจทำให้ลูกรู้สึกได้ว่าเป็นภาระของพ่อแม่

🙋‍♀️มองหาข้อดีของการเรียนออนไลน์

ถึงแม้เราจะยอมรับว่าการเรียนออนไลน์ยังไงก็คงไม่ดีเท่าการเรียนสดแต่เอาล่ะ! อย่างน้อยมันต้องมีข้อดีอยู่บ้างเช่น การทำให้เราได้มีเวลาอยู่กับลูกมากขึ้น ลูกได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆวิธีการทางด้านIT มากขึ้น มีความเข้าใจและรู้ปัญหาในการเรียนของลูกเราได้มากขึ้น ดีไม่ดีเราอาจได้รู้ว่าจุดเด่น จุดด้อย หรือวิชาที่ลูกเราถนัดจริงๆแล้วคืออะไร เราอาจปลดล๊อคปัญหาของลูกบางอย่างที่ครูซึ่งไม่ใกล้ชิดกับลูกเท่าเราอาจจะแก้ไขปัญหาไม่ได้ก็ได้ ดีไม่ดีเราอาจได้ช่วยแนะนำให้ลูกเราไปต่อยอดบางเรื่องในอนาคตได้อีกด้วย เค้าว่าในวิกฤตย่อมมีโอกาสเสมอค่ะ 🙂

🙋‍♀️พูดและแสดงความชมเชย ชื่นชม ภูมิใจในลูก

เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เด็กมีกำลังใจและมีความพยายามในการเรียนขึ้นมากค่ะ พ่อแม่ควรชมลูกว่าสามารถปรับตัวและทำได้ดี ถึงแม้บางครั้งอาจยังไม่ดีตามที่ใจพ่อแม่ต้องการแต่เชื่อครูเถอะค่ะ ลองมองหาสักนิดว่าลูกทำส่วนไหนได้ดีแล้วดึงจุดนั้นมาพูดชื่นชมลูกจะมีพลังในการทำให้ดียิ่งๆขึ้นไปอีกเยอะเลยค่ะ

🙋‍♀️ลดความคาดหวังกับลูก

พ่อแม่ส่วนมากมักไม่เคยอยู่กับลูกในระยะเวลาเรียนทั้งวันจึงมักมีความคาดหวังว่าลูกว่าในการเรียนออนไลน์ผลการเรียนต้องออกมาดีพร้อมครบถ้วนลามไปจนถึงสร้างความคาดหวังมากจนเกินไปทำให้เกิดความกดดันทั้งพ่อ แม่ และลูกได้ค่ะ ดังนั้น ลดความคาดหวังลงนะคะ จะช่วยให้การเรียนสนุกขึ้นอีกเยอะเลยค่ะ

🙋‍♀️พ่อแม่ต้องไม่กดดันตัวเอง
พ่อแม่หลายคนไม่เคยสอนลูกเรียนหนังสือจริงจังทั้งวันแบบนี้มาก่อน เมื่อทำไม่ได้หรือรู้สึกมีอุปสรรค ไม่เป็นไปตามที่คาดหวังจะเริ่มหงุดหงิดและโทษตัวเองว่าทำได้ไม่ดี เป็นพ่อแม่ที่ไม่ดี ไม่เก่ง และสร้างความเครียดให้กับตนเอง การคิดแบบนี้นอกจากจะบั่นทอนความรู้สึกตนเองยังทำให้ขีดความสามารถในการสอนลูกของเราลดลงอีกด้วย พ่อแม่ควรทำความเข้าใจว่าพ่อแม่เองก็อยู่ในช่วงปรับตัวเช่นกันและพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนเรียนรู้ไปด้วยกันกับลูก

เป็นกำลังใจให้ทุกคนนะคะ ยินดีรับฟังคำบ่นและแลกเปลี่ยนประสบการณ์นะคะ 🙂

Cr#เลี้ยงลูกด้วยเสียงเพลงโดย ดร.ฟ้าใส

เอาผู้ติดเชื้อโควิด19 ไปอยู่ด้วยกันในรพ.สนาม จะแลกเปลี่ยนเชื้อกันไปมาหรือไม่

เอาผู้ติดเชื้อโควิด19 ไปอยู่ด้วยกันในรพ.สนาม จะแลกเปลี่ยนเชื้อกันไปมาหรือไม่

คำตอบสั้นๆ คือ ไม่ครับ

คำตอบยาวๆ คือ

ถ้าเรากำลังติดเชื้อไวรัสตัวหนึ่งแล้ว จะเกิดปรากฏการณ์เรียกว่า viral interference คือ ร่างกายจะต้านทานไม่ให้ไวรัสตัวที่สองเข้าสู่เซลล์ได้ ทั้งนี้เกิดจากการที่ร่างกายสร้างสารที่เรียกว่า interferon ซึ่งทำงานอย่างไม่จำเพาะหมายความว่า ถึงเป็นไวรัสคนละชนิดก็ต้านทานได้

Viral interference มักจะเกิดอย่างรวดเร็ว แต่อยู่ไม่นานเกินเดือน คือพอทิ้งช่วงห่างออกไป เราก็ติดเชื้อใหม่ได้อีก

นั่นเป็นเหตุที่ตารางการฉีดวัคซีนส่วนมาก จะเว้นเวลาระหว่างเข็มแรกและเข็มที่สองไว้สักเดือน เพื่อให้ interference จากเข็มแรกหมดไปก่อน

Viral interference จะเกิดได้ต้องมีช่วงห่างระหว่างเวลาที่เจอเชื้อไวรัสสองตัว หากเชื้อสองชนิดเข้ามาพร้อมกันก็อาจติดได้ทั้งคู่

ดังนั้นเราจึงฉีดวัคซีนหลายชนิดได้พร้อมกัน แต่ควรฉีดวันเดียวกัน หากทิ้งช่วงห่างแล้วควรรอไปสักเดือนเลย เพื่อให้ viral interference หมดไปก่อน

แม้กระนั้น หากฉีดวัคซีนเชื้อเป็นหลายชนิดพร้อมกัน เชื้อตัวที่เจ้าสู่เซลล์ได้ก่อน ก็อาจก่อกวนไม่ให้ตัวที่เข้าช้าเข้าไม่ได้อยู่ดี เช่น

วัคซีนโปลิโอ เราให้เชื้อพร้อมกันสามชนิดในหลอดเดียว โดยทั่วไปจะเกิดภูมิต้านทานสำหรับเชื้อเพียง 1-2 ชนิดในการให้แต่ละครั้ง เราจึงนิยมให้สามครั้งในเด็กเล็ก

การพัฒนาวัคซีนไข้เลือดออกก็ยุ่งยากมาก เพราะมีเชื้อถึงสี่ชนิดที่ต้องให้ได้ผลพร้อมกัน

กลับมาที่รพ.สนาม คนไข้ทุกคนติดเขื้อโควิด19แล้ว หากมีเชื้อโควิด 19 อีกตัว พยายามจะเข้าก็จะเจอ viral interference เข้าไม่ได้ เมื่อเชื้อหายไปก็เป็นเพราะมีภูมิคุ้มกันแล้ว ก็ไม่ติดอีก

ไม่ต้องห่วงครับ

Cr. ประสิทธิ์ ผลิตผลการพิมพ์

มีกางเกงในเก่าอย่าทิ้ง!

มีกางเกงในเก่าอย่าทิ้ง!

กางเกงในจะขาด ย้วย สีซีด ไม่ขาว
หรือมีรูระบายอากาศเยอะแค่ไหนก็รับหมดจ้า
ขอแค่เราเปลี่ยนจากการทิ้งขยะไปเปล่าๆ
เป็นการส่งไปทำเป็นเชื้อเพลิงทดแทนถ่านหิน
เพื่อเผาในเตาเผาปูนซีเมนต์ใน จ.สระบุรี ดีกว่าา

📍 ส่งบริจาคได้ที่ :
📦 สถานที่จัดส่งที่ 7-Eleven
ระบุสาขารับปลายทาง
13127 (เจริญสินธานีพานทอง)
คุณสมบูรณ์ โทร.0863342612

🚛สถานที่จัดส่งที่โรงงาน
บจก. N15 เทคโนโลยี
(คุณสมบูรณ์ โทร.0863342612)
700/754 ม.1 ต.พานทอง
อ.พานทอง จ.ชลบุรี 20160

📆 วันนี้เป็นต้นไป (ยังไม่มีกำหนดปิดรับ)

นอกจากนี้ยังรับบริจาคขยะอื่นๆ อีกเพียบ
ดูได้เลยที่ : https://ppro.pro/3mxtLbf

Cr #FBปันโปร

บทเรียนจากข่าวดาราคลิปหลุด

บทเรียนจากข่าวดาราคลิปหลุด

เมื่อวานหากใครได้ติดตามข่าวนักร้องวัยรุ่นคนหนึ่งที่มีโพสต์คลิป 18+ ขึ้นไอจี สตอรี่ ส่วนตัวด้วยความไม่ตั้งใจ เป็นคลิปขณะกำลังมีอะไรกับ ผญ. คนหนึ่งที่ต่อมา ระบุว่าเป็นอดีตคนเคยคบของเจ้าตัวที่คบกันมา 3 ปี เจ้าตัวระบุว่าการถ่ายคลิปนี้เกิดจากการยินยอมพร้อมใจที่จะเก็บโมเม้นต์ตรงนั้นไว้ด้วยกัน เขาอ้างว่าที่คลิปหลุดเกิดจากการเอาวีดีโอไปใส่ฟิลเตอร์ในไอจีสตอรี่เพื่อทำการบันทึกแต่เกิดความผิดพลาดไปอัพวีดีโอขึ้นไอจีสตอรี่โดยไม่รู้ตัว ซึ่งตอนนี้เจ้าตัวออกมาขอโทษทุกฝ่าย ต้นสังกัดก็ลงดาบแบนงานทั้งหมดไปก่อน

เมื่อวานพ่อหมอกำลังนั่งไถทวิตเตอร์ไปมาก็เจอข่าวนี้ พอลงไปอ่านข่าวก็อุทานออกมาว่า “นี่ใครวะ” 555 ไม่รู้จัก เริ่มรู้ว่าตัวเองแก่ก็เวลามีข่าวนักร้องนักแสดงเด็ก ๆ นี่แหละ … แต่พอลงไปอ่านรายละเอียดก็พบว่ามีหลายประเด็นที่น่าสนใจที่อาจทำให้พ่อแม่อย่างเราตระหนักและเอากลับไปใช้ในการเลี้ยงลูกได้

หนึ่ง … #เพศสัมพันธ์ …

ส่วนตัวไม่ได้ดูคลิปและไม่ได้อยากจะดูคลิป แต่มีคนบอกว่า ในคลิปนั้นไม่ได้มีการป้องกันที่เหมาะสมในการทำกิจกรรม จะด้วยอะไรก็แล้วแต่ อันตรายมาก ๆ มีอาจารย์แพทย์ท่านหนึ่งเคยพูดทีเล่นทีจริงว่า #ถ้าคุมกำหนัดไม่ได้ก็ต้องคุมกำเนิด เพราะ Safe sex คือเรื่องที่สำคัญที่สุด เพศสัมพันธ์เป็นเรื่องปกติ และตั้งครรภ์ได้เป็นเรื่องปกติ เราก็รู้ ทุกคนก็รู้ว่า การท้องในวัยเรียน วัยรุ่นนั้นไม่สนุกแน่นอน … พ่อแม่ที่มีลูกในวัยที่พร้อมต่างรู้ดีว่า “การเลี้ยงลูกนั้นเป็นงานที่ไม่ง่าย” … นี่ยังไม่นับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อีกมากมาย ซิฟิลิส หนองใน หูดหงอนไก่ และการติดเชื้อเอช ไอ วี ที่ติดขึ้นมาล่ะก็ชีวิตเปลี่ยนแน่นอน แม้การรักษาจะดีขึ้นมาก แต่ยังรักษาไม่หายนะครับ เป็นไปตลอดชีวิตและพร้อมที่จะกำเริบได้เสมอหากดูแลตัวเองไม่ดี

เรื่องเพศต้องพูด เพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยควรเป็นสิ่งที่พ่อแม่ควรพูดคุยกับลูกอย่างสม่ำเสมอและเป็นธรรมชาติ #การป้องกัน คือเรื่องจำเป็นอันดับหนึ่ง … #การมีแฟน … ควรอยู่ในสายตาผู้ใหญ่ เตือนหน่อยได้หากอยู่ในวัยที่ยังเด็กเกินไป แต่ไม่ต้องห้ามปรามหรือมีทัศนคติลบจนเกินไปกับการมีแฟนของลูก เพราะอาจทำให้ลูกยิ่งไม่พูดคุยเรื่องนี้กับเรา และยิ่งปกปิดเรา ออกห่างเราจนเราเองไม่มีช่องทางที่จะพูดคุยกับเขานั่นเอง เมื่อลูกมีแฟน อย่าลืมสอนถึงเพศสัมพันธ์ การปฏิเสธ สิทธิเหนือร่างกายของเราเอง เพราะหลายครั้งเมื่อชาย-หญิงอยู่กันสองต่อสอง อะไรมันก็เกิดขึ้นได้ และการขอ consent ใด ๆ อาจเป็นไปในแกมบังคับ ไม่ว่าจะเป็นการขอมีเพศสัมพันธ์ หรือการถ่ายคลิปก็ตาม หลายคนที่ปฏิเสธไม่เป็นก็จะเหมือนให้คำอนุญาตโดยที่ไม่ได้ยินยอมพร้อมใจได้

สอง … #รอยเท้าในโลกดิจิตอล …

เหตุการณ์นี้จะยังคงอยู่ต่อไปและวนเวียนกลับมาหลอกหลอนเสมอ ทั้งวันนี้ พรุ่งนี้และอนาคตอันไกล … เพราะสมัยนี้ #เขาไม่จำกันแล้ว_เขาแคป ดังนั้นการโพสต์สิ่งใดลงโลกออนไลน์ควรไตร่ตรองให้ดีเสมอ อันนี้เตือนตัวเอง เตือนผู้ใหญ่อย่างเรา และเตือนเด็ก ๆ ทุกคนด้วย เราไม่รู้ว่าอะไรบ้างจะย้อนกลับมาทำร้ายเราในอนาคตบ้าง หลายคนอาจเป็นรูปภาพ หลายคนอาจเป็นความคิดเห็นทางการเมือง หลายคนอาจเป็นวีดีโอหรือเสียง แม้เราต่างรู้ดีว่า เราเองในอดีตกับตัวของเราเองในวันนี้อาจเปลี่ยนไปแล้ว สิ่งที่เคยคิดเห็นในอดีตอาจตรงข้ามกับปัจจุบันแล้ว แต่มันก็คือ สิ่งที่เราเคยเป็น ดังนั้นหากมีคนขุดขึ้นมา เราก็ต้องพร้อมรับผลของการกระทำในอดีตของเราเสมอ …

นี่คือ Digital literacy หรือทักษะในการเข้าใจและใช้เทคโนโลยีดิจิตอล ที่เราต้องสอนลูกเสมอ … สิ่งใดที่ลังเลว่าควรโพสต์ดีไหม อย่าโพสต์ดีที่สุดเนอะ … เพราะ Netizen หรือชาวเน็ต ไม่เคยปรานีใคร เหอะ ๆ

ทิ้งท้ายด้วยประโยคของ Anna (นำแสดงโดยจูเลีย โรเบิร์ต) ในหนังเรื่อง Notting Hill ตอนที่นางเอกมีภาพหลุดออกมา เธอพูดว่า “This story will be filed. Every time anyone writes anything about me, they’ll dig up these photos. Newspapers last forever. I’ll regret this forever” … เรื่องนี้จะถูกเก็บบันทึกไว้ และทุกครั้งที่มีใครเขียนเกี่ยวกับฉัน พวกเขาก็จะขุดเอาภาพพวกนี้ขึ้นมาอีก หนังสือพิมพ์จะอยู่ตลอดไป และฉันก็จะเสียใจกับเรื่องนี้วนไปตลอดชีวิต” …

แอนนา รู้ไหมครับว่า สมัยนี้เขาหลุดเป็นคลิปวีดีโอ แถมอินเตอร์เน็ตสมัยนี้ขุดง่ายกว่า และรวดเร็วกว่าหนังสือพิมพ์มากนัก และอย่าลืมว่า “ถ้าเขาจะรัก ไม่ต้องใส่ฟิลเตอร์เขาก็รัก” นะฮะ … และเมื่อมันเกิดขึ้นแล้วคงทำอะไรไม่ได้มากไปกว่า ยอมรับผลของสิ่งที่เกิดขึ้นให้ดีที่สุดกับบทเรียนบทใหญ่ครั้งนี้ …

#หมอวินเพจเลี้ยงลูกตามใจหมอ

ความรักของแม่มหัศจรรย์เสมอ

“ความรักของแม่มหัศจรรย์เสมอ”
นี่คือเรื่องราวของแม่คนหนึ่งที่ต้องเลี้ยงดูลูกที่เป็นออทิสติกเพียงลำพัง และไม่ใช่แค่เลี้ยงให้เขาเติบโต แต่ยังเลี้ยงเขาด้วยความเชื่อมั่นว่า “เขามีศักยภาพและไม่ด้อยไปกว่าเด็กคนไหนบนโลกใบนี้”
.
ชมเรื่องราวฉบับเต็มได้ที่ :
Part 1/1 https://youtu.be/6swYO8VjzsA
Part 1/2 https://youtu.be/bekpgpkgqX8
.
มนุษย์ต่างวัยพาไปรู้จักกับ “แม่แตง” รสริน ลิปิกรณ์ วัย 62 ปี คุณแม่ของ ”บูม” ซึ่งเป็นออทิสติกมาแต่กำเนิด หมอวินิจฉัยว่า นอกจากเป็นออทิสติก บูมยังมีพัฒนาการช้า สมาธิสั้น และมีปัญญาอ่อนปน หลังคลอดบูมได้ไม่นาน แม่แตงก็แยกทางจากพ่อของบูม ทำให้เธอต้องเลี้ยงลูกชายเพียงลำพัง แต่ด้วยความรักของแม่ แม่แตงก็ไม่เคยคิดท้อถอยที่จะพัฒนา ฝึกฝนให้ลูกชายคนเดียวของเธอสามารถที่จะพึ่งตนเองและอยู่ในสังคมได้เช่นเดียวกับคนอื่น ๆ
.
“ถ้าลูกตาดี หูดี เราก็ต้องให้ชีวิตเขา”
“แม่แตง” ทุ่มเทชีวิตทั้งชีวิตของเธอเพื่อดูแลบูมอย่างใกล้ชิด เพราะธรรมชาติของบูม จะไม่พูด ไม่สื่อสารว่าต้องการอะไร เธอต้องสอนตั้งแต่การใช้ชีวิตประจำวัน การขับถ่าย ไปจนถึงสอนให้อ่านออกเขียนได้ พยายามทุกวิถีทางเพื่อให้ “น้องบูม” ได้เข้าเรียนแม้จะถูกปฏิเสธหลายต่อหลายครั้ง
.
“แม่แตง” ต้องนั่งรถเมล์ ไปรับ ไปส่งลูกที่โรงเรียนทุกวัน ในขณะเดียวกันก็ต้องทำงานหนัก รับจ้างรีดผ้าจนถึงตีสอง ตีสาม ทุกคืน เพื่อหาเงินมาดูแลลูกที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ ด้วยความเชื่อว่า แม้ลูกของเธอจะพิการแต่ก็มีศักยภาพที่จะพัฒนาได้ ทำงานได้ เพียงแต่ต้องได้รับการฝึกฝนอย่างตั้งใจ ซึ่งก็เป็นจริงอย่างที่เธอเชื่อ เพราะบูมสามารถอ่านออกเขียนได้ และเป็นเด็กเรียนดี
.
“วันแรกทำไม่ได้ วันที่สองก็ต้องฝึกให้เขาทำให้ได้ บางวันเขาก็อาละวาด ด้วยภาวะอารมณ์ของเขา แต่เราก็ต้องพยายาม ต้องอดทน ลงทุนทุกอย่างด้วยใจที่เกินร้อย ที่จะฝึกให้เขามีความรู้อ่านออกเขียนได้ และให้เขามีประสบการณ์ต่าง ๆ ในชีวิต สามารถดูแลตัวเอง ทำกิจวัตรต่าง ๆ ได้เอง และทำงานต่าง ๆ ได้”
.
สิ่งที่ “แม่แตง” พยายามมาตลอดก็คือ ปกป้องลูกจากสังคมที่คอยทำร้าย เช่น เมื่อลูกโดนล้อ โดนว่า หรือดูถูก แม่ก็จะทำหน้าที่อธิบาย และให้สังคมมองน้องบูม หรือเด็กพิเศษอย่างเข้าใจมากขึ้น จนปัจจุบัน “บูม” เติบโตเป็นผู้ใหญ่ในวัย 30 ปี และได้รับโอกาสเข้าทำงานกับบริษัทโอวาท โปร แอนด์ ควิก บริษัทรับทำความสะอาดที่เปิดกว้างรับคนพิการเข้าทำงาน โดยบูมรับหน้าที่เป็นคนจัดสต๊อกของ ด้วยความถี่ถ้วน สม่ำเสมอ อ่านหนังสือคล่อง ทำให้บูมกลายเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญขององค์กรที่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนได้รับการยอมรับจากคนในองค์กร
.
“ทุกวันนี้เงินจากการทำงาน เขาให้แม่ทุกบาททุกสตางค์ เขาทำงานด้วยความรับผิดชอบ ไม่ด้อยไปกว่าใคร เด็กพวกนี้ต้องลงทุน ให้โอกาสจริง ไม่อยากให้สังคมมีคำว่าเด็กด้อยโอกาส น่าจะเรียกเด็กพวกนี้ว่าเด็กเพิ่มโอกาส เด็กสร้างสรรค์โอกาส ถ้าคุณส่งเสริม พวกเขาก็จะพัฒนาขึ้นได้ แม่เชื่ออย่างนั้น”


ติดตามเรื่องราวที่เป็นแรงบันดาลใจ เพื่อการอยู่ร่วมกันของคนทุกวัย อย่าลืมกด ‘See first’ แฟนเพจ ‘มนุษย์ต่างวัย’ ไว้นะครับ 😊💙


หัวใจเราเท่ากัน #คนพิการต้องมีงานทำ #โอกาส #บริษัทโอวาทโปรแอนด์ควิก #เด็กพิเศษ #ออทิสติก #กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ #มนุษย์ต่างวัย #manoottangwai


ติดตาม ‘มนุษย์ต่างวัย’ เพิ่มเติมได้ที่
Website : https://www.manoottangwai.com
YouTube : https://www.youtube.com/c/Manoottangwai
LINE Official : https://lin.ee/siekPKY
Instagram : https://www.instagram.com/manoottangwai_ig/
PodBean : https://manoottangwai.podbean.com
Spotify : https://spoti.fi/2BmuWay
JOOX Podcast : https://open.joox.com/s/rd?k=jhanl

รับมือลูกชอบต่อรอง

รับมือลูกชอบต่อรอง

ตอนยังไม่มีลูกหมอเคยได้ยินว่า “อย่าปล่อยให้เด็กๆ ต่อรอง” เพราะเมื่อไหร่ที่ปล่อยให้ลูกต่อรอง ลูกก็จะต่อรองมากขึ้นเรื่อยๆ

แต่พอมามีลูกเอง หมอกลับมองการต่อรองของลูกด้วยมุมมองที่เปลี่ยนไป…

“หม่ามี้ๆคะ หนังสือมันสนุกมากเลย ขออ่านอีกเล่มหนึ่งแล้วค่อยไปแปรงฟันได้มั้ยคะ”

หมอมองเห็น เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่รู้จักความต้องการของตัวเอง กล้าแสดงออกในสิ่งที่ตัวเองต้องการ

เด็กผู้หญิงที่รู้จักปฏิเสธ ไม่บอกให้ซ้ายก็ซ้าย บอกให้ขวาก็ขวา เพราะชีวิตข้างหน้า หมอก็ไม่ได้อยากให้ใครพูดอะไร ลูกก็ง่ายไปซะหมด

หมอเห็นความฉลาด ในการพยายามชักแม่น้ำทั้ง 5 เพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ต้องการ
ซึ่งหลายครั้งมันทำให้เรายิ้มกว้าง ว่าคิดได้ยังไงในวัยแค่นี้
……………………………

หมอไม่มีหลักในการเลี้ยงลูก ว่าเด็กต้องเชื่อฟังผู้ใหญ่เสมอ แต่มีหลักในการเลี้ยงลูกว่าเราคือคนที่ควร “รับฟังกันเสมอ”

หมอจึงไม่ค่อยเป็นปัญหาเวลาที่ลูกชอบต่อรอง เพราะรู้ว่า การที่ลูกจะเสียนิสัย ไม่ได้อยู่ที่การได้ต่อรองของลูก

แต่อยู่ที่การ”ให้หรือไม่ให้” และการ “กลับไปกลับมา” ของพ่อแม่

ในทางปฏิบัติ หมอจึงมีแนวทางที่ใช้แล้วได้ผลดี ประมาณนี้นะคะ

  1. เรื่องที่ “ซีเรียส” ยังไงก็ต่อรองไม่ได้ ก็แค่ใช้ “kind but firm”

“เป็นกฏจ้ะที่เราทุกคนต้องคาดเข็มขัด ถ้าหนูไม่นั่งคาร์ซีท เราก็จะไม่ออกรถไปไหนทั้งนั้น”
ถึงลูกจะต่อรอง ก็แค่ยืนยัน “เรื่องความปลอดภัย เป็นเรื่องสำคัญ แม่บอกว่าไม่ได้ก็คือไม่ได้ หรือลูกจะรออยู่ที่บ้านก็ได้นะ”

ถ้าเรามั่นคงไม่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ลูกจะเรียนรู้ไปเองว่า ถ้าแม่บอกว่า “ไม่ได้” ต่อรองไปก็เท่านั้น

  1. ถ้าเป็นเรื่อง “ไม่ซีเรียส” พอต่อรองกันได้ พยายามอย่าสั่งให้ลูกต้องต่อรอง ลองใช้วิธีถามความเห็น บอกล่วงหน้า หรือให้ทางเลือก

“ใกล้เวลาต้องอาบน้ำแล้วจ้ะ หนูจะอาบน้ำตอนไหนจ๊ะ”
“หนูจะอ่านหนังสืออีก 1 หรือ 2 เล่มดี
เราจะได้ไปแปรงฟันกัน”

  1. ถ้าเป็นเรื่องที่ต่อรองได้ อนุญาตให้ลูกมีโอกาสต่อรองแล้ว “ได้”
    การเรียนรู้ว่าตัวเองมีอำนาจที่จะต่อรองอะไร เป็นการเรียนรู้ที่สำคัญในชีวิต
    “หม่ามี้คะ หนังสือสนุกมากกเลย หนูขออ่านอีกเล่มนึงแล้วค่อยไปแปรงฟันได้มั้ยคะ”
    “ได้เลยจ้ะ แล้วรีบไปแปรงฟันกันนะ”
  2. ถ้าเป็นเรื่องที่ต่อรองได้ แต่เราก็มีข้อจำกัดที่จะให้ เราอาจให้ลูกช่วยกันคิดเพื่อให้เกิด win/win situation หรือข้อตกลงที่โอเคทั้งสองฝ่าย

“แม่รู้ว่าหนูอยากเล่นทรายต่อ แต่เราก็ต้องไปรับพ่อกันแล้ว งั้นช่วยคิดซิ ว่าทำยังไงให้หนูก็ได้เล่นต่อแล้วเราก็ไปรับพ่อทัน”

“งั้นลูกเล่นอีก 3 นาทีนะหม่ามี้ แล้วจะรีบเก็บของเล่นเลย เราจะได้ไปรับพ่อกัน”

“เอาตามนี้จ้ะ งั้นเล่นอีก 3 นาทีนะ เดี๋ยวแม่เตือน”
……………………………

หมอพบว่า…
เมื่อเราเปิดใจไม่มองการต่อรองเป็นเรื่องเลวร้าย เราก็รับฟังกันได้มากขึ้น

เมื่อลูกเรียนรู้ว่าเราก็รับฟังความต้องการของลูก “ความต้องการของเรา” ก็ถูกลูกเข้าใจมากขึ้นเสมอ

ลูกเรียนรู้ได้ ว่าเมื่อไหร่ที่แม่บอกว่าไม่ ต่อรองไปก็เท่านั้น เพราะถ้าให้ได้ แม่จะรับฟังแล้วให้ในสิ่งที่ “เรา” ต่างพอใจและมีความสุข

รักลูก… มองการต่อรองของลูกเป็นโอกาสนะคะ โอกาสที่เค้าจะรับรู้ว่ามีคนที่รับฟัง แต่วินัยก็เป็นอะไรที่สำคัญ

ลูกมีหน้าที่ต่อรอง
พ่อแม่ก็แค่มีหน้าที่ “ให้หรือไม่” ด้วยการใช้วิธีดีๆ 😁

Cr.หมอโอ๋เพจเลี้ยงลูกนอกบ้าน

โรคดื้อต่อต้าน (Oppositional Defiant Disorder : ODD)

โรคดื้อต่อต้าน (Oppositional Defiant Disorder : ODD) 😕 คือ โรคทางจิตเวชประเภทหนึ่ง แสดงอาการให้เห็นชัดเมื่อเด็กอายุได้ 6 – 8 ปี ซึ่งอาการจะมีรูปแบบพฤติกรรมต่อเนื่องของการไม่เชื่อฟังที่แสดงออกด้วย อาการโกรธ โมโหร้าย ชอบเถียง อารมณ์รุนแรง และหงุดหงิดง่ายในระดับที่เกินกว่าเด็กทั่วไป นอกจากนี้ยังทำตัวเป็นปรปักษ์กับผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา ถึงแม้ว่าอาการดื้อจะเป็นธรรมชาติของเด็กและเป็นส่วนหนึ่งของการเจริญเติบโตตามวัย แต่ถ้าเด็กมีพฤติกรรมเหล่านี้อยู่ในระดับที่มากเกินเด็กปกติทั่วไปในวัยเดียวกัน ถ้าหากปล่อยทิ้งไว้อาจส่งผลต่อการเรียนของลูกและส่งผลถึงอนาคตของลูกได้

เด็กที่มีภาวะดื้อต่อต้าน จะมีอาการเป็นสัญญาณเตือนที่ค่อยๆ เกิดขึ้นและอาจแสดงออกรุนแรงมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป
หากไม่แน่ใจว่าลูกเข้าข่ายเสี่ยงเป็น ODD หรือไม่ คุณพ่อคุณแม่ลองสังเกตพฤติกรรมอาการหลักๆ ของลูกดังนี้..

อาการที่เข้าข่ายเป็นโรคดื้อ ต่อต้าน

1.มีอารมณ์ฉุนเฉียวตลอดเวลา พร้อมที่จะระเบิดออกมาทุกเมื่อ

2.ไม่เชื่อฟัง ชอบเถียงหรือชวนทะเลาะอยู่เป็นประจำ ไม่เข้าใจเหตุผลไม่ยอมรับข้อตกลงอะไรทแงสิ้น

3.ไม่ยอมรับผิดในสิ่งที่ตัวเองทำผิดและมักโยนความผิดให้คนอื่นด้วยเหตุผลที่เข้าข้างตัวเอง

4.มีความคิดเป็นลบ มักมีเจตนาร้ายกับคนอื่น ทำให้มีปัญหาการเข้าสังคมได้ยาก

5.ปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามคำสั่งและกฎเกณฑ์

6.โทษคนอื่นเมื่อเกิดข้อผิดพลาดหรือเป็นต้นเหตุของพฤติกรรมไม่ดีของตน

หากเด็กมีพฤติกรรมเหล่านี้มานานกว่า 6 เดือนอาจเข้าข่ายเป็นโรคดื้อต่อต้านที่ต้องรับการแก้ไขโดยด่วน เพื่อให้เกิดผลกระทบต่อเด็ก และคนรอบข้างในอนาคตน้อยที่สุด

สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคดื้อต่อต้าน ยังไม่สรุปได้แน่ชัดแต่นักวิจัยได้แบ่งปัจจัยที่เกี่ยงข้องออกเป็นดังนี้..

  1. ปัจจัยจากตัวเด็ก คือ การมีพื้นอารมณ์เป็นเด็กที่เลี้ยงยาก สมองส่วนหน้าที่มีหน้าที่ควบคุมอารมณ์และการยับยั้งพฤติกรรมของตนเอง รวมทั้งระบบสารสื่อประสาทและฮอร์โมนมีความผิดปกติ รวมไปถึงความผิดปกติในระหว่างเป็นทารกในครรภ์มารดา และภาวะทุโภชนาการและการได้รับสารพิษบางอย่างก็ส่งผลให้เกิดโรคนี้ได
  2. ปัจจัยจากพ่อแม่และครอบครัว อาจเกิดจากการที่พ่อแม่ไม่ได้รับการเลี้ยงดูอย่างเหมาะสมในวัยเด็ก จึงทำให้ขาดทักษะในการเลี้ยงดูลูกที่ถูกต้อง นอกจากนี้ความเครียดจากการเลี้ยงดูลูก การทำงานและความสัมพันธ์ในครอบครัวก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ลูกเกิดโรคนี้ได้ อีกทั้งหากสมาชิกในครอบครัวที่ป่วยด้วยโรคทางจิต ไม่ว่าจะเป็น โรคความผิดปกติทางอารมณ์ โรควิตกกังวล และความผิดปกติทางบุคลิกภาพ เด็กจะเกิดโอกาสเป็นโรคดื้อต่อต้านได้สูง
  3. ปัจจัยจากการเลี้ยงดูและการฝึกวินัย เด็กที่มีพฤติกรรมดื้อ ต่อต้านแล้วก้าวร้าวมักได้รับการเลี้ยงดูในลักษณะที่ทำให้เด็กขาดความผูกพันทางอารมณ์ที่มั่นคงต่อพ่อแม่ คือ เลี้ยงดูแบบปล่อยปละละเลยหรือใช้ความรุนแรงกับเด็ก ตามใจลูกมากเกินไป หรือการเลี้ยงดูแบบไม่สม่ำเสมอคือบางครั้งก้เข้มงวด บางครั้งก็ตามใจ

📍แนวทางการแก้ไขพฤติกรรมโรคดื้อต่อต้าน

สิ่งที่สำคัญของโรคนี้คือการใส่ใจ และการเลี้ยงดูของคนในครอบครัว การแก้ไขโรคนี้จึงต้องเริ่มจากครอบครัวเป็นหลัก โดยควรปฏิบัติดังนี้

  1. สร้างความสัมพันธ์ที่ดี เริ่มตั้งแต่ผู้ปกครองต้องทำความเข้าใจในตัวลูก รวมถึงต้องทำความเข้าใจโรคที่ ลูกเป็น โดยต้องใช้เวลาและความรักแก่ลูก อาจร่วมกันทำกิจกรรมบางอย่างเพื่อใช้เวลาร่วมกันภายในครอบครัว
  2. การปรับพฤติกรรม พ่อแม่ควรปรับพฤติกรรมให้เป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกเห็น หลีกเลี่ยงการใช้อำนาจ และความรุนแรงกับลูก เสริมแรงทางบวก หากลูกมีพฤติกรรมที่ดีควรเอ่ยชื่นชม
  3. การเลี้ยงดูและฝึกวินัย โดยเฉพาะเรื่องการกินและการนอนให้เป็นเวลา รวมถึงกำหนดกฎระเบียบต่าง ๆ ในครอบครัวอย่างสมเหตุสมผล มอบหน้าที่ให้ลูกรับผิดชอบ เช่น การทำงานบ้าน เป็นต้น

หากมีการแก้ไขและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกันภายในครอบครัวแล้ว แต่เด็กยังไม่ดีขึ้นควรเข้าพบจิตแพทย์เพื่อวางแนวทางแก้ไขให้เด็กมีพฤติกรรมที่ดีขึ้น และหายจากโรคดื้อต่อต้าน
Cr. http://www.neurobalanceasia.com

กูเกลียดแม่ มันคือตัวขัดขวางความสุข …….

[โพสต์นี้มีคำหยาบคาย]
.
.
“กูเกลียดแม่ มันคือตัวขัดขวางความสุข ขอให้-งรีบๆ ตายไปซะ eแม่เกูเกลียด-ง รีบไปตายซะไป อีแม่* กูไม่น่ามีแม่อย่างเลย ถ้าแก่ไป กูจะทำแบบที่ทำกับกูจนกว่าจะตาย กูจะไม่มีวันยกโทษให้ด้วย … กูเกลียด** eแม่***”
.
เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา มีคุณแม่มาโพสต์ภาพนี้และกล่าวว่า “วันนี้แม่เพิ่งเห็นว่าลูกตัวเองเกลียดแม่ขนาดนี้เลยเหรอ ที่พูดบอก สอนบ่นให้ทุกวันๆๆ เพราะเขาไม่เชื่อฟังแม่ แม่พยายามปรับตัวเข้าหาเข้าใจเขาใจเย็นสู้แต่ข้อความนี้แม่เพิ่งเห็นไม่รู้ว่าเขาเขียนไว้นานแค่ไหนแล้ว บังเอิญว่าเข้าไปขอสมุดเขา แล้วเห็นเขาดึงไปแล้วพับหน้านี้ แม่เลยแย่งมาดู แม่พยายามไม่ร้องต่อหน้าเขา ล่าสุดคือผลการเรียนออกสรุปติด0 สามวิชา แม่แค่บอกให้ไปตามแก้ติดต่อคุณครูก็ไม่ไป เฉย บ่นพูดบ้างก็ตามนิสัยแม่เอง เขาเอาแต่เก็บตัวอยู่แต่ในห้องข้าวไม่ยอมมากินสองวันแล้วแม่โทรหาเป็นสิบๆสายแชทหา เคาะห้องก็ไม่ยอมเปิด วันนี้เลยไปบังคับให้เปิดอ้างว่าจะเอาของ แต่ต้องมาเห็นอะไรแบบนี้”
.
.

แม่ผู้ไม่เคยรู้ว่าลูกนั้นเกลียดตัวเองมากมายขนาดไหน ทั้งที่ลึก ๆ แม่เองก็อาจคิดว่าที่ผ่านมา ทุกสิ่งอย่างที่ทำลงไป ก็เพราะแม่นั้นหวังดีกับลูก #ตบตี #ด่าว่า #พร่ำสอน #บ่น และ #ใช้คำพูดแรงๆ กับลูก เพราะคิดว่าลูกจะเจ็บจะจดและจะทำตามสิ่งที่แม่ “คิด” ว่าดีและลูกควรต้องทำตาม … กับ #ลูกผู้จดจำจดเจ็บ แต่ไม่ได้ทำตามสิ่งที่แม่บอกเพราะความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ต่อผู้ที่เขาเรียกคน ๆ นั้นว่า “แม่” แม่ผู้ที่เป็น “คนที่ทำกับกู !!!” และเขานั้นตั้งจิตไว้แล้วว่า เขาจะทำแบบเดียวกับที่เขาถูกกระทำมาในวันที่โอกาสได้มาถึง วันที่แม่นั้นแก่ตัวลง … เพราะแม่คนนั้นก็เคยได้ทำกับเขาในวันที่เขายังเล็ก วันที่เขาไร้ซึ่งเรี่ยวแรงและโอกาสที่จะได้สู้ …

ตบตี ดุด่า พร่ำบ่น และใช้คำพูดแรง ๆ

ทุกอย่างที่แม่เคยทำกับเขามันจะกลับคืนสนองกับผู้ที่เคยกระทำ … แค้นย่อมระงับด้วยการแก้แค้น … แรงมาแรงกลับ … นี่คือ #วงจรแห่งความรุนแรงในครอบครัว หากลูกนั้นเลือกที่จะ #สู้ (Fight) คืน หรือกลับกันในเด็กหลายคนเลือกที่ #ถอยหนี (Flight) และเก็บกด จนบาดแผลที่ถูกความรุนแรงเหล่านี้จะกายเป็น #รอยแผลเป็น ที่สร้างปัญหาทางจิตใจ อารมณ์ จนหลายคนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต ความรู้สึกว่าตัวเองไม่เป็นที่รัก ความไม่นับถือตัวเอง ไม่มั่นใจในตนเอง รู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า จนอาจกลายเป็นโรคทางอารมณ์และจิตเวชได้
.
ความรุนแรงไม่เคยสร้างสิ่งที่ดีต่อจิตใจและพัฒนาการของเด็ก หรือกระทั่งผู้ใหญ่อย่างเรา … แต่บ่อยครั้งเหลือเกินที่เราก็ยังเห็นการใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เห็นภาพได้ชัดเจนที่สุดก็คือ … #การลงโทษด้วยการตี แน่นอน เพราะการตีนั้นสามารถหยุดพฤติกรรมที่ไม่ดีได้ทันที ง่ายเพียงแค่ตวาดและเงื้อมือฟาด ใช้ไม้เรียวตี ใช้ไม้กวาดตี ก้านมะยมหรือแค่เพียงปลดเข็มขัดออกมาแล้วฟาดลงไป … ง่ายเหลือเกิน …

แต่หารู้ว่า … มันไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนแต่อย่างใด … เพราะถ้ามันทำได้จริง คุกคงไม่ล้นขนาดนี้ และหากลองไปดูข้อมูลของผู้ต้องหาที่ถูกข้อหาเกี่ยวกับความรุนแรง ฆาตกรรม ความยับยั้งชั่งใจ เขาเหล่านั้นส่วนใหญ่เติบโตมากับความรุนแรงในครอบครัวและสังคมรอบข้างไม่มากก็น้อย
.

ตบตีด่าทอน่ะมันง่าย

แต่การเลี้ยงลูกให้ได้ดีนั้นไม่ง่าย

เมื่อลูกทำตัวไม่น่ารัก ท้าทาย ไม่มีความรับผิดชอบ ควบคุมตัวเองไม่ได้ และอีกร้อยแปดพฤติกรรมที่ไม่ดีในสายตาของเรา … ตอนนั้นคือช่วงเวลาที่เขาต้องการ “ใครสักคน” ที่เข้าใจเขาจริง ๆ ที่จะคลุกวงในเป็น “เบรก” ให้เขาในวันที่เขาเบรกตัวเองไม่อยู่ เป็น “น้ำใสที่ไหลเอื่อยและเย็นฉ่ำ” คอยปลอบประโลมเขาในวันที่เขาเกรี้ยวกราดร้อนรุ่ม เป็น “ตัวอย่างที่ดี” ในทัศนคติ-การใช้ชีวิต-แก้ปัญหาให้เขาได้เห็นและทำตาม … ซึ่งทั้งหมดนี้จะไม่เกิดขึ้นเลยถ้าคุณพ่อคุณแม่ไม่คลุกวงในและใช้เวลาที่ดีร่วมกับเขา เปิดหูและเปิดใจเพื่อรับฟังและเข้าใจ … สิ่งเหล่านี้ใช้ความทุ่มเทและเวลาที่เพียงพอ … ถ้าไม่มีก็ยากเนอะ …
.
อย่าไปด่าเด็กเลยว่า เขาคือเด็กเปรต เลี้ยงเสียข้าวสุก หรือน่าจะเอาขี้เถ้าอุดปาก … และอย่าไปด่าแม่แรง ๆ ว่าที่ลูกเป็นแบบนี้ก็เพราะใคร ทำอะไรไว้กับลูกบ้างล่ะ สมควรแล้วที่ลูกเกลียดขนาดนี้ … เพราะทั้งสองคนนี้คือผู้ที่ต้องได้รับการเยียวยาช่วยเหลือและฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างเร่งด่วน … เพราะคนที่เป็นลูก ที่ผ่านมาเขาคงโดนกระทำย่ำยีต่อร่างกายและความรู้สึกจนอาจอธิบายมาเป็นคำพูดที่ดี ๆ ไม่ได้ด้วยซ้ำ ลูกคงเสียใจ คับข้องใจ และทุกข์เสียเหลือเกินอยู่แล้ว ในขณะที่คนที่เป็นแม่ ได้มาอ่านอะไรแบบนี้คงเสียใจมากจนแทบร้องไห้ไม่ออกเสียด้วยซ้ำ เพราะคนที่เขียนกระดาษน้อย ๆ ใบนี้ คือ เจ้าเด็กตุ้ยนุ้ยคนที่แสนน่ารัก เด็กที่ตาโต ยิ้มหวาน เข้ามาให้กอดให้หอมให้อุ้ม เรียกหาแม่ตลอดเวลา … เจ้าเด็กคนนั้นที่เติบโตขึ้นมาเป็นคนที่เกลียดเราจนอยากให้เราตาย ๆ ไปซะ … มันคงโคตรเสียใจ โคตรสะเทือนใจฉิบหายเลยว่าไหมครับ
.
ว่าแต่มันเกิดอะไรขึ้นในช่วงเวลาเพียงแค่ 10-15 ปีที่ผ่านมากัน ที่ทำให้เด็กที่น่ารักคนนั้นกลายเป็นอย่างในวันนี้ … มันต้องมีอะไรที่หนักหนาอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะการใช้ความรุนแรงในครอบครัว … แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นมาบ้างในอดีต หากคุณแม่อยากจะเปลี่ยนแปลงมันให้ดีขึ้น #จงเมตตากับลูก #จงเมตตากับตัวเอง มันไม่ง่ายหรอกที่จะทำให้บาดแผลในใจของเขาหายได้ ลูกคงยังไม่สามารถรักแม่ได้หรอก แต่หากทำได้ จงเดินเข้าไปกอดและขอโทษลูก ให้เขาพูด ให้เขาได้ระบาย ให้เราได้มีโอกาสที่จะเข้าใจเขา และทำให้ลูกรู้และเห็นว่า แม่คนนี้กำลังเริ่มต้นใหม่ เป็นแม่ที่มีเหตุผล ไม่ดุด่า ขี้บ่นหรือตบตีเหมือนที่ผ่านมา …

ยิ่งลูกอยู่ในวัยรุ่น ยิ่งต้องทำบ้านให้เย็นและน่าอยู่ เตรียมข้าวเย็นไว้รอทุกวัน ถ้าลูกกลับมากินข้าวด้วยกันกับเรา ต้องทำให้เวลานั้นเป็นเวลาดี ๆ ร่วมกัน พูดคุยเรื่องทั่วไป พ่อคุยกับแม่ แม่คุยกับพ่อ เรื่องจิปาถะจนถึงเรื่องที่ซีเรียส ฟังเรื่องที่ลูกพูดแบบไม่ตัดสิน ถามสารทุกข์สุกดิบทั่วไปแบบไม่จับผิด … ทำไปเรื่อย ๆ จนเขารู้สึกว่า บ้านเป็นพื้นที่ปลอดภัย เขาจะค่อย ๆ เปิดใจและปรับตัว
.
ไม่มีใครอยากเป็นคนที่ไม่ดีหรอก เพียงแค่เขาอาจยังไม่เห็นว่าทำดีแล้วมันจะได้อะไร ทำดีไม่เคยเห็น สิ่งที่ดีไม่เคยชม ได้แต่คอยจับผิด ด่าทอ พุ่งทุกสายตาคำพูดที่แสบร้อนก็เฉพาะในวันที่ทำไม่ดี ก็ทำไม่ดีประชดแ-งไปเลย สะใจกว่า ว่าไหมครับ

**ปรับเซ็นเซอร์ข้อความเพื่อลดทอนความรุนแรงลง

Cr#หมอวินเพจเลี้ยงลูกตามใจหมอ

ความสุขของคุณคืออะไร?

ความสุขของคุณคืออะไร?

คนจนบอกว่า..
“มีเงินก็คือมีความสุข”

คนรวยบอกว่า..
“มีเวลาว่าง จึงมีความสุข”

เกษตกรบอกว่า..
“เก็บเกี่ยวดีจึงมีความสุข”

คนพิการบอกว่า..
“แค่เดินได้ก็มีความสุข”

คนตาบอดบอกว่า..
“การมองเห็นจึงเป็นความสุข”

พนักงานบอกว่า..
“การได้หยุดงานคือความสุข”

หมอบอกว่า..
“รักษาคนหาย แล้วมีความสุข”

ขอทานบอกว่า..
“มีข้าวกินก็คือความสุข”

นักเรียนบอกว่า..”
สอบติดมหาวิทยาลัยคือความสุข”

คนป่วยบอกว่า..”
การมีชีวิตอยู่ก็คือความสุข”

หากความสุขตั้งอยู่บนสิ่งที่แปรผัน
สักวันมันจะกลายเป็นทุกข์

ความสุขที่แท้จริง..
จึงอยู่ที่การรู้จักปรับเปลี่ยนจิตใจ
ให้เป็นสุขได้ในทุกที่ทุกเวลา
“รู้จักพอ” จึงเป็นสุข…

คัดลอกมาจาก เพจ ของกินเมืองแพร่ เดลิเวอรรี่

อย่าโทษตัวเองว่าเราเป็นผู้ปกครองที่ไม่ดี ไม่ได้เรื่อง

คุณแม่ของ ‘คอนเน่’ เด็กชายอายุ 7 ขวบ มาปรึกษาหมอ เพราะรู้สึกเครียดมากกับการเลี้ยงลูก”รู้สึกแย่ รู้สึกผิด พังไปหมด …โทษตัวเองว่าเราเป็นแม่ที่ไม่ดี เราเลี้ยงลูกไม่ได้เรื่อง … ทั้งที่เราอยากเป็นแม่ที่ดี พยายามเต็มที่ เลี้ยงเขาให้ดีที่สุด … แต่มันยากมาก ไม่ไหวแล้วค่ะหมอ”คุณแม่เล่าให้ฟังว่า เธอกับสามีมีลูกชายคนเดียว คุณพ่อของคอนเน่ทำงานต่างจังหวัด กลับบ้านเดือนละครั้งหรือสองครั้ง คุณแม่จึงเป็นคนดูแลลูกชายเป็นหลัก และต้องทำงานประจำด้วย.คอนเน่เป็นเด็กที่ร่าเริงสดใส อารมณ์ดี แต่ก็เป็นตัวของตัวเอง เอาแต่ใจ ไม่ค่อยเชื่อฟัง ติดเล่นสนุก ไม่ค่อยมีระเบียบ ขี้ลืม ยิ่งไปบังคับหรือโมโห คอนเน่จะยิ่งต่อต้าน แต่ถ้าอารมณ์ดีๆ ก็จะคุยง่าย และทำตามมากกว่าแต่ช่วงที่ผ่านมามีโควิดระบาด ลูกต้องหยุดมาเรียนออนไลน์ คุณแม่ก็ต้องทำงานที่บ้าน แต่ก็ต้องคุมลูกเรียนออนไลน์ด้วย ปัญหาระหว่างคุณแม่กับลูกเกิดขึ้น คอนเน่ไม่ค่อยตั้งใจเรียน ติดเล่น และไม่ทำงานที่ครูให้ทางออนไลน์ บางทีก็บอกว่าลืม คุณแม่รู้สึกเหนื่อยและเครียดเพิ่มขึ้น ทำให้อารมณ์เสียใส่คอนเน่ ทะเลาะกันบ่อยมากขึ้น เหตุการณ์รุนแรงล่าสุดได้เกิดขึ้น เมื่อเธอโมโหที่คอนเน่ไม่ได้บอกเธอว่ามีการบ้านและเป็นงานที่ต้องใช้เวลานาน แต่ลูกมาบอกตอนที่อีกวันจะต้องส่งแล้ว คุณแม่โมโหมาก ตะโกนเสียงดัง ใช้คำพูดว่าคอนเน่รุนแรง และยิ่งกว่านั้นเธอเอาของเล่นที่ลูกชอบที่สุดไปทิ้งขยะ เพื่อทำโทษตื่นเช้าขึ้นมา คุณแม่รู้สึกว่าตัวเองทำอะไรไม่คิด ลงโทษลูกรุนแรงเกิน คอนเน่ก็ร้องไห้โวยวาย โชคดีคนเก็บขยะยังไม่เก็บของเล่นที่ทิ้งไป คุณแม่จึงเอาของเล่นมาคืนคอนเน่ได้อย่างไรก็ตามคุณแม่เสียใจมาก รู้สึกว่าเธอขาดสติ คุณแม่รู้สึกผิด โทษตัวเอง คุณแม่จึงตัดสินใจมาปรึกษาจิตแพทย์.รับรู้ได้ถึงความเครียดของคุณแม่ หมอคิดว่าถ้าหากคุณแม่มีคุณพ่อช่วยแบ่งเบาเรื่องการเลี้ยงลูก คุณแม่ก็อาจจะไม่ได้เครียดขนาดนี้ก็ได้ แต่บางครั้งสิ่งที่เราอยากให้เป็นก็ไม่ได้เป็นอย่างที่ต้องการเสมอไป นอกจากคุณแม่ท่านนี้ มีคุณแม่หลายๆ คนที่มีความเครียดจากการเลี้ยงลูก การเลี้ยงลูกนั้น ปฎิเสธไม่ได้ว่าคนที่รับบทหนักในการเลี้ยงเป็นหลักจะเป็นคุณแม่ คุณแม่หลายคนที่มีภาระอื่นๆ ทีรับผิดชอบ เช่น ทำงานประจำ งานบ้าน หรือความเครียดในชีวิต ฯลฯยิ่งพ่อแม่ในยุคนี้ที่มีความท้าทายใหม่ๆ เช่น โควิดระบาด การเรียนออนไลน์ หรือเด็กยุคนี้ที่ติดหน้าจอกันมากขึ้น ทำให้การเลี้ยงลูกยากขึ้น.ด้วยความรักที่พ่อแม่มีให้ลูก หลายครั้งที่พบว่าพ่อแม่ก็ละเลยที่จะดูแลตัวเอง สนใจแต่จะดูแลลูก ว่าจะกินอิ่ม นอนหลับไหม แต่เพิกเฉยต่อความต้องการทางกายและใจของตัวพ่อแม่เองจริงๆ แล้วพ่อแม่ต้องเข้าใจว่า หลักสำคัญข้อแรกในการดูแลลูกให้ดี คือ ต้องดูแลตัวของพ่อแม่ให้พร้อมก่อนเปรียบก็เหมือนการช่วยคนจมน้ำ คนที่ลงไปช่วยต้องว่ายน้ำเป็นด้วย รู้หลักการช่วยเหลือที่ถูก มิฉะนั้นก็อาจจะจมน้ำลงไปด้วยกัน ฉันใดก็ฉันนั้นอย่าลืมว่าพ่อแม่จะต้องเป็นหลักให้ลูก ถ้าพ่อแม่ไม่ไหวไม่โอเค ลูกก็คงจะซัดเซรวนเรไปด้วย โดยที่พ่อแม่ก็ไม่ได้อยากให้เป็นแบบนั้น.ในกรณีของคุณแม่คอนเน่ คุณแม่มีบุคลิกภาพเดิมคือ กังวลง่าย จริงจังและตั้งใจเวลาทำอะไร ที่ผ่านมาแม้คุณแม่เองก็เหนื่อยพอสมควรกับการดูแลลูกคนเดียวและทำงานไปด้วย ก็ยังพอจัดการได้ แต่ปีที่ผ่านเกือบทั้งปี สถานการณ์โควิดทำให้อะไรๆ ที่เคยจัดการได้มาตลอดเปลี่ยนไป มีความเครียดเพิ่มขึ้นมาก และก็พักผ่อนไม่เพียงพอต่อเนื่อง บางทียุ่งกับการทำงานและลูก ไม่ค่อยดูแลตัวเอง มีอาการของภาวะซึมเศร้าจากการปรับตัวต่อความเครียดที่เกิด ส่งผลกระทบต่อความคิด การตัดสินใจ การจัดการในการเลี้ยงลูกหมอได้บอกคุณแม่ถึงความสำคัญของการดูแลร่างกาย จิตใจตัวเอง และเข้าใจกับสถานการณ์ที่อะไรๆ อาจจะยากลำบาก จัดการได้ยากกว่าเดิม ปรับความคาดหวัง และหาตัวช่วยมากขึ้น ในช่วงแรกหมอให้คุณแม่ทานยารักษาภาวะซึมเศร้าและคลายเครียด คุณแม่นอนหลับมากขึ้น ทานอาหารเป็นเวลา และชวนลูกไปทำกิจกรรม เดินเล่นรอบสวนในหมู่บ้าน ทำให้ได้ผ่อนคลายออกกำลังกายด้วย ความสัมพันธ์กับลูกก็ดีขึ้น ส่วนเรื่องเรียนออนไลน์ คุณแม่คุยกับคุณแม่ของเพื่อนลูกและคุณครูให้แจ้งเรื่องของการบ้านและงานที่จะต้องทำส่ง จะได้เป็นการเช็คการบ้านลูก ให้ไม่เกิดกรณีแบบที่ผ่านมาอีก นอกจากนั้นก็บอกให้คุณแม่มีเวลาส่วนตัวบ้าง ให้คอนเน่ไปอยู่บ้านตายายบ้าง และคุณแม่ไปพักผ่อน กินข้าวกับเพื่อน ชอปปิ้งบ้าง หลังจากที่คุณแม่ปล่อยวางและจัดการกับความเครียดได้ ผ่อนคลายมากขึ้น การเลี้ยงลูกก็เกิดปัญหาระหว่างกันน้อยลงด้วย คุณแม่ไม่ค่อยโมโหง่ายเวลาลูกทำผิด มีสติและใจเย็น ในจัดการลูกได้มากขึ้น.ไม่มีพ่อแม่ที่เลี้ยงลูกเพอร์เฟ็คไปหมด แต่ขั้นแรกของการเป็นพ่อแม่ที่ดีคือ ดูแลร่างกายและจิตใจของเราให้โอเคก่อนจะไปดูแลลูก -พักผ่อนให้เพียงพอ -ทานอาหารที่มีประโยชน์ -ออกกำลังกายบ้าง-ทำงานอดิเรกที่สบายใจ -มีเวลาส่วนตัวบ้าง -ให้อภัยตัวเองในเวลาที่ทำผิดพลาด -ชื่นชมตัวเองกับสิ่งที่ทำไปดีที่สุดแล้วหวังว่าเรื่องของคอนเน่กับคุณแม่ จะเป็นประโยชน์กับพ่อแม่ ผู้ปกครองคนคนอื่นๆ ที่ได้อ่านบทความนี้.หมายเหตุ: เรื่องของคุณแม่และคอนแน่เป็นเรื่องที่ดัดแปลงจากกรณีที่เกิดขึ้นจริง เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อบุคคลที่สามค่ะ

Cr.#หมอมินบานเย็น#ข้อคิดจากห้องตรวจจิตเวชเด็ก